
Bentley Continental GT & Flying Spur Black Edition: ยกระดับความเข้ม ดุดัน สมรรถนะเหนือชั้น สู่ประสบการณ์การขับขี่ระดับสูงสุด
ในโลกแห่งยนตรกรรมสุดหรู ที่ซึ่งสมรรถนะ ความสง่างาม และการออกแบบอันไร้ที่ติมาบรรจบกัน Bentley Motors ได้ประกาศศักดาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Bentley Continental GT Black Edition และ Bentley Flying Spur Black Edition ที่ผสานเสน่ห์อันน่าหลงใหลของชุดแต่ง Blackline Specification เข้ากับขุมพลัง High Performance Hybrid อันทรงพลัง 680 แรงม้า สร้างนิยามใหม่แห่งสุดยอด Grand Tourer ที่โดดเด่นและแตกต่างอย่างแท้จริง สัมผัสประสบการณ์อันลุ่มลึกของ “ความมืด” ที่แฝงไว้ในยนตรกรรมระดับตำนานเหล่านี้ ซึ่งโรงงานผลิตทั่วโลกจะจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 400 คันเท่านั้น
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมมองว่าการเปิดตัว Bentley Black Edition ครั้งนี้ สะท้อนถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งของ Bentley ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหายนตรกรรมที่ไม่เพียงแต่หรูหรา แต่ยังต้องสื่อถึงตัวตน ความแข็งแกร่ง และความเหนือกว่าในทุกมิติ การผสมผสานระหว่างดีไซน์ที่ดุดันและขุมพลังที่ล้ำสมัย เป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้ Bentley ยังคงครองใจผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะและสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
Continental GT Black Edition: นิยามใหม่แห่งสมรรถนะและสไตล์ที่เข้มข้น
รุ่น Continental GT Black Edition นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตกแต่งภายนอก แต่เป็นการผสานวิศวกรรมอันล้ำสมัยเข้ากับปรัชญาการออกแบบที่เน้นความโฉบเฉี่ยวและทรงพลัง หัวใจหลักคือระบบส่งกำลังแบบ High Performance Hybrid ที่ได้รับการอัพเกรดใหม่ จับคู่กับแชสซี Bentley Performance Active Chassis ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เคยสงวนไว้สำหรับรุ่น Speed เท่านั้น เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นในทุกเส้นทาง
ระบบส่งกำลังที่ผสานเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ขนาด 4.0 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าอันทรงพลัง สามารถรีดพละกำลังรวมได้ถึง 680 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 930 นิวตันเมตร ประสิทธิภาพที่เหนือกว่ารุ่น Continental GT Speed W12 เจเนอเรชันก่อนหน้าอย่างชัดเจน นี่คือพลังที่พร้อมจะตอบสนองทุกการเร่งแซง ทุกโค้ง ทุกความปรารถนาของผู้ขับขี่ การผสานเทคโนโลยีไฮบริดนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มพละกำลัง แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของ Bentley สู่การพัฒนายานยนต์ที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยยังคงรักษา DNA แห่งสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์
การออกแบบที่โดดเด่น: เผย “ด้านมืด” อันเย้ายวน
สำหรับ Continental GT Black Edition และ Continental GTC Black Edition ความพิเศษอยู่ที่การมาพร้อมกับ Blackline Specification ที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัย โฉบเฉี่ยว และเปี่ยมด้วยความลึกลับ รายละเอียดที่สะดุดตา ได้แก่ กระจังหน้าแบบเมทริกซ์สีดำเงา, สปลิตเตอร์ด้านหน้าสีดำ Beluga, และการตกแต่งส่วนอื่นๆ ด้วยสีดำเงาอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ Bentley ‘Winged B’ สีดำเงาที่ฝากระโปรงหน้าและหลัง รวมถึงตัวอักษร BENTLEY สีดำเงา โลโก้ Black Edition ที่บริเวณบังโคลนหน้า เป็นเครื่องยืนยันถึงรุ่นพิเศษนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ล้ออัลลอย 10 ก้าน ขนาด 22 นิ้ว ที่ตกแต่งด้วยสีดำเงา พร้อมทางเลือกสีทูโทนแบบเงา เพิ่มมิติและความสง่างามให้กับตัวรถ การตัดกันอย่างลงตัวของคาลิปเปอร์เบรกสีส้ม Mandarin ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับทั้งสามรุ่นพิเศษนี้ คือจุดเด่นที่สะท้อนถึงความมั่นใจและความกล้าที่จะแตกต่าง
ไฟหน้าเดี่ยวแบบ Harmony ดีไซน์ใหม่ พร้อมแอนิเมชันต้อนรับที่เปิดตัวครั้งแรกในรุ่น Speed และ Azure ได้ถูกนำมาใช้ในรุ่น Continental GT และ Continental GTC Black Edition เพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเพิ่มลูกเล่นยามต้อนรับผู้ขับขี่
ภายในห้องโดยสาร ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยการปักตัวอักษร Black Edition บนพนักพิงศีรษะของเบาะคู่หน้าในรุ่น Continental GT และบนพนักพิงศีรษะทั้ง 4 ที่นั่งในรุ่น Flying Spur การตกแต่งด้วยไม้วีเนียร์แบบ Piano Black, กาบบันได Black Edition, และการเย็บแบบคอนทราสต์ตามความต้องการของผู้ครอบครอง พร้อมด้วยเบาะโดยสารแบบ Comfort, ระบบไฟ Mood Lighting หลากสี, จอแสดงผลแบบ Rotating Display, และแป้นเหยียบคันเร่งแบบสปอร์ต ล้วนเป็นการยกระดับประสบการณ์ภายในห้องโดยสารให้เหนือกว่าคำว่าหรูหรา
Flying Spur Black Edition: พลังไร้ขีดจำกัด ความสบายเหนือระดับ
สำหรับ Flying Spur Black Edition หัวใจหลักยังคงเป็นระบบส่งกำลัง High Performance Hybrid ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ของ Bentley ที่ผสานเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร 520 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 190 แรงม้า สามารถผลิตพละกำลังรวมสูงสุดถึง 680 แรงม้า และแรงบิด 930 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.7 วินาที สำหรับรุ่น Continental GT และ Continental GT Convertible และ 3.9 วินาทีสำหรับรุ่น Flying Spur การเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนกว่า 80 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำให้รุ่น Bentley Black Edition นี้ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความยั่งยืนโดยไม่ละทิ้งสมรรถนะ
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบไอเสียแบบสปอร์ตที่มาพร้อมกับรุ่น Black Edition ยังช่วยเพิ่มเสียงคำรามอันดุดันจากเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร เมื่อกดคันเร่งจนสุด มอบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เร้าใจในทุกการเดินทาง
Bentley Performance Active Chassis: เทคโนโลยีที่สร้างความแตกต่าง
เทคโนโลยี Bentley Performance Active Chassis ในรุ่น Bentley Black Edition ใหม่นี้ ปัจจุบันมีเฉพาะในรุ่น Speed ที่มาพร้อมขุมพลัง 772 แรงม้าเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สนุกสนานไปกับสมรรถนะในการขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ตั้งแต่โหมด Comfort และ Bentley ไปจนถึงโหมด Sport ที่เน้นสมรรถนะสูงสุด ในโหมด Sport, Bentley Performance Active Chassis สามารถส่งกำลังได้สูงสุดถึง 100% ไปยังล้อหลัง เพื่อมอบการตอบสนองการขับขี่ที่แม่นยำ คล่องแคล่ว และทรงพลัง
โหมด Sport ยังส่งผลต่อการปรับการเลี้ยวของล้อหลังได้อย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการปรับการหน่วงและช่วงล่างที่แน่นขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงพวงมาลัยที่ตรง ตอบสนองฉับไว และมอบประสบการณ์การขับขี่สปอร์ตที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง
Bentley Black Edition Hybrid: ประสิทธิภาพที่เข้าถึงได้
Bentley ได้เปิดตัวรุ่นขุมพลังเริ่มต้นเพื่อลดข้อจำกัดด้านราคา โดยรุ่น Bentley Black Edition Hybrid นี้ เป็น “entry-level” ใหม่ของตระกูล Continental GT, Continental GT Convertible และ Flying Spur ที่มาพร้อมขุมพลัง Plug-in hybrid ซึ่งเป็นการผสมผสานเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวม 671 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 930 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.7 วินาทีสำหรับ Continental GT และ 3.9 วินาทีสำหรับรุ่นเปิดประทุน และ Flying Spur
ในด้านการใช้งานในเมือง, Bentley ได้ออกแบบให้รองรับการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 85 กิโลเมตร (สำหรับ GT) ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งถือเป็นระยะทางที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์หรูระดับนี้
Bentley Azure: ความสบายและความหรูหราที่เหนือกว่า
นอกจากขุมพลังใหม่ Bentley ยังได้เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Bentley Azure สำหรับทั้ง 3 โมเดล โดยรุ่น Azure มาพร้อมงานตกแต่งพิเศษ เช่น กระจังหน้าแบบ Gloss Black พร้อมขอบโครเมียมและครีบแนวตั้ง 11 เส้น, สเกิร์ตหน้าใหม่, ล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว, และชุดตกแต่งพรีเมียมภายในห้องโดยสารที่เน้นความสบายและความหรูหรา
ภายในห้องโดยสารของรุ่น Azure มาพร้อมเบาะนั่งแบบ ‘Wellness’ ที่มีฟังก์ชันครบครัน ทั้งเบาะอุ่น, เย็น, และเบาะนวดไฟฟ้า พร้อมหัวเบาะปักลวดลายพิเศษ เพิ่มเติมด้วยแสงไฟสร้างบรรยากาศ, ลายไม้ตกแต่งแบบ Open-pore Walnut, แผ่นกันรอยประตูเรืองแสง, และชุดออปชัน Touring Comfort และ Lighting ที่ครบครัน สำหรับรุ่นเปิดประทุนยังติดตั้งเครื่องเป่าลมอุ่นที่บริเวณต้นคอ เพื่อให้สามารถเปิดประทุนขับในอากาศหนาวได้อย่างสะดวกสบาย
Bentley Mulliner: การรังสรรค์ยนตรกรรมในฝันเฉพาะบุคคล
Bentley Bangkok โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มอบโอกาสให้แก่ลูกค้า Bentley ในการรังสรรค์ยนตรกรรมในฝันด้วยตัวเลือกการตกแต่งที่มีให้เลือกสรรอย่างไม่จำกัด ผ่าน Bentley Mulliner แผนกออกแบบพิเศษของ Bentley ลูกค้าสามารถปรับแต่งภายนอกตัวถังในรุ่น Continental GT และ Continental GTC โฉมใหม่ เจเนอเรชันที่ 4 ได้หลากหลายยิ่งขึ้น
ตัวเลือกเฉดสีไฮไลท์ภายนอก เช่น ลายเส้นบนชุดแต่งรอบคัน, กระจกมองข้าง, และล้ออัลลอย สามารถเลือกสีเดียว หรือ 2 เฉดสีที่ตัดกัน พร้อมรายละเอียดของลายเส้น พื้นผิวของล้ออัลลอยก็มีให้เลือกทั้งเฉดสีทึบ, เมทัลลิค, ซาติน, และมุก การผสมผสานเฉดสีภายในและภายนอกเข้าด้วยกัน เช่น เฉดสีโครเมียมโทนเข้มภายในที่จับคู่กับเฉดสีไฮไลท์ภายนอกสีเทาเข้ม เป็นต้น แนวทางการรังสรรค์เฉพาะตัวจาก Bentley Mulliner เป็นประตูสู่ความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด
ดีไซน์ที่เน้นสไตล์และสมรรถนะ: ลายเส้นแห่งเอกลักษณ์
เส้นสายที่เพรียวบางและแข็งแกร่งของรุ่น Continental GT และ Continental GTC ใหม่ เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์สีสันที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น Bentley Mulliner นำเสนอแถบสีไฮไลท์แบบคอนทราสต์มาตกแต่งในชุดแต่งรอบคันด้วยพื้นผิวแบบเงาหรือซาติน ทอดตัวยาวไปตามแนวสปอยเลอร์หน้า, ที่เหยียบบริเวณกาบประตู, และดิฟฟิวเซอร์หลัง รวมถึงตกแต่งบริเวณฝาครอบกระจกมองข้างและขอบล้ออัลลอย
Bentley Mulliner ยังนำเสนอตัวเลือกที่แตกต่างด้วยหลังคาเฉดสีดำ Beluga ในรุ่น Continental GT ใหม่ ซึ่งสะท้อนรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่เหนือชั้น ชวนให้นึกถึงรุ่น Continental GT Pikes Peak Edition ที่เป็นการเฉลิมฉลองการสร้างสถิติใหม่ในการแข่งขัน
รายละเอียดอันประณีต: สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สำหรับรุ่น Flying Spur, ลายเส้นไฮไลท์ในเฉดสีคอนทราสต์ได้ถูกนำมาตกแต่งเข้ากับชุดแต่งรอบคัน นอกจากนี้ Bentley Mulliner ยังมอบตัวเลือกชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ โดยสามารถเลือกลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ที่เคลือบแลกเกอร์ หรือระบุเฉดสีตามความต้องการของผู้ครอบครอง ชุดแต่งยังตกแต่งด้วยลายเส้นเฉดสีคอนทราสต์ ควบคู่ไปกับขอบล้ออัลลอยและฝาครอบกระจกมองข้างที่ตกแต่งด้วยลายเส้นสีที่เข้ากันเพื่อเสริมลุคให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ความสดใสและโดดเด่นในแบบยนตรกรรมอเนกประสงค์: Bentayga
สำหรับ Bentayga, ตัวเลือกเฉดสีไฮไลท์แบบคอนทราสต์มาในรูปแบบลายเส้นบนฝาครอบกระจกมองข้างและขอบล้ออัลลอย พร้อมคาลิปเปอร์เบรกในเฉดสีฟ้า Klein Blue, สีเหลือง Signal Yellow, และสีเงิน Ice Silver นอกจากนี้ ชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ของ Bentayga ยังสามารถเลือกลายเส้นแบบคอนทราสต์ได้
ล้ออัลลอยกับพื้นผิวที่โดดเด่น: รายละเอียดแห่งความหรูหรา
การตกแต่งล้ออัลลอยช่วยสร้างความโดดเด่นให้แก่รูปลักษณ์ของยนตรกรรม การใช้สีเดียวที่เข้ากับสีตัวถังจะช่วยให้รถดูเป็นหนึ่งเดียวและร่วมสมัย ในทางตรงกันข้าม การใช้สีแบบดูโอโทนเมทัลลิคที่ซี่ล้อและช่องล้อที่ใช้สีแบบคอนทราสต์ จะช่วยดึงดูดสายตาไปที่การออกแบบที่ลึกซึ้งและให้รายละเอียดที่หรูหรา การตกแต่งที่ประณีตสามารถทำได้โดยการใช้ลายเส้นรอบขอบล้ออัลลอย ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกล้ออัลลอยที่เป็นเฉดสีทึบ, เมทัลลิค, ดูโอโทน, ซาติน, หรือมุก ด้วยการใช้ชุดสีเดิม หรือสั่งทำเฉดสีพิเศษเฉพาะของตนเองได้
การรังสรรค์เฉพาะบุคคล: ปรัชญาของ Bentley Mulliner
เฉดสีไฮไลท์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานสั่งทำพิเศษของ Bentley Mulliner นักออกแบบแฟชัน Supriya Lele เคยร่วมมือกับนักออกแบบของ Bentley Mulliner เพื่อรังสรรค์ Bentayga S รุ่นพิเศษ โดยเธอได้คิดค้นเฉดสีพิเศษอย่างเฉดสีฟ้า Nīla Blue ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย เฉดสีพิเศษนี้ แม้จะดูเรียบง่ายแต่มีความโดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงความสง่างามที่จะคงอยู่ยาวนาน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของผลงานเธอ เฉดสีเดียวกันนี้ถูกใช้เป็นสีไฮไลท์บนขอบล้ออัลลอย พร้อมกับสีไฮไลท์อย่าง Mulliner White ที่ใช้ตกแต่งบนชุดแต่งรอบคัน สะท้อนลายเส้นสายสีขาวอันเรียบง่ายที่ใช้ตกแต่งภายในห้องโดยสาร
อีกผลงานพิเศษจากความร่วมมือของ Bentley Naples คือ Continental GT Convertible รุ่นพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นโดย Bentley Mulliner คันแรก ตัวรถมาพร้อมจุดเด่นของการออกแบบภายนอก ได้แก่ เฉดสีม่วง Damson อันหรูหรา และสีเทา Moonbeam ที่เข้ากันกับหนังเฉดสีขาวและสีม่วง Damson พร้อมด้วยขอบเบาะโดยสารในเฉดสีเงิน ผลงานพิเศษชิ้นนี้ได้ถูกนำไปประมูลที่งาน Naples Winter Wine Festival และสามารถระดมทุนได้กว่า 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส
แนวโน้มที่กำลังเติบโต: การปรับแต่งเฉพาะบุคคลคืออนาคต
ปัจจุบัน รถยนต์ Bentley 1 ใน 4 คันจากโรงงานได้รับการรังสรรค์ขึ้นด้วยตัวเลือกพิเศษจาก Bentley Mulliner ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการด้านการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและความโดดเด่นของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง David Parker, Chief Commercial Officer, Bentley Mulliner กล่าวว่า “ทีมนักออกแบบ วิศวกร และช่างฝีมือของเรามุ่งมั่นที่จะให้แน่ใจว่ารสนิยมและบุคลิกของลูกค้าแต่ละรายสามารถสื่อสารออกมาได้ผ่านสี หนัง วัสดุ หรือคุณสมบัติพิเศษเฉพาะ ข้อจำกัดเดียว คือ จินตนาการ”
ประวัติศาสตร์แห่งความเหนือชั้น: จาก Walter Owen Bentley สู่ยุค Hybrid
Bentley ก่อตั้งขึ้นในปี 1919 โดย Walter Owen Bentley ชาวอังกฤษวัย 31 ปี จดทะเบียนบริษัทในนาม Bentley Motor Limited ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 200,000 ปอนด์ และก่อตั้งโรงงานที่เมือง Cricklewood ทางเหนือของกรุงลอนดอน เพื่อผลิตรถยนต์ภายใต้ชื่อ “Bentley” ซึ่งเป็นนามสกุลของเขา
ในยุคนั้น Bentley ถือเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับไฮเอนด์ เน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณการขาย จากชื่อชั้นของการแข่งขันในรายการ Le Mans ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ 4 ปีติดต่อกัน (1927-1930) แต่ก็ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน และต้องขายกิจการให้กับ Rolls-Royce ในปี 1931 ต่อมาในปี 1998 Bentley ก็เปลี่ยนเจ้าของใหม่อีกครั้ง โดย Volkswagen Group เข้ามาซื้อกิจการทั้งหมดของ Rolls-Royce รวมถึง Bentley มาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับรถยนต์ Bentley ที่เป็นที่กล่าวถึงอย่าง Bentley Continental GT คือรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 2003-2011 สังเกตได้จากไฟท้ายที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในเจนเนอเรชั่นถัดๆ มาจนถึงปัจจุบัน ไฟท้ายมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ Bentley Continental GT ถูกพัฒนามาแล้วถึง 3 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน (20 ปี) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาให้เป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพการขับขี่สูงเป็นหลัก ในเจนเนอเรชั่นแรกๆ มาพร้อมเครื่องยนต์ W12 เทอร์โบคู่ ขนาด 6.0 ลิตร ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในระดับ 4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 318 กม./ชม. จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
ล่าสุด Bentley Continental GT ในเวอร์ชันปี 2021 รุ่น Continental GT V8 มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ 8 สูบ V-shape ให้กำลังสูงสุด 542 แรงม้า แรงบิด 770 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 318 กม./ชม.
สัมผัสประสบการณ์ Bentley Black Edition ที่ Bentley Bangkok
Bentley Bangkok โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Bentley อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย พร้อมเปิดรับคำสั่งจองรุ่น New Continental GT Black Edition, New Continental GT Convertible Black Edition, และ New Flying Spur Black Edition ที่มาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ V8 Hybrid เอกสิทธิ์การบริการหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต การรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ยาวนานถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต, บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง, และ Service Package นาน 3 ปีเต็ม พร้อมสิทธิ์การต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต (Bentley Extended Warranty) สูงสุด 4 ปี
หากท่านคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ที่ติ ดีไซน์อันโดดเด่น และความหรูหราที่สะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง Bentley Black Edition คือนิยามใหม่แห่งประสบการณ์การขับขี่ที่ท่านกำลังมองหา เชิญสัมผัสและรังสรรค์ยนตรกรรมในฝันของท่านได้ที่ Bentley Bangkok วันนี้ แล้วท่านจะค้นพบว่า “ความมืด” สามารถงดงามและทรงพลังได้ถึงเพียงนี้