
BMW 9 Series: อัครยนตรกรรมเหนือระดับ สู่บัลลังก์รถยนต์หรูระดับโลก
ในโลกแห่งยานยนต์พรีเมียมที่การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ แบรนด์รถยนต์หรูจากเยอรมนีอย่าง BMW ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนานวัตกรรมและสรรค์สร้างยนตรกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคระดับสูง ท่ามกลางการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Mercedes-Benz โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Mercedes-Maybach S-Class กำลังกอบโกยยอดขายได้อย่างน่าประทับใจ BMW ได้เตรียมทีเด็ดเพื่อท้าชิงบัลลังก์ผู้นำในเซกเมนต์รถยนต์ซีดานขนาดใหญ่สุดหรู ด้วยการเปิดตัว BMW 9 Series ว่าที่รถยนต์ที่จะพลิกนิยามของความหรูหราและสมรรถนะ
BMW 9 Series: วิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่เหนือกว่า
ตามข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าววงในอย่าง Autobild BMW 9 Series ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาของ BMW ในการก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นไปได้ในอุตสาหกรรมยานยนต์หรู โดยจะถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของแพลตฟอร์ม BMW 7 Series เจเนอเรชันล่าสุด ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย นอกจากนี้ การออกแบบยังได้รับแรงบันดาลใจอันทรงพลังจาก BMW Vision Future Luxury concept ซึ่งเป็นแนวคิดในการออกแบบที่แสดงถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแบรนด์
หัวใจสำคัญของ BMW 9 Series คือการมอบประสบการณ์ความหรูหราอย่างเต็มพิกัดให้กับผู้โดยสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นั่งด้านหลัง ซึ่งจะได้รับการออกแบบให้เป็นแบบ 2 ที่นั่งแบบ Individual Seats อันเป็นเอกลักษณ์ แยกออกจากกันด้วยคอนโซลกลางพิเศษที่มาพร้อมกับจอแสดงผลสำหรับความบันเทิงส่วนบุคคล (Individual Entertainment Screens) อันทันสมัย การออกแบบประตูแบบ Rear-hinged Doors หรือที่เรียกกันว่า “ประตูตู้กับข้าว” จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้า-ออก และเสริมภาพลักษณ์ที่สง่างามและโดดเด่นให้กับยนตรกรรมคันนี้
ขุมพลังระดับพรีเมียม: ประสิทธิภาพที่ไม่มีใครเทียบ
สำหรับขุมพลังของ BMW 9 Series นั้น BMW ได้เตรียมตัวเลือกที่น่าตื่นตาตื่นใจไว้สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด BMW 9 Series คาดว่าจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน Twin-Turbo V12 ขนาด 6.6 ลิตร อันทรงพลัง สามารถรีดกำลังได้สูงสุดถึง 600 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 800 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive อันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นและแม่นยำ
สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม BMW 9 Series ก็ไม่ละเลยที่จะนำเสนอทางเลือกที่ยั่งยืน ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Plug-in Hybrid ขนาด 2.0 ลิตร ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับการประหยัดพลังงานและลดมลพิษ ระบบส่งกำลังยังคงใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เพื่อให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและประหยัดพลังงานสูงสุด
วัสดุแห่งอนาคต: ความแข็งแกร่งและน้ำหนักที่เบากว่า
เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่และเพิ่มประสิทธิภาพด้านสมรรถนะ BMW 9 Series จะมาพร้อมกับตัวถังที่ผลิตจากวัสดุ Carbon Fiber Reinforced Plastic (CFRP) หรือที่รู้จักกันในนาม Carbon Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ BMW นำมาใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งสูงสุดให้กับโครงสร้างตัวถัง ในขณะเดียวกันก็สามารถลดน้ำหนักโดยรวมของรถได้อย่างมีนัยสำคัญ อันส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะ การควบคุม และประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน
BMW 9 Series มีกำหนดการเปิดตัวจริงในช่วงปี 2020 พร้อมๆ กับการเปิดตัว BMW 8 Series เวอร์ชัน Coupe และ Convertible ซึ่งมาแทนที่ BMW 6 Series เดิม การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการประกาศศักดาของ BMW ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบสนองทุกความต้องการของตลาดรถยนต์หรูระดับโลก
BMW 8 Series Gran Coupe: ความสง่างามที่เพิ่มมิติใหม่
นอกเหนือจากการพัฒนา BMW 9 Series แล้ว BMW ยังได้ขยายไลน์อัพของ BMW Series 8 ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหารถยนต์สปอร์ตหรูที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการเปิดตัว BMW 8 Series Gran Coupe ซึ่งเป็นเวอร์ชัน 4 ประตู ที่ผสานความสปอร์ตสง่างามเข้ากับความสะดวกสบายในการใช้งานได้อย่างลงตัว
ดีไซน์แห่งความหรูหรา: เส้นสายที่สะกดทุกสายตา
BMW 8 Series Gran Coupe โดดเด่นด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่น Coupe และ Convertible อย่างชัดเจน ด้านหน้าของรถยังคงเอกลักษณ์ของ BMW ด้วยกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ และชุดไฟหน้า LED ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Laserlight อันล้ำสมัย ให้ทั้งความสว่างไสวและความปลอดภัยในทุกสภาวะการขับขี่
แม้ว่าการออกแบบภายนอกจะมีความคล้ายคลึงกับรุ่น 2 ประตู แต่ BMW 8 Series Gran Coupe ได้มีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มพื้นที่และความสะดวกสบาย โดยเฉพาะการเพิ่มกระจกและการออกแบบหลังคาให้สูงขึ้น พร้อมกับการเพิ่มประตูหลัง ทำให้การเข้า-ออกห้องโดยสารทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ หลังคาแก้ว Moonroof ยังเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาให้ในทุกรุ่น เพื่อเพิ่มความโปร่งโล่งและเปิดรับแสงธรรมชาติให้ส่องถึงภายในห้องโดยสาร สำหรับรุ่น M850i xDrive Gran Coupe จะมีตัวเลือกหลังคาที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อเพิ่มความสปอร์ตและลดน้ำหนัก
เมื่อเปรียบเทียบขนาดตัวถังระหว่าง BMW Series 8 Coupe และ Gran Coupe พบว่ารุ่น Gran Coupe มีมิติที่ยาวขึ้นถึง 9.0 นิ้ว (228.6 มม.) กว้างขึ้น 1.2 นิ้ว (30.5 มม.) และสูงขึ้น 2.2 นิ้ว (55.9 มม.) ระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 7.9 นิ้ว (200.7 มม.) ช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับผู้โดยสารตอนหลังให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่มาพร้อมเทคโนโลยี
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ BMW 8 Series Gran Coupe จะพบกับบรรยากาศแห่งความหรูหราและความล้ำสมัย จอแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ทำหน้าที่เป็นมาตรวัด แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบถ้วน ควบคู่ไปกับหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่รองรับระบบ Infotainment อันชาญฉลาด เบาะนั่งคู่หน้ามาพร้อมระบบทำความร้อนเพื่อความสบายในทุกสภาพอากาศ การตกแต่งภายในด้วยไฟ Ambient Light สร้างบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ เบาะหลังสามารถพับแยกได้ในอัตราส่วน 40:20:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบรรทุกสัมภาระ นอกจากนี้ ยังมี Head-up Display แสดงข้อมูลสำคัญบนกระจกหน้า ที่ชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และระบบเครื่องเสียง Harman-Kardon พร้อมลำโพง 16 ตัว มอบประสบการณ์เสียงที่เหนือระดับ
ขุมพลังหลากหลาย: เลือกสรรค์ได้ตามใจ
BMW 8 Series Gran Coupe มาพร้อมกับทางเลือกของระบบส่งกำลังที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า:
เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร TwinPower Turbo 6 สูบ: ให้กำลัง 340 แรงม้า และแรงบิด 500 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถเลือกระบบขับเคลื่อนแบบ AWD ได้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 6 สูบ: สำหรับรุ่น 840d xDrive Gran Coupe ให้กำลัง 320 แรงม้า และแรงบิด 680 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนแบบ AWD เป็นมาตรฐาน อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
เครื่องยนต์เบนซิน 4.4 ลิตร V8 TwinPower Turbo M850i xDrive Gran Coupe: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะขั้นสุด รุ่นนี้มาพร้อมกำลัง 530 แรงม้า และแรงบิด 750 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที
ราคา BMW 8 Series Gran Coupe
สำหรับราคาของ BMW 8 Series Gran Coupe เริ่มต้นที่ประมาณ 84,900 ดอลลาร์สหรัฐ และหากต้องการระบบขับเคลื่อนแบบ AWD จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรุ่นท็อป M850i xDrive Gran Coupe มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 108,900 ดอลลาร์สหรัฐ
BMW: วิวัฒนาการแห่งตราสัญลักษณ์ สู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรม
BMW ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงแค่การผลิตรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงและหรูหราเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง การเปลี่ยนแปลงโลโก้ครั้งสำคัญล่าสุดของ BMW ในเดือนมีนาคม ปี 2020 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกในรอบ 23 ปี และเป็นการปรับโฉมโลโก้ครั้งที่ 6 ในรอบ 103 ปีแห่งการก่อตั้งแบรนด์ สัญลักษณ์ใหม่นี้ปรากฏครั้งแรกบน BMW Concept i4 รถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของ BMW ที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตแห่งยานยนต์
ย้อนรอยโลโก้ BMW: สัญลักษณ์แห่งพลังที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
โลโก้ของ BMW มีจุดเริ่มต้นในปี 1917 จาก Rapp Motorenwerke โดย Franz Josef Popp และ Max Friz ที่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bayerische Motoren Werke (BMW) และจดสิทธิบัตรตราสัญลักษณ์ใหม่
โลโก้รุ่นที่ 1 (1917): รูปทรงกลม วงแหวนนอกสีดำตัดเส้นสีทอง ตัวอักษรย่อ BMW ตรงกลางเป็นสีฟ้า-ขาว ได้แรงบันดาลใจจากสีธงประจำรัฐบาวาเรีย รถคันแรกที่ใช้โลโก้นี้คือ BMW R32
โลโก้รุ่นที่ 2 (1933): มีการปรับขนาดเส้นวงแหวนและฟอนต์ตัวอักษรให้หนาขึ้น เพื่อให้เข้ากับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท รถยนต์คันแรกที่ใช้โลโก้รุ่นนี้คือ BMW 3/20
โลโก้รุ่นที่ 3 (1953): เปลี่ยนขอบสีทองเป็นเส้นสีขาว และเปลี่ยนสีตัวอักษรสีทองเป็นสีขาว ลดความเข้มสีด้านในให้คล้ายสีธงรัฐบาวาเรียมากขึ้น รถยนต์สำคัญในยุคนี้คือ BMW 501
โลโก้รุ่นที่ 4 (1963): ถือเป็นโลโก้ที่มีอิทธิพลยาวนาน ฟอนต์เปลี่ยนจาก Serif เป็น Sans-serif วงแหวนสีดำตัดขอบนอกสีขาว ด้านในใช้เส้นสีขาวครอบแพทเทิร์นสีฟ้าขาว ยุคทองของ BMW เริ่มต้นขึ้นพร้อมโลโก้นี้
โลโก้รุ่นที่ 5 (1997): เพิ่มแสงเงาให้โลโก้ดูมีมิติมากขึ้น ตัวอักษร BMW ยังคงใช้ฟอนต์ Sans-serif โลโก้นี้อยู่คู่กับ BMW มานานถึง 23 ปี และเป็นช่วงเวลาที่ BMW พัฒนารถยนต์รุ่นสำคัญมากมาย ทั้ง Series 3, 5, 7 และการกำเนิดของตระกูล X (SUV) รวมถึงการก่อตั้งแบรนด์ BMW i สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
โลโก้รุ่นที่ 6 (2020): ตัดสีดำออกจากวงแหวนด้านนอก แทนที่ด้วยความโปร่งใส และใช้เส้นสีขาวขอบหนา ด้านในยังคงแพทเทิร์นสีฟ้า-ขาวไว้ โลโก้ใหม่นี้สื่อถึงความเปิดกว้างและเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
ตลอด 103 ปีที่ผ่านมา แม้ BMW จะมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ถึง 6 ครั้ง แต่ทุกครั้งยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และความยอดเยี่ยมในการผลิตยนตรกรรมที่สร้างชื่อเสียงและได้รับความนิยมไปทั่วโลก
BMW ในปี 2019 มีมูลค่าสูงถึง 23.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม
ก้าวต่อไปในโลกของ BMW
BMW 9 Series และ BMW 8 Series Gran Coupe เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแสดงวิสัยทัศน์และศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของ BMW ในการนำเสนอสุดยอดยนตรกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะอันเร้าใจ หรือความหรูหราที่เหนือระดับ หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบและต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าใคร เตรียมพบกับปรากฏการณ์ใหม่จาก BMW ที่จะเปลี่ยนนิยามของคำว่า “รถยนต์หรู” ไปตลอดกาล ติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสุดยอดยนตรกรรมเหล่านี้ แล้วคุณจะพบว่า BMW ไม่เคยหยุดที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณ