
BMW 9 Series: มหาอำนาจแห่งยนตรกรรมซีดานพรีเมียม สู่การท้าทายบัลลังก์ Maybach
ในโลกแห่งยนตรกรรมที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง ค่ายรถยนต์หรูจากเยอรมนีอย่าง BMW กำลังเตรียมเปิดศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัว BMW 9 Series ว่าที่ซีดานขนาดใหญ่สุดที่จะเข้ามาเขย่าวงการรถยนต์พรีเมียมระดับบน การมาของ BMW 9 Series นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเต็มช่องว่างในไลน์อัพผลิตภัณฑ์ของ BMW เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสารท้าทายโดยตรงไปยังคู่แข่งสำคัญอย่าง Mercedes-Maybach S-Class ที่กำลังครองตลาดด้วยยอดขายอันแข็งแกร่ง
จากข้อมูลที่รั่วไหลออกมาและคาดการณ์จากสื่อยานยนต์ชั้นนำอย่าง Autobild ชี้ให้เห็นว่า BMW 9 Series จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ BMW 7 Series เจเนอเรชันปัจจุบัน การออกแบบยังได้รับแรงบันดาลใจอย่างชัดเจนจากรถต้นแบบ Vision Future Luxury Concept ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของ BMW ในการนำเสนอความหรูหราและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการออกแบบภายในของ BMW 9 Series ที่เน้นความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด โดยจะมาพร้อมกับเบาะนั่งหลังแบบ 2 ที่นั่งแยกอิสระ (individual seats) ที่ได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมคอนโซลกลางพิเศษที่คั่นกลางระหว่างเบาะนั่งแต่ละตำแหน่ง และเพื่อยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงให้กับผู้โดยสารระดับ VIP ระบบจอภาพสำหรับความบันเทิงส่วนบุคคล (individual entertainment screens) จะถูกติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ ประตูหลังแบบบานพับย้อนศา (rear-hinged doors) ยังช่วยเสริมความสง่างามและสะดวกสบายในการเข้า-ออกห้องโดยสาร
ขุมพลังและสมรรถนะ: พลังที่เหนือกว่า ความยั่งยืนที่มาพร้อมกัน
ภายใต้ฝากระโปรงของ BMW 9 Series คาดว่าจะมีตัวเลือกขุมพลังที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งพละกำลังสูงสุด มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้พบกับเครื่องยนต์เบนซิน Twin-Turbo V12 ขนาด 6.6 ลิตร ที่สามารถรีดกำลังได้ถึง 600 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 800 นิวตันเมตร ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด จะช่วยส่งพละกำลังลงสู่พื้นถนนอย่างมั่นคงและทรงพลัง
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมองหาโซลูชันการขับขี่ที่ยั่งยืน BMW 9 Series จะมาพร้อมกับทางเลือกขุมพลัง Plug-In Hybrid ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เทคโนโลยี Plug-In Hybrid นี้จะมอบสมรรถนะที่น่าประทับใจ ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยมลพิษและประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกปัจจุบัน
เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของความเบา ประหยัด และแข็งแกร่ง BMW 9 Series จะเลือกใช้ตัวถังที่ผลิตจากวัสดุ Carbon Fiber Reinforced Plastic (CFRP) หรือที่ BMW เรียกว่า Carbon Core วัสดุนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนักของตัวรถ แต่ยังเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้าง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัย
คาดการณ์ว่า BMW 9 Series จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2020 ควบคู่ไปกับการเปิดตัว BMW 8 Series รุ่นคูเป้และเปิดประทุน ซึ่งเป็นการเข้ามาแทนที่ BMW 6 Series ในยุคนั้น การมาของ BMW 9 Series ถือเป็นการยกระดับตำแหน่งทางการตลาดของ BMW ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตลาดรถยนต์ซีดานหรูขนาดใหญ่ (ultra-luxury sedan segment)
BMW 8 Series Gran Coupe: นิยามใหม่ของสปอร์ตซีดานหรู
นอกเหนือจากการพัฒนารถยนต์รุ่นธงอย่าง BMW 9 Series แล้ว BMW ยังคงไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์สปอร์ตหรู การเปิดตัว BMW 8 Series Gran Coupe คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BMW ในการผสมผสานสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นเข้ากับความสง่างามและการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
การออกแบบ BMW 8 Series Gran Coupe: สุนทรียภาพแห่งการเคลื่อนไหว
BMW 8 Series Gran Coupe รุ่นปี 2020 ได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาผู้พบเห็นตั้งแต่แรกเห็น ด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นคูเป้ ทำให้มีเส้นสายที่พลิ้วไหวและสง่างาม ด้านหน้าที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ BMW ไฟหน้า LED ที่คมเฉียบ พร้อมเทคโนโลยี Laserlight อันล้ำสมัย ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ในเวลากลางคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าภาพรวมการออกแบบภายนอกจะมีความใกล้เคียงกับรุ่น 2 ประตู แต่ BMW 8 Series Gran Coupe ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มประตูหลังเข้าไป ทำให้การเข้า-ออกห้องโดยสารสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น การออกแบบหลังคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะให้กับผู้โดยสารตอนหลังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่น Gran Coupe จะมาพร้อมกับหลังคาแก้ว Moonroof เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในขณะที่รุ่น M850i xDrive Gran Coupe จะมีตัวเลือกหลังคาที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังเสริมบุคลิกสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบมิติตัวถังกับรุ่น 2 ประตู จะเห็นได้ว่า BMW 8 Series Gran Coupe มีความยาวเพิ่มขึ้นถึง 9.0 นิ้ว (228.6 มม.) ความกว้างเพิ่มขึ้น 1.2 นิ้ว (30.5 มม.) และความสูงเพิ่มขึ้น 2.2 นิ้ว (55.9 มม.) นอกจากนี้ ระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 7.9 นิ้ว (200.7 มม.) เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ห้องโดยสารตอนหลังมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รองรับการเดินทางไกลได้อย่างเต็มที่
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่ผสานกับเทคโนโลยี
ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ BMW 8 Series Gran Coupe คุณจะพบกับบรรยากาศแห่งความหรูหราที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย หน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน ควบคู่ไปกับหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ควบคุมระบบ Infotainment อันชาญฉลาด เบาะนั่งด้านหน้ามาพร้อมระบบทำความร้อน และสามารถปรับระดับได้ตามต้องการ ไฟสร้างบรรยากาศภายใน (ambient lighting) ช่วยเสริมอารมณ์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น
ในส่วนของเบาะหลัง สามารถพับแยกได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระตามความจำเป็น นอกจากนี้ ยังมี Head-Up Display (HUD) ที่แสดงข้อมูลสำคัญบนกระจกหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน พร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และระบบเครื่องเสียง Harman-Kardon ที่มาพร้อมลำโพงถึง 16 ตัว มอบประสบการณ์เสียงอันน่าทึ่ง
เครื่องยนต์: ขุมพลังที่หลากหลาย ตอบสนองทุกอารมณ์การขับขี่
BMW 8 Series Gran Coupe นำเสนอทางเลือกของเครื่องยนต์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่
เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร 6 สูบ TwinPower Turbo: ให้กำลัง 340 แรงม้า และแรงบิด 500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถเลือกได้ทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) หรือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 4.9 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่จำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.
เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 6 สูบ TwinPower Turbo (สำหรับรุ่น 840d xDrive Gran Coupe): ให้กำลัง 320 แรงม้า และแรงบิด 680 นิวตันเมตร มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive เป็นมาตรฐาน จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 5.1 วินาที และความเร็วสูงสุดจำกัดที่ 250 กม./ชม.
เครื่องยนต์เบนซิน 4.4 ลิตร V8 TwinPower Turbo (สำหรับรุ่น M850i xDrive Gran Coupe): คือขุมพลังที่มอบสมรรถนะสูงสุด ด้วยกำลัง 530 แรงม้า และแรงบิด 750 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 3.9 วินาทีเท่านั้น ซึ่งบ่งบอกถึงสมรรถนะระดับรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์อย่างแท้จริง
ราคา BMW 8 Series Gran Coupe
สำหรับราคาเริ่มต้นของ BMW 8 Series Gran Coupe อยู่ที่ประมาณ $84,900 (ราคา ณ เวลาเปิดตัว) โดยหากต้องการเพิ่มระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ $2,900 ส่วนรุ่นท็อปอย่าง M850i xDrive Gran Coupe มีราคาเริ่มต้นประมาณ $108,900
BMW: สัญลักษณ์แห่งวิวัฒนาการ อันเป็นนิรันดร์
ตลอดระยะเวลากว่า 103 ปีที่ผ่านมา BMW ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลและมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกยานยนต์ได้อย่างไร้ที่ติ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญล่าสุดคือการประกาศปรับโฉมโลโก้ (ตราสัญลักษณ์) ครั้งแรกในรอบ 23 ปี และนับเป็นโลโก้แบบที่ 6 ในประวัติศาสตร์ 103 ปีของแบรนด์
การเปิดตัวโลโก้ใหม่นี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตัว BMW Concept i4 รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบที่สะท้อนถึงทิศทางอนาคตของ BMW การปรับเปลี่ยนโลโก้ในครั้งนี้ BMW มีเป้าหมายที่จะทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น และสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคทั่วโลก
ในปี 2019 BMW มีมูลค่าแบรนด์สูงถึง 23.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะมียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ BMW ก็ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวข้ามสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: 6 วิวัฒนาการแห่งโลโก้ BMW และตำนานแห่งยนตรกรรม
ก่อนที่เราจะก้าวไปสู่อนาคตที่ BMW กำลังจะสร้างขึ้น การย้อนกลับไปทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของโลโก้ทั้ง 5 รุ่นก่อนหน้า พร้อมกับตำนานยนตรกรรมที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้สัญลักษณ์อันทรงเกียรตินี้ จะช่วยให้เราเข้าใจถึงรากฐานและความสำเร็จของ BMW ได้ดียิ่งขึ้น
ยุคที่ 1: จุดกำเนิดแห่ง Bayerische Motoren Werke (1917)
โลโก้แรกของ BMW ยังคงรักษารูปทรงกลมเหมือนโลโก้เดิมของ Rapp Motorenwerke แต่ได้ปรับเปลี่ยนวงแหวนสีขาว-ดำด้านนอกเป็นสีดำตัดเส้นด้วยสีทอง ด้านในวงแหวนคือตัวอักษรย่อ Bayerische Motroren Werke ส่วนสัญลักษณ์รูปม้าถูกแทนที่ด้วยการใช้สีฟ้าและขาว ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสีของธงประจำรัฐบาวาเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน BMW การออกแบบนี้เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้สีธงชาติของรัฐหรือประเทศได้โดยตรง จึงได้สร้างแพทเทิร์นสีฟ้า-ขาวที่มีความเท่าเทียมกันขึ้นมา ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
รถจักรยานยนต์รุ่นแรกที่ติดโลโก้ BMW คือ BMW R32 ในปี 1923 ส่วนรถยนต์รุ่นแรกที่โดดเด่นคือ BMW “Dixi” ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น BMW 3/15 และผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
ยุคที่ 2: ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น (1933)
หลังจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทและการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย BMW ได้ตัดสินใจปรับดีไซน์โลโก้ให้มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยการเพิ่มขนาดเส้นของวงแหวนทั้งด้านนอกและด้านในให้หนาขึ้น รวมถึงปรับฟอนต์ตัวอักษร BMW ให้มีความหนาขึ้น รถยนต์คันแรกที่ใช้โลโก้ยุคที่ 2 คือ BMW 3/20
รถยนต์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้คือ BMW 326 ซีดาน 4 ประตูที่หรูหรา พร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และยังเป็นต้นแบบของรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่ตามมา เช่น BMW 327 Grand Tourer และ BMW 328 รถสปอร์ตที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 25 รถยนต์แห่งศตวรรษที่ 20
ยุคที่ 3: การกลับมาของความหรูหรา (1953)
ในช่วงทศวรรษที่ 50 BMW ได้วางแผนการผลิตรถยนต์ใหม่ทั้งหมด โดยมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ระดับหรู เพื่อดึงฐานลูกค้าคืนจาก Mercedes-Benz การปรับเปลี่ยนโลโก้ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเปลี่ยนจากขอบสีทองมาเป็นเส้นสีขาวที่ขอบด้านในและด้านนอก เปลี่ยนสีตัวอักษรจากสีทองเป็นสีขาว และลดความเข้มของสีด้านในโลโก้ให้คล้ายกับสีธงรัฐบาวาเรียมากขึ้น
รถยนต์รุ่นสำคัญคือ BMW 501 สุดยอด Luxury Car ที่ผลิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ ควบคู่ไปกับ BMW 507 โรดสเตอร์ที่สวยงาม ต่อมา BMW ได้เข้าสู่ตลาด Micro Cars โดยการผลิต Iso Isetta ในชื่อ BMW 600 และ BMW 700 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่สร้างแบบ Monocoque คันแรกของ BMW และประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ช่วยชุบชีวิตให้กับแบรนด์
ยุคที่ 4: โลโก้แห่งยุคทอง (1963)
การเปลี่ยนแปลงโลโก้ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นโลโก้ที่จะอยู่คู่กับ BMW ไปอีกหลายทศวรรษ โลโก้เจเนอเรชันที่ 4 ได้เปลี่ยนฟอนต์จาก Serif มาเป็น Sans-serif โดยยังคงรูปทรงกลมสีดำ ตัดขอบนอกด้วยเส้นสีขาว และใช้เส้นสีขาวครอบแพทเทิร์นสีฟ้าขาวด้านใน
โลโก้ยุคนี้มาพร้อมกับยุคทองของ BMW เริ่มตั้งแต่ BMW 3200 CS, ตระกูล New-Class (1500, 1600, 1800) และ BMW 2000 ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างสูง ต่อมาคือไลน์การผลิต E9 ที่มี BMW 3.0 CSL อันโด่งดัง ควบคู่ไปกับการเปิดตัว BMW M1 ซูเปอร์คาร์คันแรกของ BMW
ยุคที่ 5: การเพิ่มมิติและความซับซ้อน (1997)
เมื่อโลกยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ปี 2000 BMW ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้ที่ใช้มานานถึง 34 ปี โดยการเพิ่มแสงเงาเข้าไป ทำให้ดูมีมิติมากขึ้น ตัวอักษร BMW ยังคงใช้ฟอนต์ Sans-Serif
ตลอด 23 ปีของโลโก้ยุคที่ 5 BMW ได้พัฒนาตระกูลรถยนต์หลักอย่าง 3 Series, 5 Series, 6 Series, 7 Series รวมถึงการขยายไลน์อัพสู่ Series 1, 2, 4 และรถยนต์ในตระกูล M ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก นอกจากนี้ ตระกูล SUV (BMW เรียกว่า SAV – Sport Activity Vehicle) ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่าง BMW X5 ในปี 1999 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในตระกูล X Series ทั้งหมด
BMW ยังได้ริเริ่มพัฒนาสู่ยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้า โดยการก่อตั้งซับแบรนด์ BMW i ในปี 2011 และเปิดตัวรถยนต์อย่าง BMW i3 และ i8 รวมถึงรถยนต์คอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ปูทางสู่อนาคต
ยุคที่ 6: ความโปร่งใสและความเปิดกว้างสู่โลกอนาคต (2020)
เดือนมีนาคม ปี 2020 BMW ได้ประกาศปรับโลโก้ครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี โดยการตัดสีดำออกจากวงแหวนด้านนอก และแทนที่ด้วยความโปร่งใส พร้อมเปลี่ยนมาใช้เส้นสีขาวขอบหนา ขณะที่ด้านในยังคงแพทเทิร์นสีฟ้า-ขาวเดิม โลโก้ใหม่นี้สื่อถึงความเปิดกว้างและการเชื้อเชิญให้ผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
โลโก้ยุคที่ 6 ถูกใช้เป็นครั้งแรกใน BMW i4 Concept ซึ่งสะท้อนถึงดีไซน์แห่งอนาคตและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ BMW สู่ยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า
บทสรุปแห่งความภาคภูมิใจ: BMW ตราสัญลักษณ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงคุณค่า
ตลอด 103 ปีที่ผ่านมา แม้ BMW จะเปลี่ยนแปลงโลโก้ไปถึง 6 ครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ “จิตวิญญาณ” ของ BMW ที่ยังคงหล่อหลอมอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ ยนตรกรรมทุกคันที่ผลิตภายใต้ตราสัญลักษณ์ BMW ล้วนสะท้อนถึงคุณภาพ สมรรถนะ นวัตกรรม และความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถจดจำและหลงรัก BMW ได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็น BMW 9 Series ที่กำลังจะมาสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ หรือ BMW 8 Series Gran Coupe ที่เป็นนิยามใหม่ของสปอร์ตซีดานหรู หรือแม้แต่รถยนต์รุ่นอื่นๆ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน BMW ยังคงยืนหยัดในการนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคทั่วโลก
สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จ สถานะ และความหลงใหลในสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุด การสำรวจตัวเลือกจาก BMW ในยุคใหม่นี้ จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและมอบประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งยนตรกรรมที่เหนือระดับ และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถยนต์ BMW ที่น่าสนใจ หรือต้องการทดลองขับ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ อย่ารอช้า! ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ BMW หรือเยี่ยมชมโชว์รูม BMW ใกล้บ้านคุณ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางสู่โลกแห่ง BMW ได้แล้ววันนี้.