
นิยามใหม่แห่งอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า: Mercedes-Benz ประเทศไทย ก้าวสู่ยุคแห่งพลังงานสะอาด พร้อมกลยุทธ์ “Own Your Star”
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เพียงกระแส แต่คือวิวัฒนาการที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยสิ้นเชิง ณ งาน Motor Expo 2025 ที่ผ่านมา วงการยานยนต์ไทยได้เห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคชาวไทยกำลังเปิดใจยอมรับและไว้วางใจในเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขยอดขายที่น่าประทับใจของ Mercedes-Benz ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรวมกันของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดที่พุ่งสูงถึง 50% ของยอดขายทั้งหมดในประเทศ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและทิศทางที่ถูกต้องของแบรนด์
ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ Mercedes-Benz ประเทศไทย “มาร์ทิน ชเวงค์” ได้แบ่งปันมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตของตลาดและความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการขับเคลื่อนอนาคต เขาเน้นย้ำว่า ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่มาจากการผสมผสานระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่ง Mercedes-Benz ได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่อยู่คู่กับประเทศไทยกว่า 50 ปี
E-Class: ตำนานแห่งความหรูหราและนวัตกรรม ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ
หนึ่งในรุ่นที่ได้รับการยอมรับและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ คือ Mercedes-Benz E-Class รถยนต์ซีดานหรูระดับตำนานที่อยู่คู่กับ Mercedes-Benz มายาวนานนับตั้งแต่รุ่น 170V, Fintail, และ W124 จวบจนถึงรุ่นปัจจุบัน E-Class ยังคงเป็นตัวแทนที่ไร้ที่ติของความหรูหรา เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด E-Class ก็ยังคงรักษามาตรฐานอันสูงส่งและก้าวล้ำนำหน้าอยู่เสมอ
E-Class ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ แต่ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้บริหารและผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการยานยนต์ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความเป็นมืออาชีพ และรสนิยมอันประณีต ความภักดีของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่งผลให้ E-Class สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างแข็งแกร่งในเซกเมนต์ของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อคุณค่าอันยั่งยืนของรถรุ่นนี้
ประเทศไทย: บ้านหลังที่สองของ Mercedes-Benz กับบทบาทสำคัญในการผลิตและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า
Mercedes-Benz ย้ำถึงความผูกพันอันยาวนานกับประเทศไทย โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปี ความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นตั้งแต่การส่งมอบรถเบนซ์คันแรกให้กับพระมหากษัตริย์ไทยในปี 1904 และยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน โรงงานผลิตรถยนต์ของ Mercedes-Benz ในกรุงเทพฯ ที่มีความทันสมัย คือหัวใจสำคัญในการผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยม เช่น C-Class, E-Class, และ S-Class เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในประเทศและส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยมีเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 41 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมให้บริการอย่างเต็มที่
มาตรฐานการผลิตระดับโลกแบบเยอรมัน ถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอนของสายการผลิตในประเทศไทย ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ จนถึงกระบวนการประกอบ ทีมวิศวกรจากสำนักงานใหญ่ ได้เข้ามาดูแลและตรวจสอบคุณภาพก่อนเริ่มการผลิตจริง และรถทุกคันที่ออกจากสายการผลิตจะต้องผ่านการทดสอบและประเมินคุณภาพอย่างเข้มงวดด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์ Mercedes-Benz ทุกคันที่ผลิตในประเทศไทยมีมาตรฐานเดียวกับที่ผลิตในเยอรมนี
เป้าหมายอนาคต: ก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวในปี 2030 และความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2039
Mercedes-Benz ไม่ได้หยุดเพียงแค่การผลิตรถยนต์คุณภาพสูงในปัจจุบัน แต่ยังได้วางวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้า แบรนด์ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายในปี 2030 หากสภาพตลาดและโครงสร้างพื้นฐานเอื้ออำนวย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการปรับตัวให้เข้ากับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
ยิ่งไปกว่านั้น Mercedes-Benz ยังมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2039 ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิล ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเป็นการตอกย้ำว่า Mercedes-Benz ไม่เพียงแต่มองประเทศไทยเป็นฐานการผลิต แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค
กลยุทธ์ราคาใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อกระตุ้นตลาด: “DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.”
เพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของ Mercedes-Benz เข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาจำหน่ายสำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า EQE อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรุ่น EQE ที่ได้รับการปรับราคาลงอย่างน่าสนใจ ทั้งในรูปแบบซีดานและ SUV
EQE 300: ปรับราคาลงจาก 3,970,000 บาท เหลือเพียง 2,890,000 บาท
EQE 350 4MATIC SUV (รุ่นเริ่มต้น): ปรับราคาลงจาก 4,850,000 บาท เหลือเพียง 3,190,000 บาท
นอกจากนี้ ในแคมเปญสุดพิเศษ “DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.” ระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ ชั้น G อาคาร The Storeys โครงการ One Bangkok ลูกค้ายังมีโอกาสได้รับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ EV อีก 4 รุ่น โดยส่วนลดมีตั้งแต่ 200,000 บาท ไปจนถึง 3,010,000 บาท ซึ่งครอบคลุมรุ่นต่างๆ ดังนี้:
EQE 300 (พร้อมส่วนลดพิเศษ)
EQE 350 4MATIC SUV Electric Art (พร้อมส่วนลดพิเศษ)
EQE 350 4MATIC SUV AMG Line: ราคาพิเศษ 3,690,000 บาท (จากราคาปกติ 5,300,000 บาท)
EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic: ราคาพิเศษ 3,790,000 บาท (จากราคาปกติ 5,650,000 บาท)
EQS 450+ AMG Dynamic: ราคาพิเศษ 4,590,000 บาท (จากราคาปกติ 5,950,000 บาท)
EQS 500 4MATIC AMG Premium: ราคาพิเศษ 4,190,000 บาท (จากราคาปกติ 7,200,000 บาท)
EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic: ราคาพิเศษ 5,790,000 บาท (จากราคาปกติ 5,990,000 บาท)
Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+: ราคาพิเศษ 4,890,000 บาท (จากราคาปกติ 5,950,000 บาท)
ข้อเสนอสุดพิเศษ “Worry-Free” สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ EV
เพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ไร้กังวล Mercedes-Benz ได้จัดแพ็กเกจ “Worry-Free” สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ EV ในงาน ซึ่งประกอบด้วย:
โปรแกรมค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง (Maintenance Package): ให้คุณอุ่นใจกับการดูแลรักษารถ
ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ (MBSP Easy Care & Extra Guarantee): ครอบคลุม 5 ปี
การรับประกันแบตเตอรี่: ยาวนานถึง 10 ปี
ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection: ระยะเวลา 1 ปี
การชาร์จพลังงานไฟฟ้า DC ไม่จำกัดจำนวนครั้ง: นาน 1 ปี
Wallbox พร้อมการติดตั้ง: เพื่อความสะดวกสบายในการชาร์จที่บ้าน
“Own Your Star”: แคมเปญสุดพิเศษที่ Motor Expo 2024
ช่วงปลายปีของทุกปี งาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ Motor Expo กลายเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับผู้ที่หลงใหลในยานยนต์ และในปี 2024 นี้ Mercedes-Benz ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับแคมเปญที่น่าตื่นตาตื่นใจ “Own Your Star” ซึ่งเชิญชวนทุกท่านมาเป็นเจ้าของ “ดวงดาว” แห่งยนตรกรรม Mercedes-Benz ทุกรุ่น
พิเศษยิ่งกว่านั้น สำหรับ 100 ท่านแรกที่จองรถยนต์ Mercedes-Benz ภายในงาน จะได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นเจ้าของ “ดวงดาว” บนท้องฟ้า ที่สามารถตั้งชื่อได้เอง พร้อมใบประกาศนียบัตร Star Certificate และพิกัดดวงดาวเฉพาะตัว เพื่อมอบเป็นของขวัญสุดพิเศษ
แนวคิดเบื้องหลังแคมเปญ “Own Your Star” ได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ดาวสามแฉกอันโดดเด่นของ Mercedes-Benz เปรียบเสมือนยนตรกรรมแต่ละรุ่นคือ “ดวงดาว” ที่รอให้คุณมาค้นพบและเป็นเจ้าของ ในงาน Motor Expo 2024 นี้ คุณจะได้พบกับ “ดวงดาว” รุ่นใหม่ที่กำลังจะเฉิดฉาย ได้แก่:
G-Class: ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล และรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า EQ Technology
Mercedes-Maybach EQS SUV
E-Class: รุ่น Exclusive Line
V-Class
และ “ดวงดาว” อีกหลากหลายเซกเมนต์ที่พร้อมให้คุณมาสัมผัสและเป็นเจ้าของ
Mercedes-Benz ยังได้ถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าประทับใจภายใต้แคมเปญ “Own Your Star” ผ่าน “Message from The Star” ที่จะพาคุณไปทำความรู้จักกับกลุ่มดาวแห่งยนตรกรรม Mercedes-Benz รุ่นต่างๆ ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อสื่อถึงความสว่างไสวของดวงดาว และรถยนต์ในฝันที่เป็นตัวแทนแห่งความสำเร็จของทุกคน
สัมผัสประสบการณ์ “Own Your Star” พร้อมด้วยยนตรกรรมรุ่นล่าสุด และข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ได้ที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” (Motor Expo 2024) ณ IMPACT ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี (บูธหมายเลข A02) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567
G-Class: ตำนาน Off-Road สุดหรู ที่มาพร้อมวิวัฒนาการไม่หยุดยั้ง
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านได้ทรงมีพระราชดำริถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนารถ SUV ที่มีสมรรถนะสูง ลุกซ์ของ Mercedes-Benz และ Steyr-Daimler-Puch ผู้ผลิตยานยนต์ทางการทหารของออสเตรีย ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์ “Geländewagen” (ซึ่งแปลว่า “ยานยนต์ข้ามประเทศ” ในภาษาเยอรมัน) ขึ้นมา เพื่อตอบสนองทั้งการใช้งานทางพลเรือนและทางการทหาร โปรแกรมการพัฒนา Geländewagen ดำเนินไปอย่างเข้มข้นตลอดทศวรรษ 70 ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่เหมืองถ่านหินในเยอรมนี ทะเลทรายซาฮารา ไปจนถึงขั้วโลกเหนือ
การผลิต G-Class เริ่มต้นด้วยมือในโรงงานที่เมืองกราซ ประเทศออสเตรีย และพร้อมเปิดตัวสู่ตลาดในปี 1979 โดยมีตัวเลือกฐานล้อทั้งแบบสั้น (2,400 มม.) และยาว (2,850 มม.) รวมถึงตัวถังแบบเปิดประทุน แบบสเตชั่นแวกอน และแบบ Kastenwagen (รถตู้สองประตู)
G-Class รุ่นแรกๆ ยังคงเอกลักษณ์ของโครงสร้างตัวถังแบบกล่องแข็งแกร่ง วางอยู่บนแชสซีส์แบบบันได พร้อมเฟืองท้ายแบบล็อกได้ 3 ตัว และมีตัวเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย ทั้งเบนซิน 3 รุ่น และดีเซล 3 รุ่น การผสมผสานระหว่างความทนทานระดับรถทหารและความอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ทำให้ G-Class ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และได้รับคำสั่งซื้อจากกองทัพทั่วโลก ส่งผลให้ Mercedes-Benz สัญญากับ NATO ในการผลิต G-Class ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025
ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ G-Class ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ W460 ในปี 1979 สู่ W463 ที่ครองตลาดเกือบ 30 ปี จนกระทั่ง Mercedes-Benz ได้เปิดตัวเจเนอเรชันใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
Mercedes-AMG G 63: พลัง เสียง และสมรรถนะที่เหนือกว่า
สำหรับ Mercedes-AMG G 63 ใหม่ เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่มอบพละกำลังอันดุดัน ด้วยแรงม้า 585 แรงม้า และแรงบิด 850 นิวตันเมตร เพียงพอที่จะพาตัวรถที่มีน้ำหนักกว่า 2,640 กิโลกรัม ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 235 กม./ชม.
เทคโนโลยี Mild Hybrid 48 โวลต์ พร้อมระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสตาร์ทเตอร์แบบบูรณาการ (Integrated Starter Generator) ยังเข้ามาเสริมสมรรถนะ โดยสามารถเพิ่มกำลังพิเศษอีก 20 แรงม้า และแรงบิด 200 นิวตันเมตร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อเพิ่มอัตราเร่งให้ดุดันยิ่งขึ้น
นิยามใหม่ของ “รถออฟโรดสุดหรู”
การปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2018 ได้ยกระดับ G-Class ให้เป็นนิยามใหม่ของ “รถออฟโรดสุดหรู” ที่ผสานสมรรถนะการลุยอย่างเหนือชั้นเข้ากับความหรูหราสง่างาม แม้รถ SUV หรูรุ่นอื่นๆ จะสามารถขับขี่แบบออฟโรดได้ แต่ G63 ยังคงมุ่งเน้นทั้งสุนทรียศาสตร์และศักยภาพโดยรวม ที่ทำให้มันโดดเด่นและขายดีที่สุดในตลาด
การปรับโฉมครั้งใหญ่ทำให้ G-Class ได้รับแชสซีส์ใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนหน้าอิสระ ระบบ Differential Lock ครบครันทั้ง 3 จุด ยังคงเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่มอบความสามารถในการไปได้ทุกที่ ซึ่งเป็นแรงดึงดูดอันทรงพลังสำหรับมหาเศรษฐีทั่วโลก การเลือก G63 สะท้อนถึงสถานะทางสังคมและความชื่นชอบในกิจกรรมกลางแจ้ง แม้หลายครั้งจะเห็น G63 จอดโชว์ความงามอยู่ในเมืองหรูมากกว่าจะนำไปลุยโคลนก็ตาม
การออกแบบภายนอกที่ยังคงความคลาสสิก แต่แฝงด้วยความทันสมัย
Mercedes-AMG G 63 ใหม่ ยังคงไว้ซึ่งรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 1979 ด้วยการปรับปรุงที่เน้นความสวยงามและประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ได้แก่:
กันชนหน้าดีไซน์ใหม่: พร้อมอุปกรณ์ช่วยด้านอากาศพลศาสตร์เพื่อการไหลเวียนของอากาศที่ดีขึ้น
สปอยเลอร์ขนาดเล็ก: บริเวณเสา A และเหนือกระจกบังลมหน้า เพื่อลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารลงถึง 20%
ช่องระบายอากาศใหม่: บริเวณซุ้มล้อหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
กระจังหน้า AMG Specific Grille: พร้อมชุดแต่งรอบคัน AMG bodystyling
ไฟหน้า MULTIBEAM LED: พร้อมการปรับดีไซน์เสา A-pillar ใหม่
ซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า: เพื่อความโปร่งโล่ง
ล้ออัลลอย AMG ขอบ 22 นิ้ว: ดีไซน์สปอร์ต พร้อมยาง Goodyear Eagle F1 SUV ขนาด 295/40R22
ระบบ KEYLESS-GO: สำหรับประตูทุกบาน เพิ่มความสะดวกสบาย
สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมระบบช่วงล่าง AMG ACTIVE RIDE CONTROL
AMG High-Performance Braking System: ระบบเบรกสมรรถนะสูง คาลิปเปอร์สีแดง โลโก้ AMG
AMG Performance Exhaust System: ระบบปรับระดับเสียงท่อไอเสียได้ตามต้องการ
กล้อง 360° with Transparent Bonnet: เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพด้านหน้าและใต้ท้องรถ เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ออฟโรด
AMG SPEEDSHIFT TCT 9-SPEED SPORTS TRANSMISSION: เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ปรับแต่งโดย AMG พร้อม Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์ได้ฉับไว รองรับแรงบิดได้สูง
AMG ACTIVE RIDE CONTROL Chassis: ระบบช่วงล่างแบบ Active Hydraulic ที่ปรับการขับขี่ได้ 2 รูปแบบ คือ Off-Road และ Sport เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและลดอาการโคลงตัว พร้อม Differential Lock 3 จุดที่สามารถล็อกได้ 100% เพื่อการยึดเกาะในสภาพพื้นผิวที่ท้าทาย
ห้องโดยสารหรูหรา อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย
ภายในห้องโดยสาร G 63 ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการผสมผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย:
หน้าจอสัมผัส MBUX: ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับหน้าจอข้อมูลผู้ขับขี่แบบดิจิทัล
พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel: หุ้มหนัง Nappa สลับ DINAMICA microfibre
ระบบ AMG DYNAMIC SELECT: ปรับค่าการทำงานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และพวงมาลัยให้เข้ากับสไตล์การขับขี่
ระบบเสียง Burmester® Surround Sound System: มอบประสบการณ์เสียงที่ยอดเยี่ยม
ระบบฟอกอากาศ Air Balance Cabin-Air Purification System: เพื่อคุณภาพอากาศที่ดีภายในห้องโดยสาร
ระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด
Mercedes-AMG G 63 มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ Assistance Package ที่ประกอบด้วย Active Distance Assist DISTRONIC, Blind Spot Assist, Active Lane Keeping Assist, และ Active Steering Assist เพื่อมอบความมั่นใจในการขับขี่ทุกเส้นทาง
Mercedes-AMG G 63: ราคาและการตกแต่งพิเศษ
Mercedes-AMG G 63 มีราคาเริ่มต้นที่ 18,800,000 บาท มาพร้อมสีตัวถังให้เลือกถึง 8 สี และมี Option พิเศษมากมายภายใต้โปรแกรม MANUFAKTUR ที่ให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถยนต์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่
Mercedes-Benz ประเทศไทย ไม่ได้เพียงนำเสนอสุดยอดยนตรกรรมระดับโลก แต่ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคชาวไทย การปรับโครงสร้างราคาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV พร้อมข้อเสนอ “Worry-Free” รวมถึงแคมเปญ “Own Your Star” ณ Motor Expo 2024 สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและความใส่ใจในทุกรายละเอียด
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีแห่งอนาคต Mercedes-Benz คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม เชิญสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูม Mercedes-Benz ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการขับขี่ที่เหนือกว่า.