
Mercedes-Benz ประเทศไทย: ยกระดับสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้าและความหรูหราในงาน Motor Expo 2025
ในบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นของงาน Motor Expo 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้ มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สัญญาณที่ชัดเจนคือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของยอดขายทั้งหมดในประเทศ นี่คือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีความเชื่อมั่นและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่แห่งอนาคตของยานยนต์มากยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
E-Class: สัญลักษณ์แห่งความหรูหราและนวัตกรรมที่ยังคงครองใจ
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ Mercedes-Benz คือ ‘E-Class’ รถยนต์รุ่นตำนานที่อยู่คู่กับแบรนด์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ยุคบุกเบิกอย่างรุ่น 170V, Fintail, และ W124 จวบจนถึงรุ่นปัจจุบัน E-Class ยังคงเป็นตัวแทนของนิยามความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย และความสง่างามเหนือกาลเวลาตามแบบฉบับ Mercedes-Benz แท้ๆ เป็นที่ทราบกันดีว่า E-Class เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้บริหาร ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และบุคคลที่ประสบความสำเร็จ โดยสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดในเซกเมนต์ของตนเองได้อย่างน่าประทับใจ ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง
รากฐานที่มั่นคงในประเทศไทย: ประสบการณ์กว่า 50 ปี และการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับโลก
Mercedes-Benz ย้ำย้ำถึงความผูกพันอันยาวนานกับประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปี ประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2447 ซึ่งเป็นปีที่รถเบนซ์คันแรกถูกส่งมอบให้กับพระมหากษัตริย์ไทย ปัจจุบัน โรงงานผลิตอันทันสมัยของ Mercedes-Benz ในกรุงเทพฯ ยังคงทำหน้าที่ผลิตรถยนต์รุ่นสำคัญอย่าง C-Class, E-Class, และ S-Class เพื่อกระจายสู่ตลาดภายในประเทศผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 41 แห่งทั่วประเทศ
มาตรฐานการผลิตระดับโลกแบบเยอรมันถูกถ่ายทอดมาสู่โรงงานไทยตั้งแต่ขั้นตอนแรกของสายการผลิต วิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานใหญ่ได้ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวด ก่อนจะเริ่มไลน์ผลิตจริง รถยนต์ทุกคันต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคันที่ออกจากโรงงานจะทัดเทียมกับมาตรฐานระดับสูงสุดที่โรงงานแม่ทั่วโลกยึดถือ
วิสัยทัศน์สู่อนาคต: ก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวและเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลาง
นอกเหนือจากยอดขายที่น่าพอใจ Mercedes-Benz ยังได้ประกาศถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ: ภายในปี พ.ศ. 2573 บริษัทตั้งเป้าที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว หากสภาวะตลาดและโครงสร้างพื้นฐานเอื้ออำนวย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
สำหรับเป้าหมายระยะยาว Mercedes-Benz มุ่งมั่นที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2582 ครอบคลุมทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการรีไซเคิลอย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Mercedes-Benz ไม่ได้มองว่าประเทศไทยเป็นเพียงฐานการผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ E-Class ก็ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญที่จะนำพาแบรนด์เดินหน้าสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคง
การปรับกลยุทธ์ราคา EV: เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้ง่ายขึ้น
เพื่อเป็นการตอบรับกระแสความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และเพื่อกระตุ้นตลาดให้คึกคักยิ่งขึ้น Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาจำหน่ายสำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตระกูล EQ โดยเฉพาะกลุ่ม EQE ที่ได้รับการปรับลดราคาอย่างมีนัยสำคัญในหลายรุ่น ทั้งในรูปแบบซีดานและ SUV ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยและสมรรถนะที่เหนือชั้นของรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ได้ง่ายยิ่งขึ้น
EQE 300: ราคาจำหน่ายใหม่ลดลงจาก 3,970,000 บาท เหลือเพียง 2,890,000 บาท
EQE 350 4MATIC SUV: รุ่นเริ่มต้น ปรับราคาจาก 4,850,000 บาท เหลือ 3,190,000 บาท
นอกจากนี้ ในแคมเปญพิเศษ “DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.” ระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ ชั้น G อาคาร The Storeys โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) Mercedes-Benz ยังมอบส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ EV อีก 4 รุ่น โดยมีส่วนลดตั้งแต่ 200,000 บาท ไปจนถึง 3,010,000 บาท สำหรับรุ่นที่เข้าร่วมรายการ เช่น
EQE 350 4MATIC SUV AMG Line: ราคาพิเศษ 3,690,000 บาท จากราคาปกติ 5,300,000 บาท
EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic: ราคาพิเศษ 3,790,000 บาท จากราคาปกติ 5,650,000 บาท
EQS 500 4MATIC AMG Premium: ราคาพิเศษ 4,190,000 บาท จากราคาปกติ 7,200,000 บาท
Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+: ราคาพิเศษ 4,890,000 บาท จากราคาปกติ 5,950,000 บาท
แพ็คเกจ “Worry-Free” สำหรับลูกค้า EV: มั่นใจทุกการขับขี่
เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าและสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกค้าที่เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ในช่วงแคมเปญดังกล่าว ยังมาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษ “Worry-Free” ที่ครอบคลุมทุกด้านของการใช้งาน ได้แก่:
โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะทาง และขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ (MBSP Easy Care & Extra Guarantee): 5 ปี
การรับประกันแบตเตอรี่: 10 ปี
ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection: 1 ปี
บริการชาร์จพลังงานไฟฟ้า DC: ไม่จำกัดจำนวนครั้ง นาน 1 ปี
Wallbox พร้อมการติดตั้ง: เพื่อความสะดวกในการชาร์จที่บ้าน
“Own Your Star”: แคมเปญสุดพิเศษในงาน Motor Expo 2024
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา งาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ Motor Expo ได้กลายเป็นจุดนัดพบสำคัญของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบยานยนต์ และในงาน Motor Expo 2024 นี้ Mercedes-Benz ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมแคมเปญสุดพิเศษ “Own Your Star” ซึ่งเชิญชวนให้ทุกท่านมาเป็นเจ้าของ “ดวงดาว” แห่งยนตรกรรม Mercedes-Benz ทุกรุ่น และที่พิเศษยิ่งกว่านั้น สำหรับ 100 ท่านแรกที่จองรถยนต์ Mercedes-Benz ภายในงาน จะได้รับสิทธิ์พิเศษในการตั้งชื่อดวงดาวบนท้องฟ้า พร้อมรับใบประกาศนียบัตร Star Certificate และพิกัดดวงดาว เพื่อเป็นของขวัญสุดพิเศษ
แนวคิดเบื้องหลังแคมเปญ “Own Your Star” ได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ดาวสามแฉกอันโด่งดังของ Mercedes-Benz ซึ่งเปรียบเสมือนยนตรกรรมแต่ละรุ่นคือดวงดาวอันเจิดจรัสที่รอให้คุณมาครอบครอง ดาวดวงใหม่ที่กำลังจะเฉิดฉายในงาน Motor Expo ครั้งนี้ ได้แก่ G-Class ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและรุ่นพลังงานไฟฟ้า EQ Technology, Mercedes-Maybach EQS SUV, E-Class รุ่น Exclusive Line, และ V-Class รวมถึงยนตรกรรมอีกหลากหลายเซกเมนต์ที่พร้อมให้คุณสัมผัสและเป็นเจ้าของ
“Message from The Star” คือเรื่องราวที่ Mercedes-Benz ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากดวงดาวผ่านท้องฟ้า สื่อสารให้ผู้ชมได้รู้จักกับหมู่ดาวยานยนต์ของ Mercedes-Benz แต่ละรุ่น ผ่านการแปรอักษรเป็นรูปร่างของรถยนต์ สะท้อนถึงดวงดาวที่ส่องสว่างและรถยนต์ในฝันที่เป็นเสมือนความสำเร็จของผู้ครอบครอง
คอนเซ็ปต์ “Own Your Star” พร้อมยนตรกรรมรุ่นล่าสุดและข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย รอคุณอยู่ที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” (Motor Expo 2024) ณ IMPACT ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี (บูธหมายเลข A02) ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567
G-Class: จากตำนานสู่ตำนานบทใหม่แห่งความแข็งแกร่งและหรูหรา
เรื่องราวของ G-Class เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 70 เมื่อพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านทรงมีพระดำริให้วิศวกรชาวเยอรมันสร้างสรรค์รถ SUV ที่มีความสามารถในการขับขี่บนทุกสภาพพื้นผิว ด้วยความคิดนี้ Mercedes-Benz จึงได้ร่วมมือกับ Steyr-Daimler-Puch ผู้ผลิตยานยนต์ทางการทหารของออสเตรีย เพื่อพัฒนายานยนต์ที่รู้จักในชื่อ “Geländewagen” ซึ่งมีความหมายว่า “ยานยนต์ข้ามประเทศ” ในภาษาเยอรมัน โปรแกรมการพัฒนานี้ได้ผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุดทั่วโลก ตั้งแต่เหมืองถ่านหินในเยอรมนี ทะเลทรายซาฮารา ไปจนถึงแถบอาร์กติกเซอร์เคิล Steyr-Daimler-Puch ได้เริ่มการผลิต G-Class ด้วยมือในโรงงานที่เมืองกราซ ประเทศออสเตรีย และเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวครั้งแรกในปี 1979
G-Class รุ่นแรกวางจำหน่ายใน 2 ตัวเลือกฐานล้อ คือแบบสั้น (2,400 มม.) และแบบยาว (2,850 มม.) โดยมีตัวถังให้เลือกทั้งแบบเปิดประทุนและสเตชั่นแวกอน สำหรับรุ่นยาวมีเฉพาะแบบสเตชั่นแวกอนสี่ประตู แต่ก็ยังมีทางเลือกสำหรับรุ่น Kastenwagen ซึ่งเป็นรถตู้สองประตูที่ไม่มีหน้าต่าง ซึ่งเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ใช้ชาวเยอรมัน
ปัจจุบัน G-Class ยังคงรักษาอัตลักษณ์อันแข็งแกร่งของตัวถังทรงกล่องที่เป็นรากฐานของรถ SUV ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมด้วยแชสซีส์แบบบันไดที่ทนทาน และระบบเฟืองท้ายแบบล็อกได้ถึงสามตัว การผสมผสานระหว่างสมรรถนะทางการทหารและความอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ทำให้ G-Class ประสบความสำเร็จอย่างสูงและได้รับคำสั่งซื้อจากกองทัพทั่วโลก ตลอดอายุการใช้งาน Mercedes-Benz G-Class ได้รับใช้กองทัพใน 63 ประเทศ และได้ให้คำมั่นสัญญากับ NATO ว่าจะผลิตรถรุ่นนี้ต่อไปจนถึงปี 2025 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทำให้ G-Class มีความพิเศษยิ่งขึ้น จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “Kings of Road”
สูตรความสำเร็จของ G-Wagen ได้รับการปรุงแต่งอย่างประณีตตลอดเกือบครึ่งศตวรรษ เริ่มต้นจาก W460 ในปี 1979 ตามมาด้วย W463 ที่ใช้งานมาเกือบ 30 ปี จนกระทั่ง Mercedes-Benz ตัดสินใจเปิดศักราชใหม่ด้วยเจเนอเรชันล่าสุด
Mercedes-AMG G 63: พลัง V8 เหนือชั้น ผสานกับเทคโนโลยีเพื่อสมรรถนะสูงสุด
Mercedes-AMG ยังคงใช้เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ใน G63 ซึ่งมอบพละกำลังอันดุดัน ม้า 585 ตัว และแรงบิด 850 นิวตันเมตร เพียงพอที่จะพาตัวรถหนัก 2,640 กิโลกรัม ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.4 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุดจำกัดทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ 235 กม./ชม. เทคโนโลยี Mild Hybrid 48 โวลต์ พร้อมด้วยระบบกำเนิดไฟฟ้าสตาร์ทเตอร์แบบบูรณาการ (Integrated Starter Generator) ช่วยเพิ่มกำลังพิเศษอีก 20 แรงม้า และแรงบิด 200 นิวตันเมตร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อการเร่งแซงที่ทรงพลัง
G-Class: ตำนานแห่งรถออฟโรดสุดหรูที่ครองใจเศรษฐีทั่วโลก
ตำนานล่าสุดของ Geländewagen หรือ G-Class ที่เรารู้จักกันดี คือรถยนต์อเนกประสงค์ที่ผลิตมายาวนานกว่า 45 ปี การปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2018 ได้นิยามคำว่า “รถออฟโรดสุดหรู” ขึ้นมาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ G-Class มีความสามารถในการลุยมากกว่ารถ SUV หรูรุ่นอื่นๆ แม้แต่ Range Rover ก็ไม่อาจเทียบได้ แม้ว่า SUV หรูรุ่นอื่นๆ จะสามารถขับขี่แบบออฟโรดได้ แต่ G63 ยังคงมุ่งเน้นที่การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์และความสามารถรอบด้าน (แม้จะไม่ใช่ที่สุดในทุกด้าน แต่กลับขายดีที่สุด) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทำให้ G63 ยังคงความทันสมัยอยู่เสมอ โดยภาพรวม G-Wagen ยังคงยึดมั่นในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 1979 ด้วยการปรับโฉมครั้งใหญ่ ทำให้ G-Class ได้แชสซีส์ใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ ยังคงเป็น SUV หรู 5 ที่นั่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหาความแตกต่าง ด้วยดิฟเฟอเรนเชียลล็อกครบสามชุด และความสามารถในการขับเคลื่อนที่ไปได้ทุกที่ ทำให้ G-Class กลายเป็นแรงดึงดูดสำหรับมหาเศรษฐีทั่วโลก การเป็นเจ้าของ G63 เปรียบเสมือนการประกาศสถานะทางการเงินและความชื่นชอบในกิจกรรมกลางแจ้ง แม้ว่าผู้ครอบครองหลายท่านอาจไม่เคยนำไปลุยโคลนจริงจังก็ตาม สังเกตได้จาก G63 ที่เงาวับตามสถานที่หรูหราในกรุงเทพฯ
G63: สมรรถนะที่น่าทึ่ง การขับขี่ที่เหนือชั้น
G63 มาพร้อมช่วงล่างใหม่ที่ให้การขับขี่ที่น่าประหลาดใจ ความสามารถในการขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม เมื่อขับขี่อย่างหนักหน่วง รถจะตอบสนองด้วยแรงเหวี่ยงที่น่าตื่นเต้น นี่คือรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 ซึ่งให้ความรู้สึกดิบและทรงพลังต่างจากมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง โครงแชสซีส์แบบบันไดที่แข็งแกร่งสามารถลุยผ่านหลุมบ่อได้ตลอดวัน หากไม่กังวลว่าล้อ AMG ราคาแพงจะเกิดรอย แรงบิดระดับรถตักดินช่วยให้รอดพ้นจากทุกสถานการณ์ ความจำเป็นในการล็อกเฟืองท้ายแบบเดิมอาจดูเหมือนล้าสมัยไปแล้ว เนื่องจากระบบส่งกำลังแรงบิดที่ตอบสนองรวดเร็วอย่างยิ่ง ทำให้ต้องอาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุมการทำงาน
การออกแบบภายนอก: ปรับปรุงเล็กน้อย แต่ยังคงความสง่างามเหนือกาลเวลา
G63 รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบกันชนหน้าให้ดูแตกต่าง พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยด้านอากาศพลศาสตร์ใหม่ เพื่อปรับปรุงรูปทรงให้สวยงามยิ่งขึ้น สปอยเลอร์ขนาดเล็กที่ช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศรอบเสา A และเหนือกระจกบังลมหน้า (ซึ่งช่วยลดเสียงลมที่อาจเกิดขึ้นจากกระจกบังลมที่ตั้งตรง) ช่องระบายอากาศใหม่ในซุ้มล้อหลังมีประโยชน์มากกว่าที่เห็น ทั้งหมดนี้รวมกันสร้างความแตกต่างที่วัดผลได้ แต่ก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ น้อยๆ G63 มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน AMG bodystyling, กระจังหน้า AMG Specific Grille, กันชนหน้า AMG-specific front bumper ที่ช่วยด้านอากาศพลศาสตร์และการระบายอากาศ ไฟหน้า MULTIBEAM LED, การแก้ไขเสา A-pillar ใหม่ทั้งหมดพร้อมสปอยเลอร์ด้านบนเพื่อลดเสียงภายในห้องโดยสารลง 20% หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มความโปร่งโล่ง ล้ออัลลอย AMG ขอบ 22 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต มาพร้อมยาง Goodyear Eagle F1 SUV ขนาด 295/40R22 เป็นครั้งแรกของ G-Class ที่มาพร้อมปุ่มเปิด-ปิดประตูทั้งหมดแบบ KEYLESS-GO เพียงสัมผัสที่มือจับประตูก็สามารถล็อกหรือปลดล็อกได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ
ระบบเบรกและระบบความปลอดภัย: มาตรฐานสูงสุดเพื่อความมั่นใจ
AMG High-Performance Braking System: ระบบเบรกสมรรถนะสูง คาลิปเปอร์เบรกสีแดงพร้อมโลโก้ AMG
AMG Performance Exhaust System: ระบบปรับระดับเสียงท่อไอเสียตามความต้องการ
กล้อง 360° with Transparent Bonnet: เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพด้านหน้ารถและใต้ท้องรถผ่านหน้าจอแสดงผล เพิ่มทัศนวิสัยอย่างมากในเส้นทางออฟโรดหรือพื้นที่แคบ
Mercedes-AMG G 63: สมรรถนะเหนือระดับภายใต้แนวคิด “One Man, One Engine”
เครื่องยนต์: V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร
ระบบส่งกำลัง: ปรับแต่งโดย AMG เกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-SPEED SPORTS TRANSMISSION พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เปลี่ยนเกียร์ลื่นไหล แม่นยำ รองรับแรงบิดได้เฉียดๆ 1,000 นิวตันเมตร
กำลังสูงสุด: 585 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด: 850 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: เพียง 4 วินาทีนิดๆ
ระบบ Mild Hybrid: ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ V8 ภายใต้แนวคิด “One Man, One Engine”
AMG ACTIVE RIDE CONTROL Chassis: การควบคุมที่แม่นยำบนทุกสภาพพื้นผิว
ระบบช่วงล่าง: Active Hydraulic ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเสถียรในการขับขี่ และลดอาการโคลงตัวของรถ สามารถปรับการขับขี่ได้ 2 รูปแบบ คือ Off-Road และ Sport
Differential Lock: ระบบสามารถล็อกเฟืองท้ายได้ถึง 3 จุด แต่ละจุดสามารถล็อกได้เต็ม 100% ช่วยให้ขับผ่านพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ เช่น โคลน ทราย หิมะ หรือพื้นผิวขรุขระได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใน: ความหรูหราที่ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัย
ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยมีหน้าจอสัมผัส MBUX แบบใหม่ที่สวยงามอยู่ตรงกลางแผงหน้าปัด เชื่อมต่อกับหน้าจอข้อมูลผู้ขับขี่แบบดิจิทัลได้อย่างลงตัว การตกแต่งภายในที่หรูหราด้วยโปรแกรม Manufaktur ยังคงเป็นมาตรฐานสำหรับออฟโรดเศรษฐี โดยปัจจุบัน G-Class ถูกมองว่าเป็นรถยนต์ที่เน้นการใช้งานบนถนนมากยิ่งขึ้น
หน้าจอแสดงข้อมูล: All-Digital Instrument Display ขนาด 12.3 นิ้ว
ระบบปฏิบัติการมัลติมีเดีย: COMAND Online ขนาด 12.3 นิ้ว
พวงมาลัย: AMG Performance Steering Wheel หุ้มหนัง Nappa ตัดสลับ DINAMICA microfibre
ระบบ AMG DYNAMIC SELECT: ปรับค่าการทำงานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และพวงมาลัยให้ตอบสนองกับสภาพถนนและสไตล์การขับ
ระบบเสียง: Burmester® Surround Sound System
ระบบฟอกอากาศ: Air Balance Cabin-Air Purification System
Mercedes-AMG G 63: ระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด
Assistance Package: ระบบรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist with exit warning function), ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist), และระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย (Active Steering Assist) พร้อมระบบความปลอดภัยอื่นๆ ครบครัน
Mercedes-AMG G 63 ราคาเริ่มต้น 18,800,000 บาท
Mercedes-AMG G 63 พร้อมตัวเลือกสีภายนอก 8 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White), สีดำ (Obsidian Black), สีเงิน (Iridium Silver), สีเงิน (Mojave Silver), สีน้ำเงิน (Sodalite Blue), สีน้ำเงิน (Brilliant Blue), สีเขียว (Emerald Green), และสีเทา (Selenite Grey)
นอกจากนี้ ยังมีออปชั่นเพิ่มเติม (OPTIONAL EXTRA) ที่เปิดให้เลือกมากมาย เช่น สีตัวถังพิเศษจาก MANUFAKTUR, ล้ออัลลอย AMG, ชุดแต่ง AMG Night Package และ Black accents, อุปกรณ์ตกแต่ง “G manufaktur”, รวมถึงการตกแต่งภายในแบบ EXCLUSIVE และ SUPERIOR Line
ก้าวเข้าสู่โลกแห่งยานยนต์ที่ไร้ขีดจำกัดกับ Mercedes-Benz
ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหายานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย เปี่ยมด้วยเทคโนโลยี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือรถยนต์ออฟโรดสุดหรูที่มาพร้อมตำนานอันยาวนานและสมรรถนะที่ไร้เทียมทาน Mercedes-Benz ประเทศไทย พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในงาน Motor Expo 2025 และที่โชว์รูมของเราทั่วประเทศ อย่าพลาดโอกาสในการสัมผัสยนตรกรรมแห่งอนาคตและสัมผัสความพิเศษของแบรนด์ดาวสามแฉกที่พร้อมจะพาคุณทะยานสู่ความสำเร็จในทุกเส้นทางชีวิต
ติดต่อโชว์รูม Mercedes-Benz ใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อค้นพบรถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ และเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่กับ Mercedes-Benz ได้แล้ววันนี้