
Mercedes-Benz: ยอดขายทั่วโลกทะลุ 590,999 คันในไตรมาสแรก ปี 2564 เติบโตแข็งแกร่ง สู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้า
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดรถยนต์หรูอย่างใกล้ชิด และรายงานยอดขายของ Mercedes-Benz ในไตรมาสแรกของปี 2564 นี้ ถือเป็นสัญญาณอันน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle – EV) ที่กำลังมาแรง
ภาพรวมยอดขายระดับโลก: การฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
Mercedes-Benz รายงานตัวเลขยอดขายรวมทั่วโลกที่น่าประทับใจถึง 590,999 คัน ในไตรมาสแรกของปี 2564 ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 22.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากการชะลอตัวจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle – PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle – BEV) ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากขึ้น ในยุโรป สัดส่วนของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (xEV) หรือรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (รวมถึง PHEV และ BEV) คิดเป็น 1 ใน 4 ของยอดขายทั้งหมดภายใต้แบรนด์ Mercedes-Benz และ Smart ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับภาพรวมในตลาดโลก รถยนต์ PHEV และ BEV มีสัดส่วนถึง 10% ของยอดขายทั้งหมด หรือประมาณ 59,000 คัน โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ถึง 16,000 คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่น EQA ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคม ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้า ด้วยยอดจองกว่า 20,000 คัน นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าแบรนด์ Mercedes-EQ ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของ Mercedes-Benz ได้เริ่มต้นปี 2564 ด้วยความแข็งแกร่ง
กลยุทธ์การรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า: ความหลากหลายและการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
คุณบริตตา ซีเกอร์ (Britta Seeger) กรรมการบริหาร Daimler AG และ Mercedes-Benz AG ผู้ดูแลด้านการตลาดและการขาย ได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า โดยในปี 2564 นี้ Mercedes-Benz ไม่ได้หยุดเพียงแค่รุ่น EQA แต่ยังมีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มรถในกลุ่มรถไฟฟ้าใหม่อีก 3 รุ่น รวมเป็น 6 รุ่นภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ การเปิดตัวรุ่น EQS ซึ่งเป็นเรือธงของแบรนด์ ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมที่เหนือระดับ ทั้งในด้านประสบการณ์การขับขี่ การเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ
การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดให้ครอบคลุมราว 30 รุ่นภายในสิ้นปีนี้ ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดและผู้บริโภค ซึ่งยังคงมีความต้องการรถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ควบคู่ไปกับข้อดีของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
Mercedes-Benz ประเทศไทย: การเติบโตที่แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทาย
ในประเทศไทย คุณโรลันด์ โฟล์เกอร์ (Roland Folger) ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวด้วยความภาคภูมิใจถึงการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ลักชัวรีในประเทศ โดยในไตรมาสแรกของปี 2564 Mercedes-Benz สามารถส่งมอบรถยนต์ได้ถึง 3,178 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรีได้สำเร็จ
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จนี้ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ในด้านนวัตกรรม บริการที่ยอดเยี่ยม วิสัยทัศน์ในการพัฒนายานยนต์ และเครือข่ายดิจิทัลแห่งอนาคต นอกจากนี้ การเพิ่มปริมาณรถยนต์ให้เพียงพอต่อความต้องการ และการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลายมากที่สุดในตลาดไทย ก็เป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มรถยนต์ Mercedes-AMG, รถยนต์ SUV และกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ได้รับความนิยมสูง
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดจองที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2021 ก็สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ โดย Mercedes-Benz สามารถครองอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ลักชัวรีได้เช่นกัน สำหรับแผนงานในปี 2564 Mercedes-Benz ประเทศไทย เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 15 รุ่น รวมถึงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอีกหลายรุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างตรงจุด
วิเคราะห์เจาะลึกตลาดโลก: ความแข็งแกร่งของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและอเมริกาเหนือ
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของแต่ละภูมิภาค จะเห็นได้ว่าตลาดเอเชีย-แปซิฟิก มีการเติบโตที่โดดเด่นถึง 46.6% โดยมีประเทศจีนเป็นกำลังสำคัญ ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ถึง 222,520 คัน ในไตรมาสแรก หรือเติบโตถึง 60.1% โดยเฉพาะในเดือนมกราคมที่ทำสถิติยอดขายเกือบ 100,000 คันภายในเดือนเดียว
แม้ในยุโรปจะยังคงเผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์ แต่ Mercedes-Benz ก็สามารถทำยอดขายได้ดีกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนถึง 1.8% แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวในตลาดที่ท้าทาย
ในเยอรมนี แม้จะมียอดขายลดลง 15.4% เป็น 54,446 คัน แต่ตลาดอเมริกาเหนือกลับมียอดขายรวม 88,318 คัน เพิ่มขึ้น 12.5% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่มียอดขาย 78,256 คัน เพิ่มขึ้น 15.5% และยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ลักชัวรีในไตรมาสแรก
การเติบโตของกลุ่มรถยนต์นั่งและรถตู้: S-Class, SUV และ Smart ยังคงครองใจ
เมื่อเจาะลึกยอดขายรถยนต์นั่งและรถตู้ของ Mercedes-Benz ทั่วโลก พบว่ายอดขายรวม 581,270 คัน เพิ่มขึ้น 21.8% ในช่วงไตรมาสแรก โดยรุ่น New S-Class ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยสถิติยอดจองมากกว่า 50,000 คัน
การเติบโตของยอดขายยังคงแข็งแกร่งในระดับเลขสองหลักสำหรับกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ SUV ที่เติบโตถึง 54.3% และกลุ่มรถยนต์ E-Class (ทั้งรถยนต์นั่ง 4 ประตูและ Estate) ที่เพิ่มขึ้น 23.9%
สำหรับแบรนด์ Smart ซึ่งเน้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก มียอดขายรวม 9,729 คัน เติบโตสูงถึง 65.9% จากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเยอรมนี
รถตู้เพื่อการพาณิชย์: การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในยุคแห่งการขนส่ง
ในสภาวะที่หลายประเทศในยุโรปยังคงมีมาตรการล็อกดาวน์ กลุ่มรถตู้เพื่อการพาณิชย์ของ Mercedes-Benz กลับเติบโตถึง 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดขายรวมของรุ่น Sprinter, Vito, Vito Tourer และ Citan ถึง 76,328 คัน ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
ที่น่าประทับใจคือ ยอดขายรถตู้ไฟฟ้า eSprinter และ eVito มีส่วนสำคัญในการเพิ่มการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถทำยอดขายได้ถึง 1,200 คัน ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 150% เมื่อเทียบกับปีก่อน สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่ง
Mercedes-Benz ยังมีแผนที่จะเปิดตัวรถตู้รุ่น Citan ใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจะมีรุ่นไฟฟ้าตามมาในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ Mercedes-Benz เป็นแบรนด์ที่มีรถตู้ไฟฟ้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์
Mercedes-AMG: ประสิทธิภาพและความเร้าใจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
แบรนด์ Mercedes-AMG ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรู โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 14.9% ในปี 2563 และ 33.9% ในไตรมาส 4 ของปีเดียวกัน
การเปิดตัว Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ราคา 3.19 ล้านบาท เป็นการตอกย้ำถึงปรัชญาของ Mercedes-AMG ที่ผสานสมรรถนะอันเหนือชั้นเข้ากับดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ในรูปแบบของ Compact SUV ที่มีความอเนกประสงค์และคล่องตัว
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: นิยามใหม่ของ Compact SUV สมรรถนะสูง
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1,991 ซีซี เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.1 วินาที ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า AMG-specific radiator grille, ไฟหน้า LED high-performance, และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่จาก AMG ขนาด 19 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยชุด AMG Interior package พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa, เบาะนั่ง AMG Sport seat, และ Ambient light 64 เฉดสี มอบความเร้าใจและประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic: ความสปอร์ตที่เข้าถึงได้สำหรับคนรุ่นใหม่
สำหรับในตลาดประเทศไทย The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 2.399 ล้านบาท ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ Compact SUV ที่ผสานความสปอร์ต ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย
GLA โฉมใหม่ (รหัส H247) มีรูปลักษณ์ที่ดุดันขึ้น ด้วยกระจังหน้า Diamond radiator grille, ไฟหน้า LED High Performance, และชุดแต่ง Crossover รอบคัน ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดให้มีความกว้างขวางและสปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว 2 จอ แสดงผลมาตรวัดและระบบ Infotainment MBUX ที่รองรับการสั่งการด้วยเสียง (Linguatronic) และระบบสัมผัส
ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ 1.3 ลิตร ให้กำลัง 163 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT ให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยม พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย เช่น Active Brake Assist และ Active Parking Assist
Mercedes me connect: การเชื่อมต่อที่ไม่จำกัด
บริการ Mercedes me connect เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ให้ดียิ่งขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย อาทิ ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (Mercedes-Benz emergency call system), การตรวจสอบสภาพรถยนต์ (Vehicle Monitoring, Vehicle Set-up), การจัดการการบำรุงรักษา (Maintenance Management) และการนัดหมายเข้ารับบริการ (Online Booking)
สรุป
รายงานยอดขายของ Mercedes-Benz ในไตรมาสแรกของปี 2564 ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมที่แข็งแกร่งของแบรนด์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับการรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรีในตลาดสำคัญๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ด้วยกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค Mercedes-Benz ยังคงเป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในอนาคตแห่งการเดินทาง
หากท่านเป็นผู้ที่กำลังมองหายานยนต์ระดับพรีเมียมที่ผสมผสานนวัตกรรม ความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นต่างๆ อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะนำท่านไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ร่วมสำรวจโลกแห่งความเป็นไปได้กับ Mercedes-Benz ที่จะพาคุณไปสู่การเดินทางที่เหนือกว่าทุกการคาดหมาย.