
BMW 9 Series: มิติใหม่แห่งยนตรกรรมหรู สู่การท้าทายบัลลังก์ Mercedes-Maybach S-Class
ในโลกแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียมที่มีการแข่งขันอันดุเดือด ชื่อของ BMW ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่ผสมผสานสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับความหรูหราทันสมัยได้อย่างลงตัว แต่เมื่อคู่แข่งอย่าง Mercedes-Maybach S-Class กำลังเฉิดฉายและกวาดส่วนแบ่งทางการตลาดไปอย่างน่าประทับใจ ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอย่าง BMW จึงไม่รอช้าที่จะตอบโต้ด้วยการส่ง “BMW 9 Series” ว่าที่เรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ซาลูนขนาดใหญ่ระดับสูงสุด (Ultra-Luxury Sedan)
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมมองว่าการพัฒนา BMW 9 Series ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มรุ่นรถเข้าสู่พอร์ตโฟลิโอ แต่เป็นการยกระดับกลยุทธ์ของ BMW ไปอีกขั้น เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในเซกเมนต์ที่มูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์คู่แข่งต่างมุ่งหมายจะได้ครอบครอง
BMW 9 Series: วิสัยทัศน์แห่งความหรูหราและนวัตกรรม
ตามรายงานล่าสุดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่าง Autobild ชี้ให้เห็นว่า BMW 9 Series จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ BMW 7 Series รุ่นปัจจุบัน แต่จะได้รับการปรับปรุงและเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้เหนือกว่าในทุกมิติ การออกแบบภายนอกจะได้รับแรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์ Vision Future Luxury ที่เคยสร้างความฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน ผสานเข้ากับภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ในยุคปัจจุบัน ทำให้ 9 Series มีรูปลักษณ์ที่สง่างาม โฉบเฉี่ยว และแฝงไว้ด้วยพลังที่พร้อมจะปลดปล่อย
หัวใจสำคัญที่ทำให้ BMW 9 Series แตกต่างและโดดเด่นอย่างแท้จริง คือการให้ความสำคัญสูงสุดกับประสบการณ์ของผู้โดยสารตอนหลัง (Rear Occupant Experience) ห้องโดยสารด้านหลังจะถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวในระดับที่เหนือกว่าใคร ด้วยเบาะนั่งแบบ Individual Seats จำนวน 2 ที่นั่ง ที่ได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์สูงสุด คั่นกลางด้วยคอนโซลกลางขนาดใหญ่ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงหน้าจอระบบ Infotainment ส่วนตัว (Individual Entertainment Screens) ที่มอบความบันเทิงและความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่
อีกหนึ่งจุดเด่นที่สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบ คือการเลือกใช้ประตูแบบ Rear-Hinged Doors หรือที่บางครั้งเรียกว่า “ประตูตู้กับข้าว” ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความหรูหราและความสะดวกในการขึ้น-ลงห้องโดยสาร แต่ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดูภูมิฐานและแตกต่างให้กับ BMW 9 Series ได้เป็นอย่างดี การออกแบบลักษณะนี้มักพบเห็นได้ในรถยนต์ระดับ Ultra-Luxury ที่ต้องการมอบประสบการณ์ที่พิเศษให้กับผู้ใช้งาน
ขุมพลังที่ทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การผสมผสานที่ลงตัว
สำหรับขุมพลังของ BMW 9 Series นั้น คาดการณ์ว่าจะมาพร้อมกับตัวเลือกที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดรถยนต์หรูสมรรถนะสูง (High-Performance Luxury Cars)
เครื่องยนต์ Twin-Turbo V12: ตัวเลือกที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชื่นชอบสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด คือเครื่องยนต์เบนซิน Twin-Turbo V12 ขนาด 6.6 ลิตร ที่คาดว่าจะมีพละกำลังสูงถึง 600 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 800 นิวตันเมตร ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive อันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW และระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ เพื่อมอบอัตราเร่งที่รวดเร็ว การควบคุมที่แม่นยำ และการขับขี่ที่มั่นคงในทุกสภาพถนน
เครื่องยนต์ Plug-In Hybrid: สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Luxury Vehicles) BMW 9 Series จะมาพร้อมกับทางเลือกเครื่องยนต์ Plug-In Hybrid ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะเช่นเดียวกัน การผสมผสานนี้จะช่วยให้ BMW 9 Series สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนในระยะทางที่เพียงพอสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน และยังคงมอบสมรรถนะที่น่าประทับใจเมื่อต้องการอัตราเร่งสูงสุด
การนำเสนอทางเลือกขุมพลังที่หลากหลายเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของ BMW ต่อความต้องการของตลาดรถยนต์หรูที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การให้ความสำคัญกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหารถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะและความรับผิดชอบต่อสังคม
วัสดุแห่งอนาคต: Carbon Core เพื่อความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา
เพื่อตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมแห่งอนาคต BMW 9 Series จะมาพร้อมกับการใช้โครงสร้างตัวถังที่ทำจากวัสดุ Carbon Fiber Reinforced Plastic (CFRP) หรือที่ BMW เรียกว่า “Carbon Core” เทคโนโลยีนี้จะช่วยลดน้ำหนักของตัวรถได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการขับขี่ การประหยัดน้ำมัน และการควบคุมที่เฉียบคมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ CFRP ยังมีความแข็งแรงสูงกว่าเหล็กในน้ำหนักที่เท่ากัน ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ Carbon Core ในรถยนต์ระดับ Ultra-Luxury ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การนำมาใช้ใน BMW 9 Series แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BMW ในการนำเทคโนโลยีชั้นนำมาสู่สายการผลิตจริง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
การเปิดตัวที่น่าจับตามอง: ท้าชนคู่แข่งตัวฉกาจ
ตามการคาดการณ์ BMW 9 Series จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2020 พร้อมๆ กับ BMW 8 Series เวอร์ชั่นคูเป้และเปิดประทุน ซึ่งเป็นการเข้ามาแทนที่ BMW 6 Series การเปิดตัวพร้อมกันของสองรุ่นเรือธงนี้ จะเป็นการแสดงศักยภาพและทิศทางใหม่ของ BMW ในตลาดรถยนต์หรูระดับบน (Premium Luxury Market)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BMW 9 Series ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Mercedes-Maybach S-Class จะเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์ซาลูนหรูระดับสูงสุด (Flagship Luxury Sedan) ตลาดนี้มีมูลค่าสูง และลูกค้าในกลุ่มนี้มองหาสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งในด้านความหรูหรา สมรรถนะ เทคโนโลยี และบริการหลังการขาย การที่ BMW กล้าที่จะลงมาแข่งขันในตลาดนี้ สะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของแบรนด์ และความพร้อมที่จะท้าทายผู้นำตลาดอย่าง Mercedes-Benz
BMW 8 Series Gran Coupe: ความหรูหรา 4 ประตู ที่เพิ่มทางเลือกสำหรับคนพิเศษ
นอกจาก BMW 9 Series ที่เป็นไฮไลท์สำคัญแล้ว BMW ยังได้เสริมทัพในตลาดรถยนต์หรูด้วยการเปิดตัว BMW 8 Series Gran Coupe ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกในตัวถังแบบ 4 ประตูให้กับตระกูล 8 Series ที่เดิมทีเน้นความเป็นสปอร์ตคูเป้ การเข้ามาของ Gran Coupe ทำให้ BMW สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสปอร์ต หรูหรา แต่ยังคงต้องการความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น
การออกแบบ BMW 8 Series Gran Coupe: ความสง่างามที่เพิ่มขึ้น
BMW 8 Series Gran Coupe โดดเด่นด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นคูเป้ 2 ประตูอย่างเห็นได้ชัด การออกแบบด้านหน้ายังคงเอกลักษณ์ของ BMW ด้วยกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ ไฟหน้า LED แบบ Laserlight ที่ให้ความสว่างคมชัด และเส้นสายที่ดูดุดัน
สิ่งที่ทำให้ Gran Coupe แตกต่างอย่างชัดเจนคือการเพิ่มประตูบานหลังเข้ามา ทำให้การเข้า-ออกห้องโดยสารตอนหลังสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับเส้นสายของหลังคาให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างเหนือศีรษะให้กับผู้โดยสารตอนหลัง โดยยังคงไว้ซึ่งความเพรียวบางและสง่างามแบบรถคูเป้ ส่วนหลังคาแก้ว Panoramic Sunroof (Moonroof) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อเพิ่มความโปร่งโล่งภายในห้องโดยสาร
สำหรับรุ่น M850i xDrive Gran Coupe จะมีตัวเลือกพิเศษเป็นหลังคาที่ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังเพิ่มความหรูหราและบ่งบอกถึงสมรรถนะที่เหนือกว่า
เมื่อเปรียบเทียบขนาดตัวถังกับรุ่น 2 ประตู พบว่า Gran Coupe มีความยาวเพิ่มขึ้น 9.0 นิ้ว (228.6 มม.) กว้างขึ้น 1.2 นิ้ว (30.5 มม.) และสูงขึ้น 2.2 นิ้ว (55.9 มม.) ที่สำคัญคือระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 7.9 นิ้ว (200.7 มม.) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่วางขาที่กว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังสามารถนั่งได้อย่างผ่อนคลายตลอดการเดินทาง
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหรา เทคโนโลยี และฟังก์ชันที่ครบครัน
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ BMW 8 Series Gran Coupe คุณจะพบกับบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราสไตล์สปอร์ตและความทันสมัยของเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างชัดเจน พร้อมหน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 10.25 นิ้ว ที่รองรับการควบคุมด้วยเสียงและระบบสัมผัส
เบาะนั่งด้านหน้ามาพร้อมระบบทำความร้อน และมีระบบสร้างบรรยากาศภายใน (Ambient Lighting) ที่สามารถปรับเปลี่ยนสีสันได้ตามต้องการ เพื่อสร้างสุนทรียภาพในการขับขี่ เบาะหลังสามารถพับแยกได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการขนสัมภาระเมื่อจำเป็น
นอกจากนี้ ยังมี Head-Up Display (HUD) ที่แสดงข้อมูลสำคัญบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน ระบบชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย (Wireless Smartphone Charger) และระบบเครื่องเสียง Harman-Kardon พร้อมลำโพง 16 ตำแหน่ง มอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและทรงพลัง
เครื่องยนต์: ขุมพลังหลากหลายที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการ
BMW 8 Series Gran Coupe มาพร้อมกับตัวเลือกขุมพลังที่น่าประทับใจ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ขับขี่
เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร TwinPower Turbo (840i): รุ่นเริ่มต้นมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พละกำลัง 340 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.9 วินาที
เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร TwinPower Turbo (840d xDrive): สำหรับผู้ชื่นชอบเครื่องยนต์ดีเซล มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พละกำลัง 320 แรงม้า แรงบิด 680 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive เป็นมาตรฐาน อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.1 วินาที
เครื่องยนต์เบนซิน 4.4 ลิตร V8 TwinPower Turbo (M850i xDrive): สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร พละกำลัง 530 แรงม้า แรงบิด 750 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที
ทุกรุ่นมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive เป็นทางเลือกเสริมสำหรับรุ่น 840i และเป็นมาตรฐานสำหรับรุ่น 840d xDrive และ M850i xDrive ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาวะ
ราคา BMW 8 Series Gran Coupe: การลงทุนในความหรูหราและสมรรถนะ
ราคาของ BMW 8 Series Gran Coupe เริ่มต้นที่ประมาณ $84,900 สำหรับรุ่นเริ่มต้น และหากต้องการระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ $2,900 ส่วนรุ่นสมรรถนะสูง M850i xDrive Gran Coupe จะมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ $108,900 ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ที่มอบทั้งความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีชั้นนำ
การเดินทางของโลโก้ BMW: ประวัติศาสตร์ 103 ปี สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
นอกเหนือจากการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่น่าตื่นเต้นแล้ว BMW ยังได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงโลโก้ครั้งสำคัญในรอบ 23 ปี หรือนับเป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ 103 ปีของแบรนด์ การเปลี่ยนแปลงโลโก้ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ BMW ในการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles)
โลโก้ใหม่ของ BMW ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกบน BMW Concept i4 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ สะท้อนถึงทิศทางในอนาคตของแบรนด์ การเปลี่ยนแปลงโลโก้ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้แบรนด์ BMW เป็นที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสื่อสารกับผู้บริโภคในยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โลโก้ BMW: จาก Rapp Motorenwerke สู่ Bayerische Motoren Werke
ประวัติศาสตร์ของโลโก้ BMW เริ่มต้นขึ้นในปี 1913 เมื่อ Karl Rapp ก่อตั้ง Rapp Motorenwerke ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วนเครื่องบิน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของบริษัทไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งวิศวกรอัจฉริยะอย่าง Franz Josef Popp และ Max Friz เข้ามาร่วมงาน ในปี 1917 กองทัพปรัสเซียได้มีคำสั่งซื้อเครื่องยนต์อากาศยานจำนวนมาก ทำให้บริษัท Rapp Motorenwerke ได้รับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อเป็น Bayerische Motoren Werke หรือ BMW พร้อมกับการจดสิทธิบัตรตราสัญลักษณ์ใหม่
โลโก้ BMW รุ่นที่ 1 (1917): แรงบันดาลใจจากธงบาวาเรีย
โลโก้แรกของ BMW ยังคงรูปทรงวงกลมเหมือนโลโก้เดิมของ Rapp Motorenwerke แต่เปลี่ยนวงแหวนรอบนอกเป็นสีดำตัดเส้นด้วยสีทอง แทนที่สัญลักษณ์รูปม้าด้วยสีฟ้าและขาว ซึ่งเป็นสีของธงประจำรัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี แม้ในช่วงแรก BMW จะถูกห้ามใช้สีธงชาติ แต่ก็สามารถสร้างแพทเทิร์นสีฟ้า-ขาวที่เท่ากันขึ้นมาได้ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
รถมอเตอร์ไซค์ BMW R32 ที่ผลิตในปี 1923 เป็นรถคันแรกที่ใช้โลโก้ BMW และต่อมา BMW “Dixi” ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น BMW 3/15 ในปี 1928 ก็เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้ตราสัญลักษณ์นี้
โลโก้ BMW รุ่นที่ 2 (1933): ความหนาที่สื่อถึงพลัง
ในปี 1933 BMW ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์โลโก้ใหม่ให้มีความหนามากขึ้น ทั้งเส้นวงแหวนรอบนอกและวงแหวนด้านใน รวมถึงตัวอักษร BMW เพื่อให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของแบรนด์ รถยนต์คันแรกที่ใช้โลโก้รุ่นนี้คือ BMW 3/20
รถยนต์ที่โดดเด่นในยุคนี้คือ BMW 326 ซีดาน 4 ประตูที่หรูหรา รวมถึง BMW 328 ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 25 รถยนต์แห่งศตวรรษที่ 20
โลโก้ BMW รุ่นที่ 3 (ทศวรรษ 1950): ความหรูหราหลังสงคราม
ในช่วงทศวรรษ 1950 BMW มุ่งเน้นการผลิตรถยนต์ที่หรูหรามากขึ้น เพื่อดึงฐานลูกค้ากลับคืนมา โลโก้รุ่นที่ 3 จึงมีการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เส้นสีขาวแทนสีทอง และลดความเข้มของสีฟ้า-ขาวด้านในให้คล้ายสีธงรัฐบาวาเรียมากขึ้น
รถยนต์รุ่นสำคัญในยุคนี้คือ BMW 501 “Baroque Angels” ซึ่งเป็นรถยนต์หรูรุ่นแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ด้วยราคาที่สูง ทำให้ยอดขายไม่ดีนัก BMW จึงหันมาผลิตรถยนต์ขนาดเล็กอย่าง Iso Isetta (BMW 600) และ BMW 700 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและชุบชีวิตแบรนด์ให้กลับมาอีกครั้ง
โลโก้ BMW รุ่นที่ 4 (1963): จุดเริ่มต้นของโลโก้ที่เป็นอมตะ
ในปี 1963 BMW ได้เปิดตัวโลโก้รุ่นที่ 4 ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะได้กลายเป็นต้นแบบของโลโก้ BMW ที่ใช้มานานหลายสิบปี รูปแบบใหม่นี้เปลี่ยนฟอนต์ตัวอักษรจาก Serif เป็น Sans-serif และยังคงรูปทรงวงกลมสีดำขอบขาว พร้อมแพทเทิร์นสีฟ้า-ขาวด้านใน
ยุคนี้เป็นยุคทองของ BMW ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ตระกูล New Class เช่น BMW 1500, 1600, 1800 และ 2000 รวมถึงไลน์การผลิต E9 ที่มี BMW 3.0 CSL ซึ่งเป็นตำนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต และ BMW M1 ซูเปอร์คาร์คันแรกของแบรนด์
โลโก้ BMW รุ่นที่ 5 (1997): มิติใหม่แห่งความหรูหรา
ในปี 1997 โลโก้ BMW ได้รับการปรับปรุงให้มีมิติมากขึ้น ด้วยการเพิ่มแสงเงา ทำให้ดูมีความลึกและน่าสนใจยิ่งขึ้น ตัวอักษร BMW ยังคงใช้ฟอนต์ Sans-serif
ตลอด 23 ปีที่โลโก้รุ่นนี้ถูกใช้งาน BMW ได้พัฒนารถยนต์รุ่นหลักๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น 3 Series, 5 Series, 7 Series รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์ในตระกูล Series 1, 2, 4 และตระกูล M ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง นอกจากนี้ BMW ยังได้พัฒนารถยนต์ SUV หรือที่เรียกว่า SAV (Sport Activity Vehicle) โดยเริ่มต้นจาก BMW X5 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของ X Series รุ่นต่อๆ มา
ในช่วงปี 2011 BMW ได้ก่อตั้งซับแบรนด์ BMW i เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เปิดตัว BMW i3 และ i8 รวมถึงรถยนต์คอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่บ่งบอกถึงทิศทางสู่อนาคต
โลโก้ BMW รุ่นที่ 6 (2020): ความโปร่งใสและการเปิดกว้างสู่โลกอนาคต
หลังจากการใช้โลโก้รุ่นที่ 5 มานานถึง 23 ปี BMW ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงโลโก้ครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี ในเดือนมีนาคม 2020 โดยมีการตัดสีดำออกจากวงแหวนด้านนอก และแทนที่ด้วยความโปร่งใส พร้อมเปลี่ยนมาใช้เส้นขอบสีขาวที่หนาขึ้น ขณะที่แพทเทิร์นสีฟ้า-ขาวด้านในยังคงเดิม
BMW อธิบายว่าโลโก้ใหม่นี้สื่อถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้คนทั่วโลก และแสดงถึงความเปิดกว้างเพื่อเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ การใช้โลโก้ใหม่บน BMW i4 Concept เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า BMW กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
บทสรุป: BMW สร้างสรรค์อนาคตแห่งยนตรกรรม
ตลอดระยะเวลา 103 ปีที่ผ่านมา BMW ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ยอดเยี่ยม มีเอกลักษณ์ และไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนา การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ เช่น BMW 9 Series และ BMW 8 Series Gran Coupe รวมถึงการปรับเปลี่ยนโลโก้ครั้งใหญ่ ล้วนสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์
ในฐานะผู้ที่ติดตามและชื่นชอบในแบรนด์ BMW มาอย่างยาวนาน ผมเชื่อมั่นว่า BMW 9 Series จะสามารถท้าทายผู้นำในตลาดรถยนต์ Ultra-Luxury Sedan ได้อย่างแน่นอน ด้วยการผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ยิ่งไปกว่านั้น การปรับตัวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบภายใต้โลโก้ใหม่ ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า BMW จะยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำของโลกต่อไป
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จ รสนิยม และอนาคต เราขอเชิญชวนให้คุณสัมผัสประสบการณ์จริงกับ BMW รุ่นใหม่ล่าสุดเหล่านี้ เพื่อค้นพบว่า “สุดยอดแห่งยนตรกรรม” ในนิยามของคุณคืออะไร และ BMW สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างไรบ้าง