• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N2210010 เม อร กกลายเป นบาดแผล เธอเล อกร กษาใจด วยการจากลา part2

admin79 by admin79
October 18, 2025
in Uncategorized
0
N2210010 เม อร กกลายเป นบาดแผล เธอเล อกร กษาใจด วยการจากลา part2

คุณเคยทำสิ่งผิดพลาดไป เพราะ “ความลุ่มหลง” ของตัวคุณเองไหมครับ ?

บนถนนสายชีวิตที่ทอดยาว ของเด็กหนุ่มที่กำลังศึกษาด้านวิศวกรรมยานยนต์ ชั้นปีที่ 2 ของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ย่านพัฒนาการ นอกจากเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์แล้ว อีกหนึ่งความลุ่มหลงของผม ก็คือ การได้ พบปะผู้คนใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จัก ได้ออกไปเผชิญกับโลกภายนอกที่ตัวเองไม่เคยเจอ ไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยไป มันเป็นธรรมดาของเด็ก ม.ปลาย ที่เพิ่งจะเริ่มก้วเข้าสู่รั้วของสถาบันอุดมศึกษา ที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นโลกใบใหม่ ชวนให้ออกไปเปิดหูเปิดตายิ่งนัก

ผมใช้ชีวิตในทุกๆ วัน ในช่วงนั้น เดินทางไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆให้ตัวเอง ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ตระเวณราตรี ท่องเที่ยวต่างจังหวัด ไปจนถึงการตระเวณดูรถตามงานแสดงต่างๆ มีโอกาส ก็พูดคุยกับผู้รู้ (ซึ่งก็มีทั้งรู้จริง และไม่จริง) เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่จะเปิดประสบการณ์ วิธีคิด และทำให้ผมมองเห็นโอกาส ได้ดีกว่าการนั่งคำนวณเลข วิชาแคลคูลัส หรือ เทอร์โมไดนามิค ในห้องเรียนที่มีบรรยากาศอันชวนง่วง เพียงอย่างเดียว

ยอมรับเลยครับว่ามีความสุขมากกกกกกกก !! มากเกินกว่าที่จะอธิบายเป็นคำพูดใดๆ ออกมา มันเหมือนได้ออกจากกะลาที่ครอบหัวผมไว้มานานมาก ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จนบางที ก็แอบละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบหลักไปบ้าง

กระทั่ง บ่ายวันหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังอยู่ในวงสนทนา กับกลุ่มเพื่อนทั้งเก่าและใหม่ อย่างสนุกสนาน ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้น เป็น E-Mail แจ้งผลการเรียนประจำปีการศึกษา จากทางมหาวิทยาลัย ซึ่งออกมาไม่ค่อยจะดีนัก (จำได้ว่า F โผล่มาทีเดียว 3 ตัวรวด !!)

คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัว

“จะเอายังไงดี ต่อจากนี้?”
“ถ้าทางบ้านเห็น จะรู้สึกแย่ไหม?”
“แผนการเรียนที่วางเอาไว้ 4 ปี จะยังเป็นไปได้หรือเปล่า?”

จากคำแนะนำของอาจารย์หลายท่านในคณะฯ ผมพยายามปรับวิธีคิดของตัวเองใหม่ ค่อยๆแก้ปัญหา จนสุดท้าย ทุกอย่างก็ออกมาอย่างน่าพอใจ แม้จะไม่เลิศเลอเหมือนที่หวังเอาไว้ในตอนแรกก็ตาม

เรื่องราวที่เกิดขึ้น มันทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า การทำทุกอย่างตาม “ความลุ่มหลง” ของตัวเราเอง แม้ว่าบางครั้งมันก็อาจส่งผลดี ทำให้เรามีแรงผลักดันที่ทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย หรือนำพาเราไปพบกับโอกาสที่ดี

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ ความลุ่มหลงนั้น กลายเป็นเพียงการตัดสินใจลงมือทำอะไรก็ตาม โดยเอาแค่ความชอบของตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่มองถึงความเป็นจริงด้านอื่นๆ ปราศจากการพิจารณาด้วยเหตุผลให้ถ้วนถี่ จนละเลยสิ่งที่สำคัญอีกหลายอย่างไป มันก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลังได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าในชีวิตใครหลายคน คงยากจะปฏิเสธ “ความลุ่มหลง” ได้ลง เพราะขนาดเหตุผลในการเลือกตัดสินใจซื้อรถสักคันสำหรับคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่ ต่างก็ให้น้ำหนักในเรื่อง ความสวยงาม น่าหลงใหล ดีต่อใจ มาเป็นอันดับต้นๆ กันแทบทั้งนั้น จนกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่าย หันมาให้ความสำคัญกับงานออกแบบ ทั้งภายนอก – ภายใน เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้ากันมากขึ้น ตามความเชื่อที่ว่า “รถสวย ยังไงก็ขายได้”

MG เป็นผู้ผลิตเชื้อชาติอังกฤษ สัญชาติจีน ก็เป็นอีกรายที่เรียนรู้รสนิยมดังกล่าวของคนไทย หลังจาก นำ MG GS เข้ามาประกอบขาย และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พวกเขาเริ่มรู้ว่า ควรจะออกแบบรถยนต์ของตน ให้สวยงาม จนถึงขั้นทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็น “ลุ่มหลง” และเกิดความอยากได้อยากมี พวกเขาจึงสร้างสรรค์ MG HS ใหม่ ออกมาให้มีเส้นสายภายนอกและภายใน สมดังแนวคิดการออกแบบที่ต้องการให้เป็น “Hormones SUV” ที่สร้างความน่าลุ่มหลง

ผลลัพธ์ ก็เป็นอย่างที่เราเห็นกันครับ หลังจากออกสู่ตลาด ทุกวันนี้ MG HS กลายมาเป็น C-SUV ที่มียอดขายสูงสุด ไต่ขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่ม ได้อย่างรวดเร็ว ต่อให้ในปี 2019 แชมป์จะเป็นของ Honda CR-V แต่พอย่างเข้าสู่ปี 2020 แค่ 2 เดือนแรก MG HS ก็คว้าแชมป์ประจำเดือนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยยอดขาย 598 คัน ในเดือนมกราคม และ 629 คัน ในเดือนกุมภาพันธ์ อาจจะเสียแชมป์ในเดือนมีนาคม ไปให้กับ Chevrolet Captiva แต่นั่นก็เป็นเพราะการประกาศลดราคาล้างสต็อก ขายถูกกว่าราคาต้นทุน จนตอนนี้หมดเกลี้ยงบริษัทไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกค่ายคงต้องทำใจ และยกแชมป์ให้กับ GM ได้ดีใจสักครั้ง ก่อนจะพวกเขาจะเลิกขายรถยนต์ ในตลาดเมืองไทยอย่างถาวร ช่วงสิ้นปีนี้

เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนก็คงอยากรู้ว่า นอกเหนือจาก รูปลักษณ์ที่สวยงามที่สุด (ถ้าไม่นับเสียงค่อนขอดว่า เป็นการนำ SUV ทุกรุ่นจากทั่วโลกมายำรวมกัน) แล้ว MG HS จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง มันดีพอหรือไม่ที่จะชวนให้คุณจ่ายเงินเพื่อขับกลับบ้าน รายละเอียดต่างๆ ล้วนรอให้คุณเลื่อนลากนิ้วลงไปอ่านกันได้ ข้างล่างนี้

แต่ก่อนอื่น ผมก็คงต้อง พาคุณผู้อ่าน ย้อนกลับไปดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ MG GS กันสักหน่อย เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ MG ต้องเร่งพัฒนา HS ออกสู่ตลาดมาโดยเร็วไว

หลังจากที่ SAIC (Shanghai Automotive Industry Corporation) บริษัทรัฐวิสาหกิจผลิตรถยนต์ จากประเทศจีน ได้เข้าซื้อกิจการ ของ MG Rover จาก Nanjing Automobile และควบรวมกิจการกันสำเร็จ ในช่วงปี 2006 นอกจากพวกเขาจะเริ่มต้นนำรถเก๋งที่ถูกพัฒนาในยุคเก่าก่อน มาผลิตขายต่อเนื่อง ภายใต้แบรนด์ Roewe ซึ่งเป็น Luxury oriented brand ที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นมาใหม่ สำหรับตลาดแดนมังกรโดยเฉพาะ แล้ว พวกเขายังคิดที่จะสานต่อแบรนด์ MG ในฐานะ Performance oriented brand ด้วย ดังนั้น ไม่เพียงแค่ เปิดตัว MG6 กับ MG3 เท่านั้น การมีรถยนต์ SUV รุ่นใหม่สักคัน กลายเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต่อลมหายใน และสร้างยอดขายให้กับแบรนด์ได้ในระยะยาว

พวกเขาเปิดตัว MG GS เป็นครั้งแรกในโลก ที่งาน Shanghai Motor Show เมื่อ 20 เมษายน 2015 ก่อนบุกเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2016 ชูจุดเด่นในด้านการเป็นรถ C-SUV ที่มีขนาดตัวถังไล่เลี่ย สูสี กับ Mazda CX-5 และ Honda CR-V วางเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharger มาพร้อมม้าฝูงใหญ่ 218 ตัว ผูกกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีให้เลือกทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ อุปกรณ์ครบครัน ในราคาไม่เกิน 1,310,000 บาท รายละเอียดตัวรถ อยู่ใน Full Review โดยพี่ Pan Paitoonpong : Click Here

ด้วยความเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ ไฟแรง ทำให้ GS ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ หรือตามบอร์ดรถยนต์ อยู่พอสมควร ในช่วงแรกหลังเปิดตัว แต่ด้านยอดขายกลับไม่ดีเหมือนที่คิด แถมเงียบเป็นเป่าสาก ตลอดปี 2016 ยอดขายรวมแพ้แม้กระทั่ง Chevrolet Captiva รุ่นเก่า ที่ลากขายกันมาหลายปี ส่วนหนึ่งมาจากการออกแบบ ทั้งภายนอก – ภายใน ที่ยังไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้หันมามองได้ อีกทั้งยังไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจต่อศูนย์บริการในระยะยาว แถมตัวรถก็ยังมีจุดด้อยด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และการตอบสนองของคันเร่งกับเกียร์ ที่ไม่สมัครสมานสามัคคีกันเลย

MG Sales Thailand จึงต้องยอมแก้เกมด้วยการนำรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคา 890,000 – 990,000 เข้ามาเสริมทัพ เปิดตัวในงาน Motor Expo เดือนพฤศจิกายน 2016 รายละเอียดต่างๆ สามารถอ่านได้ใน Full Review By J!MMY : Click Here

ทว่า คล้อยหลังไปเพียง 2 สัปดาห์ SAIC ที่เมืองจีน ก็ดันเผยรูปภาพคันจริง ของ MG GS Minorchange ที่มีหน้าตาอ่อนช้อยมากขึ้น ตามหลังมาติดๆ เมื่อ 13 ธันวาคม 2016 เสียอย่างนั้น !! เล่นเอาทีม MG Sales Thailand ถึงเอามือก่ายหน้าผากกันเลยทีเดียว “หนอยยย พี่จีนนะพี่จีน มึงจะเปิดตัว GS Minorchange มึงไม่บอกกล่าวกูก่อนเลย แล้วอย่างนี้ กูจะขาย รุ่น 1.5 Turbo กันยังไงวะเนี่ย?”

ทำใจกันไปครับ สถานการณ์มาถึงขนาดนี้ ก็ต้องผลักดันยอดขาย MG GS กันต่อไป โชคดีว่า การตั้งราคาให้ดูคุ้มค่า ในสายตาผู้บริโภค มีส่วนช่วยให้ MG GS ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 จากตารางยอดขายรถยนต์กลุ่ม C-Segment SUVในเมืองไทย ได้สำเร็จ แม้จะยังห่างไกลจากเบอร์ 1 และ 2 อยู่หลายเท่าตัว กระนั้น MG เมืองไทย ก็ตัดสินใจไม่นำ GS Minorchange เข้ามาผลิตขายในบ้านเรา เพราะดูเหมือนพวกเขาจะยอมรับชะตากรรมของรถรุ่นนี้ ตลอดอายุตลาดที่เหลือ ว่าต่อให้หั่นราคาลงมา แต่ก็คงจะมียอดขายไปได้ไม่มากกว่านี้อีกแล้ว

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ MG GS ไม่ประสบความสำเร็จในบ้านเราเท่าที่ควร คือประเด็นเรื่อง งานออกแบบภายนอก และภายใน ผู้บริโภคเมืองไทย ยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อรถยนต์ ที่พวกเขามองว่า มัน “สวย” โดยยินยอมที่จะเสี่ยงกับแบรนด์ใหม่ๆ ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ในแง่บริการหลังการขาย

เมื่อรู้แล้วว่า รูปลักษณ์ของรถ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อรถของลูกค้า SAIC – MG จึงพยายามออกแบบรถยนต์ Compact SUV รุ่นใหม่ ที่จะมารับช่วงต่อจาก GS ให้มีเส้นสายสวยงาม และมีความลงตัวในสัดส่วน มากกว่ารุ่นเดิม

SAIC ตัดสินใจ สร้าง C-SUV คันใหม่ โดยนำโครงสร้างพื้นฐาน (Platform) เดิม ของ MG GS มาปรับปรุง และต่อยอด โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงด้านสมรรถนะการขับขี่ให้ดีขึ้นในทุกด้าน แต่เหนือสิ่งอื่นใด SAIC ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์งานออกแบบ จนกลายเป็นประเด็นหลักในการพัฒนารถรุ่นนี้

ทีมนักออกแบบ จาก SAIC Advanced Design Studio ฝั่งยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ ณ กรุง London ประเทศอังกฤษ มอบหมายให้ Mr. Robert Lemmens อดีต Designer ของ Nissan Design Europe  เริ่มต้นออกแบบ SUV คันใหม่ ภายใต้การดูแลควบคุมของ Mr. Carl Gotham ผู้ซึ่งเคยรับผิดชอบงานออกแบบภายนอก MG 5, MG Zero Concept ก่อนจะมาเป็นผู้จัดการฝ่ายออกแบบของ MG GS และหัวหน้าทีมออกแบบ MG CS Concept ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Advanced Design Director

C-SUV รุ่นเปลี่ยนโฉมของ GS คันนี้ เป็นรถยนต์รุ่นแรกๆ ของ MG ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวทางการออกแบบ (Design Language) ใหม่ของ MG ซึ่งเริ่มปรากฎให้เห็นเป็นครั้งแรกในรถยนต์ต้นแบบ MG E-Motion Concept Coupe 2 ประตู ซึ่งเผยโฉมมาตั้งแต่ งาน Shanghai Autoshow เมื่อ 19 เมษายน 2017

แนวคิดหลักของ Design Language ใหม่ อยู่ที่การลดทอนเส้นสายบนตัวถังที่ไม่จำเป็นออกไป เพิ่มความโค้งมนอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ด้านข้างมาพร้อมกับเส้น Character Line แบบรถยนต์คลาสสิคยุคเก่าของอังกฤษ ที่เป็นเส้นตรงขนานไปกับขอบกระจกหน้าต่าง แล้วยกลอยขึ้นเป็นเส้นโค้งเมื่อผ่านเหนือซุ้มล้อคู่หลัง นอกจากนั้น ยังใช้เส้น Character Line แบบ Light-shadow เพื่อให้เงาสะท้อนดูเบาบางลง

ก่อนการเปิดตัว HS ทาง MG ได้สร้างรถยนต์ต้นแบบ MG X-Motion Concept ออกมาเผยโฉมต่อสายตาสาธารณะชนในงาน Auto China เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2018 เพื่อบอกกล่าวว่า พวกเขากำลังเตรียมเปลี่ยนโฉมให้กับ C-SUV ของตนเองในอีกไม่นานเกินรอ

หลังการเผยโฉมของ รถต้นแบบ X-Motion ทาง SAIC ก็ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2018 ว่า เวอร์ชันจำหน่ายจริงของ SUV รุ่นนี้ จะถูกเปลี่ยนไปใช้ชื่อรุ่นใหม่ว่า “MG HS”

ถ้าให้แปลตามเอกสารสื่อมวลชนภาคภาษาอังกฤษของ SAIC – MG แบบตรงตัวที่สุดเท่าที่ทำได้ (เพราะ PR ชาวต่างชาติ เขาเล่นเขียนในเชิงพรรณาโวหาร เต็มพิกัด จนชวนให้ปวดกบาลตอนแปลมากๆ) ตัวอักษร H จะ สื่อถึงบุคลิกของแบรนด์ MG ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของความเยาว์วัย (Always YOUNG Spirit) ซึ่งยืนยาวมากว่า 100 ปี ผสมผสานเข้ากับตัวรถ ในลักษณะของ “running Hormones” (ฮอร์โมนที่พุ่งพล่านไปทั่ว) สามารถ ท้าทายและก้าวข้ามความเป็นตัวเองได้ ด้วยพลังแห่งความกระชุ่มกระชวย (Hale) ที่ไร้ขีดจำกัด เหมือนแสงสว่างของวัยหนุ่มสาวในยุคที่รุ่งเรือง “Heyday” ชวนให้คุณลุ่มหลงไปกับเสน่ห์ของรถคันนี้

ส่วนตัว S หมายถึงการสัมผัสของมนุษย์ทั้ง 5 อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จะจุดประกายความรู้สึก ในทุกประสาทสัมผัส (Sense) ซึ่งสามารถต่อยอดเชื่อมไปกับคำว่า “Super” (ดีเยี่ยม) , กับคำว่า“Satiated”(พึงพอใจ),กับคำว่า “Smart” (ชาญฉลาด),และคำว่า “Social” (การเข้าสังคม)

นำไปสามารถตีความได้ว่า มันเป็นรถยนต์ Crossover SUV ขนาดกลาง ที่สะท้อนถึงพลังของความเยาว์วัย ความน่าหลงใหล มอบประสบการณ์การขับขี่จากประสาทสัมผัสหลายมิติ หากจะเรียกว่าเป็น Hormones SUV ก็ย่อมได้เช่นกัน

เวอร์ชันจำหน่ายจริงของ MG HS ถูกนำไปโชว์ตัวครั้งแรกที่ Hormone Factory ในมณฑล Shanghai ประเทศจีน ท่ามกลางเหล่าบรรดาลูกค้าวัยรุ่นหนุ่มสาวทั้งหลาย เพื่อตอกย้ำแนวคิดหลักในการสร้างรถยนต์รุ่นนี้ขึ้นมา ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก ที่งานมหกรรมแสดงยานยนต์ Chengdu Auto Show ครั้งที่ 15 ในมณฑลเสฉวน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2019

สำหรับประเทศไทย MG HS ถูกนำมาขึ้นสายการประกอบ ร่วมกับรถยนต์นั่งและรถกระบะ เวอร์ชันพวงมาลัยขวาของ MG รุ่นอื่นๆ ณ โรงงานแห่งใหม่ ซึ่งมีเนื้อที่ 437.5 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 2 จ.ชลบุรี ของบริษัท SAIC Motor – CP จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (MG Sales) ที่เพิ่งสร้างเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2016 ด้วยงบประมาณการลงทุน 10,000 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 100,000 คัน/ปี

MG Sales (Thailand) ได้เชิญสื่อมวลชนไปร่วมทดลองขับ HS เวอร์ชันไทย ในงาน Sneak Preview ที่จัดขึ้นในสนาม MG Driving Experience Centre ตั้งอยู่บนถนนศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2019 โดยรายละเอียดของตัวรถบางส่วน และราคาจำหน่าย ยังคงเก็บเป็นความลับ ก่อนเปิดเผยข้อมูลมั้งหมดในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2019 ณ GMM Live House สร้างความฮือฮาให้กับวงการรถยนต์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถทำราคาเปิดตัวในรุ่นเริ่มต้นได้ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ถูกที่สุดในบรรดา SUV ระดับเดียวกัน จนทำให้คู่แข่งหลายเจ้ารู้สึกหวั่นใจไปตามๆ กัน

หลังการเปิดตัวในเมืองไทย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2019 จนถึงเดือนมีนาคม 2020 ที่ผ่านมา MG HS ทำยอดขายสะสม ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ได้สูงถึง 3,776 คัน เฉลี่ยยอดขาย ประมาณ 629 คัน/เดือน แต่ถ้าจำแนกกันออกมาจริงๆแล้ว ตัวเลขยอดขายในแต่ละเดือน มีดังนี้

ตุลาคม 2019 ขายได้ 405 คัน
พฤศจิกายน 2019 ขายได้ 712 คัน
ธันวาคม 2019 ขายได้ 886 คัน
(รวม 3 เดือนแรก ทำได้ 2,003 คัน)
มกราคม 2020 ขายได้ 598 คัน
กุมภาพันธ์ 2020 ขายได้ 629 คัน
มีนาคม 2020 ขายได้ 546 คัน

MG HS มีขนาดตัวรถ ยาว 4,574 มิลลิเมตร กว้าง 1,876 มิลลิเมตร สูง 1,664 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,720 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,573 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,584 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 145 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 55 ลิตร น้ำหนักตัวรถที่ทาง MG ระบุไว้ในโบรชัวร์ อยู่ที่ 1,510 – 1,570 กิโลกรัม แล้วแต่รุ่นย่อย

เมื่อเปรียบเทียบกับ MG GS รุ่นเดิม ซึ่งมีความยาว 4,500 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร สูง 1,689 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,650 มิลลิเมตร พบว่า HS ใหม่ ยาวกว่า GS อยู่ 74 มิลลิเมตร กว้างกว่า GS 21 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า GS 25 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 70 มิลลิเมตร เรียกได้ว่า HS มีขนาดใหญ่โตขึ้นกว่า GS ในทุกมิติ

เมื่อเทียบกับคู่แข่งรุ่นสำคัญในตลาด อย่าง Honda CR-V ที่มีความยาว 4,571 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร สูง 1,667 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,662 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า HS ยาวกว่าเพียง 3 มิลลิเมตร กว้างกว่า 21 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า CR-V แค่ 3 มิลลิเมตร แต่มีระยะฐานล้อยาวกว่า CR-V 55 มิลลิเมตร

หรือถ้าต้องเทียบกับ Mazda CX-5 รุ่น 2 ซึ่งมีตัวถังยาว 4,550 มิลลิเมตร กว้าง 1,840 มิลลิเมตร สูง 1,680 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า HS ยาวกว่า CX-5 อยู่ 24 มิลลิเมตร กว้างกว่า 36 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 16 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 20 มิลลิเมตร

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ Subaru Forester ที่มีมิติตัวถังภายนอกยาว 4,625 มิลลิเมตร กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,730 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,670 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า HS สั้นกว่า Forester อยู่ 51 มิลลิเมตร กว้างกว่า 61 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 66 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 50 มิลลิเมตร

หรือเปรียบเทียบกับ Nissan X-Trail ที่มีมิติตัวถังภายนอกยาว 4,690 มิลลิเมตร กว้าง 1,830 มิลลิเมตร สูง 1,740 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,705 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า HS สั้นกว่า X-Trail ถึง 116 มิลลิเมตร กระนั้น ก็ยังกว้างกว่า 46 มิลลิเมตร แถมยังเตี้ยกว่า X-Trail ถึง 76 มิลลิเมตร แต่มีระยะฐานล้อยาวกว่าแค่ 15 มิลลิเมตร

จากตัวเลข จะเห็นได้ว่า HS มีมิติตัวถังภายนอกใหญ่โตขึ้นกว่า GS เกือบทุกมิติ แม้จะมีความสูงของแนวหลังคาและระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) น้อยที่สุด (สูงกว่ารถเก๋งขนาดเล็ก อย่าง Nissan Almera เพียงแค่ 10 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นผลมาจากแผ่นปิดใต้ห้องเครื่องที่โป่งนูนออกมาค่อนข้างเยอะ แต่ทว่ามีระยะฐานล้อยาว และมีความกว้างของตัวถังมากที่สุดในกลุ่ม Compact SUV ที่ทำตลาดอยู่ในบ้านเราในปัจจุบัน หากจะเรียกว่ามาในสไตล์ Low & Wide ก็คงไม่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงนัก

MG HS เวอร์ชันไทย มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ C, D และ X โดยเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนเหมือนกันทุกประการ แตกต่างกันที่รูปลักษณ์ภายนอก บริเวณชุดโคมไฟหน้า ลายล้ออัลลอย ภายในห้องโดยสาร และอุปกรณ์มาตรฐานของแต่ละรุ่นย่อย

ชุดโคมไฟหน้ามีรูปทรงเหมือนกันทุกรุ่นย่อย แต่มีรายละเอียดภายในโคมแตกต่างกันเล็กน้อย โดยรุ่น C จะประกอบด้วยไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบ LED Daytime Running Light ทรง 4 เหลี่ยม 9 ชิ้น เรียงตัวกันเป็นรูปตัว U ไฟหน้าสูง -ต่ำ แบบ Projector Lens หลอดฮาโลเจน และไฟเลี้ยวแบบหลอดไส้ธรรมดาอยู่ที่มุมด้านในสุด ส่วนรุ่น D และ X จะถูกอัพเกรดเป็นชุดไฟหน้าแบบ Full-LED เมื่อเปิดไฟเลี้ยว ไฟ DRL LED Tube ด้านบนก็จะปรับลดความสว่างลง ส่วนไฟ DRL รูปตัว U ก็จะสลับการทำงานมาทำหน้าที่เป็นไฟเลี้ยวแบบ Sequential แทน รวมถึงทำหน้าที่เป็นไฟฉุกเฉิน Hazard Light ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อยจะติดตั้งสวิตช์ปรับระดับไฟหน้ามาให้ พร้อมระบบเปิด – ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างนำทางหลังดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home) แต่ระบบไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam Control) ติดตั้งมาให้เฉพาะ X เท่านั้น

ในรุ่น D และ X ที่เป็นไฟหน้าแบบ Full-LED Bi-Beam มี Cut-off หรือม่านบังแสง ที่คมชัด หมดปัญหาไฟหน้าฟุ้งกระจายไปแยงตาเพื่อนร่วมถนน หากไม่ปรับระดับสูงเกินไป ส่วนเรื่องความเข้มของแสง อยู่ในระดับปานกลาง หากติดฟิล์มกระจกบังลมหน้าเข้มเกินไป อาจส่งผลต่อการมองเห็นได้

การมีระบบเปิด – ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ทำให้สะดวกเวลาเดินทางออกต่างจังหวัดในยามวิกาล แต่ทว่าเมื่อมีรถที่อยู่เลนตรงข้ามขับสวนมา หรือมีรถจากด้านหลังแซงขึ้นไป เซ็นเซอร์จะใช้เวลาในการตรวจจับและประมวลผลราวๆ 3 วินาที ซึ่งเกรงว่า ผู้ขับขี่อาจจะโดนด่าไปถึงบุพการีล่วงหน้าไปก่อนตั้งแต่ 2 วินาทีแรกไปแล้วได้บ้างในบางครั้งเหมือนกัน

ไฟตัดหมอกคู่หน้าที่อยู่ถัดลงมาด้านล่าง บริเวณเปลือกกันชนหน้านั้น ยังคงเป็นหลอดไส้ Halogen ให้แสงสีขาวเหลือง ติดตั้งมาให้ครบทุกรุ่นย่อย ทำงานแยกกับไฟตัดหมอกหลัง

กระจังหน้าของทุกรุ่นย่อย เป็นแบบ Stella Magnetic Field ที่ MG ระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามแม่เหล็ก แต่ดันไปละม้ายคล้ายกับกระจังหน้า Diamond Grille ของ Mercedes-Benz ด้านในมีการประดับตกแต่งด้วยลายจุดเล็กๆ สีเงิน และเพิ่มลูกเล่นเข้าไป โดยการขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกระจายตัวออกรอบนอก ทำให้ดูมีมิติยิ่งขึ้น ด้านนอกล้อมกรอบด้วยแถบโครเมียม มีโลโก้ MG ขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลาง พร้อมกล้องมองภาพด้านหน้าซ่อนอยู่ใต้โลโก้ สำหรับรุ่น X

เปลือกกันชนหน้า มีดีไซน์ของกรอบไฟตัดหมอกเป็นแผงรังผึ้งเชื่อมติดกันทั้งฝั่งซ้ายและขวา คั่นด้วยตำแหน่งติดตั้งแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้า โคมไฟตัดหมอกตกแต่งด้วยแถบโครเมียม ส่วนช่องดักอากาศบริเวณชายล่างมีการพ่นสีเงินมาให้ โดยในรุ่น X ซึ่งมีระบบควบคุมความเร็วแปรผัน (Adaptive Radar Cruise Control) จะติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับรถคันข้างหน้ามาให้ด้วย

รูปลักษณ์ภายนอกกว่า 90% ถอดมาจากรถยนต์ต้นแบบ X-Motion Concept ที่เผยโฉมต่อสายตาสาธารณะชนในงาน Auto China ไปเมื่อปี 2018 ซึ่งเป็นการนำทิศทางการออกแบบของรถยนต์ต้นแบบ Coupe 2 ประตู E-Motion Concept มาต่อยอด จนกลายเป็นรถต้นแบบ SUV ที่มีดีไซน์หรูหรา พรีเมียม นอกจากนั้น ยังถือว่าเป็น Design Language ที่เราจะพบเห็นได้ในรถยนต์ MG รุ่นใหม่ในอนาคตอีกด้วย

เส้นสายบนตัวถังด้านข้างรถถูกขัดเกลาออกไปเกือบหมด แต่ยังคงเหลือไว้ซึ่งความโค้งมนที่ทำให้ตัวรถมีมิติและไม่แข็งทื่ออยู่ กรอบกระจกหน้าต่างทั้งหมดตกแต่งด้วยแถบโครเมียม ชิ้นส่วนบานประตูบริเวณเสา B และ C pillar ใช้วัสดุสีดำเงา มือจับเปิดประตูด้านนอกเป็นสีเดียวกับตัวรถเสริมด้วยโครเมียม ติดตั้งกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED ในตัวมาให้เป็นมาตรฐาน แต่ไฟส่องสว่าง Welcome Light มีให้พาะรุ่น D และ X เท่านั้น และในรุ่น X จะมีกล้องใต้กระจกมองข้างมาให้ ตำแหน่งฝาถังน้ำมันอยู่เหนือซุ้มล้อหลังฝั่งขวาของตัวรถ

ทุกรุ่นย่อย จะมีราวหลังคาแบบ Built-in สีเงิน มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ต่อเสริม เช่น กล่องเก็บสัมภาระบนหลังคา (Roof Box) หรือจักรยาน เป็นต้น

คิ้วเหนือซุ้มล้อทั้ง 4 รวมถึงชายล่างของบานขอบประตูคู่หน้าและคู่หลัง เป็นพลาสติกสีดำ คาดด้วยแถบโครเมียม ถูกออกแบบให้คลุมลงไปจนถึงใต้ท้องรถ แบบเดียวกับ Honda CR-V และ Mazda CX-5 ช่วยลดปัญหาคราบฝุ่นโคลน ติดขากางเกง หรือกระโปรง ขณะก้าวขึ้น – ลงจากรถ กลายเป็นธรรมเนียมการออกแบบของ SUV ในยุคใหม่ไปแล้ว ยกเว้น X ซีรีย์ของ BMW และตระกูล GL ของ Mercedes-Benz ที่ยังคงยืนหยัดกับขอบประตูแบบเดิมกันอยู่

ด้านหลังของทุกรุ่นย่อย มาพร้อมชุดไฟท้ายแบบ Full-LED ทั้งไฟหรี่ ไฟเลี้ยว และไฟเลี้ยว แต่ในรุ่น D และ X จะมีไฟเลี้ยวแบบ Sequential ติดตั้งเพิ่มเข้ามาให้ กระจกบังลมหลังมีระบบไล่ฝ้า ก้านปัดน้ำฝนพร้อมระบบฉีดน้ำทำความสะอาด ด้านบนสุดเป็นสปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถ พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

ชายล่างของเปลือกกันชนหลังตกแต่งด้วยพลาสติกสีดำและสีเงิน ติดตั้งเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลังมาให้ 4 จุด ไฟถอย ไฟตัดหมอกหลัง และแผงไฟทับทิมเรืองแสงสีแดงออกแบบมาเป็นชุดเดียวกัน ตำแหน่งติดตั้งอยู่เหนือปลายท่อไอเสียทรงกลมรีทั้ง 2 ฝั่งซ้าย – ขวา

ล้ออัลลอยของรุ่น C จะเป็นลาย V-Spoke 10 ก้าน ปัดเงา ขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยาง Maxxis Bravo HPM3 ขนาด 215/60 R17 ส่วนรุ่น D และ X จะเป็นล้อลาย 5 ก้านคู่ ปัดเงา ขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยาง Goodyear Efficient Grip ขนาด 235/50 R18

Previous Post

N2210004 หญ งสาวถ กหลอกมาขายแต ชายล กล บโผล มาช วยแบบเหน อความคาดหมาย part2

Next Post

N2210009 เส ยงประหลาดด งข นในห อง แต เขากล บบอกว าแค มป ดหน าต าง part2

Next Post
N2210009 เส ยงประหลาดด งข นในห อง แต เขากล บบอกว าแค มป ดหน าต าง part2

N2210009 เส ยงประหลาดด งข นในห อง แต เขากล บบอกว าแค มป ดหน าต าง part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.