
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย: พลิกโฉมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วย E-Class และ G-Class สู่ผู้นำตลาดรถยนต์หรู
ในปี 2568 นี้ วงการยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สะท้อนให้เห็นจากความสำเร็จอันน่าประทับใจของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในงาน Motor Expo 2025 ซึ่ง มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เปิดเผยถึงทิศทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ก้าวกระโดดขึ้นมามีสัดส่วนสูงถึง 50% ของยอดขายทั้งหมดในประเทศ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อยานยนต์พลังงานทางเลือก แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอนาคตแห่งการคมนาคมอย่างยั่งยืน
E-Class: ไอคอนแห่งความหรูหราและนวัตกรรมที่ยังคงครองใจ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์คือ Mercedes-Benz E-Class รุ่นอันเป็นตำนาน ซึ่งได้พิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่น 170V, Fintail, W124 จนถึงปัจจุบัน E-Class ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ การที่ E-Class ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริหารและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาของยนตรกรรมรุ่นนี้ ซึ่งสามารถคว้าส่วนแบ่งทางการตลาดในเซกเมนต์ของตนเองไปได้มากถึงครึ่งหนึ่ง
รากฐานอันแข็งแกร่งในประเทศไทย: 50 ปี แห่งความผูกพันและมาตรฐานเยอรมัน
เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความผูกพันกับประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปี โดยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ปี 1904 ที่รถเบนซ์คันแรกถูกส่งมอบให้แก่พระมหากษัตริย์ไทย ทุกวันนี้ โรงงานผลิตที่ทันสมัยในกรุงเทพฯ ยังคงทำหน้าที่ผลิตรถยนต์คุณภาพสูง ทั้งรุ่น C-Class, E-Class, และ S-Class เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศผ่านเครือข่ายผู้จำหน่าย 41 แห่ง มาตรฐานการผลิตระดับเยอรมันถูกถ่ายทอดมายังโรงงานไทยอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพขั้นสุดท้าย โดยทีมวิศวกรจากโรงงานแม่จะเข้ามาดูแลและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันที่ออกจากสายการผลิตมีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานสากล
ก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน: วิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ยั่งยืน
นอกเหนือจากความสำเร็จด้านยอดขาย เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายในปี 2030 หากสภาพตลาดเอื้ออำนวย และมีเป้าหมายระยะยาวในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2039 ครอบคลุมทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการรีไซเคิล กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ โดยมี E-Class เป็นหนึ่งใน “พระเอก” ที่นำพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายอย่างมั่นคง
ปรับโครงสร้างราคา EV: กลยุทธ์กระตุ้นตลาดเพื่อเข้าถึงลูกค้าวงกว้าง
เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาจำหน่ายกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า EQE โดยเฉพาะรุ่น EQE Sedan และ SUV ได้รับการปรับลดราคาอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ราคาเริ่มต้นของรุ่น EQE 300 ลดลงจาก 3.97 ล้านบาท เหลือเพียง 2.89 ล้านบาท และรุ่น EQE 350 4MATIC SUV เริ่มต้นที่ 3.19 ล้านบาท จากเดิม 4.85 ล้านบาท นอกจากนี้ ในแคมเปญ “DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.” ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 ที่ One Bangkok ยังมีส่วนลดพิเศษสำหรับรถยนต์ EV อีก 4 รุ่น โดยมีส่วนลดตั้งแต่ 200,000 บาท ไปจนถึง 3.01 ล้านบาท สำหรับรุ่น EQS 500 4MATIC AMG Premium
ผู้ที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในงานนี้จะได้รับข้อเสนอพิเศษ “Worry-Free” ที่ครอบคลุมทั้งโปรแกรมบำรุงรักษา 5 ปี, รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี, รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี, ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, การชาร์จ DC ไม่จำกัดจำนวนครั้งนาน 1 ปี และ Wallbox พร้อมติดตั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ มุ่งเน้นการมอบความอุ่นใจและประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
“Own Your Star”: แคมเปญสุดพิเศษที่ Motor Expo 2024
ในช่วงปลายปีของทุกปี งาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ Motor Expo ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ และในปี 2567 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้กลับมาพร้อมแคมเปญ “Own Your Star” ที่เชิญชวนทุกท่านเป็นเจ้าของ “ดวงดาว” แห่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับ 100 ท่านแรกที่จองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ภายในงาน จะได้รับสิทธิ์ในการตั้งชื่อ “ดวงดาว” บนท้องฟ้า พร้อมใบประกาศนียบัตรและพิกัดอย่างเป็นทางการ
แนวคิดของแคมเปญ “Own Your Star” เกิดจากสัญลักษณ์ดาวสามแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งเปรียบเสมือน “ดวงดาว” แต่ละดวงที่รอให้คุณมาครอบครอง โดยในงาน Motor Expo 2024 ได้มีการเปิดตัว “ดวงดาว” ใหม่ที่กำลังจะเฉิดฉาย ได้แก่ G-Class ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและรุ่นพลังงานไฟฟ้า EQ Technology, Mercedes-Maybach EQS SUV, E-Class รุ่น Exclusive Line, และ V-Class รวมถึงยนตรกรรมจากหลากหลายเซกเมนต์ที่พร้อมให้สัมผัสและเป็นเจ้าของ
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้ถ่ายทอดเรื่องราวแรงบันดาลใจของดวงดาวผ่านแคมเปญ “Message from The Star” ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของหมู่ดาวยนตรกรรมรุ่นต่างๆ ผ่านการแปรอักษรเป็นรูปร่างรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สื่อถึงความสว่างไสวของดวงดาวและความฝันที่สะท้อนถึงความสำเร็จของผู้ครอบครอง
G-Class: ตำนานแห่ง Off-Road สุดหรู ที่ยังคงทรงพลังและน่าหลงใหล
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 70 จุดเริ่มต้นของตำนาน Geländewagen หรือ G-Class เกิดขึ้นจากความต้องการสร้างรถ SUV ที่มีความสามารถรอบด้าน จากความร่วมมือระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ และ Steyr-Daimler-Puch ผู้ผลิตยานยนต์ทางการทหารของออสเตรีย โปรแกรมการพัฒนา Geländewagen เป็นไปอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่ทะเลทรายซาฮารา ไปจนถึงอาร์กติกเซอร์เคิล โดย G-Class ถูกสร้างขึ้นด้วยมือในโรงงานที่เมืองกราซ และเปิดตัวครั้งแรกในปี 1979
G-Class ในยุคแรกนำเสนอตัวเลือกฐานล้อทั้งแบบสั้นและยาว มีทั้งแบบเปิดประทุน สเตชั่นแวกอน และแบบ Kastenwagen (รถตู้) ตัวถังทรงกล่องอันเป็นเอกลักษณ์ วางอยู่บนแชสซีส์แบบบันได พร้อมเฟืองท้ายแบบล็อกได้สามตัว เครื่องยนต์มีให้เลือกหลากหลายทั้งเบนซินและดีเซล การผสมผสานระหว่างสมรรถนะของรถทหารและความอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ทำให้ G-Class ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และได้รับคำสั่งซื้อจากกองทัพทั่วโลก จนเมอร์เซเดส-เบนซ์ต้องสัญญากับ NATO ว่าจะผลิตรถรุ่นนี้ต่อไปจนถึงปี 2025
สูตรความสำเร็จของ G-Wagen ได้รับการปรุงแต่งอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบครึ่งศตวรรษ เริ่มต้นจาก W460 ในปี 1979 สู่ W463 ที่ยาวนานเกือบ 30 ปี จนกระทั่งล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดตัว G-Class เจเนอเรชันใหม่ โดยเฉพาะรุ่น Mercedes-AMG G 63 ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 585 แรงม้า และแรงบิด 850 นิวตันเมตร พร้อมเทคโนโลยี Mild Hybrid 48 โวลต์ ที่เพิ่มกำลังพิเศษและแรงบิดในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อตอบสนองอัตราเร่งที่ดุดัน
การปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2018 ทำให้ G-Class กลายเป็นนิยามใหม่ของ “รถออฟโรดสุดหรู” อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะมีรถ SUV หรูรุ่นอื่นๆ ที่สามารถขับขี่แบบออฟโรดได้ดี แต่ G63 ยังคงโดดเด่นด้วยสุนทรียศาสตร์และสมรรถนะโดยรวมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การออกแบบภายนอกยังคงไว้ซึ่งสไตล์คลาสสิกที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1979 แต่มีการปรับโฉมและอัปเกรดให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้แชสซีส์ใหม่พร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ G63 ยังคงเป็น SUV หรู 5 ที่นั่งที่สร้างขึ้นสำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง โดดเด่นด้วยดิฟเฟอเรนเชียลล็อกครบสามชุด มอบความสามารถในการพิชิตทุกเส้นทาง ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับมหาเศรษฐีทั่วโลก
Mercedes-AMG G 63: สมรรถนะเหนือชั้นและเทคโนโลยีล้ำสมัย
G63 มาพร้อมช่วงล่างแบบใหม่ที่มอบความน่าประหลาดใจในสมรรถนะการขับขี่ เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ที่ทรงพลัง ผสานกับโครงแชสซีส์แบบบันไดที่แข็งแกร่ง สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นคงแม้ในเส้นทางที่สมบุกสมบัน ระบบส่งกำลังแรงบิดที่ถ่ายทอดได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและทรงประสิทธิภาพ
การออกแบบภายนอกของ G63 ใหม่ ได้รับการปรับปรุงกันชนหน้าและอุปกรณ์ช่วยด้านอากาศพลศาสตร์ใหม่ เพื่อเพิ่มความสวยงามและประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ รวมถึงช่องใหม่ในซุ้มล้อหลัง สปอยเลอร์ที่ช่วยลดเสียงลมปะทะกระจกบังลมหน้าลงได้ถึง 20% รายละเอียดเหล่านี้ แม้จะดูเล็กน้อย แต่ล้วนส่งผลต่อความแตกต่างที่วัดได้
ด้านเทคโนโลยี ระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED, หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า, ล้ออัลลอย AMG ขอบ 22 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต, ระบบ KEYLESS-GO ที่ทำให้การเปิด-ปิดประตูสะดวกสบายยิ่งขึ้น ระบบเบรก AMG High-Performance Braking System พร้อมคาลิปเปอร์สีแดง, ระบบท่อไอเสียคู่ AMG Performance Exhaust System ที่ปรับระดับเสียงได้, และกล้อง 360° with Transparent Bonnet ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่
เครื่องยนต์ M177 V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 4 วินาทีกว่าๆ ระบบเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-SPEED SPORTS TRANSMISSION พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย มอบการเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหลและแม่นยำ ผสานการทำงานกับระบบ Mild Hybrid ที่มอบพละกำลังเสริมได้อย่างลงตัว
ระบบช่วงล่าง AMG ACTIVE RIDE CONTROL Chassis แบบ Active Hydraulic ช่วยเพิ่มความเสถียรและลดอาการโคลงตัว สามารถปรับการขับขี่ได้ 2 รูปแบบ คือ Off-Road และ Sport โดยยังคงคุณสมบัติเอกลักษณ์ของ G-Class ด้วย Differential Lock ทั้ง 3 จุด ที่สามารถล็อกได้ 100% ช่วยให้การขับขี่ผ่านพื้นผิวที่ท้าทายเป็นไปอย่างราบรื่น
ภายในห้องโดยสาร ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ด้วยหน้าจอสัมผัส MBUX และหน้าจอข้อมูลผู้ขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ผสานกันอย่างลงตัว พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel หุ้มหนัง Nappa ตัดสลับ DINAMICA microfibre ระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่ปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และพวงมาลัยให้ตอบสนองกับทุกสภาวะ ระบบเสียง Burmester® Surround Sound System และระบบฟอกอากาศ Air Balance Cabin-Air Purification System มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ
ระบบความปลอดภัย Assistance Package ครบครัน อาทิ ระบบรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า, ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา, ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร, และระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย
Mercedes-AMG G 63 มีราคาเริ่มต้นที่ 18,800,000 บาท พร้อมตัวเลือกสีตัวถัง 8 สี และออปชันพิเศษจาก MANUFAKTUR ที่หลากหลาย ให้ลูกค้าได้สร้างสรรค์ยนตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ไม่ได้เพียงแค่นำเสนอรถยนต์หรู แต่กำลังนำพาทุกท่านก้าวสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ ที่ผสานความยั่งยืน นวัตกรรม และสมรรถนะอันไร้ที่ติ หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต และเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่วิสัยทัศน์ยานยนต์ที่ยั่งยืน โปรดอย่ารอช้า ติดต่อผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อค้นหา “ดวงดาว” ที่พร้อมให้คุณครอบครองได้แล้ววันนี้