งาน Motor Show 2022 ปีนี้ ด้านค่าย Porsche ได้อวดโฉมเปิดตัวรถใหม่ ปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ที่วิ่งได้ระยะทางสูงสุดมากกว่า 500 กิโลเมตร เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสุดยอดยนตกรรมสปอร์ตถึง 9 รุ่น
ปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกของภูมิภาค ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 (43rd Bangkok International Motor Show 2022) มหกรรมยานยนต์สุดยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2022 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป นำทัพรถสปอร์ตใหม่ล่าสุดกว่า 9 รุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2022 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดสปอร์ตระดับตำนาน ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) และ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupe) จอดท้าทายสายตาผู้เข้าร่วมงาน
ปอร์เช่ จัดเตรียมทัพยนตกรรมสปอร์ตหลากหลายรุ่น ที่จะสร้างความประทับใจ และสะท้อนภาพลักษณ์แห่งจิตวิญญาณของนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาอย่างไร้ที่สิ้นสุด ในฐานะแบรนด์รถสปอร์ตสัญชาติเยอรมนีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2021 ทั้งในแง่ประสิทธิภาพของผลการดำเนินงานในภูมิภาค รวมทั้งส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า
ยอดขายในประเทศไทยเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นถึง 107% ในปี 2021 โดยมีปัจจัยหลัก คือความต้องการผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของปอร์เช่ รถยนต์ไฟฟ้า BEV และ ปลั๊กอิน PHEV ที่สร้างยอดจำหน่ายรวมได้มากกว่า 85% ในประเทศไทย และ 1 ใน 4 ของรถปอร์เช่ที่จำหน่ายในประเทศไทยจะเป็นรถไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่
ในฐานะผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า Porsche ประเทศไทย ได้ประกาศเรื่องแผนการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงกำลังสูง โดยมีเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศในเขตพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากแผนการดำเนินงานด้วยการจับมือร่วมเป็นพันธมิตรกับเชลล์ (Shell) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ นั่นคือการเดินทางข้ามประเทศที่ไร้ซึ่งมลพิษ จากกรุงเทพฯ ลงสู่ประเทศมาเลเซีย และต่อไปยังประเทศสิงคโปร์
ปอร์เช่ ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์ ไปยังผู้คนที่มีเป้าหมายในการค้นหาความฝันตามแนวทางของตนเอง ผ่านกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ต่าง ๆ อาทิ Das Treffen การรวมตัวของรถยนต์ปอร์เช่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ต่อด้วยสนับสนุนการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยกิจกรรม Wonderfruit Festival และ SCOPES รวมทั้งมุ่งมั่นทุ่มเทในการนำประสบการณ์ของแบรนด์ชั้นนำเข้ามาใกล้ชิดกับชุมชนมากยิ่งขึ้น อาทิ Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ซึ่งมีทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง
ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย รวมทั้งการใช้ชีวิตแบบ new normal ในปี 2021 และเราล้วนติดอยู่กับข้อจำกัดต่างๆ ที่รายล้อม ซึ่งเป็นอุปสรรคจากสถานการณ์ภายนอก แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณความต้องการในระดับสูงที่มีมาอย่างต่อเนื่องจากบรรดาแฟนๆ ชาวไทย ผู้รักในรถยนต์ปอร์เช่ และพันธมิตรทางธุรกิจใน value chain ที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิด เราจึงสามารถประสบผลสำเร็จอย่างสวยงามในท้ายที่สุด”

ปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ใหม่: ไทคานน์ (Taycan) ในสไตล์สปอร์ตเต็มพิกัด มีตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ระหว่าง ไทคานน์ โฟร์เอส (Taycan 4S) กับ ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo) สำหรับไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) คันนี้ คือเวอร์ชั่นที่สปอร์ตที่สุด เร้าใจที่สุด มาพร้อมพิสัยการเดินทางสูงสุดถึง 504 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน WLTP) นี่คือ ไทคานน์ (Taycan) รุ่นแรกที่ทำลายขีดจำกัดระยะทาง 500 กิโลเมตรได้สำเร็จ
รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุด มีงานออกแบบดีไซน์ที่สร้างความแตกต่างจากพี่น้องร่วมตระกูล: ชุดแต่งตัวถัง Sports Design Package เสริมภาพลักษณ์ดุดันจากชิ้นงานตกแต่งกันชนหน้า กันชนท้าย และสเกิร์ตข้าง รวมไปถึงโคมหน้าไฟ รมดำ 3D track graphics ที่ได้รับการติดตั้ง daytime running light แบบ LED
นับเป็นครั้งแรกกับการติดตั้งหลังคากระจก panoramic roof พร้อมเทคโนโลยี “Sunshine Control” อุปกรณ์พิเศษสำหรับปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ใหม่ แบ่งพื้นที่กระจกออกเป็น 9 ส่วน โดยแต่ละส่วนสามารถควบคุมการทำงานได้อย่างอิสระ หลังคากระจกใหม่เพิ่มฟังก์ชั่นในการกรองแสงจากภายนอกด้วยระดับการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย ตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุ Race-Tex สีดำ ชิ้นงานอลูมิเนียมปัดเงา เสริมความหรูหราสง่างาม และความสปอร์ตดุดันได้อย่างลงตัว
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) ปรับแต่งเป็นพิเศษเพื่อปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) โดยเฉพาะ ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ ทั้งในเชิงของการบังคับควบคุม และความนุ่มนวลสะดวกสบาย สองวัตถุประสงค์ที่เปรียบเหมือนคุณลักษณะพิเศษของปอร์เช่ เสริมศักยภาพด้วยระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-wheel steering ออกแบบเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพการขับขี่ที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นเวอร์ชั่นสปอร์ต พกพาพละกำลังมหาศาลติดตัวมากว่า 598 แรงม้า (440 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้งานระบบ Launch Control ขณะที่ใช้งานในโหมด normal จะให้กำลังที่ 517 แรงม้า (380 กิโลวัตต์) ความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต้องยกประโยชน์ให้ความชาญฉลาดของระบบควบคุมอัจฉริยะ เกรี้ยวกราด ดุดัน แต่แฝงด้วยความเรียบง่าย ปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่า ไทคานน์ (Taycan) ทุกรุ่น
พื้นที่จัดแสดงรถยนต์ปอร์เช่ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 (43rd Bangkok International Motor Show 2022) ประกอบด้วยรถสปอร์ตที่น่าสนใจถึง 9 รุ่น ซึ่งรวมถึงปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) ใหม่ และ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) ที่มาพร้อมชุดแต่ง Lightweight Package

ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) คือหนึ่งในตัวแทนความยอดเยี่ยมที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น เฉกเช่นเดียวกันกับ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ใหม่ นี่คือรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์อันเป็นตำนานของสายพันธุ์ 911 นอกจากพละกำลังที่สูงขึ้น และการตกแต่งภายนอกที่แตกต่าง 911 จีทีเอส (911 GTS) ยังประสานศักยภาพการขับขี่สไตล์สปอร์ตเอาไว้เต็มพิกัดยิ่งกว่าที่เคยมีมา
ภาพลักษณ์ที่เรียบหรูของปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) ใหม่ รังสรรค์ผ่านชิ้นงานตกแต่งตัวถังภายนอกสีดำ และโคมไฟหน้ารมดำ การตกแต่งภายในห้องโดยสารส่วนใหญ่เป็นวัสดุ Race-tex สีดำ เดินตะเข็บอย่างโดดเด่นสวยงาม ติดตั้งเบาะนั่ง Sports Seats Plus เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ด้วยปีกเบาะทรงสูงที่ให้บรรยากาศของรถสนามพันธุ์แรง รวมทั้งให้อรรถประโยชน์ในการใช้งานได้อย่างแท้จริง
ขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอนใหม่ พละกำลังสูงสุด 480 แรงม้า (353 กิโลวัตต์) ประจำการในปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.4 วินาที เมื่อจับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 8-จังหวะ (PDK) ลูกใหม่ ทั้งนี้ยังสามารถสั่งติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ ที่ได้รับการปรับแต่งการเปลี่ยนเกียร์ให้กระชับฉับไวเป็นพิเศษ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับ 911 จีทีเอส (911 GTS) นอกเหนือจากระบบเกียร์ PDK
ในส่วนของระบบช่วงล่างด้านหน้า ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) สร้างความแตกต่างจากพื้นฐานของช่วงล่างที่หยิบยกมาจาก 911 เทอร์โบ (911 Turbo) ยกระดับประสิทธิภาพด้วยการติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ผสานการทำงานกับระบบเบรกสมรรถนะสูงจาก 911 เทอร์โบ (911 Turbo) และล้ออัลลอยด์แบบ centre-lock สีดำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 และ 21 นิ้ว ยอดเยี่ยมทั้งการบังคับควบคุม และรูปลักษณ์ที่สวยงามเฉียบขาด
ปิดท้ายด้วย ระบบระบายไอเสียรุ่นพิเศษ GTS sports exhaust เปิดประสบการณ์ความเร้าใจจากเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ดุดัน ด้วยการลดปริมาณของฉนวนกั้นเสียงเข้าสู่ห้องโดยสาร
ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne E-Hybrid Coupé) ยนตกรรมแห่งความเรียบหรู ที่ไร้คู่เปรียบ ในฐานะของสปอร์ต SUV ที่โฉบเฉี่ยวที่สุดในรถระดับเดียวกัน จากดีไซน์ตัวถังด้านท้ายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เส้นสายที่เฉียบคม และสปอยเลอร์หลังปรับระดับอัตโนมัติด้วยไฟฟ้า ส่งผลให้ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) แตกต่างอย่างชัดเจนจากรถยนต์อเนกประสงค์ทั่วไป
การออกแบบภายในห้องโดยสาร โดดเด่นด้วยพื้นที่ด้านหลังจากเบาะนั่ง 2 ตัวแบบอิสระ และแนวคิดของโครงสร้างหลังคาสองรูปแบบ – หลังคากระจก panoramic fixed glass roof และอุปกรณ์พิเศษ carbon roof – เสริมอารมณ์สปอร์ตในสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร รถยนต์ที่จัดแสดงบนเวทีของปอร์เช่ได้รับการติดตั้งชุดแต่ง Lightweight Sports Package ซึ่งได้ควบรวมเอาชุดแต่งเสริมสมรรถนะ Sport Chrono Package เอาไว้ด้วยกัน ยกระดับสมรรถนะการเร่งออกตัวของ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) จาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 5.1 วินาทีเท่านั้น

พร้อมกันนี้ ปอร์เช่ประเทศไทย ยังการเปิดโอกาสให้แฟนๆ ผู้หลงใหลในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ได้สัมผัสความสปอร์ตที่หรูหรากันอย่างใกล้ชิด โดยเตรียมทัพยนตกรรมสปอร์ตปอร์เช่ ที่ผสมผสานสมรรถนะอีกหลากหลายรุ่นมาให้ชม อาทิ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS), 718 บ็อกซเตอร์ ที (718 Boxster T) , 718 เคย์แมน ที (718 Cayman T), ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม่ (Taycan 4S Cross Turismo) ,พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid Executive) ,คาเยนน์ อี- ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid), คาเยนน์ อี- ไฮบริด คูเป้ (Cayenne E-Hybrid Coupé) และ มาคันน์ เอส (Macan S) มาร่วมจัดแสดง โดยผู้จองรถยนต์ปอร์เช่ ภายในงานจะได้รับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะสิทธิการซื้อการรับประกันจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนีนานสูงสุด 15 ปี*
(*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
ไหนๆพูดถึงเพลงเขาแล้ว ขอแปะลิงค์ไว้ให้ฟังระหว่างอ่านรีวิวแล้วกัน เผื่อบางท่านไม่ทราบจริงๆว่าเพลงนี้มันร้องยังไง แต่อย่าพยายามร้องตามถ้าที่บ้านไม่มียาแก้ไอ

มีหลายคนมีปัญหาเรื่อง….
รถ..
เพราะแม้ว่าสมัยนี้จะมีรถแรงๆให้เลือกเยอะแยะ แต่บางครั้ง ถ้าคุณเป็นคนที่รวยระดับนึงแต่ยังไม่ถึงขั้นมีคฤหาสถ์หลายหลัง… พอคุณจะซื้อรถสปอร์ตเพื่อสนองตัณหาตัวเอง ก็อาจมีการยั้งคิดเพราะความสะดวกในการใช้งานที่จำกัด แล้วบังเอิญว่าคุณไม่ใช่คนประเภทที่หลงใหล Sleeper Car ที่เป็นรถพลังโหดๆ ซ่อนในรูปซีดานหรือแวก้อน คุณต้องการรถประเภทที่ทรวดทรงไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน อยากได้หลังคาเตี้ยแบบประชดรถสปอร์ต แต่ดันอยากให้มี 4 ประตูให้เปิดหยิบของง่าย หรือพาลูกตัวเล็กนั่งคาร์ซีทไปด้วยได้ นั่นคือที่มาของรถประเภท 4-Door Coupe ซึ่ง CLS คือผู้เล่นสำคัญมาโดยตลอด และเมื่อมีเวอร์ชั่น AMG ออกมา ก็กลายเป็นรถที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเล็กๆนี้ได้อย่างพอดี
BMW เลิกขายซีรีส์ 6 Gran Coupe ไปนานแล้ว ส่วน Audi มี A7 ที่เป็นรถสี่ประตูหลังคาเตี้ย ทว่าไม่มีเวอร์ชั่นที่แรงม้าสูงทะลุ 400 ตัวจำหน่าย ดังนั้นจึงเหลือแต่แบรนด์ระดับ Upper Premium อย่าง Porsche ซึ่งก็มีแต่ Panamera ที่เป็นรถประเภท 4-Door Coupe แต่ก็ถือว่าขนาดตัวค่อนไปทาง S-Class แล้ว


CLS 53 เข้ามาอาละวาดในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2018 เวอร์ชั่นก่อนไมเนอร์เชนจ์นี้ จุดสังเกตที่เห็นง่ายแต่ไกลเลยก็คือล้ออัลลอยจะเป็นลาย 5 ก้านคู่ โดยล็อตแรกๆจะเป็นรถนำเข้าทั้งคัน ทำให้ราคาสูงมากถึง 7,090,000 บาท ราคานี้เพื่อนบ้านชตุทการ์ทอีกรายนึงเห็นแล้วขำ กระซิบบอกลูกค้าว่า “พี่ๆ เพิ่มอีกไม่กี่ล้าน..Hello Porsche ได้สบายแล้วนะครับ” แต่พอเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ก็เปิดตัวเวอร์ชั่นประกอบในประเทศที่ทำไปทำมาราคาลดลงเหลือ 5,350,000 บาท สร้างความช็อควงการด้วยนโยบาย “เราทำม้าโหดเยอรมันให้คุณจับต้องได้ง่ายขึ้น” คล้ายกับเจ้า C 43 Coupe ที่ประกอบในนั่นเอง
แล้วคุณลองคิดนะว่า ในปี 2004 หรือ 15 ปีก่อนหน้า CLS 53 CKD จะมาน่ะ..รถ E 55 Kompressor W211 476 แรงม้า มันมีค่าตัว 10.9 ล้านบาท การที่รถตราดาววันนี้พกม้ามา 435 ตัว..เกือบเท่า V8 ตัวโหดในอดีต แต่มาในราคาแบบช่วยกันคนละครึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ CLS 53 จะเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ทรงมันได้ แรงดี ราคาคุยง่ายเพราะห้าล้านต้นกับม้าขนาดนี้ไม่มีคู่แข่งตรงรุ่น คุณขับรถบนทางด่วนตอนดึกๆต้องเคยเจอพวก 53 สีดำวาร์ปผ่านอย่างเร็วกันบ้าง บางคืนผมขับกลับบ้าน เจอวาร์ปผ่านสองสามครั้ง ในเวลาใกล้ๆกันจนอดคิดไม่ได้ว่า 1. มันขายดีขนาดนี้เลยเหรอถึงมีคนถอยเยอะ หรือ 2. มันก็คันเดิมเนี่ยแหละแต่อาจจะแวะขี้เมื่อสักครู่นี้ เลยโผล่มาอีกรอบ
เสน่ห์ของ CLS 53 อีกอย่างคือ มันเป็นรถที่ไม่เลือกวัยเจ้าของ ตั้งแต่เด็กมหาลัย ไปจนถึงคนวัยหลังเกษียณ (แต่ยังตีนหนักอยู่) คุณยืนข้างรถคันนี้ มันจะไม่สนว่าคุณเด็กหรือแก่ มันจะทำให้คนภายนอกลืมเรื่องอายุของคุณแล้วก็ไปเพ่งเรื่องรสนิยมโหดของคุณแทน คุณจะนุ่งขาสั้นคีบแตะใส่เสื้อยืด หรือใส่สูท คุณไปยืนข้างรถ CLS 53 ก็จะดูเข้ากันได้กับคุณอย่างประหลาด

ทำตลาดมาใกล้ๆจะสามปี พอเดือนพฤศจิกายน 2021 รถ CLS ในไทยก็ปรับโฉมเป็นไมเนอร์เชนจ์ตามตลาดโลก โดย CLS 53 โชว์ตัวครั้งแรกในงาน Motor Expo นั่นล่ะ รถไมเนอร์เชนจ์นี้ เวลาจอดอยู่ในงานก็ดูเหมือนแค่เอารุ่นเดิมมาเปลี่ยนกระจังหน้า และล้ออัลลอยลายใหม่ แต่อันที่จริง มันเปลี่ยนไปในหลายจุด โดยเฉพาะในเรื่องของอุปกรณ์ ซึ่งเมื่อบวกกับราคาที่ปรับเพิ่มเป็น 5,570,000 บาทแล้ว ผมพูดเลยว่าพวกคุณบางคนอาจจะอยากวิ่งหารถรุ่นเก่าที่คาสต็อค..ถ้ามันมีเหลือนะ
แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างหรอกที่แย่ลง ส่วนอะไรเปลี่ยนตรงไหนบ้าง คุณไล่อ่านบทความนี้ไปก็จะพบส่วนสรุปที่ผมทำแยกไว้ให้ ภายนอก/ภายใน แต่เพื่อให้คุณยังมีกำลังใจ ผมจะบอกว่า ถ้าคุณชอบเครื่องยนต์กลไกและการตอบสนองแบบรถรุ่นเดิม…Good News เพราะนั่นคือส่วนดีไม่ได้ถูกแตะต้องแม้ปลายขนอวัยวะ

ว่ากันเรื่องขนาดตัวถัง CLS 53 โฉมนี้ มีความยาว 5,012 มม. กว้าง 1,896 และสูง 1,422 มม. โดยความยาวที่เพิ่มมาก็เป็นเพราะส่วนหน้าของรถที่เปลี่ยนไป ส่วนฐานล้อยังคงเดิม 2,939 มม. ระยะแทร็คล้อหน้า/หลัง 1,646/1,628 มม. เท่าเดิม น้ำหนักตัวอยู่ที่ 1,970 กก. ถังน้ำมันเป็นสเป็ค 66 ลิตร
สิ่งที่เปลี่ยนภายนอก
- เปลี่ยน กระจังหน้าแบบเฉพาะของ AMG เปลี่ยนจากซี่นอนเป็นแนวตั้ง ขยายขนาดโลโก้ดาวสามแฉกให้โตขึ้น
- เปลี่ยน กันชนหน้าทรงใหม่
- เพิ่ม ชุดแต่ง AMG Night Package รมดำของแต่งมันทุกชิ้นไม่เว้นกระทั่งปลายท่อไอเสีย
- เปลี่ยน ล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้วเท่าเดิมแต่เปลี่ยนจากลายห้าก้านคู่ 5-twin-spoke เป็นลายใหม่หลายก้าน multi-spoke/เพิ่มจุดที่พ่นสีดำเงา (เป็นส่วนหนึ่งที่มากับ Night Package
- เปลี่ยน ตูดเป็น Duck-tail ทรงคล้ายเดิมแต่ขนาดโตขึ้น

คุณคิดอย่างไรบ้างกับความเปลี่ยนแปลงภายนอกครับ?
ผมคิดว่าเสน่ห์ในด้าน “ทันสมัยเข้ากันได้กับเจ้าของทุกวัย” มันถูกลดทอนลง กระจังหน้าซี่ตั้ง ซึ่งจะเป็นเอกลักษณ์ประจำรถ AMG นับจากนี้เป็นต้นไป นั่นก็น่าจะเป็นสาเหตุนึง คุณไม่ต้องแปลกใจหรอกในเมื่อมันคือดีไซน์ส่วนหน้ารถที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของเบนซ์ก่อนสงครามโลกอย่าง W154 ที่ออกแบบโดยรูดอล์ฟ อั๊วะเล่นเฮ้าท์ จนถึง W194 ปี 1952 ..เมื่อคุณเอาองค์ประกอบบางอย่างจากยุคคุณปู่ยังไม่เกิดมาใส่ จะทำให้ล้ำสมัยมันคงดูยากแหละ ยิ่งเมื่อรวมกับล้ออัลลอยลายแบบที่น่าจะไปอยู่ใน S-Class หรือ Maybach มากกว่า มันก็ทำให้รถดูแก่ลง เริ่มดูเหมาะกับคนอายุ 45-65 มากกว่าเด็กมหาวิทยาลัย
แต่ผมก็อาจจะพูดไม่ถูก..ถ้ามันดูแก่จริง ทำไมชาว AMG ในไทยจึงมีจำนวนไม่น้อยเลย ที่ใช้รถรุ่นกระจังแนวนอน แล้วไปควานหาของแต่งกระจังซี่ตั้งมาใส่..แสดงว่าถึงจะแก่แต่ก็เข้าตาพ่อล่ะวะ ที่แน่ๆ ผมว่าคุณแค่หาเปลี่ยนล้อใหม่ให้ลายมันวัยรุ่นสักหน่อย แล้วเอากระจังหน้าเหล็กดัดฟันยิ้มกว้างไว้นี่แหละครับ ผมว่ามันมีเสน่ห์แบบน่ากลัวดี ไอ้รุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ กระจังหน้าสไตล์เรียบเฉียบของมันทำให้เหมือนนักฆ่าใส่สูทที่ไม่พูดไม่จา ยิงอย่างเดียว แต่กับรุ่นไมเนอร์เชนจ์..มันคือโจ๊กเกอร์ในเรื่องแบทแมน แค่เปลี่ยนสูทจากสีม่วงเป็นสีดำ..ดูเนี๊ยบแต่มีความโหดในยิ้มของเขาที่น่าขนพองสยองเกล้ากว่าเดิม


แต่ความเปลี่ยนแปลงภายนอก ผมดูทรงแล้ว คุณสามารถแก้ไขให้มันดูดีตามใจคุณได้ไม่ยากหรอก แค่เปลี่ยนล้อ ฟีลก็เปลี่ยนแล้ว แค่คันๆตรงที่รู้สึกว่ารุ่นเก่าแบบของอาจารย์แดง ดูสวยจบไม่ต้องใส่เครื่องปรุง เท่านั้นแหละ แต่มันก็แค่ความเห็นส่วนตัวของผม ผู้ซึ่งผ่านรถทดสอบมาหลายร้อยคัน แต่ชีวิตจริงไม่ได้มี CLS ขับ



เปิดประตูดูข้างในดีกว่า..CLS นี่ ความเก๋ของเขาจุดนึงก็คือการที่เป็นรถไร้กรอบประตู (Frameless Door) ทำให้เวลาลดกระจกลงทุกบานแล้วเปิดประตูออก มันจะดูโล่งตาผิดกับรถซาลูนทั่วไป แม้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักสิบปียางขอบกรอบและแห้งเสียงลมมันจะเข้าง่ายกว่าประตูมีกรอบ..แต่หลายคนชอบประตูแบบนี้ครับ ไม่ใช่แค่เรื่องความเฟี้ยว แต่เวลาไปจอดตามห้าง แล้วเจอพวกจอดรถหมาๆจอดชิดชุ่ยๆแบบไม่เผื่อที่ให้คุณเปิดประตูมากพอ คุณแค่เข้าประตูอีกฝั่ง กดกระจกฝั่งคนขับลง คุณจะสามารถหาท่าที่ไม่ทรมานในการคลานขึ้นรถได้ง่ายกว่าพวกประตูมีกรอบ เชื่อผม..ผมโดนบ่อย
ส่วนฟังก์ชั่น Soft-close (ประตูดูด) ไม่ต้องสืบนะครับ ไม่มีมาให้ ถ้าจำไม่ผิดรถเลข 53 นี่จะไม่มีดูดสักตัวแม้แต่ AMG GT 53 คันละเกือบสิบล้าน น่าจะเป็นอุปกรณ์ที่เบนซ์สงวนไว้สำหรับรถประเภท “คนจ่ายเงินนั่งเบาะหลัง” มากกว่า
เบาะนั่งของ CLS 53 ยังคงเป็นแบบสปอร์ตหุ้มหนังชั้นดี AMG Seat with Nappa Leather ซึ่งมีการตัดแซมด้วยผ้า Dinamica microfibre เข้าไปในจุดที่เบาะต้องรับแรงเหวี่ยงและร่างกายในขณะเข้าโค้ง เรื่องเบาะนี่เหมือนรุ่นเดิม ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ระบบความจำ 3 ตำแหน่งสองฟากยังอยู่ และสามารถปรับดันหลัง ปรับความยาวเบาะรองนั่งได้ สิ่งที่หายไปก็มีแค่ระบบปรับเลื่อนเบาะฝั่งคนนั่งจากสวิตช์ที่ฝั่งคนขับ ซึ่งถ้านี่เป็นรถประเภทที่ลูกค้านั่งเบาะหลัง..ผมคงด่าแหละ แต่ CLS ไม่ใช่รถแบบนั้น เลยพอจะยอมความกันได้



ส่วนเบาะหลังนั้น ถ้าจะให้อธิบายสั้นๆก็คือ “E-Class ที่เฮดรูมโคตรเตี้ย” ตัวเบาะก็มาในแนวแอบแข็ง นั่งหย่อนก้นชันเข่าพอกัน ที่ยืดแข้งขาไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าฐานล้อมันยาวมาก อีก 15 เซนติเมตรก็เท่ารถกระบะพาณิชย์แล้ว มันก็ยืดได้มากเท่าๆกับ E 300 e นั่นแหละ แต่พอเจอแนวหลังคาแบบคูเป้เข้าไป คุณเอ๋ย เชื่อผม เก็บไว้ให้คนตัวเล็ก หรือคนตัวสูงไม่เกิน 160 นั่งนะครับ มันจะสบายเพราะตัวขนาดผมสูง 183 เซนติเมตร แค่ปีนเข้าไปถ่ายรูปแล้วพยายามตะกายออกมา ยังหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลอง
ระบบปรับอากาศของ CLS 53 นั้น สังเกตได้ว่าด้านหลังนี่จะไม่มีสวิตช์ปรับแรงลมหรืออุณหภูมิใดๆเลย เพราะเบนซ์ไทยให้เครื่องปรับอากาศแบบ 2 Zone มาเท่านั้น ซึ่งก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่รุ่นที่แล้ว และพอเข้าใจได้ว่ารถที่ไม่ได้เน้นคนนั่งหลัง จะใส่ 3-Zone มาให้เปลืองค่ารถทำไม ส่วนมูนรูฟไฟฟ้า เป็นขนาดปกติ เปิดโล่งสำหรับคนนั่งหน้า ไม่ใช่ Panoramic Glass ซึ่งก็เหมือนกับรุ่นเดิมนั่นล่ะ

เนื้อที่เก็บสัมภาระด้านท้าย CLS 53 หรือพวก CLS ใดๆที่เป็นเครื่องเบนซิน ตามสเป็คของเมืองนอกจะระบุว่ามีความจุ 490 ลิตร ส่วนพวกรถดีเซลจะโตกว่านิดๆ คือ 520 ลิตร ซึ่งก็ถือว่าเป็นความจุค่อนข้างปกติสำหรับรถพรีเมียมตัวถังยาว 4.7-5.0 เมตร มีพื้นที่ให้คุณใส่ถุงกอล์ฟไปตีกับแฟนได้แน่นอน และถ้าถุงกอล์ฟคุณโตมากจนยัดไม่เข้า เบาะหลังก็สามารถแยกพับสามส่วนได้
ฝากระโปรงรถสามารถกดเปิดได้จากสวิตช์ภายใน จากกุญแจ และยังมีระบบเตะเปิดอยู่เหมือนรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ ไม่ได้ถูกตัดออก แต่ถ้าใครอยากออกแรงเปิดเอง ก็เอานิ้วกดไปที่โลโก้เบนซ์ท้ายรถครับ มันจะเด้งเปิด เวลาปิดก็กดปุ่มปิดด้วยระบบไฟฟ้าได้


อุปกรณ์/สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ภายในรถ
- เปลี่ยน พวงมาลัยสปอร์ต AMG ทรงใหม่ ก้านคู่ เพิ่มส่วนที่เป็นผ้า Dinamica microfibre บริเวณมือจับเพื่อความถนัด
- เพิ่ม สวิตช์แบบปุ่มหมุนพร้อมจอสี สำหรับปรับช่วงล่างและโหมดการขับที่พวงมาลัย
- เปลี่ยน วัสดุตกแต่งแดชบอร์ดยาวไปถึงแผงประตูจากสีเงินอะลูมิเนียม เป็นลาย Metal-weave trim (คล้ายคาร์บอนเงา แต่ผมว่าสวยกว่า)
- เปลี่ยน วัสดุตกแต่งแดชบอร์ดตอนล่าง จากลายคาร์บอน เป็นวัสดุสีดำเงา
- เปลี่ยน ชุดควบคุมจอกลาง จากเดิมมีทั้ง Pad และลูกบิด เปลี่ยนเป็น Touchpad ทรงใหม่แบนราบ
- เปลี่ยน ระบบปฏิบัติการของรถ เป็นเวอร์ชั่นใหม่ MBUX 6.0 (มาพร้อมธีมสีจอใหม่ การแสดงผลจอกลาง/หน้าปัด/ดีไซน์มาตรวัดเปลี่ยนไป)
- ย้าย ชุดสวิตช์ใต้ช่องแอร์ขวา (HUD, ม่านหลัง, Parking Sensor, สั่งยกช่วงล่าง และระบบกำกับรถให้อยู่ในเลน) เอาไปผนวกอยู่บนจอกลางแทน
- ตัด ระบบรักษาระยะห่างรถคันหน้าอัตโนมัติ Active Distance Assist DISTRONIC เหลือเพียง Cruise Control ธรรมดา
- ตัด นาฬิกาควอร์ตซ ที่แดชบอร์ดตอนล่าง
- ตัด ระบบปรับที่นั่งฝั่งซ้่ายจากสวิตช์ฝั่งคนขับ

เรื่องของภายในรถ เป็นไปตามแนว Mercedes ที่คุณคุ้นเคย ยิ่งตอนกลางคืน แสงจากไฟตกแต่งภายในห้องโดยสารยังคงเป็นจุดเด่นที่สร้างความรู้สึกน่าพึงพอใจในยามขับ จอกลาง กับแผงหน้าปัดยังเป็น Wide Screen Cockpit ที่หน้าตาเหมือนเดิม แต่เมื่อเปิดใช้งานคุณจะเห็นได้ว่าสีสัน รูปภาพของสิ่งต่างๆที่แสดงมันถูกอัปเกรดไปพร้อมกับระบบปฏิบัติการ MBUX 6.0 เวอร์ชั่นใหม่นั่นเอง
ในความเปลี่ยนแปลงของเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ มีทั้งจุดที่ดีและไม่ดี สิ่งที่ผมมองว่าดีมากที่สุด ก็คือปุ่มวงกลมจอสี 2 ปุ่มที่พวงมาลัย ซึ่งคุณสามารถหมุนหรือกดเพื่อปรับค่าต่างๆเกี่ยวกับการตอบสนองได้สะดวกมาก จริงๆแล้วคุณจะทำเป็นปุ่มเฉยๆไม่ต้องมีจอก็ได้ แค่ว่าพอปรับตั้งค่าก็ไปโชว์แค่ที่จอกลาง จะเซฟต้นทุนได้เยอะ แต่นี่คือจุดที่ผู้ออกแบบและฝ่ายบัญชีตกลงใจร่วมกันว่าจะยอมให้ต้นทุนมันเพิ่มเพื่อสีสันในห้องโดยสารบ้าง ผมชอบมากครับ เพราะแต่เดิมการปรับโหมดต้องเอื้อมมือข้าม Touchpad ไปปรับที่คอนโซลกลาง สวิตช์คันโยกอันโคตรเล็ก ใช้งานไม่สะดวก ปุ่มจอสีสองอันนี้จึงนับเป็นการแก้ปัญหาอย่างมีลูกเล่น
อย่างต่อมาที่ต้องชมก็คือพวงมาลัยที่เปลี่ยนบริเวณมือกำ จากหนังธรรมดาเป็นผ้า Microfibre ซึ่งดูดฝ่ามือดีแท้ ไม่ต้องกำแรงมาก เจอหลุมบ่อบนถนนพวงมาลัยก็ไม่ดิ้นหลุดจากมือง่ายๆ นอกจากนี้ วัสดุตกแต่งคอนโซลก็เอาลาย Metal Weave ดูคล้ายคาร์บอนแต่มีมิติสวยงามมาติดตั้งที่กลางแดชบอร์ด โอบล้อมยาวไปถึงประตู ซึ่งในรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ตรงนี้จะเป็นพลาสติกคล้ายโลหะสีเงินธรรมดา ไอ้ Metal Weave เนี่ย..คำว่า Weave ก็คือการทอเหมือนทอผ้า แล้วเขาก็เอาลวดเส้นเล็กๆที่มีความเงาสูง มาทอเป็นลายแบบเดียวกับคาร์บอนไฟเบอร์ ชิ้นงานตรงนี้สวยเกินราคารถครับ น่าจะไปอยู่ในรถแปดเก้าล้านเสียด้วยซ้ำ
แต่แน่นอนเพื่อคุมต้นทุน วัสดุตกแต่งบริเวณคอนโซลตอนล่างจากเดิมที่เคยเป็นลายคาร์บอน คราวนี้กลับถูกเปลี่ยนไปเป็นวัสดุสีดำเงาธรรมดา แต่พอเรามองว่ามีการใช้วัสดุที่แพงขึ้นในบริเวณที่มีพื้นที่ครอบคลุมภายในเยอะกว่า ตรงนี้ต้องถือว่าเบนซ์เขาให้มาดีจริงๆ


ทีนี้ บางอย่างที่ตัดออก..ก็เข้าใจและทำใจยอมรับได้ เช่นนาฬิกาตอนล่างคอนโซล ซึ่งเหมือนไม้ประดับ สวย แต่ปกติตอนขับเราก็ไม่ได้มองมันอยู่แล้ว หรือระบบปรับที่นั่งฝั่งซ้ายจากสวิตช์ด้านคนขับ ซึ่ง CLS ไม่ใช่รถประเภทเจ้าของนั่งหลัง มันจึงไม่มีความจำเป็นเท่าใดนัก
แต่การตัดเอาชุดสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆที่เคยอยู่ใต้ช่องแอร์ขวาแล้วเอาปุ่มเหล่านั้นย้ายไปอยู่บนจอกลาง ผมกลับมองว่าไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ และไม่ได้ช่วยให้แดชบอร์ดดู Clean ขึ้นขนาดนั้น มันอาจจะดีขึ้นในแง่ที่ถ้าคุณมีแฟน หรือมีนักบินผู้ช่วยด้านข้างแล้วจะให้มันช่วยปรับระบบต่างๆให้ แต่ถ้าคุณขับคนเดียว ผมว่าปุ่ม Hard switch แบบเดิม ยังไงก็ใช้ง่ายและเร็วกว่า เพราะคุณไม่ต้องเข้าเมนูปรับตั้งค่ารถ แม้ว่าจริงๆมันจะกดแค่ไม่กี่ Step ก็ตาม และที่ปวดหัวที่สุดก็คือระบบ Cruise Control แบบแปรผันความเร็วอัตโนมัติ Active Distance Assist DISTRONIC เนี่ยล่ะ จะตัดออกทำไม ..
ตอนที่ E-Class ไมเนอร์เชนจ์ E 300 e คันที่ผมขับก็ไม่มีอุปกรณ์นี้เหมือนกัน ในขณะนั้น เหตุผลที่ตัดออกน่ากุมขมับมากครับ คือฝรั่งทำขาด ออกแบบแผ่นรองป้ายทะเบียนมาใช้กับรถสเป็คไทย เม็กซิโก และออสเตรเลียแล้วดันไปบังทางเรดาร์ ทำให้ระบบใช้การได้ไม่เต็มร้อย คราวนี้ผมว่ายิ่งมาเจอกับวิกฤติ Chip ราคาแพง เขายิ่งมีเหตุผลที่จะไม่ใส่มา ไม่น่าจะใช่เหตุผลเดียวกับตอน E-Class หรอก เพราะคุณดูสิขนาด GLC 43 ที่เคยมีระบบนี้ ตอนนี้ก็ตัดออก แล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องดีไซน์หน้ารถ ส่วนไอ้ที่ถอดไปนั้น ลูกค้าตัวจริงเดือดร้อนมั้ย? ต้องไปดู Feedback ในคลับเอา ส่วนตัวผมมองว่า มันทำให้สูญเสียความสบายเวลารถติดๆเขยิบขยึกขยักไป ซึ่งถ้าเป็นรถสามล้าน ตัดออก ผมยังพอทำใจได้ รถห้าล้าน ตัดชิ้นนี้ทิ้ง ผมไม่เห็นด้วย แต่ถ้ามันเกิดจากการที่ Chip สำหรับคุมเรดาร์ครูสมันไม่มีจริงๆ ไอ้แบบนั้นก็ต้องตบไหล่แล้วบอก “ทำใจว่ะมึง”





