ระบบกลอนประตู ทุกรุ่นย่อย ยังคงเหมือนเดิม โดยรุ่น GL จะเป็นกุญแจธรรมดา พร้อม Remote Control มีไฟกระพริบตอบรับ เมื่อกดล็อก หรือ ปลดล็อก ยังต้องใช้วิธีติดเครื่องยนต์ด้วยการเสียบกุญแจเข้าไปในรูสวิตช์ที่คอพวงมาลัย ฝั่งขวา แล้วบิดสตาร์ท อยู่ เหมือนเดิม
ส่วนรุ่น GX นั้น จะ Upgrade ไปใช้ปุ่มติดเครื่องยนต์ Push Start พร้อมกุญแจแบบ Remote Control แบบ Keyless Entry ยกมาจาก Swift ใหม่ หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ แถมมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นเดิมมาก แต่มีการเปลี่ยนพื้นหลังกุญแจใหม่ ให้มีสีน้ำเงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นรุ่นที่ใช้ขุมพลัง Hybrid ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นทั่วไป
หากกดปุ่มปลดล็อคที่รีโมทกุญแจ 1 ครั้ง ประตูจะถูกปลดล็อคเฉพาะบานคนขับ และ หากกดซ้ำอีกครั้งติดๆกัน คือการสั่งประตูอีก 3 บานที่หลือจะถูกปลดล็อคตามมา หากไม่ต้องการควานหากุญแจในกระเป๋า ก็แค่เดินเข้าไปใกล้รถในระยะ 80 เซนติเมตร แล้วกดปุ่มสีดำบนมือจับโครเมียม เพื่อปลดล็อคก็ได้ กด 1 ครั้ง แต่จะปลดล็อคเฉพาะบานที่กด (เฉพาะคู่หน้า) ถ้ากดปุ่มสีดำ 2 ครั้งจะปลดล็อคประตูบานที่เหลืออยู่ แต่ถ้ากดครั้งที่ 3 ประตูจะสั่งล็อก ทั้งหมดนี้ จะมีไฟกระพริบและสัญญาณดัง “บี๊บ” ให้เ้จ้าของรถรับรู้
รีโมทกุญแจ มีระยะรัศมีทำงานไกล 5 เมตร ถ้าหลังปลดล็อกด้วยวิธีการใดก็ตาม ภายใน 30 วินาที แล้ว คุณยังไม่เปิดประตูรถ ระบบจะสั่งล็อกเองอัตโนมัติอีกครั้งทันที ยังมีสัญญาณกันขโมย มาให้จากโรงงานอีกด้วย
นอกจากนี้ ทั้งรุ่น GL และ GX จะยังคงมีระบบถอดรหัสกันขโมย Immobilizer พร้อมสัญญาณกันขโมยมาให้ ตามเดิม


การเข้า – ออกจากบานประตูคู่หน้า ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม เนื่องจาก เสาหลังคาคู่หน้าของ Ertiga ติดตั้งและทำมุมเอียงในตำแหน่งที่เหมาะสม รวมทั้งบานประตูคู่หน้าถูกออกแบบให้โน้มไปด้านหน้ารถเล็กน้อย หากคุณปรับเบาะนั่งคนขับลงไปในตำแหน่งต่ำสุด คุณจะไม่พบปัญหา หัวกบาลโขกเสากรอบหลังคาด้านบนเลยแม้แต่ครั้งเดียว อีกข้อดีสำคัญก็คือ การติดตั้งเบาะนั่งคู่หน้า ให้มีระดับความสูงที่พอดี มีจุด Hip point ที่เหมาะสม ทำให้การก้าวขา เข้า – ออก ทำได้สะดวกสบาย
แผงประตูคู่หน้า เป็นพลาสติกสีดำ มีขนาดใหญ่ หากเป็นรุ่น GL จะไม่มี Trim ตกแต่งใดๆมาให้ รวมทั้งมือจับเปิดประตูจากภายในรถจะเป็นพลาสติกสีดำ แต่ในรุ่น GX จะถูก Upgrade ให้มีทั้ง แผง Trim ลายไม้สีน้ำตาลเข้ม แบบเงา เพิ่มความต่อเนื่องของเส้นสาย จากแผงหน้าปัดขนาดใหญ่ และ มือจับเปิดประตูจากภายในรถ เป็นพลาสติกชุบโครเมียม ดูหรูขึ้นมาอีกหน่อย
พนักวางแขนถูกออกแบบขึ้นรูปในตัวแผงประตู รุ่น GX จะแตกต่างจากรุ่น GL ด้วยการเพิ่มผ้าบุแผงประตู สีเดียวกับผ้าหุ้มเบาะ ที่กินพื้นที่ลงมาถึงช่วงข้อศอก การวางท่อนแขน ทำได้สบายๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสมพอดี ด้านล่างของแผงประตูคู่หน้า เป็นช่องวางขวดน้ำดื่ม ขนาด 1.25 ลิตร ได้ 1 ขวด และมีพื้นที่พอให้วางสมุดจดงานขนาด A4 ได้อีกด้วย


ภายในห้องโดยสารของ Ertiga Smart Hybrid เวอร์ชันไทย ยังคงยืนหยัดกับโทนสีดำ และใช้ผ้าหุ้มเบาะสีดำ ด้วยเหตุที่ผู้บริโภคบ้านเรา ไม่ชอบภายในสีเบจ ด้วยเหตุผลว่า มันสกปรกง่าย และทำความสะอาดยาก แตกต่างจากตลาด Indonesia India และ Philippines จะตกแต่งภายในเป็นโทนสีเบจ ดูสวยงามกว่า
เบาะนั่งคู่หน้า ยังคงเหมือนเดิม ใช้ฟองน้ำขึ้นรูปเป็นโครงเบาะที่ “นุ่มจนออกจะนิ่ม” เหมือนๆกับบรรดารถยนต์นั่งของ Suzuki ที่ออกจำหน่ายในตลาดทั่วโลก รวมทั้งญี่ปุ่น ตลอดช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา หุ้มด้วยผ้าสีดำ โดยปีกข้างจะใช้ผ้าสาก เหมือนเบาะนั่งของรถยนต์ Suzuki ที่ขายในยุโรป ส่วนตรงกลาง ทั้งพนักพิงหลัง ไปจนถึงเบาะรองนั่ง และพื้นที่รองรับสรีระมนุษย์ ทั้งหมด จะเป็นผ้าลายใหม่
สัมผัสจากการนั่งยังคงเหมือนเดิม พนักพิงหลัง ออกแบบให้โอบรับกับสรีระ ได้ดี การ Support ช่วงบ่าและหัวไหล่ แทบไม่แตกต่างจาก เบาะนั่งคู่หน้าของ Ciaz ถือว่าอยู่ในระดับใช้ได้ ส่วนตรงกลางพนักพิงหลังนั้น ฟองน้ำ และ สปริงเบาะที่เสริมอยู่ข้างใน ค่อนข้างนิ่ม จะยุบตัวลงไป รองรับแผ่นหลังได้ดีแทบทุกจุด โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเบาะดันหลังใดๆเลย เฉพาะรุ่น GX จะเพิ่มช่องใส่หนังสือ ด้านหลังพนักพิงฝั่งคนขับมาให้ จากปกติ ในรุ่น GL ที่จะมีเฉพาะฝั่งผู้โดยสารด้านซ้ายเพียงอย่างเดียว
พนักศีรษะคู่หน้า หุ้มด้วยผ้าสีดำ ให้ความสบายตามสมควร แถมยังใช้ฟองน้ำด้านใน ที่นุ่มจนออกจะนิ่ม จนแทบไม่รู้สักว่า มันดันหัวมากเหมือนบรรดารถยนต์รุ่นใหม่ๆในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ พื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) ก็มีเหลือเยอะมาก ตามประสา Minivan หลังคาสูง เช่นเดียวกัน คือประมาณ 2 ฝ่ามือในแนวนอน วางซ้อนกันเหนือศีรษะ
เบาะรองนั่งมีความยาวเหมาะสม เท่ากับ Swift และ Ciaz ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป มีฟองน้ำสไตล์นุ่มจนออกจะนิ่มเหมือนกัน แถมสัมผัส และ การยุบตัวรองรับช่วงก้น แทบไม่แตกต่างจาก เบาะรองนั่งคู่หน้าของ Swift และ Ciaz ใหม่ แม้แต่น้อย พิเศษ เฉพาะรุ่น GX จะเพิ่มเบาะนั่งฝั่งคนขับเท่านั้น ที่จะมีคันโยกปรับระดับสูง – ต่ำ ได้ในระยะ 60 มิลลิเมตร มาให้ โดยตัวเบาะจะยกขึ้น และ โน้มไปทางด้านหน้ารถ ไม่สามารถแยกปรับเฉพาะเบาะรองนั่งเพียงอย่างเดียวได้
เข็มขัดนิรภัย สำหรับเบาะคนขับ และ ผู้โดยสารคู่หน้า เป็นแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบลดแรงปะทะ และ ดึงกลับอัตโนมัติ Pre-tensioner & Load Limiter อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตำหนิก็คือ ชุดเข็มขัด ไม่สามารถปรับระดับสูง – ต่ำ ให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ที่หลากหลายได้ จึงต้องใช้วิธียกเบาะช่วยสถานเดียว ไม่รู้จะเอาออกทำไมในเมื่อรุ่นที่แล้ว ตัวไมเนอร์เชนจ์ก็มีมาให้
ถ้าเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด ณ ปี 2022 – 2023 ผมยืนยันว่า เบาะนั่งคู่หน้าของ Ertiga ยังคงให้ความนิ่ม มากที่สุด สบายสำหรับการเดินทาง ในระดับปานกลาง แต่อาจจะเมื่อยได้นิดหน่อย เมื่อต้องอยู่บนรถนานหลายชั่วโมง รองลงมา คือ เบาะคู่หน้าของ Mitsubishi Xpander / Xpander Cross ที่พอให้ความสบายได้กำลังดี ตามด้วยเบาะคู่หน้าของ Toyota Veloz ซึ่ง นั่งขับขี่ใช้งานพอจะหาความสบายได้อยู่บ้าง แต่เบาะคู่หน้าที่แย่มากสุดคือ Honda BR-V ซึ่งพยายาม จะเอารูปแบบของ เบาะคู่หน้าใน BMW X1 ที่กำลังจะตกรุ่น เป็นบรรทัดฐาน แต่กลับกลายเป็นว่า นั่งไม่สบายเอาเสียเลย ทั้งจากพนักพิงหลัง ที่ยังออกแบบได้ไม่ดี และเบาะรองนั่งที่สั้น รวมทั้งมีขอบเบาะที่ใช้ตะเข็บแขงเกินไป

การเข้า – ออก จากบานประตูคู่หลัง ยังคงรักษาจุดเด่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยบานประตูคู่หลัง ซึ่งกว้างใหญ่โต ในระดับเทียบเท่ากับ Mitsubishi Xpander และ Toyota Veloz เพราะจะต้องออกแบบมาเผื่อไว้ให้เกิดความสะดวกต่อการเข้า – ออกจากเบาะแถว 3 ด้วย แต่น่าเสียดายว่า กระจกหน้าต่างก็ยังคงเป็นเหมือนกับรถรุ่นที่แล้ว คือไม่สามารถเลื่อนลงมาจนสุดขอบแผงประตูได้ ตามเคย อยู่ดี
แผงประตูคู่หลัง ใช้พลาสติกสีดำแบบเดียวกัน ออกแบขึ้นรูปพนักวางแขนไว้ในตำแหน่งที่สามารถวางแขนได้สบายๆ ตั้งแต่ข้อศอก มีช่องวางขวดน้ำขนาด 7 บาท มาให้ ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งยังสามารถใส่เอกสาร ขนาด A4 วางในแนวนอน ได้ อีกนิดหน่อย
มือจับ ” ศาสดา ” (สำหรับยึดเหนี่ยวจิตใจ เวลาเจอคนขับโหมดอยากซิ่ง) ทั้ง 5 ตำแหน่ง เหนือช่องประตูผู้โดยสาร ทั้ง 3 บาน ถูกปรับปรุงให้ดูดีมีชาติตระกูลขึ้น ตั้งแต่รุ่น Model Year 2020 ก็ยังคงติดตั้งมาให้ในรถรุ่นปี 2023 นี้แล้วด้วย แต่สำหรับผู้โดยสารแถว 3 มือจับศาสดาทั้ง 2 ฝั่ง ก็ยังคงเป็นแบบล็อกตำแหน่งตายตัว จากรุ่นปี 2019 ไม่ผิดเพี้ยน



เบาะนั่งแถวกลาง ยังคงเหมือนเดิม คือติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นจากเบาะหน้าเล็กน้อย แบ่งแยกฝั่งเป็น 2 ชุด (ฝั่งซ้าย 40% ฝั่งขวา 60%) นอกจากตัวพนักพิงจะสามารถปรับพับ ตั้งชัน และ เอนนอน ด้วยทั้งคันโยกข้างฐานรองเบาะ และคันโยกบนบ่าของพนักพิงหลังทั้ง 2 ฝั่ง ได้มากถึง 14 ตำแหน่ง แล้ว ชุดเบาะทั้งตัวยังสามารถเลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลังได้ในระยะ 240 มิลลิเมตร อีกด้วย
พนักพิงหลังมีลักษณเกือบจะเรียบแบน มีส่วนโค้งเว้าแค่ช่วงปีกข้างของเบาะ ฝั่งที่ใกล้กับประตู แต่เมื่อนั่งลงไปแล้ว กลับให้ความสบาย รองรับสรีระได้ดีผิดคาด ไม่น้อยหน้า Xpander เลย เป็นผลมาจากการเลือกใช้ ฟองน้ำด้านในแบบ “นุ่มจนออกจะนิ่ม” เหมือนกับเบาะหน้า
พนักศีรษะบนเบาะแถวกลาง มีมาให้แค่ 2 ตำแหน่ง และยังเป็นรูปทรงตัว L คว่ำ เหมือน Ertiga รุ่นเดิมหากไม่ยกขึ้นใช้งาน ขอบด้านล่างของตัวพนักศีรษะ ก็จะทิ่มตำช่วงกลางแผ่นหลังของคุณอยู่ดี แต่พอยกขึ้นใช้งานได้ (3 ระดับ) ขอบด้านล่าง จะอยู่ในตำแหน่งรองรอบต้นคอของคุณพอดี และตัวฟองน้ำก็ “นุ่ม เกือบนิ่ม” เช่นเดียวกับพนักศีรษะคู่หน้า
เบาะรองนั่ง มีความยาวเหมาะสม ฟองน้ำ ก็ยังคงเป็นแบบ “นุ่มจนเกือบจะนิ่ม” อีกเช่นกัน ให้การรองรับค่อนข้างดี มีมุมองศาการเงยกำลังดี สำหรับคนตัวสูง 170 เซ็นติเมตร คุณไม่ต้องนั่งชันขาแต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นเด็กตัวเล็กๆ อาจถึงขั้นได้นั่งห้อยขากันเลย
เข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะนั่งแถวกลาง จะเป็นแบบ ELR 3 จุด ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ส่วนตรงกลางจะยังเป็นแบบ ER คาดเอว 1 ตำแหน่ง แถมยังมีจุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX มาให้ ทั้ง 2 ฝั่ง
อีกเรื่องที่ต้องตำหนิ ก็คือ จนป่านนี้ พนักวางแขนแบบพับเก็บได้ บนพนักพิงหลังของเบาะแถว 2 ก็ยังคงไม่มีมาให้ใน GX เวอร์ชันไทย ผิดกับเวอร์ชัน India ซึ่งยังมีพนักวางแขนติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอยู่
ส่วนการเข้า – ออกจาก เบาะผู้โดยสารด้านหลังนั้น ใช้วิธีการเหมือนกับ Ertiga รุ่นเดิม คือดึงคันโยก ซึ่งเปลี่ยนตำแหน่งจากด้านข้างพนักพิงเบาะหลัง มาเป็น มือจับขนาดเล็ก บนบ่าของพนักพิงลังทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อโน้มพนักพิงให้เอนไปข้างหน้า แล้วดันเบาะเลื่อนขึ้นไปข้างหน้าตามรางเบาะ ยิ่งผนวกกับการออกแบบให้มีบานประตูคู่หลังยาวขึ้นกว่าเดิม ช่วยเพิ่มช่องทางให้ใหญ่โตขึ้น การเข้า – ออกจากบานประตูคู่กลาง เพื่อเข้าไปนั่ง หรือลุกออกมา จากเบาะแถว 3 จึงทำได้ สบายเหมือนรุ่นเดิม


เบาะนั่งแถว 3 ก็ยังคงหมือนเดิม คือแยกออกเป็น 2 ชุด 2 ฝั่ง ซ้าย – ขวา ขนาดเท่ากันคือ อัตราส่วน 50% : 50% ตัวพนักศีรษะ ก็ยังคงเป็นรูปทรงตัว L คว่ำ เหมือนเบาะแถวกลาง นั่นแปลว่า ถ้าไม่ยกขึ้นใช้งาน ก็จะเจอปัญหาเดียวกัน นั่นคือ ขอบด้านล่าง จะทิ่มบริเวณกลางแผ่นหลังของคุณ แต่ถ้าหากยกขึ้นใช้งาน (ซึ่งก็ล็อกได้เพียงแค่ตำแหน่งเดียว) แม้จะหนุนหัวได้สบายขึ้น แต่ขอบด้านล่าง จะย้ายยกเปลี่ยนขึ้นมาสัมผัสบริเวณต้นคอของคุณแทน
พนักพิงหลัง สามารถปรับเอนได้ 14 ตำแหน่งล็อก เหมือนเบาะนั่งแถวกลาง สำหรับคนตัวสูง 170 เซ็นติเมตร อย่างผม ตัองนั่งให้ถูกตำแหน่ง คือหลังตั้งเกือบชัน 80 องศา หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องเอนลงไปจนเกือบจะสุด ศีรษะจึงจะไม่ชนกับเพดาน แต่ถ้าปรับเอนพนักพิงลงไป แล้วหัวชิดชนกับเพดานหลังคา แสดงว่า อาจต้องปรับเบาะนั่ง หาตำแหน่งใหม่ที่ลงตัวกว่าเดิม หรือไม่ก็ ปรับผิดตำแหน่ง
ตัวพนักพิงหลัง สามารถแยกฝั่งพับลงไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย โดยการดึงคันโยกบริเวณบ่าของตัวพนักพิงหลังทั้ง 2 ฝั่ง ทันทีที่พับเบาะลง กลไกจะดันและกดเบาะรองนั่งลงไปแนบกับพื้นรถข้างล่าง เพื่อให้ตัวพนักพิงหลัง สามารถพับจนแบนราบ กลายเป็นพื้นที่วางของด้านหลัง เชื่อมต่อเนื่องจนถึงขอบกันชนท้ายได้
เบาะรองนั่ง ยังคงสั้น แต่มีมุมเงยกำลังดี ติดตั้งสูงขึ้นจากเบาะแถวกลางอีกเล็กน้อย พูดง่ายๆก็คือ การวางเบาะนั่ง เป็นแบบ Theater Seat (วางเบาะ 3 แถว แบบโรงภาพยนตร์) ถ้าขาของคุณไม่ยาวพอ คุณก็แทบไม่ต้องนั่งชันขาเลย ฟองน้ำด้านใน ก็ยังคงเป็นแบบ “นุ่มจนเกือบนิ่ม” เหมือนเบาะนั่งแถวกลาง
ด้านพื้นที่วางขานั้น หากปรับตำแหน่งเบาะแถวกลาง ให้ผู้โดยสาร สามารถนั่งด้วยกันได้หมด รับรองว่า มีพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารแถว 3 เพียงพอแน่ๆ เพียงแต่ ต้องขึ้นอยู่กับการปรับเบาะแถวกลางเป็นหลัก ถ้าปรับดีๆ ก็สามารถนั่งได้ 3 แถว สบายๆ แต่ถ้าเน้นพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารแถวกลางมากไป ขาของผู้โดยสารแถว 3 ก็จะอัดติดกับด้านหลังพนักพิงเบาะแถวกลางไปเลย
ผนังด้านข้าง เหนือซุ้มล้อคู่หลัง ออกแบบขึ้นรูปให้เป็นพนักวางแขน ซึ่งคนตัวสูง 170 เซนติเมตร สามารถวางท่อนแขนได้สบายพอดีจนถึงข้อศอก ทั้ง 2 ฝั่ง จะมีช่องวางแก้วน้ำมาให้ ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง เพียงพอต่อการใช้งาน ส่วนเข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะแถวหลังสุด จะเป็นแบบ ELR 3 จุด





พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ทุกอย่าง ยังคงเหมือนเดิม ฝาประตูห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง เปิดยกขึ้นได้ ด้วยมือจับ เหนือช่องใส่ป้ายทะเบียนหลัง ล็อกด้วยกลอนแบบปกติ (ไม่ใช่กลอนไฟฟ้า) ค้ำยันด้วยช็อกอัพไฮโดรลิค 2 ต้น และมีอจับสำหรับดึงฝาปิดลงมาให้ เฉพาะฝั่งขวา หากยังไม่พับเบาะใดๆ ลงไป พื้นท่ห้องเก็บของด้านหลัง จะอยู่ที่ 153 ลิตร แต่เมื่อพับเฉพาะเบาะแถว 3 ทั้ง 2 ฝั่งลงแบนราบไปกับพื้นฝาท้าย จะเพิ่มความจุขึ้นเป็น 550 ลิตร และถ้าพับเบาะแถว 2 เพิ่มเข้าไปอีก ความจุก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 803 ลิตร
พื้นห้องเก็บของด้านหลัง ออกแบบให้เป็นฝาปิดกล่องเก็บของ ที่สามารถยกเปิดอิสระ แยกฝั่งซ้าย-ขวา เหมือนเดิม และ ยังคงมักจะกระเดิดขึ้นมา ก่อเสียงรบกวนแทบทุกครั้ง ในเวลาที่ต้องขับผ่านเนินสะดุด ลูกระนาด ในตรอกซอกซอย ตามหมู่บ้านต่างๆ ช่างเป็นเรื่องน่ารำคาญตามเดิม ส่วนผนังด้านข้างฝั่งขวา มีช่องเก็บเครื่องมือช่างประจำรถ รวมทั้งแม่แรงยกรถ พร้อมฝาปิดให้ดูเรียบร้อย ส่วนยางอะไหล่ ติดตั้งไว้ใต้ท้องรถ บริเวณด้านหลัง เหมือนกับคู่แข่ง และบรรดารถกระบะกับ SUV/PPV ทั่วไป

แผงหน้าปัด (Dashboard) ยังคงมีหน้าตาเหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงรายละเอียดการตกแต่งใหม่ เล็กน้อย โดยเฉพาะแผง Trim ประดับ ลายไม้เคลือบเงา เปลี่ยนลายใหม่เป็น สีเทาน้ำตาล ให้สัมผัสคล้ายกับ ฝาบานตู้ ของชุดครัว SB Furniture อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
มองขึ้นไปด้านบน ทุกอย่าง ยังคงเหมือนเดิม เพดานหลังคา ใช้วัสดุ Recycle สีเทาสว่าง มีแผงบังแดดทั้ง 2 ฝั่ง ครบทุกรุ่น แต่ มีกระจกแต่งหน้า แบบไม่มีฝาปิดพับ ใดๆทั้งสิ้น มาให้เฉพาะฝั่งผู้โดยสารด้านซ้าย เท่านั้น แถมไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า ยังถูกจับไปรวมกับไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร ด้านหน้า ใช้สวิตช์เลื่อนเปิด – ปิด มาให้เพียงชิ้นเดียว ไม่มีการแยกไฟอ่านแผนที่มาให้ทั้งสิ้น ส่วนกระจกมองหลัง เป็นแบบสีเทา ไม่มีก้านโยกตัดแสงสะท้อนจากไฟหน้ารถคันข้างหลังมาให้เลย


สวิตช์กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยไฟฟ้า ให้มาครบทั้ง 4 บาน โดยฝั่งคนขับจะมาพร้อมกับระบบ One-Touch เลื่อนหน้าต่างขึ้น – ลง ได้ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว รวมทั้งระบบ Jam Protection ดีดกลับอัตโนมัติ เมื่อมีสิ่งกีดขวาง สวิชต์ล็อกกันเปิดหน้าต่างของผู้โดยสาร 3 บาน พร้อมระบบ Central Lock ที่มี สวิชต์สั่งล็อก – ปลดล็อก กลอนประตูไฟฟ้า มีมาให้ครบ 4 บาน แต่ทั้งนี้ไม่มีระบบ Auto door lock หรือ speed sensing door lock ใดๆทั้งสิ้น
กระจกมองข้างปรับด้วยสวิตช์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับทุกรุ่นย่อย แต่ระบบพับกระจกมองข้างด้วยสวิตช์ไฟฟ้า พร้อมกับไฟเลี้ยว นั้น จะมีแค่เฉพาะในรุ่น GX เท่านั้น เรื่องน่าปวดหัวก็คือ เมื่อคุณดับเครื่องยนต์ จริงอยูว่า กระจกมองข้างจะพับเก็บเข้ามาเองโดยอัตโนมัติ ทว่า เมื่อติดเครื่องยนต์อีกครั้ง กระจกมองข้างจะไม่กางออกเอง มีทางเดียวคือ คุณต้องกดสวิตช์ เปิด – ปิด อีกรอบนึง ถึงจะยอมกางออก…มันไม่ควรเป็นแบบนี้นะ
ใต้ช่องแอร์ฝั่งขวาของชุดมาตรวัด มีสวิตช์ติดเครื่องยนต์ Push Start ใกล้กันนั้น เป็น สวิตช์ เปิด-ปิดระบบ Idling Stop (Auto Start Stop) สวิตช์เปิด – ปิด สัญญาณเซ็นเซอร์ กะระยะถอยเข้าจอด ที่เปลือกกันชนหลัง และสวิตช์เปิด-ปิด ระบบ ESP และ ถัดลงไป เป็นช่องใส่ของจุกจิก แบบมีฝาปิด สำหรับใส่นามบัตร หรือกล่องลูกอม ขนาดไม่ใหญ่นัก ใต้สุดเป็นคันโยกเปิดฝากระโปรงหน้า ส่วนก้านโยกเปิดฝาถังน้ำมัน ติดตั้งอยู่ที่ฐานเบาะคนขับ แบบรถญี่ปุ่นยุคโบราณเหมือนเดิม
พวงมาลัย ยังคงเป็นแบบ 3 ก้าน ทรง D-Cut เหมือนเดิม โดยรุ่น GX จะประดับ แผง Trim ลายไม้ ในครึ่งท่อนล่าง มาให้ด้วย วงพวงมาลัย หุ้มด้วยหนังคุณภาพดี Grip มีขนาดใหญ่กำลังดี จับถนัดมือ และ สามารถ ปรับระดับสูง – ต่ำได้ รวมระยะ สูงสุด-ต่ำสุด 40 มิลลิเมตร แต่ก็ยังคง ไม่สามารถปรับระยะใกล้-ห่างจากลำตัวผู้ขับขี่ (Telescopic) ได้เหมือนเดิม อีกทั้ง ตำแหน่งของพวงมาลัย มีมุมเงยเพิ่มขึ้น จนใกล้เคียงกับรถตู้ขนาดเล็กมากไปหน่อย
กระนั้น ข่าวดีก็คือ สำหรับรุ่น GX ยังมีการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control มาให้เสียที ติดตั้งบนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา ขณะที่ก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย ยังคงเป็นแผงสวิตช์ควบคุมชุดเครื่องเสียง ตามเดิม ถัดลงไปที่ด้านข้งแป้นแตรฝั่งซ้าย ก็ยังคงเป็นสวิตช์ควบคุมการใช้โทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth ทั้งหมดนี้ มีไฟเรืองแสงในยามค่ำคืนมาให้ด้วย
ก้านสวิตช์บนคอพวงมาลัยฝั่งขวา ใช้ควบคุม ชุดไฟหน้า ทั้งไฟหรี่ ไฟปกติ ไฟสูง ไฟเลี้ยว ไฟสูงกระพริบ ไฟตัดหมอกคู่หน้า ส่วนก้านสวิตช์บนคอพวงมาลัยฝั่งซ้าย ยังคงใช้ควบคุมใบปัดน้ำฝน แบบหน่วงเวลา 2 จังหวะ พร้อมหัวฉีดน้ำล้างกระจกในทุกรุ่นย่อย นอกจากนี้ สวิตช์แบบหมุน บริเวณหัวก้าน ใช้คุมใบปัดน้ำฝนพร้อมหัวฉีดน้ำล้างกระจกหลัง หน่วงเวลา 1 จังหวะ ซึ่งมีมาให้ทุกรุ่น เช่นเดียวกัน

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอีกประการหนึ่งภายในห้องโดยสารคือ มีการเปลี่ยนมาใช้ ชุดมาตรวัดแบบใหม่ พื้นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ และพื้นมาตรวัดความเร็ว เป็นสีฟ้า พร้อมหน้าจอ MID (Multi Information Display) แสดงการไหลเวียนของพลังงาน ในระบบขับเคลื่อน มาตรวัด G-force meter วัดแรง G หน้าจอแสดงน้ำหนักการเหยียบคันเร่งและเบรก หน้าจอแสดงการใช้แรงบิดและกำลังเครื่องยนต์ หน้าจอแสดงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ระยะทางที่เหลือ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ตำแหน่งเกียร์ มีมาให้ครบทุกรุ่นย่อย กระนั้น จุดที่แตกต่างระหวางหน้าจอ MID ของรุ่น GX และ GL มีเพียงมาตรวัดอุณหภูมิที่มีเฉพาะใน GX เท่านั้น


กล่องเก็บของ Glove compartment ฝั่งซ้าย มีขนาดเท่ารุ่นปี 2019 คือแค่เพียงพอสำหรับการเก็บคู่มือผู้ใช้รถ สมุดรับประกันคุณภาพ และเอกสารประกันภัย รวมทั้งใส่เอกสารเท่าที่เห็นในภาพนี้ เท่านั้น
สวิตช์เครื่องปรับอากาศ รุ่น GL เป็นแบบ มือหมุน เหมือนรุ่นปี 2019 แต่รุ่น GX จะเปลี่ยนมาเป็นแผงสวิตช์แบบ Digital ยกมาจากรถรุ่นปี Model Year 2020 โดยทุกรุ่น จะมี Blower พัดลมแอร์ แรงลม 4 ระดับ สำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3 มาให้ทุกคัน ตามเดิม
ชุดเครื่องเสียง ทุกรุ่น ให้วิทยุ AM/FM พร้อมเล่นไฟล์เพลง WMA และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ได้ทั้ง Bluetooth, Apple Car Play และ Android Auto พร้อมลำโพง 4 ชิ้น ให้คุณภาพเสียง ที่ถือว่า ฟังได้ดีประมาณหนึ่ง โดยรุ่น GL ยังคงใช้จอ Monitor สี แบบ Touchscreen ขนาด 7 นิ้ว แต่รุ่น GX จะถูก Upgrade เป็นหน้าจอ Monitor สีแบบ Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว ตัวอักษรใหญ่เท่าบ้าน สะใจ วัย สว. เป็นยิ่งนัก หน้าจอชุดนี้ ถูกติดตั้งมาตั้งแต่ รถรุ่นปี Model Year 2020 แล้ว และยังคงถูกใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงรุ่น Smart Hybrid นี้ด้วย


ถัดลงมาจากแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศ จะเป็น พื้นที่วางของ ซึ่งเดิมที ถูกออกแบบเอาไว้ ให้เป็นช่องวางของจุกจิก เหมาะสำหรับวางโทรศัพท์มือถือ ขณะขับรถ แต่ล่าสุด ในรุ่น GX มันถูกแปรสภาพเป็น ท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย Wireless Charger ตามสมัยนิยมเรียบร้อยแล้ว
ถัดลงมา เป็นช่องวางแก้ว 2 ตำแหน่ง ที่มีช่องเป่าลม พร้อมลูกกลิ้ง เปิด-ปิด บานพับกระแสลม เพื่อช่วยทำความเย็นให้เครื่องดื่มที่คุณนำมาวางไว้ในช่องดังกล่าว ข้อเสียก็คือ ขนาดของช่องวางแก้วนั้น เล็กมาก ถ้าคิดจะใส่แก้วพลาสติก Starbucks พร้อมกัน 2 แก้ว นั่นเป็นไปไม่ได้
พื้นที่ด้านข้างลำตัวผู้ขับขี่ และ ผู้โดยสารด้านหน้า ยังคงเป็นตำแหน่งติดตั้ง เบรกมือ พร้อมแท่นติดตั้งต่อเนื่องยื่นมาจากชุด แผงควบคุมกลาง อันที่จริงแล้ว ในบทความรีวิว Ertiga เมื่อ ปี 2013 ผมก็เคยเขียนไปว่า น่าจะมีถาดวางของ หรือกล่องเก็บของอเนกประสงค์ และที่วางแขนสำหรับคนขับแบบพับเก็บได้ มาให้สักหน่อย
ที่ไหนได้ เวลาผ่านไป ตั้งแต่รุ่นแรกในปี 2013 จนตอนนี้ปี 2023 ผ่านไปแล้ว 10 ปี สิ่งที่เพิ่มเข้ามา กลับมีเพียงแค่ ช่องชาร์จไฟสำหรับผู้โดยสารแถวกลาง ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังแท่นเบรกมือ แค่นั้น! ไม่รู้จะงกกันไปถึงไหน ญี่ปุ่นเอ้ยยยย ลองคิดดูละกัน ขนาดเรื่องแค่นี้ ยังแถมให้ไม่ได้ ดังนั้น เรื่องเบรกมือไฟฟ้า ไม่ต้องไปหวังครับ ไม่มีทางแน่ๆ!
ด้านทัศนวิสัย ไม่แตกต่าไปจากรุ่นเดิม สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้

