
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั่วโลกและในไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมไปอย่างสิ้นเชิง หนึ่งในพัฒนาการที่น่าจับตามองที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้ผลิตรถยนต์หรูระดับโลก ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพในการนำพาตนเองสู่ความเป็นผู้นำในตลาดนี้ ด้วยผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2564 ที่น่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภคทั่วโลก
ภาพรวมยอดขายระดับโลก: การเติบโตที่เหนือความคาดหมาย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ประกาศข่าวอันน่ายินดีว่า สามารถส่งมอบรถยนต์ได้ถึง 590,999 คันทั่วโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 คิดเป็นการเติบโตสูงถึง 22.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนที่สำคัญจากตลาดหลักอย่างประเทศจีน ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจถึง 60.1% และสหรัฐอเมริกาที่เติบโตขึ้น 15.5% นอกจากนี้ ความต้องการรถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนจากแบตเตอรี่ (BEV) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันยอดขายโดยรวม
ในตลาดทวีปยุโรป ยานยนต์ไฟฟ้า xEV คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของยอดขายทั้งหมดภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์และสมาร์ท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในภูมิภาคนี้ สำหรับภาพรวมระดับโลก รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า 100% มียอดขายรวมกันถึง 10% ของยอดขายทั้งหมด หรือราว 59,000 คัน ในจำนวนนี้ เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ถึง 16,000 คัน รุ่น EQA ที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงต้นปี 2564 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยมียอดจองสูงถึง 20,000 คัน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับแบรนด์ Mercedes-EQ ซึ่งเป็นไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์
กลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า: การขยายไลน์อัพและความมุ่งมั่นสู่อนาคต
ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า โดยในปี 2564 นี้ บริษัทได้วางแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 รุ่น เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ ทำให้มีรถยนต์ไฟฟ้าในไลน์อัพรวมถึง 6 รุ่น ครอบคลุมทุกเซกเมนต์สำคัญ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดอย่าง EQA ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูอย่าง EQS ซึ่งได้เปิดตัวไปแล้วในฐานะรถยนต์รุ่นเรือธง (Flagship) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงให้ความสำคัญกับการนำเสนอรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่หลากหลาย โดยตั้งเป้าที่จะมีรุ่นปลั๊กอินไฮบริดรวมประมาณ 30 รุ่นภายในสิ้นปี 2564 ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคที่กำลังมองหายานยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตลาดประเทศไทย: การฟื้นตัวและความสำเร็จในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรี
ในส่วนของตลาดประเทศไทย มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจในการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ลักชัวรี โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถทำยอดขายที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ถึง 3,178 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรี
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จนี้ มาจากความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต การบริการที่ยอดเยี่ยม และวิสัยทัศน์ในการพัฒนายานยนต์ นอกจากนี้ การสามารถเพิ่มปริมาณรถยนต์ให้เพียงพอต่อความต้องการและการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่หลากหลายที่สุดในตลาด ก็เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สามารถรักษาความเป็นผู้นำไว้ได้
รถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ Mercedes-AMG, รถยนต์ SUV และกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ยิ่งไปกว่านั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังสามารถทำยอดจองเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรีในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ในตลาดไทย
สำหรับปี 2564 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 15 รุ่น รวมถึงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอีกหลายรุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างตรงใจ
เจาะลึกยอดขายในภูมิภาคและตลาดสำคัญ:
เอเชีย-แปซิฟิก: ตลาดนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 46.6% โดยมีประเทศจีนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ด้วยยอดส่งมอบ 222,520 คันในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 60.1% โดยเฉพาะในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำสถิติยอดขายเกือบ 100,000 คันภายในเดือนเดียว
ยุโรป: แม้จะเผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงต้นปี ยอดขายในยุโรปก็ยังคงเติบโตขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
เยอรมนี: มียอดขาย 54,446 คัน แม้จะลดลง 15.4% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในประเทศ
อเมริกาเหนือ: ยอดขายรวม 88,318 คัน เพิ่มขึ้น 12.5% โดยตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลัก มียอดส่งมอบ 78,256 คัน หรือเพิ่มขึ้น 15.5% และยังคงครองตำแหน่งแชมป์ยอดขายสูงสุดในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรีในไตรมาสแรก
การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ:
New S-Class: ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก ด้วยสถิติยอดจองกว่า 50,000 คัน
รถยนต์ SUV: มีอัตราการเติบโตสูงถึง 54.3%
รถยนต์ E-Class: เติบโตขึ้น 23.9%
Smart (แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก): มียอดขายรวม 9,729 คัน เติบโตถึง 65.9% โดยเฉพาะในเยอรมนี แสดงให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยานยนต์เชิงพาณิชย์: การเติบโตอย่างยั่งยืนของรถตู้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในกลุ่มยานยนต์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะรถตู้ การเติบโตของกลุ่มรถตู้เพื่อการพาณิชย์อยู่ที่ 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ด้วยยอดขายรวมของรุ่น Sprinter, Vito, Vito Tourer และ Citan ถึง 76,328 คัน
ที่น่าสนใจคือ ยอดขายรถตู้ไฟฟ้าได้สร้างสถิติใหม่ ด้วยยอดขาย 1,200 คันในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 150% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตอกย้ำเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าในกลุ่มยานยนต์เชิงพาณิชย์ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดตัวรถตู้ Citan รุ่นใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ พร้อมรุ่นไฟฟ้าที่จะตามมาในปีหน้า ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีรถตู้ไฟฟ้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: การเปิดตัวที่น่าตื่นเต้นในตลาดไทย
ในโอกาสเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว “Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC” ซึ่งเป็นรถยนต์คอมแพ็ค SUV สายพันธุ์แรง ที่ผสมผสานสมรรถนะอันยอดเยี่ยมเข้ากับความอเนกประสงค์และการออกแบบที่โดดเด่นตามปรัชญาของ Mercedes-AMG
มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ กล่าวเสริมว่า ยอดขายของแบรนด์ Mercedes-AMG เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 14.9% ในปี 2563 และในไตรมาสที่ 4 เติบโตสูงถึง 33.9% แสดงให้เห็นถึงความนิยมในรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ AMG
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1,991 ซีซี เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 306 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.1 วินาที การออกแบบภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ AMG specific radiator grille ไฟหน้า LED แบบ Full LED และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่จาก AMG ขนาด 19 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งในสไตล์ AMG Interior ที่มอบความเร้าใจ มาพร้อมพวงมาลัยสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัด หุ้มหนัง Nappa เบาะนั่ง AMG Sport seat และไฟ Ambient Light ที่สามารถปรับได้ถึง 64 สี เพื่อสร้างบรรยากาศที่หลากหลาย
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC วางจำหน่ายในราคา 3,190,000 บาท
The New Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic: สะท้อนความล้ำสมัยและสมรรถนะสำหรับคนเมือง
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอ The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ซึ่งเป็น SUV ขนาดเล็กเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ผสมผสานความคล่องตัวและสมรรถนะในการขับขี่
The New Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic มาพร้อมกระจังหน้าแบบ diamond radiator grille เส้นสายการออกแบบที่ทรงพลัง ไฟหน้า LED High Performance และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว การออกแบบภายนอกยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น SUV จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมชุดแต่ง Crossover รอบคัน
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความสปอร์ตและกว้างขวางยิ่งขึ้น มาพร้อมชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package หน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว จำนวน 2 หน้าจอ แสดงผลข้อมูลการขับขี่และระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) และ Touchpad พร้อมช่องแอร์ดีไซน์คล้ายใบพัดเครื่องบินเจ็ต
ระบบ MBUX ที่เป็นหัวใจหลักของรถรุ่นนี้ มีความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ผ่านระบบ AI ทำให้สามารถปรับแต่งและแนะนำการใช้งานต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาด รองรับการสั่งการด้วยเสียง “Hey, Mercedes” และมีฟังก์ชันที่น่าสนใจ เช่น ระบบนำทางแบบ 3 มิติพร้อม AR, Personal profiles ที่จดจำข้อมูลผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
ขุมพลังของ The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic คือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ 1.3 ลิตร ให้กำลัง 163 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.7 วินาที พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยม
เทคโนโลยีสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ บริการ Mercedes me connect ซึ่งช่วยเชื่อมต่อระหว่างลูกค้ากับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ฟังก์ชันต่างๆ ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินอัตโนมัติ, การตรวจสอบสถานะรถยนต์, การตั้งค่าการขับขี่, การแจ้งเตือนการเข้ารับบริการ และการจองเข้ารับบริการออนไลน์
The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,399,000 บาท
บทสรุป: ก้าวสู่ยุคแห่งอนาคตด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน
จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการพัฒนายานยนต์แห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลกและในตลาดประเทศไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าผ่านเทคโนโลยี MBUX และบริการ Mercedes me connect แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือคำตอบที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจ และการเดินทางที่ยั่งยืนในอนาคต
สัมผัสประสบการณ์ยนตรกรรมแห่งอนาคตได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อค้นหารถยนต์รุ่นที่ตรงกับความต้องการของคุณที่สุด