• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N1910005 ชายผ นขายโลงเพ อย ดอาย ของตนเอง part2

admin79 by admin79
October 15, 2025
in Uncategorized
0
N1910005 ชายผ นขายโลงเพ อย ดอาย ของตนเอง part2

หากมองจากภายนอก การตกแต่งจะแตกต่างกันน้อยมาก ยากที่จะแยกออกในแต่ละรุ่นย่อย
ทุกรุ่นให้กันชนหน้าสีเดียวกับตัวถัง ยกเว้นรุ่นกระบะตอนเดียว ที่จะให้กันชนพาสติกสีดำ
กระจังหน้า ทุกรุ่น พ่นสีเทาดำ Gun Grey ด้วยเหตุผล เพื่อลดแสงสะท้อนสู่สายตารถคันอื่น
ขณะแล่นผ่านแสงแดดในเวลากลางวัน เพราะถ้าใช้กระจังหน้า โครเมียม แสงแดด อาจจะ
ตกกระทบ แยงตา รถคันที่แล่นสวนมา หรือสะท้อนเข้ากระจกมองหลัง ของรถคันข้างหน้า
ที่แล่นอยู่ได้ง่ายๆ แต่ยังมีการประดับคิ้วโครเมียม ใต้กระจังหน้าไว้เล็กน้อย เพื่อเพิ่มความ
ภูมิฐานให้ตัวรถ (ไม่มีในรุ่นตัวเตี้ย ทุกตัวถัง)

กรอบกระจกมองข้าง มือจับประตู และมือเปิดฝาท้าย เป็นพลาสติกชุบโครเมียม ให้มาครบ
ทุกรุ่น (ยกเว้น 2.2 S ตัวเตี้ย ทุกตัวถัง จะเป็นสีดำ) บันไดข้าง ทำจากอะลูมีเนียม ให้มาเฉพาะ
รุ่น ยกสูง ทั้ง Hi-Racer 4×4 และ 4×4 ทุกตัวถัง การขึ้นลง ต้องระมัดระวังขณะฝนตกนิดนึง
เพราะแอบลื่นอยู่เหมือนกัน ส่วนไฟหน้า เปิด – ปิด อัตโนมัติ มีให้เฉพาะ รุ่น 4 ประตู 2.2
Hi-Racer 4×2 และ 4 ประตู 3.2 R 4×4 6AT เพียง 2 รุ่นย่อย เท่านั้น

ล้อและยาง ในรุ่น ตัวเตี้ย จะมีขนาด 215/70 R16 เฉพาะรุ่น 2.2 S ทุกตัวถัง จะให้ล้อเหล็ก
สีดำ ขนาด 16″ x 6.5 J ส่วน 2.2 V ทุกตัวถัง ให้ล้ออัลลอย 16″ x 7.0 J แต่ถ้าเป็นรุ่น ยกสูง
Hi-Racer และ 4×4 ทุกตัวถัง จะใช้ยาง 265/65 R17 พร้อมล้ออัลลอยลายเดียวกันทั้งหมด
ขนาด 17″ x 8.0 J

BT-50 PRO รุ่นที่ผมนำมาทดลองขับ ถูกคัดเลือก มาตามรูปแบบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง
โดยเน้นให้ มีทั้ง 2 เครื่องยนต์ 2  ระบบส่งกำลัง และ 2 ระบบขับเคลื่อน เราได้เลือกออกมารวม
4 รุ่น จาก 14 รุ่นย่อย ดังนี้

– 4 ประตู Double Cab 3.2 R เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ 4×4 คันสีขาว
– 4 ประตู Double Cab 3.2 R เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ 4×4 คันสีดำ
– 4 ประตู Double Cab 2.2 Hi-Racer เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ 4×2 คันสีแดงเลือดหมู
– Free Style Cab 2.2 Hi-Racer เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ 4×2 คันสีขาว

ทั้ง 4 รุ่น ที่เรานำมาทดลองขับกัน ใช้กุญแจพร้อม Remote Control ในตัว แบบพับเก็บดอกกุญแจ
พร้อมสัญญาณกันขโมย ซึ่งจะมีมาให้ แทบทุกรุ่น ยกเว้น 2.2 S 4×2 ทั้ง Free Style Cab และ
Double Cab รวมทั้งรุ่นล่าง อย่างกระบะตอนเดียว เท่านั้น ที่จะไม่มีมาให้ ส่วนระบบกุญแจนิรภัย
Immobilizer จะมีมาให้ครบทุกรุ่น เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน หน้าตาของ Remote กุญแจ ที่เห็นอยู่นี้
ก็คล้ายกับ Remote กุญแจ ที่คุณจะเจอได้ใน Ford Ranger ใหม่นั่นละครับ

จุดที่ต้องตำหนิ ก็มีอยู่บ้าง นั่นคือ การเปิดประตูได้โดยไม่มีเดือยล็อกประตู เพื่อความอุ่นใจ
ของผู้บริโภคเอาเสียเลย กลายเป็นว่า พอขึ้นรถมาปุ๊บ ออกรถปั๊บ ไฟสีเหลืองอำพัน บน
สวิชต์ ล็อก และปลดล็อกระบบ Central Lock ณ แผงควบคุมกลาง จะติดสว่างขึ้น แปลว่า
ล็อกรถแล้ว บอกเลยว่า ยังดีที่มีระบบกันเด็กเปิดประตูคู่หลังเอง Child Lock ไม่เช่นนั้น
โอกาสที่เด็กจะซุกซนจนเดประตูรถเอง ขณะรถกำลังแล่นอยู่ ก็อาจเกิดขึ้นได้ สูง!

ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 4 ประตู หรือ Free Style Cab การออกแบบบานประตูขนาดใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว
เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ช่วยเพิ่มขนาดช่องทางเข้า – ออก ให้ใหญ่โตขึ้น และสามารถก้าวขึ้นบันได
ด้านข้างรถ แล้วหย่อนก้นลงนั่งได้อย่างง่ายดาย ไม่ติดขัดอะไรทั้งสิ้น เว้นเสียแต่ว่า เวลาขึ้นลง
จากบันได ด้วยรองเท้าบางประเภท อาจต้องระมัดระวังการลื่นไถลสะดุดหกล้มลงมาได้ แค่นั้น

แผงประตูด้านข้าง ออกแบบให้มีช่องวางแขน ซึ่งสามารถวางแขนได้จริง ในตำแหน่งถูกต้อง
ตามหลักสรีรศาสตร์พอดีๆ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอย่างไรก็ตาม และในบางรุ่น จะบุหนังไว้บน
พื้นที่วางแขนเฉพาะแผงประตูคู่หน้า ให้อีกด้วย

ช่องใส่ของด้านข้าง มีขนาดพอประมาณ ใส่ขวดน้ำขนาด 7 บาทได้ 1 ขวดแน่นอน และอาจ
เหลือพื้นที่พอให้ใส่ของจุกจิกได้อีกนิดหน่อย ไม่เยอะนัก และมีช่องสำหรับเสียบเอกสาร
ขนาดไม่ใหญ่โต ไว้ใช้งานแบบพอได้อยู่

ตำแหน่งนั่งขับ ถูกปรับปรุงขึ้นจากรถรุ่นก่อน ชัดเจนมาก จากเดิมที่ตัวเบาะใกล้ชิดกับพื้นตัวถังมาก
จนผ้ขับสามารถรับรู้แรงสะเทือนจากตัวรถขึ้นมาได้มาก แต่รุ่นใหม่ เพิ่มความสูงของเบาะ จากพื้นรถ
มากกว่าเดิม ช่วยให้ตำแหน่งนั่งขับ ใกล้เคียงกับรถเก๋ง หรือ SUV ชั้นดีมากขึ้น และลดความเมื่อยล้า
ขณะขับขี่ทางไกลได้ดีขึ้น”มาก” ถ้าคุณปรับเบาะให้ถูกต้อง ละตรงกับสรีระของคุณได้อย่างพอดี

เบาะนั่งคู่หน้า แทบจะยกมาจาก Ford Ranger เฉพาะฝั่งคนขับ สามารถปรับระดับสูง – ต่ำ ได้
จะมีเพียง รุ่น 4 ประตู 3.2 R 6AT 4×4 และ 4 ประตู 2.2 Hi-Racer 4×2 6AT เท่านั้น ที่จะหุ้ม
หนังสังเคราะห์มาให้ เพื่อเพิ่มความหรู เอาใจคนอยากได้สัมผัสจากเบาะหนัง

เบาะนั่งคู่หน้า นั่งสบายมากๆ! แทบไม่ต้องแก้ไขอะไรจากนี้ไปมากนัก เบาะรองนั่ง รองรับพื้นที่
ได้เต็มก้น และต้นขา มาจนถึงขาพับได้พอดี ฟองน้ำที่เบาะรองนั่ง ก็นุ่มกำลังดี ส่วนพนักพิงหลัง
รองรับช่วงแผ่นหลังอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ยังไม่ถึงกับดีนัก  แต่ภาพรวมแล้วถือว่าดีใช้ได้ เพราะ
รองรับกับช่วงไหล่ ได้ดีขึ้นชัดเจน แถมยังมีปีกข้างยื่นออกมารองรับบั้นเอวทั้ง 2 ฝั่ง ในระดับ
กำลังดี ไม่น้อย และไม่มากจนอึดอัด ส่วนพนักศีรษะ แอบแข็งไปหน่อย แม้จะมีฟองน้ำแน่นๆ
มาเสริมอยู่ข้างใน กั้นระหว่าง วัสดุหุ้มด้านนอก กับแท่งเหล็กค้ำยันภายใน อยู่ก็ตาม

กระนั้น ผมตั้งข้อสังเกตเล็กน้อยว่า หากเบาะนั่ง หุ้มด้วยผ้า ความนุ่มและแน่นของฟองน้ำซึ่งอยู่
ในระดับเหมาะสม จะทำให้คุณขับขี่ทางไกลได้อย่างสบายๆ จะนานเป็นชั่วโมงๆ ก็ย่อมได้
โดยแทบไม่มีอาการปวดเมื่อยใดๆนักเลย

ไม่ต้องอื่นไกล เอาตัวผมเองนี่แหละ ขับจากด่านชายแดนไทย – ลาว ยาวต่อเนื่องไปถึงหลวงพระบาง
ระยะทาง 515 กิโลเมตร โดยประมาณ จากช่วงเที่ยงๆ ไปจนถึง 3 ทุ่ม มีเวลาจอดพักกันแค่ ไม่เกิน
1 ชั่วโมง ครึ่ง ตลอดทั้งการเดินทาง ผมสามารถขับ BT-50 PRO Free Style Cab รุ่นเบาะผ้า
ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เมื่อยล้าอะไรเลย ทั้งสิ้น

แต่พอเป็นรุ่นที่ใช้หนังสังเคราะห์ เป็นวัสดุหุ้มเบาะ ผมกลับพบอาการเมื่อยบริเวณกลางหลังนิดหน่อย
ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะว่า แม้จะมีก้านปรับตำแหน่งดันหลัง มาให้สำหรับเบาะคนขับ แต่ตำแหน่งของ
ตัวดันหลัง ก็ต่ำไปหน่อย ชิดกับสะโพกไปหน่อย ทั้งที่จริงๆแล้ว ควรจะยกตำแหน่งตัวดันหลัง ให้สูง
กว่าปัจจุบันนี้ อีกนิดนึง จะลงตัวพอดี

อีกทั้งตำแหน่งของคันโยกปรับเอนเบาะคู่หน้านั้น เมื่อคาดเข็มขีดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด แล้ว
จะพบว่า สายเข็มขัดด้านล่าง มันไปบล็อกทับตำแหน่งของคันโยกปรับเอนเบาะพอดี ทำให้
การปรับตำแหน่งเบาะ เมื่อคาดเข็มขัดไปแล้ว ไม่สะดวกเอาเสียเลย!

เข็มขัดนิรภัย สำหรับเบาะคู่หน้าทกรุ่น เป็นแบบ ELR 3 จุด ปรับสูง – ต่ำได้ แต่เฉพาะรุ่น 4 ประตู
2.2 Hi-Racer 4×2 6AT และ รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ทุกรุ่น ทุกตัวถัง (รวม 3 รุ่นย่อย) จะมีระบบ
ดึงรั้งกลับอัตโมัติ Pre-tensioner & Load Limiter มาให้ด้วย

การเข้า – ออก ขึ้น – ลง จากบานประตูคู่หลัง ทำได้ดีขึ้นกว่ารถรุ่นก่อน อย่างมาก! เห็นความเปลี่ยนแปลง
อย่างชัดเจน ว่าช่องทางขึ้น – ลง ใหญ่กว่าเดิมประมาณเกือบๆ 1 ใน 3 เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ
เปรียบเทียบกับคู่แข่ง ช่องทางเข้าของ Mitsubishi Triton ยังคงครองแชมป์ในเรื่องความกว้าง และการ
เข้า – ออกจากเบาะหลัง ที่สะดวกมากสุดในบรรดารถกระบะทุกคัน อยู่ดี ชนิดที่ BT-50 PRO / Ranger
รุ่นใหม่ ก็ยังเทียบไม่ได้เท่า

แผงประตูคู่หลัง แตกต่างจาก Ranger ตรงที่ บริเวณ พนักวางแขน ของ Ranger จะบุหนังมาให้ ขณะที่
BT-50 PRO เป็นเพียงพลาสติกฝังไปเป็นชิ้นเดียวกับ แผงประตู  กระนั้น ก็ยังมีช่องใส่ขวดน้ำ 7 บาท
มาให้ และพอจะใส่ของจุกจิกได้อีกนิดนึง ไม่เยอะนัก ส่วนกระจกหน้าต่างคู่หลัง ไม่สามารถเลื่อน
ลงมารจนสุดได้

พื้นที่ผู้โดยสารด้านหลังของ BT-50 รุ่นก่อนนั้น ถูกลูกค้าทั่วโลกตำหนิว่า มันแคบเกินไป เข้า-ออก
ลำบาก และนั่งไม่สบายเอาเสียเลย ดังนั้น ในรถรุ่นใหม่ ทีมออกแบบนอกจากจะขยายระยะฐานล้อ
ออกไปให้ยาวขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังพยายามจะเพิ่มความยาวของห้องโดยสาร ซึ่งจะช่วยให้สามารถ
ดันตำแหน่งพนักพิงเบาะหลัง ให้ถอยร่นไปจนสุดได้มากขึ้นไปอีก

ผลก็คือ นอกจากจะช่วยให้การออกแบบเบาะแถวหลัง สามารถเพิ่มมุมเอียงให้กับพนักพิงได้แล้ว
ยังช่วยให้เพิ่มความยาวของเบาะรองนั่งจนยาวกำลังดี และถือว่า ดีที่สุดในกลุ่มรถกระบะเวลานี้
ฟองน้ำที่ขึ้นรูปเป็นเบารองนั่ง ค่อนข้างแน่น กว่าฟองน้ำของเบาะรองนั่งฝั่งคนขับและด้านหน้า
แต่ยังคงนั่งได้ เต็มขา เพราะเบาะรองนั่ง ยาวถึงข้อพับของหัวเข่าผมพอดี

ส่วน Headroom หรือพื้นที่เหนือศีรษะ ยิ่งหายห่วง คนตัวสูง 171 เซ็นติเมตรอย่างผม ยังเหลือ
พื้นที่ด้านบนอีก 4 นิ้วมือ (สอดนิ้วเข้าไปรหว่างหัวผม กับเพดานรถ ในแนวนอนได้พอดีๆ)
ยิ่งพื้นที่วางขา แทบไม่ต้องกังวลเลย ถ้าคุณไม่ได้ตัวสูงเกิน 185 เซ็นติเมตร ยังไงๆ ก็ยังนั่งได้
วางขาได้ สบายๆ แน่ๆ มีระยะห่างยจาก ช่องใส่หนังสือด้านหลังพนักพิงเบาะหน้า จนถึง
หัวเข่าของคุณ มากมายเหลือเฟือ แบบเดียวกันกับรถเก๋ง ขนาด D-Segment ด้วยซ้ำ!

แต่พนักพิงศีรษะ มาเป็นรูปตัว L คว่ำ อันเป็นแบบที่มักทิ่มตำต้นคอผมเสมอ ถ้าไม่ยกขึ้นใช้งาน
และพอยกแล้ว รองรับส่วนหัวของผมใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้นุ่มสบายอะไรมากนัก

ตำแหน่งองศาการเอียงของพนักพิงเบาะหลัง ถือว่า พอใช้ได้ ถ้าเทียบกับ Isuzu D-Max แล้ว
สูสีกันมาก อยู่ที่ใครจะชอบแบบไหน มากกว่ากัน แต่ถ้าเทียบกับ Triton 4 ประตู เบาะของ
Triton จะบางกว่านิดนึง ดังนั้น ถ้ามองในแง่การรองรับแผ่นหลัง และเบาะรองนั่ง ผมให้
BT-50 PRO / Ranger ชนะไปในประเด็นนี้

แต่เข็มขัดนิรภัย ยังคงเป็นแบบ ELR 3 จุด ทั้งฝั่งซ้ายกับขวา และ ELR 2 จุด คาดเอว ตรงกลาง
ปรับระดับสูง – ต่ำ ใดๆ ไม่ได้เลยทั้งสิ้น ยังดีที่ แถม มือจับ “ศาสดา” (เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ใน
ยามที่คนขับ มันขับเร็วเกินเหตุจนคุณกลัว) มาให้เหนือบานประตู ครบทั้ง 4 บาน!

ในรุ่น 4 ประตูนั้น พนักพิงหลังสามารถพับลงมาได้ เพื่อจะวางสิ่งของ ด้วยการดึงเชือกที่อยู่
ใกล้กับพนักศีรษะฝั่งขวา จนตึงสุด แล้วค่อยพับพนักพิงลงมา แต่ว่า ไม่สามารถแบ่งพับได้
ต้องพับลงมาทั้งชิ้นอย่างที่เห็น นั่นเลย พับลงมาแล้ว ก็จะเห็นเครื่องมือประจำรถ พร้อม
แม่แรงยกรถ ซุกเอาไว้อยู่ข้างล่าง

นอกจากนี้ เบาะรองนั่ง มีช่องใส่ของขนาดเล็ก ไว้ใส่ตะขอเกี่ยวแขวนเบาะรองนั่ง ห้อยไว้
สำหรับวางสัมภาระทรงสูง เมื่อยกเบาะรองนั่งแขวนแล้วจะพบกับช่องวางของ พร้อมฝาปิด 
ที่สามารถหมุน เพื่อยกฝาออกมาได้อิสระ เป๋นช่องที่เหมาะจะซ่อนข้าวของสำคัญได้อย่างดี

ส่วนรุ่น Free Style Cab นั้น จะมาพร้อมกับ บานแค็บเปิดได้ ซึ่งต้องเปิดประตูบานหลักเสียก่อน
แล้วจึงจะสามารถดึงมือจับเปิดบานแค็บกางออกได้ ในระยะกว้างเท่าที่เห็นอยู่นี้ แต่ในยามปกติ
ที่ไม่ได้เปิดใช้งานบานแค็บ ระยะห่างของช่องทางเข้าประตูคู่หน้า ก็จะเหมือนกันกับรุ่น 4 ประตู

นั่นหมายความว่า เบาะนั่งคู่หน้า ก็จะให้สัมผัส ระยะการปรับเลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลัง ความสบาย
หรือแม้แต่จุดที่ต้องปรับปรุงต่อไป มาให้เราได้เห็นกันครบๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะ ตำแหน่งของ
คันโยก ปรับเอนเบาะ ที่จะปรากฎชัดเจนว่า มันไปอยู่ในจุดที่ใกล้กับจุดหมุนของเบาะมากไป
และเมื่อคาดเข็มขัดนิรภัย สายคาดเอวจะไปทับตำแหน่งคันโยกปรับเอนเบาะ ดังนั้น ถ้าจะปรับ
ตำแหน่งให้เหมาะสม ก็ต้องค่อยๆล้วง ไปปลดล็อกกันเอาเอง ที่สำคัญ เข็มขัดนิรภัยจะไม่อาจ
ปรับระดับ สูง – ต่ำ ได้

พื้นที่ด้านหลังนั้น แม้จะมีพื้นที่ยกขึ้นมา พอให้ติดตั้งเบาะแบบม้านั่ง เพิ่มได้ในภายหลัง แต่
นั่นก็ถือว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จราจร อยู่พอสมควร ดังนั้น พื้นที่ด้านหลังตรงนั้น จึง
ไม่มีการติดตั้งเบาะใดๆ มาจากโรงงาน แต่มีพื้นที่รองรับ เผื่อไว้หากใครคิดจะติดตั้งเบาะภายหลัง

ส่วนขนาดของกระบะใส่ของด้านหลังนั้น จะมีความกว้างเท่ากัน ที่ 1,560 มิลลิเมตร และสูงจาก
พื้นกระบะ ถึงขอบกระบะ เท่ากันที่ 513 มิลลิเมตร แต่ความยาวนั้น ในรุ่น Free Style Cab จะยาว
ถึง 1,847 มิลลิเมตร เรียกได้ว่า ให้มนุษย์ขนาดสรีระร่างมาตรฐาน ลงไปนอนตามยาวได้สบายๆ
แถมมีตะขอสำหรับเกี่ยวยึดเชือก เพื่อเหนี่ยวรั้งสัมภาระไว้รวมทั้งหมด 4 ตำแหน่ง

ทว่า ในรุ่น 4 ประตู Double Cab นั้น จะสั้นกว่า อยู่ที่ 1,549 มิลลิเมตร มิติทั้งหมดนี้ ไม่รวมกับ
พื้นปูกระบะด้านหลัง อย่างที่เห็นในภาพแต่อย่างใด

กระนั้น ขนาดของกระบะทั้ง 2 รุ่นก็ใหญ่กว่า กระบะหลังของ Chevrolet Colorado ใหม่แน่นอน

แผงหน้าปัด ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ จนฉีกแนวทางไปจากรถกระบะแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นตา
กลายมาเป็นแผงหน้าปัด แบบที่พบได้ใน SUV หรือรถเก๋งชั้นดี ราคาเกิน 1 ล้านบาทขึ้นไป
มีจุดเด่นสำคัญ อยู่ที่การวางตำแหน่งแผงควบคุมกลาง ให้สะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่
และผู้โดยสารด้านหน้า ชนิดที่ว่า แค่เอื้อมมือไป กดปุ่ม ก็ทำได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่
แผงหน้าปัดของ Ford Ranger ใหม่ จะต้องเอื้อมไปสุดแขน จึงจะกดปุ่มได้ เท่ากับว่า
ช่วยลดการละสายตาจากพื้นถนนได้ส่วนหนึ่ง และแทบจะไม่จำเป็นต้องมีชุดสวิชต์
Multi Function บนพวงมาลัยเลยด้วยซ้ำ

ไม่เพียงเท่านั้น การประบดับด้วย Trip พลาสติก สีเงิน Metallic ทั้งบริเวณด้านข้างของคันเกียร์
มือจับแผงประตู ด้านข้าง ยังช่วยเพิ่มความสว่างให้กับห้องโดยสารได้อีกทางหนึ่ง

ไฟส่องสว่างและอ่านแผนที่ บริเวณเพดาน ด้านหน้าของรถ มีขนาดสวิชต์ที่เล็กไปหน่อย ถ้าจะต้อง
คลำหาใช้งานในเวลากลางคืน อาจยากนิดนึง แถมแสงสว่างก็ยังไม่ค่อยเพียงพอนัก ดียังที่มี ไฟส่อง
สว่างกลางเพดานห้องโดยสาร มาให้อีกตำแหน่งหนึ่ง มิเช่นนั้น ก็คงโดนผมหักคะแนนความพอใจ
ในประเด็นนี้ไปนานแล้ว

ทุกรุ่นติดตั้ง แผงบังแดด มาให้เหมือนกันหมด ฝั่งคนขับ จะมีช่องเสียบเอกสาร แต่ไม่มีกระจก
แต่งหน้า ส่วนฝั่งผู้โดยสาร จะมีกระจกแต่งหน้า พร้อมฝาปิด ไม่มีไฟส่องสว่างมาให้ ความจริง
แล้ว ถ้าให้กระจกแต่งหน้า ในรุ่นท็อปมาสักหน่อย ต้นทุน มันคงไม่เพิ่มขึ้นมากนักหรอก
ส่วนช่องเก็บแว่นตาพร้อมฝาพับนั้น เปิดกางออกดู จะบุด้วยยางแผ่นเล็กๆ ไว้ข้างใน เพื่อ
ช่วยให้แว่นมีสภาพดี และไม่เป็นรอย ถือว่าใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ นอกเหนือจาก
การติดแถบผ้าสักกะหลาดเล็กๆ ไว้ในช่องมือจับบนแผงประตูคู่หน้า

จากฝั่งขวา มาฝั่งซ้าย

กระจกหน้าต่างเป็นแบบปรับขึ้นลงด้วยสนวิชต์ไฟฟ้า พร้อม ปุ่ม One-Touch ยกขึ้น – ลง
ได้ในครั้งเดียว ที่ฝั่งคนขับ รวมทั้งกระจกมองข้าง ปรับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า ทั้ง 2 อุปกรณ์นี้
มีมาให้ครบทุกรุ่น ยกเว้น Free Style Cab และ 4 ประตู ตัวเตี้ย 2.2 S รวม 2 รุ่นย่อยเท่านั้น

ส่วนกระจกมองข้างพับด้วยไฟฟ้า ไฟเลี้ยวที่กรอบกระจกมองข้างด้านนอก และมือเปิด
ประตูด้านในแบบโครเมียม และ Trim สีเงิน ประดับคอนโซลกลาง และแผงประตูด้านข้าง
ทั้ง 4 รายการนี้ จะมีเฉพาะรุ่น 2.2 V + ABS ทุกตัวถัง 2.2 Hi-Racer ทุกตัวถัง และ 3.2 ลิตร
ทุกรุ่น เท่านั้น

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ทรงสปอร์ต ออกแบบมาให้ดูแล้วรู้ในทันทีว่า เป็นพวงมาลัยของ
Mazda แต่ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องรถ อาจจำแนกยากสักหน่อยว่า มาจาก BT-50 PRO คงนึกว่ามัน
มาจากพวงมาลัยของ รถเก๋ง Mazda รุ่นอื่นๆ ทุกรุ่น ปรับระดับ สูง – ต่ำได้ แต่ปรับระยะ
ใกล้ – ห่าง Telescopic ไม่ได้ และจะหุ้มด้วยยูรีเทนธรรมดา ยกเว้นรุ่น 4 ประตู 2.2 Hi-Racer
4×2 6AT และ 4 ประตู 3.2 R 6AT 4×4 ที่นอกจากจะหุ้มหนังมาให้แล้ว ยังมีสวิชต์ควบคุม
ชุดเครื่องเสียง และ ระบบโทรศัพท์ รวมทั้งระบบล็อกความเร็วรถอัตโนมัติ Cruise Control
มาให้ครบครัน!

ตำแหน่งสวิชต์เลือกระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ติดตั้งแตกต่างกัน ถ้าเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา
จะย้ายไปอยู่ถัดลงไปจากคันเกียร์ แต่ถ้าเป็นรุ่นท็อป เกียร์อัตโนมัติ จะติดตั้งอยู่บข้างคันเกียร์
ฝั่งขวา ใกล้มือคนขับ ซึ่งอันที่จริง ผมว่า ถ้าออกแบบแผงคอนโซลบริเวณฐานรองคันเกียร์กันดีๆ
ให้สามารถใช้ร่วมกันได้ ก็น่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงไปได้อีกนิดหน่อย โดยไม่ต้องลด
คุณภาพวัสดุลงด้วยซ้ำ แต่คาดว่า น่าจะมีปัญหาในขั้นตอนการออกแบบบางอย่าง จึงต้องกำหนด
มาในรุ่นจำหน่ายจริง ให้มีตำแหน่งสวิชต์ แตกต่างกันอย่างที่เห็นอยู่นี้

เบรกมือ เป็นอีกจุดหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงจากรถรุ่นก่อน คือย้ายจากแบบดึงเข้าหาตัวเหมือนใน
รถกระบะสมัยก่อน มาเป็นคันโยกแบบรถเก๋ง ติดตั้งไว้ข้างลำตัวคนขับ เหมือนชาวบ้านเขาซะที

ชุดมาตรวัด เป็นแบบ 2 วงกลม ฝั่งซ้าย เป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ฝั่งขวาเป็นมาตรวัดความเร็ว
รายล้อมด้วยบรรดาสัญญาณไฟเตือนต่างๆนาๆ เต็มไปหมด มีมาตรวัดน้ำมันในถัง และมาตรวัด
อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น มาให้ ส่วนหน้าจอ Multi Information Display ตรงกลาง จะแสดงข้อมูล
ทั้งมาตรวัดบอกระยะทางที่รถแล่นมาแล้วทั้งหมด Odo meter มาตรวัดระยะทางแบบให้คนขับ
ปรับตั้งวัดเองได้ 2 แบบ คือทั้ง Trip A และ Trip B ระยะทางที่น้ำมันในถังเหลือพอให้แล่น
ต่อไปได้ ความเร็วเฉลี่ย และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย แต่รุ่นเกียร์อัตโนมัติ จะเพิ่ม
ไฟบอกตำแหน่งเกียร์แบบ Digital ฝั่งซ้ายของหน้าจอให้ด้วย ส่องสว่างด้วยไฟสีแดง แต่
ตัวเลขในชุดมาตรวัดหลัก จะเป็น แสงนวลสีขาว

มาตรวัดมีขนาดเล็ก เลยต้องออกแบบกรอบนอกให้ยาว ดูเป็นกล้องส่องทางไกล แถมต้องมี
แผงโค้ง กันแสงแดด แปะไว้ด้านบนด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อช่วยเพิ่มความสวยงาม Font ตัวเลข
อ่านง่าย ขีดแบ่งระยะความเร็ว และรอบเครื่องยนต์ชัดเจน แต่อาจต้องเพ่งกันสักหน่อยถ้าคุณ
สายตาสั้น

Previous Post

N1910012 ราชาศ ลปะการต อส ในฐานะเจ าหน าท กษาความปลอดภ part2

Next Post

N1910007 เด กสาวคนน กล อเล ยนมาต งแต เด กแต อมาได กลายเป นซ โอโดยปกป ดต วตนของเธอ part2

Next Post
N1910007 เด กสาวคนน กล อเล ยนมาต งแต เด กแต อมาได กลายเป นซ โอโดยปกป ดต วตนของเธอ part2

N1910007 เด กสาวคนน กล อเล ยนมาต งแต เด กแต อมาได กลายเป นซ โอโดยปกป ดต วตนของเธอ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.