อันที่จริง Mazda ในยุคที่เพิ่งก่อตั้งกิจการเริ่มผลิตยานพาหนะด้วยชื่อ Toyo Kogyo นั้น เริ่มสร้าง
รถยนต์คันแรก ในรูปของรถกระบะ 3 ล้อ (หัวรถเป็นแบบ หัวจักรยานยนต์) ชื่อ Mazda-Go Type
DC พวกเขาเริ่มผลิตมันออกสู่ตลาดในเดือนตุลาคม 1931 แต่ในช่วงแรก ต้องแปะตรา Mitsubishi
ไว้ที่ถังน้ำมัน เพราะต้องส่งให้ Mitsubishi Corporation บริษัทจัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่ที่สุด
ของญี่ปุ่น ในยุคนั้น ทำตลาด ผ่านเครือข่ายกระจายสินค้าของตน แต่รถรุ่นนี้ขายได้แค่ 66 คัน
แม้จะมีการจัดแคมเปญ ขบวนคาราวาน ขับเจ้า 3 ล้อ จาก Kagoshima จนถึงกรุง Tokyo รวม
ระยะทางกว่า 2,700 กิโลเมตร ใช้เวลานานถึง 25 วัน ในปี 1935 จนชื่อเสียงเริ่มโด่งดังก็ตาม
ดังนั้น การขายรถรุ่นนี้ผ่านเครือข่าย Mitsubishi Corp. จึงถูกยกเลิกไปในปี 1936 และพวกเขา
ก็เริ่มขายรถกระบะ 3 ล้อด้วยตัวเอง
เมื่อไหร่ที่เราพูดถึงประวัติศาสตร์ Mazda มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เอ่ยถึงการสูญเสียของ
เมือง Hiroshima ถิ่นกำเนิดของพวกเขา หลังจากระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก ถล่ม เมืองนี้
เข้าเต็มๆ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 โชคดีมากถึงมากที่สุด ที่สำนักงานใหญ่ Toyo Kogyo
ไปตั้งอยู่ที่เนินเขาเพียงแห่งเดียว ที่รอดพ้นจากการระเบิดเป็นเถ้าถ่านของเมือง ทำให้ทาง
เทศบาลเมือง ต้องเช่าพื้นที่ของ Toyo Kogyo เป็นศาลาว่าการเมืองไปพลางๆ ราวๆ 1 ปี
การเร่งฟื้นตัวกลับมาประกอบรถกระบะ 3 ล้อ ได้อย่างรวดเร็ว มีตั้งแต่รุ่น GB (1948) รุ่น GB-3
(1949) รุ่น PB ดัดแปลงบั้นท้าย เป็นรถเก๋ง หลังค่อม (1950) รุ่น CTL-1 (1952) รุ่น CT
(1952) รุ่น CLY และ CLY71 (1953) รุ่น CHTA (1954) รุ่น T2000 (1957) และ K360
กับ T1500 (1959 ทั้ง 2 รุ่น) ทำให้ในปี 1951 พวกเขาได้กลายเป็น ผู้ผลิต รถกระบะขนาด
เล็ก รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น! จนถึงปี 1953 กินส่วนแบ่งตลาดรถบรรทุกและรถกระบะกว่า
72% ของญี่ปุ่นทั้งหมด!
จากนั้น Mazda ได้เริ่มหยั่งเชิงการผลิตรถกระบะขนาดเล็ก ด้วย Mazda Type-CA ในปี
1950 ด้วยเครื่องยนต์ 1,157 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์ ด้วยความนิยมในระดับใช้ได้ Mazda จึงรู้
ว่า รถแบบนี้จะเข้ามาแทนรถกระบะ 3 ล้อเล็กในไม่ช้า
ดังนั้นในเดือน เมษายน 1958 Toyo Kogyo จึงเปิดตัวรถ Mazda Romper รถบรรทุกแบบ
Cab-Forward เครื่องยนต์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 32.5 แรงม้า (PS) ระวางบรรทุก 1 ตัน
(เท่ากับ 1,000 กิโลกรัม) และในเดือนมีนาคม 1959 ก็เปิดตัวรถ Mazda D1100 เครื่องยนต์
4 สูบ OHV ระบายความร้อนด้วยน้ำ 46 แรงม้า PS) ในพิกัดบรรทก 1 ตัน และ รุ่น D1500
60 แรงม้า(PS) พิกัดบรรทุก 1.75 ตัน ทั้งคู่ ถือเป็นรถกระบะ 4 ล้อ รุ่นแรกในประวัติศาสตร์
ของ Mazda และมียอดขายดี จนส่วนแบ่งตลาดในกลุ่ม รถบรรทุกเล็ก 4 ล้อ เพิ่มขึ้นจาก
4% ในปี 1958 เพิ่มพรวดพราดเป็น 10% ในปี 1959

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ รถกระบะขนาดกลาง ของ Mazda นั้น เริ่มต้นเมื่อถึงเวลาที่
พวกเขาจะต้อง สร้างรถกระบะขนาดเล็กกว่า Romper ไว้สำหรับลูกค้าที่เน้นการบรรทุก
ไม่มากนัก เน้นการใช้งานในเขตเมือง Toyo Kogyo จึงเปิดตัว รถกระบะ Mazda B1500
เมื่อเดือนสิงหาคม 1961 (คันสีเหลือง ในรูปมุมซ้ายบน)
ตัวถังยาว 4,150 มิลลิเมตร กว้าง 1,510 มิลลิเมตร สูง 1,555 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,495
มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,125 กิโลกรัม วางเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ OHV 8 วาล์ว 1,484 ซีซี
กระบอกสูบ x ชวงชัก 75.0 x 84.0 มิลลิเมตร ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายเชื้อเพลิงด้วย
คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยว 60 แรงม้า (PS) ที่ 4,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 104 นิวตันเมตร
(10.5 กก.-ม.) ที่ 3,000 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ความเร็ว
สูงสุด 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระบบกันสะเทือนหน้า Torsion Bar / หลัง แหนบ Leaf
Spring ดรัมเบรก 4 ล้อ
จากนั้น ในเดือนตุลาคม 1965 Mazda Proceed รถกระบะเจเนอเรชันที่ 2 บนพื้นฐาน
Chassis ที่ชื่อ BUD61 ก็เผยโฉมออกมา โดยยังคงใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ OHV 8 วาล์ว
1,484 ซีซี คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยว จากรุ่นที่ล้ว มาปรับปรุงให้แรงขึ้นเป็น 72 แรงม้า (PS)
ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง
แต่ในเมื่อ Mazda ต้องสร้างความแตกต่างระหว่าง รถกระบะ Ford Courier ที่พวกเขาผลิตส่ง
ให้กับ Ford กับรถกระบะในแบรนด์ตนเอง พวกเขาจึงซุ่มพัฒนารถกระบะ Mazda REPU
Rotary Pickup ออกขายในปี 1974 ควบคู่กับ B1600 ถือเป็นรถกระบะรุ่นแรกและรุ่นเดียว
ในโลกนี้ จนถึงปัจจุบัน ที่ติดตั้งเครื่องยนต์แบบ Rotary อันเป็นเอกสิทธิ์หนึ่งเดียว เฉพาะ
Mazda และผลิตออกมา เพื่อทำตลาดเฉพาะเขตอเมริกาเหนือเท่านั้น ญี่ปุ่นเองก็ไม่มีขาย!
เพื่อความแตกต่าง มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังภายนอก ให้ดูดุดันขึ้น และเป็นเอกลักษณ์
จาก B1600 โดยเฉพาะกาบข้าง กระจังหน้า ชุดไฟหน้า แม้แต่แบ็ตเตอรี ยังติดตั้งที่ใต้
กระบะฝั่งขวา ก่อนถึงซุ้มล้อหลัง และเปลี่ยนแผงหน้าปัดกับภายในใหม่
ตัวถังมีความยาว 4,393 มิลลิเมตร กว้าง 1,701 มิลลิเมตร สูง 1,549 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ
2,641 มิลลิเมตร วางเครื่องยนต์ 13B Rotary ขนาด 654 ซีซี จำนวน 2 Roter (รวม 1,308 ซีซี)
จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวของ Hitachi (4V) 110 แรงม้า (BHP) ที่ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 117 ฟุต-ปอนด์ ที่ 3,500 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ
พวงมาลัยแบบลูกปืนหมุนวน ช่วงหน้า หน้า แบบ ปีกนกอิสระ ช้อกอัพ คอยล์สปริง ด้านหลัง
เป็นแหนบ Semi – eliptic ระบบเบรก หน้าดิสก์/หลังดรัม
Rotary Pickup ออกขายเพียงแค่ช่วงปี 1974 – 1977 จำนวนแค่ 15,000 คัน โดยประมาณ
เพราะในปีนั้น Mazda ประสบปัญหาเรื่อง อัตราสิ้นเปลืองสูงเกินค่าเฉลี่ยของ EPA (สำนักงาน
ด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลสหรัฐฯ) แถมยังเจอวิกฤติการณ์น้ำมันซ้ำเติม ให้หนักข้อเข้าไปอีก
ในจำนวนนี้ Mazda ต้อง ประทับเลขตัวถัง โดยเพิ่มตัว S เข้าไป เพื่อให้รู้ว่าเป็นรถรุ่นปี 1975
ส่วนปี 1976 มีการผลิตเพียงราวๆ 700 คันเท่านั้น และในปี 1977 แม้ว่าจะลงทุนเปลี่ยนมาใช้
เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ อัพเกรดระบบไฟฟ้า และเพิ่มความยาวหัวเก๋งอีก 100 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่ม
ความสบาย แต่ก็ขายได้แค่เพียง 3,000 คัน เท่านั้น เป็นอันต้องยุติการทำตลาดไปอย่างถาวร
ปี 1977 เป็นปีที่ Mazda และ Ford เปลี่ยนโฉมใหม่ แบบ Full Model Change ให้กับ
รถกระบะคันเล็กของตน ด้วยการขยายขนาดตัวถังให้ใหญ่ขึ้น และยาวขึ้น ใช้ชื่อว่า
B1800 และ B2000 ออกสู่ตลาดทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ที่ถือว่าเป็นรถรุ่นปี 1978
จากนั้น ก็มี B1600 เบนซิน แล้วก็ B2200 เบนซิน ในช่วงปี 1981
ถือว่าประสบความสำเร็จเอาเรื่องเลยทีเดียว เพราะแค่ตัวเลขยอดขายเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ
เมื่อปี 1984 Mazda B-Series ทำตัวเลขได้ถึง 119,127 คัน เป็นที่ 3 รองจากเจ้าตลาดกระบะเล็ก
ในเมืองลุงแซม อย่าง Toyota และ Nissan เท่านั้น!

ในปีนั้นเอง Mazda ได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อพัฒนารถกระบะ B-Series
รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ Full Model Change รุ่นที่ 4 เพื่อเอาใจตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งมียอดขายเยอะ
ที่สุด แน่นอนว่า ชาวอเมริกัน ต้องการรถกระบะที่อเนกประสงค์ ในชีวิตประจำวัน มากกว่าแค่ใช้
ในงานบรรทุกอย่างที่เคยเป็นมา B-Series รุ่นที่ 4 เปิดตัวในปี 1985 และเริ่มออกจำหน่ายในเขต
อเมริกาเหนือ ในฐานะรถรุ่นปี 1986 มีให้เลือกทั้งแบบ Extended Cab และกระบะตอนเดียว
มาครบทั้งรุ่น 4×2 และ 4×4 ส่วนในตลาดส่งออก จากญี่ปุ่นไปยังยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ จะมี
ตัวถัง Double Cab 4 ประตู ให้เลือกอีกด้วย เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งแบบ เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร
กับ เบนซิน 4 สูบ 2.2 ลิตร ในรุ่นท็อป จะเป็นรุ่น B2600 เครื่องยนต์ G6-E เบนซิน 4 สูบ SOHC
12 วาล์ว 2,605 ซีซี หัวฉีด EGI 120 แรงม้า (PS) ที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.6 กก.-ม.
ที่ 3,500 รอบ/นาที ซึ่งมีการดัดแปลงชิ้นส่วนฝาสูบมาจาก เครื่องยนต์เบนซิน 4G52 4 สูบ SOHC
12 วาล์ว ของ Mitsubishi มาใช้
อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันอเมริกาเหนือ ยุติการทำตลาด B-Series รุ่นนี้ ไปในปี 1993 ขณะที่ตลาด
ส่งออก ยังจำเป็นต้องทำตลาด ลากยาวมาจนถึงปี 1998 – 1999
สำหรับเมืองไทย นี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของรถกระบะ Mazda เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
ของ B-Series รถรุ่นนี้ ถูกสั่งเข้ามาประกอบขายในเมืองไทย โดยใช้ชื่อว่า Mazda Magnum เมื่อ
ปี 1986 และมียอดขายดีใช้ได้ จนกระทั่ง มาเจอ Nissan Big-M น้องใหม่มาแรง แซงขึ้นแท่นไป
เป็นเบอร์ 1 ในตลาดเรียบร้อย หลังจากนั้น สถานการณ์ของ B-Series Magnum ในเมืองไทยก็
ทรงๆ ทรุดๆ ไปเรื่อยๆ
ปี 1988 กมลสุโกศล ออกรุ่นกระตุ้นตลาด Magnum SDX เติมอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน คราวนี้ ดึง
คุณโชคชัย บุลกูล เจ้าของฟาร์มโชคชัย ในขณะนั้น มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ด้วยสโลแกนเท่ๆ ว่า
“ใครครับ..ว่ากระบะจะสปอร์ตไม่ได้?”
ปี 1990 B-Series เวอร์ชันไทย หันมาใช้เครื่องยนต์ 4JA1 Diesel จาก Isuzu มังกรทอง 90
แรงม้า (PS) เพื่อแก้ปัญหาจากการที่ เครื่องยนต์ในเมืองนอก ไม่มีรุ่นที่เหมาะสมสำหรับทำตลาดในบ้านเรา
เรื่องน่าแปลก ของ B-Series รุ่นนี้ ก็คือ แม้ว่าจะเปิดตัวในตลาดอเมริกาเหนือ รวมทั้งเมืองไทย
มาตั้งนานแล้ว แต่กว่าที่ลูกค้าชาวญี่ปุ่น จะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของนั้น Mazda ก็เล่นลากรอจน
มาเปิดตัว เมื่อเดือนมกราคม 1990 เรียกว่า Mazda Proceed 4WD Cab Plus มีเฉพาะตัวถังแบบ
Extended Cab ยกสูง 4×4 เพียงรุ่นเดียว วางเครื่องยนต์ G6-E 2,605 ซีซี 120 แรงม้า (PS) เพียง
แบบเดียว ตลอดการทำตลาดในญี่ปุ่น
เดือนมกราคม 1991 Mazda Proceed MARVIE เวอร์ชัน SUV บนพื้นฐานจากรถกระบะ Proceed
(ถ้ามาขาย บ้านเรา คงเรียกว่า SUV / PPV Based version) ออกสู่ตลาดญี่ปุ่นเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ไม่มีการส่งออก ช่วงแรก วางเครื่องยนต์ G6-E 120 แรงม้า (PS) แต่หลังจากนั้น เมื่อมีการปรับโฉม
Minorchange ในเดือนมีนาคม 1996 จึงเปลี่ยนเครื่องยนต์ มาเป็นแบบ WL-T 4 สูบ SOHC 12 วาล์ว
2,499 ซีซี พ่วง Turbo 125 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม.ที่ 2,600
รอบ/นาที ทำตลาดจนถึง เดือนมกราคม 1999
ส่วน กระบะ Proceed Cab Plus เวอร์ชันญี่ปุ่น ปรับโฉม Minorchange เปลี่ยนกระจังหน้า ไฟหน้า
เป็นแบบ โครเมียม เมื่อ เดือน มิถุนายน 1996 พร้อมกันกับในประเทศไทย คือ เมื่อช่วงไตรมาส 3
ของปี 1996 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยชาวไทย ได้เหรียญทองในกีฬา
โอลิมปิก ดังนั้น Mazda ในยุค “กิจกมลสุโกศล” เลยทำตัวเป็นเสือปืนไว คว้าตัว สมรักษ์ มาเป็น
Presenter โปรโมท B-Series ที่ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ จากเดิม Magnum เป็น Mazda Fighter
B2500 โดยยังคงใช้เครื่องยนต์ 4JA1 90 แรงม้า (PS) จาก Isuzu อยู่จนถึง หมดอายุตลาด ใน
เดือนพฤษภาคม 1998 ส่วน เวอร์ชันญี่ปุ่น ทำตลาดจนถึงเดือน ธันวาคม 1998

ถึงแม้ B-Series ตลาดโลก ตัวถังเดิม ยังขายกันต่อไป แต่สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งมีการ
แข่งขันที่รุนแรง Mazda จำเป็นต้องปรับตัว และค้นพบว่า การนำเข้ารถกระบะจากญี่ปุ่นทั้งคัน
มีต้นทุนที่สูงมาก กำไรต่อคันไม่เยอะ ทางรอดที่ดีกว่า คือการพึ่งพาพันธมิตรอย่าง Ford ให้
ช่วยผลิตรถ B-Series เวอร์ชันอเมริกา เพื่อทำตลาดแทนในเขตอเมริกาเหนือทั้งหมดซะเลย
ปี 1993 Mazda ยกเลิกการทำตลาด B-Series รุ่นเดิม ในตลาดอเมริกาเหนือไป แล้วใช้วิธีสั่งซื้อ
Ford Ranger เวอร์ชัน อเมริกัน (ซึ่งเริมผลิตมาตั้งแต่ปี 1982 ในฐานะรถรุ่นปี 1983 แล้วปรับโฉม
มาเรื่อยๆ กว่ 25 ปี โดยไม่เคยเปลี่ยนโฉมจนหมดอายุตลาด) มาแปะตรา Mazda ทำตลาดเฉพาะ
ในเขตสหรัฐฯ และ แคนาดา เท่านั้น เริ่มขายในฐานะรถรุ่นปี 1994
ตัวถังยาวตั้งแต่ 4,681 – 5,034 มิลลิเมตร กว้าง 1,763 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ ตั้งแต่ 2,741 – 3,180
มิลลิเมตร วางขุมพลัง 3 ขนาด เริ่มจาก B2300 รุ่นเล็ก เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ SOHC 2,311 ซีซี
98 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 180 นิวตันเมตร (18.3 กก.-ม.) ตามด้วย B3000 ขุมพลัง Ford Vulcan
เบนซิน V6 60 องศา OHV 2,986 ซีซี 145 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 224 นิวตันเมตร (22.82 กก.-ม.)
และ B4000 ขุมพลัง Ford Cologne V6 4,016 ซีซี 160 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 305 นิวตันเมตร
(31.0 กก.-ม.) ขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ M5OD-R1 ของ Mazda เอง
ปี 1994 อัพเกรดขุมพลัง B2300 สำหรับรุ่นปี 1995 ด้วยเครื่องยนต์เดิม ให้แรงขึ้นเป็น 112 แรงม้า
(HP) แรงบิดสูงสุด 183 นิวตันเมตร (18.64 กก.-ม.) จากนั้น ปรับออพชันตามแต่ละรุ่นปีอีกนิดหน่อย
ขายกันจนถึงปี 1997
กลางปี 1998 Mazda เปิดตัว B-Series US.Version รุ่นปรับโฉม Big Minorchange และเพิ่มตัวถัง
4 ประตูเข้าไป กลายเป็น ผู้ผลิตรถกระบะนอกสหรัฐฯ รายแรกที่มีตัวถัง 4 ประตู ให้เลือกในกลุ่ม
Import Brand Compact Truck
มีการยกระดับและปรับทัพเครื่องยนต์กันใหม่ เริ่มจากรุ่นล่าง อัพเกรดเป็น B2500 วางเครื่องยนต์
4 สูบ SOHC 2,507 ซีซี 117 แรงม้า (HP) แรงบิดสุงสุด 202 นิวตันเมตร (20.5 กก.-ม.) ขายถึงรุ่นปี
1999 พอเข้าสู่ปี 2000 จนถึง ต้นปี 2001 เป็นเครื่องยนต์เดิม แต่แรงขึ้นเป็น 119 แรงม้า (HP) ส่วน
แรงบิดสูงสุด อยู่ที่ 198 นิวตันเมตร (20.17 กก.-ม.) แล้วค่อยเลิกจำหน่าย เพราะขายไม่ค่อยดี
รุ่น B2300 กลับมาอีกครั้ง ในช่วงต้นปี 2001 และขายกันถึงรุ่นปี 2010 โดยช่วง 2001 – 2002 เป็น
เครื่องยนต์ใหม่ Duratec 4 สูบ SOHC 2,300 ซีซี 135 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 207 นิวตันเมตร
(21.09 กก.-ม.) ส่วนรุ่นปี 2003 – 2010 อัพเกรดให้แรงขึ้นเป็น 143 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด
209 นิวตันเมตร (21.29 กก.-ม.)
รุ่นหลัก B3000 มีเครื่องยนต์ Valcan V6 2,957 ซีซี ทำตลาด 5 เวอร์ชัน ตลอด 10 ปี ที่ทำตลาด
รุ่นแรก ในรุ่นปี 1998 – 1999 145 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 241 นิวตันเมตร (24.55 กก.-ม.)
รุ่นปี 2000 – 2001 อัพเกรดเป็น 150 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 258 นิวตันเมตร (26.29 กก.-ม.)
รุ่นปี 2001 – 2002 ลดลงเหลือ 146 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 244 นิวตันเมตร (24.86 กก.-ม.)
รุ่นปี 2003 – 2004 อัพเกรดเป็น 154 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุดเท่าเดิม และ รุ่นปี 2005 – 2008
ลดลงเหลือ 148 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุดเท่าเดิม
และรุ่นแรงสุด B4000 ช่วงแรก รุ่นปี 1998 – 2000 วางขุมพลัง Cologne V6, OHV 4,025 ซีซี
160 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 305 นิวตันเมตร (31.07 กก.-ม.) พอถึงรุ่นปี 2001 จึงอัพเกรด
ด้วยการเปลี่ยนระบบขับวาล์ว เป็น SOHC แรงขึ้นเป็น 207 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 323
นิวตันเมตร (32.91 กก.-ม.) ขายจนถึงรุ่นปีสุดท้าย
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในตลาดมานาน แต่หลังจากยอดขายไม่ดีนัก เพราะขาดความสดใหม่ จึงไม่อาจ
ต่อกรกับคู่แข่งเขาได้เลย Mazda ตัดสินใจ ยุติการสั่งซื้อรถกระบะจาก Ford และยุติการทำตลาด
รถกระบะ ในเขตอเมริกาเหนือทั้งหมด โดยรถคันสุดท้าย ถูกลิตขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2009
ในฐานะรถรุ่นปี 2009 ซึ่งมีหลงเหลืออยู่แค่ไม่กี่คันเท่านั้น แต่ตลาดแคนาดา จะยังมีขายต่ออีก
1 รุ่นปี คือ รุ่นปี 2010 เพราะยังมีจำนวนรถ เหลืออยู่ในสต็อกพอสมควร
แต่หลังจากยอดขายไม่ดีนัก เพราะขาดความสดใหม่ จึงไม่อาจต่อกรกับคู่แข่งเขาได้เลย
Mazda ตัดสินใจ ยุติการสั่งซื้อรถกระบะจาก Ford และยุติการทำตลาดรถกระบะ ในเขต
อเมริกาเหนือทั้งหมด โดยรถคันสุดท้าย ถูกลิตขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2009 ในฐานะ
รถรุ่นปี 2010 ซึ่งมีหลงเหลืออยู่แค่ไม่กี่คันเท่านั้น

ขณะเดียวกัน เวอร์ชันตลาดโลก ของ B-Series ยังคงถูกพัฒนาต่อไป จนถึงเจเนอเรชันที่ 5 ถูกย้าย
มาผลิตที่โรงงานในเมืองไทยแห่งใหม่ Auto Alliance จังหวัดระยอง พร้อมกับเปิดตัวออกสู่ตลาด
บ้านเราเป็นแห่งแรกในโลก เมื่อเดือนพฤษภาคม 1998 แม้จะเป็นรุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน แต่เฟรม
แชสซี และโครงสร้างวิศวกรรมพื้นฐาน ก็ยังยืนหยัดยกชุดมาจากรถรุ่นเดิมได้ค่อนข้างมาก
ส่วนเส้นสายภายนอก ออกแบบมา “เชย” และจำเป็นต้องใช้พื้นฐานงานวิศวกรรมร่วมกันกับ Ford
Ranger Global Model รุ่นแรก มีให้เลือกครบ ทั้ง แบบ กระบะตอนเดียว Regular Cab ,
Extended Cab (Super Cab) และ Double Cab 4 ประตู ตามมาในภายหลัง
ตัวถังยาว 5,007 มิลลิเมตร กว้าง 1,875 มิลลิเมตร สูง 1,750 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 3,000 มิลลิเมตร
เครื่องยนต์หลัก ในเวอร์ชันไทย มีให้เลือก 3 ขนาด ทั้งรหัส WL Diesel 4 สูบ SOHC 12 วาล์ว 2.5 ลิตร
90 แรงม้า (PS) ที่ 4,100 รอบ/นาที ตามด้วย W9 Diesel 4 สูบ SOHC 12 วาล์ว 2,892 ซีซี 102 แรงม้า (PS)
ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.1 กก.-ม. ที่ 2,500 รอบ/นาที และแรงสุดคือรหัส WL-T Diesel 4 สูบ
SOHC 12 วาล์ว 2,499 ซีซี 121 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.3 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/
นาที ระบบส่งกำลัง รุ่น 4×2 มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ส่วนรุ่น 4×4 มี
เฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เท่านั้น ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ ปีกนกคู่ พร้อม Torsion Bar ช็อคอัพ
แก็ส และเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังแบบเบอร์ลินอายส์ เพลาแข็ง แหนบแผ่นซ้อน และช็อคอัพไขว้
ระบบเบรก แบบหน้าดิสก์ / หลังดรัม พร้อมวาล์วปรับแรงดันน้ำมันเบรค
การปรับโฉม Big Minorchange เกิดขึ้นช่วงต้นปี 2003 คราวนี้ Mazda กับ Ford แท็คทีมกัน นำบานแค็บ
เปิดได้ (Freestyle Cab / Open Cab) มาเปิดตลาดในบ้านเราเป็นรายแรก แต่ตอนนั้น Mazda ชิงเปิดตัว
ตัดหน้า Ford ไปเพียงวันเดียว รายละเอียดงานวิศวกรรม ไม่ได้แตกต่างกันมากมายจากรุ่นเดิมนัก
เน้นไปที่การปรับปรุง บานแค็บเปิดได้ และเติมออพชันต่างๆเข้าไปเป็นหลัก
เนื่องจาก Mazda กับ Ford มองว่า ในระยะยาว ก็ได้เวลาที่ทั้งคู่จะต้องเปลี่ยนโฉมรถกระบะใหม่
แต่ การที่คู่แข่ง โหมเปิดตัวสารพัดรถกระบะ หลากหลายแบบ ที่มีตัวถังใหญ่โตกว่าตน ทำให้ทั้ง
Mazda และ Ford ต้อง ตั้งหลัก วางแผนเตรียมสร้างรถกระบะรุ่นใหม่ คันใหญ่โตขึ้น เพื่อต่อกร
กับคู่แข่งทุกแบบได้อย่าสมน้ำสมเนื้อ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าคุณจะรู้ว่า ในวันที่ BT-50 รุ่นแรก ออกสู่ตลาดนั้น Mazda เอง ก็ได้พูดคุย
กับ Ford เพื่อเตรียมการพัฒนารถกระบะ เจเนอเรชันถัดไป กันไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ โครงการยัง
เพิ่งเริ่มต้นเดินหน้าอย่างจริงจัง ในช่วงปี 2007
และในเมื่อรถรุ่นใหม่ ยังไม่พร้อมจะคลอด Mazda และ Ford ต่างจึงจำเป็นต้องปรับโฉม ครั้งใหญ่
ให้กับรถกระบะของทั้งคู่ เพื่อจะลากขายรถรุ่นเดิมต่อไปให้ได้ อีกสัก 5 ปี ประวิงเวลาไว้ จนกว่า
รถรุ่นใหม่ จะพร้อมเปิดตัว ในปี 2010

9 มีนาคม 2006 รุ่นปรับโฉมใหม่ Big Minorchange ของ B-Series รหัสโครงการ J97M
ถูกเปิดตัวครั้งแรกในโลก ที่เมืองไทย (ณ คลังสินค้า ใกล้ทางด่วน ช่วงท่าเรือคลองเตย) และ
คราวนี้ พวกเขาเลือกเปลี่ยนชื่อรุ่นใหม่ เป็น Mazda BT-50 ให้เหมือนกันทั่วโลกเป็นครั้งแรก
โดยชื่อ BT-50 นั่น BT ย่อมาจาก B-Series Truck ซึ่งเป็นรหัสที่ใช้เรียกรถกระบะของ Mazda
มาช้านาน ส่วนตัวเลข 50 หมายถึงความสมดุลที่อยู่กึ่งกลางของน้ำหนักบรรทุกของรถกระบะ
ครึ่งตัน และ รถกระบะที่มีน้ำหนักบรรทุกมากว่า 1 ตัน
Mazda พยายาม อัพเกรดอุปกรณ์ต่างๆ ภายใต้เปลือกตัวถังเดิม ความยาว 5,075 มิลลิเมตร กว้าง
1,805 มิลลิเมตร สูง 1,745 – 1,760 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,000 มิลลิเมตร ที่ถูกปรับปรุงให้
ดูหล่อขึ้นกว่ารุ่นเดิม รอบคัน ไม่เว้นแม้แต่การติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า และด้านข้าง รวม 4 ใบ
ในรุ่นท็อป ส่วนขุมพลัง มีให้เลือก 2 ขนาด ทั้ง รหัส WLC (MZR-CD) Diesel 4 สูบ DOHC
16 วาล์ว 2,500 ซีซี Common-Rail Turbo Intercooler 143 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบ/นาทิ
แรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร (33.6 กก.-ม.) ที่ 1,800 รอบ/นาที และ รหัส WEC (MZR-CD)
Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3,000 ซีซี Common-Rail Turbo แปรผันครีบได้ VGT พ่วงด้วย
Intercooler 156 แรงม้า (PS) ที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร (38.7 กก.-ม.)
ที่ 1,800 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ ลูกใหม่ พร้อม
Dual Mass Flywheel ในชุดคลัชต์ ที่ถูกนำมาใช้กับรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก ในไทย ช่วงล่าง
ด้านหน้าแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) ด้านหลังยังคงเป็น แหนบ Leaf Spring ระบบ
เบรก หน้า ดิสก์ พร้อมรูระบายอากาศ / หลังดรัมเบรก พ่วงระบบ 4W-ABS 4 เซ็นเซอร์
รายละเอียดต่างๆ ย้อนกลับไปอ่านได้ที่ บทความ Full Review : 2006 Mazda BT-50 รุ่นเดิม (Click Here)
การปรับโฉม Minorchange สำหรับ BT-50 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2009 หรือในอีก
3 เดือนถัดมา ขณะที่เวอร์ชันส่งออกไปยุโรป เปิดตัวล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ในงาน Geneva
Auto Salon เมื่อเดือนมีนาคม 2009 เน้นปรับรายละเอียดการตกแต่งกันชนหน้า และส่วน
กระจังหน้า เป็นหลัก นอกนั้น รายละเอียดวิศวกรรม เหมือนเดิม
เมื่อ BT-50 ออกสู่ตลาดไปสักพัก การสำรวจวิจัยตลาด ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นพบว่า ลูกค้าคนไทย ซื้อ
รถกระบะ ด้วยจุดประสงค์หลากหลาย แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อ รถกระบะ Mazda นั้น เป็นกลุ่มคน
ที่ใช้รถปิกอัพทั้งในด้านธุรกิจการงานและทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ชอบเดินทางท่องเที่ยวไปยัง
สถานที่ต่างๆ เเลือกใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานในแบบฉบับของตัวเอง มีความกระฉับกระเฉงในการ
ใช้ชีวิต พวกเขามองว่ารถยนต์ที่เลือกใช้นั้น มันบ่งบอกและสะท้อนภาพลักษณ์ของตัวเอง พวกเขา
ให้ความสำคัญต่อการออกแบบและคุณภาพของรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจ
ได้ทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่าง โดยไม่ยอมอ่อนข้อหรือประนีประนอมใดๆทั้งสิ้น พวกเขาต้องได้ใน
ทุกสิ่งที่เอ่ยมา ถึงแม้จะเป็นรถกระบะ หรือพูดได้สั้นๆ ว่า “พวกเขาต้องการรถกระบะที่แตกต่าง
เหนือกว่ารถกระบะที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้”
ในที่สุด ทีมการตลาดของ Mazda ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของ BT-50 PRO ใหม่ ในคราวนี้ เปลี่ยนมา
เป็นรถกระบะสำหรับผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่แต่งงานมีบุตรแล้ว หรือเป็นคนโสดแต่มีแฟน มีการศึกษาดีหรือ
การศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กถึงกลาง หรือเป็นพนักงานบริษัท เป็นบุคคลที่
กำลังก่อร่างสร้างตัว เริ่มก่อตั้งครอบครัวของตัวเอง เป็นที่พึ่งของครอบครัว ทำงานเต็มที่เพื่อดูแลภรรยา
และลูกอย่างดีที่สุด กลายเป็นฮีโรในสายตาของคนในครอบครัว มีบทบาทสำคัญหลากหลายอย่าง เป็น
หัวหน้าครอบครัว เป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นนักกิจกรรม ขยันทำงาน
แล้วจะทำอย่างไร ให้ รถกระบะของ Mazda แตกต่างไปจากคู่แข่งทั้งหมด?

งั้นเราต้องมาดูกันก่อนละว่า จุดแข็งของ Mazda คืออะไร?
การทำรถยนต์ ให้ขับสนุก ในแบบ Zoom Zoom แบบที่ Mazda เขาถนัดไงละ Attitude ของการเป็น
คนที่คิดแตกต่าง และต่อสู้โดยไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคหรือโชคชะตา ในแบบของคน Hiroshima ทำให้
พวกเขา เลือกใส่บุคลิกการขับขี่และการบังคับควบคุม ของรถสปอร์ต ลงไปในรถทุกคันที่ทำออกขาย
นั่นคือสิ่งที่เขาพยายามบอกกับชาวโลกมาตลอด และมันก็ได้ผลมาสัก 10 ปีแล้ว
ดังนั้น ถ้าจะใส่บุคลิกของรถสปอร์ต ลงในรถกระบะ กันอีกสักรุ่น มันจะเป็นไรไปเล่า จริงไหม?
Mr. Takasuke Kobayashi : Project Manager ผู้จัดการโครงการพัฒนา BT-50 PRO เล่าว่า
“เราตัดสินใจออกแบบให้เป็นรถกระบะที่มีลักษณะคล้ายรถเก๋งให้มากที่สุด โดยเน้นเรื่องการออกแบบ
ที่มีสไตล์ตามแบบฉบับ Mazda ยุคใหม่ การนำนวัตกรรมใหม่ๆ ใส่เข้าไป คุณภาพของวัสดุต่างๆ ต้อง
อยู่ในระดับสูงเทียบเท่ารถเก๋งระดับหรู ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังระบบบังคับเลี้ยว และ
โครงสร้างของรถ ต้องได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองการขับขี่ในสไตล์ Zoom-Zoom และจะต้องมี
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม น้อยที่สุด รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีที่ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ระดับ
สูงสุดอีกด้วย”
ดังนั้น แนวทางที่ทีมออกแบบวางเอาไว้ก็คือ BT-50 PRO ใหม่ต้องสะท้อนจิตวิญญาณของรถสปอร์ตหรู
(Sports Soul) ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ ถือได้ว่าทีมออกแบบประสบความ
สำเร็จในการยกระดับ BT-50 จากปัจจุบันเป็นรถปิคอัพเพื่อประโยชน์ใช้สอย ไปสู่รถปิคอัพรุ่นใหม่ที่
ตอบสนองทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนได้กว้างขึ้นกว่าเดิม

ทีมออกแบบได้กำหนดภารกิจเรื่องการออกแบบให้รถ BT-50 PRO ไว้ว่า รถกระบะคันใหม่นี้ ต้องเป็น
รถที่ผู้ขับเห็นแล้ว เกิดความมั่นใจ อยากขับ และต้องสะท้อนถึงความภูมิใจของเจ้าของ โดยไม่ทิ้งบุคลิก
ของรถสปอร์ตในตระกูล Mazda ซึ่งต้องถูกสื่อสารออกมาให้ผู้คนรับรู้ ผ่านเส้นสายเฉียบคม แต่ต้องดู
แข็งแกร่งเฉกเช่นมัดกล้าม ของนักกีฬา สิ่งที่จะทำให้งานออกแบบของ BT-50 PRO แตกต่างจาก
รถกระบทั่วไปนั้น มี 5 ประการ คือ
1. มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานออกแบบภายนอก ต้องโดดเด่น ทุกสายตาจะจับจ้องไม่ว่าจะขับไปที่ใด
เส้นสายต้องมีความพลิ้วไหว สะท้อนการออกแบบของรถยนต์ในยุคอนาคต แต่ยังต้องแฝงบุคลิกของ
รถสปอร์ตในตระกูล Mazda เอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนหรือมองจากระยะไกลกว่า 100 เมตร
จะต้องรู้ได้ทันทีว่าเป็นรถกระบะของ Mazda แน่ๆ ไม่ผิดเพี้ยน
2. เป็นรถที่ตอบสนองความต้องการของเจ้าของรถได้อย่างแท้จริง การออกแบบรถต้องสะท้อนบุคลิก
ของรถสปอร์ตระดับหรู (Sports Soul) ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ
3. เป็นรถที่มีเส้นสายในแนวทางเดียวกับรถยนต์ Mazda รุ่นอื่นๆ แต่ต้องมีบุคลิกที่แตกต่างอย่างชัดเจน
ไปพร้อมกันด้วย
4. มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าของรถ รวมทั้ง ไฟท้าย 2 ก้อนที่บริเวณบั้นท้าย เพราะ
บุคลิกของรถที่แสดงออกมาจะช่วยคัดกรองความแตกต่างของกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับรถกระบะ
รุ่นอื่นๆ
5 อุปกรณ์มีความกลมกลืนสวยงาม และต้องอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ใช้สอย และความแข็งแรงทนทาน
ควบคู่กัน

หลังจากผ่านการพัฒนามาอย่างหนัก ทั้งในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และประเทศไทย ผ่านการทดสอบความทรหด
ในหลายรูปแบบ เช่นการขับขี่ไปบนพื้นถนนสารพัดรูปแบบตั้งแต่ หลุมบ่อขรุขระ จนถึง ถนนก้อนอิฐเก่า
ที่ขึ้นชื่อ ในเรื่องการทำลายช่วงล่าง ให้หลวมเร็วมาก อย่าง Belgium Road ทดสอบการวิ่ง บนเครื่องลูกกลิ้ง
Dynamometer ให้ได้นานกว่า 1,000 ชั่วโมง ด้วยสภาพโปรแกรมการขับขี่หฤโหด ที่ต้องส่งผลให้เครื่องยนต์
รับภาระอย่างหนกหน่วง การทดสอบ แบกลากรถพ่วงที่มีน้ำหนักบรรทุกอยู่ด้านหลัง ขึ้นไปจอดบนเนินชัน
25.7 % แล้วต้องหยุดรถ ดับเครื่อง เพื่อติดเครื่องยนต์แล้วออกรถให้ได้ บนทางลาดชันแบบนั้น (ซึ่งนั่นสร้าง
ภาระมหาศาลให้กับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังอย่างมาก) และการขับขี่ด้วยความเร็วสูงถึง 200 กิโลเมตร/
ชั่วโมง รวมระยะทางยาวกว่า 10,000 กิโลเมตร ในสนามทดสอบ ความเร็วสูง ที่ยาว 4.9 กิโลเมตร มีมุมเอียง
51 องศา ของ Ford ที่ ออสเตรเลีย
ไปจนถึง การขับทดสอบในหลากหลายสภาพภูมิประเทศ ท่ามกลางสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
เช่นใน ไซบีเรีย ที่มีอุณหภูมิติดลบถึง 52 องศาเซลเซียส หรือวิ่งลงไปในเหมืองที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
200 เมตร ในออสเตรเลีย หรือสูงกว่าระดับน้ำทะเล มากถึง 4,200 เมตร ในโคลัมเบีย จนถึงการทดสอบ
กันรอบเมืองริยาด ซาอุดิอาระเบีย ในช่วงบ่ายที่ร้อนตับแล่บ ถึง 54 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังนำรถไปแล่น
ทดสอบขึ้น-ลงเขา ในแถบแอฟริกาใต้ ณ ระดับความสูง 2,700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งที่ต้องลาก
รถพ่วงหนัก 2 ตัน และสัมภาระบนกระบะอีก 1 ตัน เพื่อให้รถต้องรับภาระหนักหน่วงหฤโหดมากที่สุด
เท่าที่ Mazda เคยทำมา
ก็เป็นอันว่า Mazda BT-50 PRO พร้อมจะ ออกโรง ขึ้นโชว์รูมกันเสียที แต่ ประเทศที่ได้รับเลือกให้
เปิดตัวเป็นแห่งแรกในโลก คือ ออสเตรเลีย ตลาดใหญ่ที่สุดของรถกระบะ Mazda กับ Ford
Mazda เผยโฉม BT-50 PRO ครั้งแรก ผ่านทางภาพสเก็ตช์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2010 ตามติดด้วยการ
ปล่อย Video Teaser บน Youtube ช่อง ZoomZoom ของ Mazda Australia เผยให้เห็นการทดสอบอัน
หฤโหดต่างๆ ทีละตอน ต่อเนื่องกันไป จากนั้น ก็เริ่มเผยภาพถ่ายคันจริง ออกมา พร้อมกับการเผยโฉม
เวอร์ชันจำหน่ายจริง อย่างเป็นทางการ ในงาน Australian International Motor Show เมื่อวันที่
15 ตุลาคม 2010
ส่วนรุ่น Free Style Cab หรือ บานแค็บเปิดได้ เริ่มเผยภาพออกมาอย่างเป็นทางการ เป็นลำดับถัดมา
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2011 ก่อนจะอวดโฉมคันจริงครั้งแรกในโลก ณ งาน Australian International
Motor Show เมื่อวันที่ 1-10 กรกฎาคม 2011
เมืองไทย ถือเป็นประเทศที่ 2 ที่มีการเปิดตัว รถรุ่นนี้ จัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 24 มกราคม 2012 ที่ห้อง
Planary hall ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จากนั้นก็มีการจัดทริปพาสื่อมวลชน ไปทดลองสมรรถนะ
กันไกล ถึงขั้น ข้ามลำน้ำโขงไปยังฝั่งประเทศลาว แล้วก็ขับยาวๆต่อเนื่องจากเวียงจันท์ วังเวียง และ
หลวงพระบาง

แม้ว่าภายนอก จะเหมือนกัน แต่ขนาดตัวถัง จะแตกต่างกันที่ความยาว ซึ่งมีผลมาจากบันไดหลังรถ
เป็นองค์ประกอบสำคัญ ในรุ่น ตัวเตี้ย 4×2 ลิตร ทั้ง 2.2 S และ 2.2 V ทั้ง 4 ประตู และ Free Style Cab
จะมีความยาว 5,277 และ 5,373 มิลลิเมตร แต่ถ้าเป็นรุ่น ยกสูง Hi-Racer 4×2 และรุ่น 4×4 ทุกรุ่น จะ
มีความยาว 5,365 มิลลิเมตร ขณะที่ความกว้าง ทุกรุ่นย่อย เท่ากันหมดที่ 1,850 มิลลิเมตร
ส่วนความสูงนั้น รุ่น Free Style Cab 2.2 S กับ 2.2 V 4×2 ตัวเตี้ย ก็เตี้ยที่สุด คือ 1,706 มิลลิเมตร ระยะ
ต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) 201 มิลลิเมตร แต่ถ้า เป็นรุ่น 2.2 V ยกสูง HiRacer และ 3.2 R 4×4
จะสูงเพิ่มขึ้นเป็น 1,810 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 237 มิลลิเมตร
ขณะที่ รุ่น 4 ประตูตัวเตี้ย 2.2 S และ 2.2 V 4×2 ก็สูงขึ้นจาก Free Style Cab ตัวเตี้ย มาอีก 10 มิลลิเมตร
เป็น 1,716 มิลลิเมตร Ground Clearance 201 มิลลิเมตร แต่ถ้าเป็นรุ่น 4 ประตู Hi-Racer และ 4×4 จะ
สูงขึ้นเป็น 1,821 มิลลิเมตร Ground Clearance 237 มิลลิเมตร เท่ากัน
ทั้ง 14 รุ่นย่อย จะมีระยะฐานล้อเท่ากันหมดที่ 3,220 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า Front Track
กับ ความกว้างช่วงล้อหลัง (Rdear rack) รุ่นตัวเตี้ย 2.2 ทุกรุ่น ทุกตัวถัง อยู่ที่ 1,590 มิลลิเมตร เท่ากัน
ทั้งหน้า-หลัง ส่วนรุ่น ยกสูง Hi-Racer และ 4×4 ทุกตัวถัง จะแคบลงเหลือ 1,560 มิลลิเมตร เท่ากัน
ทั้งหน้า – หลัง
Mr. Ryo Yanagisawa หัวหน้าทีมออกแบบ BT-50 PRO ใหม่ เล่าว่า เส้นสายภายนอกของ รถกระบะ
รุ่นนี้ ถือได้ว่า เป็น รถยนต์ Mazda รุ่นสุดท้าย ที่ใช้แนวทางการออกแบบ NAGARE Design Concept
ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบที่เน้นความสวยงามของเส้นสายที่ปรากฏในธรรมชาติ มาประยุกต์เข้ากับ
แนวทางการออกแบบล่าสุดของ Mazda ที่เรียกว่า “KODO Souls of Motion” ซึ่งเป็นการออกแบบใน
ทศวรรษใหม่ของ Mazda ที่จะเน้นการแสดงออกถึงด้านจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว ของสัคว์ป่า
ที่พุ่งกระโจนไปล่าเหยื่อ อีกทั้งต้องดึงดูดผู้คนให้รู้สึกอยากเข้าไปนั่งหรือขับตั้งแต่แรกเห็น
เส้นสายภายนอก ออกแบบภายใต้แนวคิด Sophisticated Beasted หรือ สัตว์ปา ผู้ช่ำชอง ในที่นี่
ทีมออกแบบ นึกถึง ราชสีห์ เป็นหลัก ในการกระจายเส้นสายออกมาให้ได้รูปร่างอย่างที่เห็น
ไม่เพียงเท่านั้น Mazda ยังให้ความสำคัญ กับการจัดการกระแสลมที่ไหลผ่านตัวถังให้เป็นไป
ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) จากการทำงานร่วมกันทั้งทีมออกแบบ และทางฝ่าย
โรงงานผลิต (AAT Auto Alliance Thailand) ทำให้พบว่า การไหลผ่านของอากาศด้านท้ายของ
แค็บห้องโดยสาร ทำให้เกิดแรงต้าน ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงช่วยกันออกแบบรูปทรงของเสาหลังคา
ด้านหลังสุด (C-Pillar) และ รูปทรงของไฟท้าย (ที่หลายคนบอกว่าน่าเกลียด ไม่สวยเลย นั่นละ)
ให้ช่วยลดแรงต้านอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

