ขอกลับมาถึงสมรรถนะ เครื่องยนต์ Skyactiv 2.0 ลิตร กัน เครื่องบล๊อกนี้ ถือเป็นเครื่องยนต์มีกำลังสูงที่สุดในโลกที่ 14:1 ให้พละกำลัง 165 แรงม้า และแรงบิด 210Nm มีอัตราสิ้นเปลืองตามเคลมอยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร
ด้วยความที่ในวันแรก ผมเริ่มต้นขับในรุ่น 2.5 ก่อน แล้วจึงมาขับรุ่น 2.0 นั่นทำให้ ผมรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่า เครื่องยนต์ 2.0 Skyactiv นี้จะมีพละกำลังสูงสุดกว่า เพื่อนใน SUV พิกัด 2.0 แต่ทว่า มันไม่ได้แรงกว่าเพื่อนสักเท่าใดนัก แต่ถ้าขับลากใช้รอบเครื่องสูงในระดับ 4,000-5,000rpm ซึ่งนั่นเป็นช่วงที่ให้กำลังแรงบิดสูงสุด และแรงม้าเกือบทั้งคอกออกมาแล้ว ยังถือว่ารถนั้นพอมีพละกำลังให้ใช้ สำหรับฉุดลากน้ำหนักตัวกว่า ตันครึ่ง ได้อย่างไม่น่าเกลียดนัก ซึ่งการออกตัวที่ขาดความกระฉับกระเฉง นั่นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การตอบสนองของลิ้นคันเร่งที่เปิดช้า ด้วยการควบคุมของระบบคันเร่งไฟฟ้า Drive by Wire ที่ถูกสั่งการมาให้ตอบสนองเช่นนี้ เพื่อการขับขี่ที่ประหยัด เหมือนกับรถหลายรุ่นที่มีโหมด Eco ให้กด ซึ่งจะแตกต่างกับตัว 2.5 ที่ คันเร่งตอบสนองได้ฉับไวกว่า และในขณะที่ผมเป็นผู้โดยสาร เพื่อนสื่อที่เป็นผู้ขับ ได้เร่งเครื่องในช่วงความเร็วกลางขึ้นไป ในระดับ 130 กม./ชม. เข็มวัดความเร็วจะค่อยๆ กวาดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ยังไหลได้เรื่อยๆ แบบเนือยๆ ไปค้างที่ 180 กม./ชม. และทำได้สูงสุดเพียงเท่านี้ ในเกียร์ 5

สำหรับคำถามที่ว่า 2.0 นี้เพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ และใครหลาย คนพูดกันว่า พอ นั่นผมอาจเห็นด้วย ถ้าเกิดผู้ขับขี่เป็นผู้ที่ใช้งานแบบขับเรื่อยๆ ชิลๆ แทบจะไม่เร่งแซง แต่สำหรับผม ซื้อรถในระดับนี้ ผมเชื่อว่าหลายคน คงต้องนำมันไปเดินทางไกล ท่องเที่ยว ต่างจังหวัดกันบ้างล่ะ แล้วถ้าหากคุณต้องตามก้น รถ 10 ล้อ หรือ กะบะ บรรทุก ทรายเต็มคันรถ คุณจะไม่แซง จะยอมตามก้น ให้เศษดินทราย กระเด็นตกใส่รถ SUV ราคาหลักล้านของคุณอยู่ตลอดเป็นเวลานานหรือไม่ ซี่งผมเชื่อว่า คงไม่มีใครอยากเป็นแบบนั้น และนี่ล่ะ คือเวลา ที่ฝูงม้าทั้งคอก ควรได้รับการปลดปล่อย แต่ถ้าคุณจะต้องตบเกียร์มาที่ตำแหน่ง M และ ดันคันเกียร์ – ลงไป เพื่อรอ ใช้รอบเครื่องในระดับ 4,000rpm ขึ้นไปเพื่อการแซง และดีไม่ดี เกียร์มันลดลงได้ไม่เพียงพอที่จะให้กำลังในการเร่งแซง แถมต้องมานั่งทำบ่อยๆ ที่จะแซง หรือผู้ที่ไม่สนใจ อาจขับใน โหมด D ยาว และใช้ การ Kick Down เพียงอย่างเดียว นั่นคุณต้องกะระยะ และประเมินรถตัวเองให้ดี ซึ่งนี่เป็นอีกสิ่งที่อย่าลืมคิดด้วยว่า ถ้าเจอเหตุการณ์เหล่านี้ แล้วคุณจะเลือกอย่างไร ใจเย็นๆ ค่อยไป เดี๋ยวมีจังหวะค่อยแซง นั่น ok 2.0 ถือเป็นรถที่เหมาะสมกับคุณอย่างแท้จริง แต่สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ที่รัก และชอบในแบรนด์ Mazda อาจเฟ้นหากำลังเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะอย่างเต็มเปี่ยม ที่พวกเขาควรจะพึงได้รับมา และขับขี่ได้อย่างสนุกสนานไม่เหนื่อยจนเกินไป

สำหรับในด้านระบบส่งกำลัง จะแตกต่างกันแค่เพียง อัตราทดเฟืองท้าย ในรุ่น 2.0 อยู่ที่ 4.624 ขณะที่รุ่น 2.5 อยู่ที่ 4.325 ซึ่งการที่อัตราทดเฟืองท้ายของตัว 2.0 อยู่สูงกว่า เล็กน้อยทำให้ ที่ความเร็วเท่ากัน รอบเครื่องก็จะใช้สูงกว่าอยู่นิดหน่อย จากที่เราได้มองดู ความเร็ว 100 กม./ชม. = 2,000rpm ในขณะที่ 2.5 จะอยู่เพียง 1,900rpm ซึ่งการเลือกใช้อัตราทดที่สูงกว่า น่าจะเป็นผลเพื่อให้การออกตัวในตีนต้นดีขึ้นเล็กน้อย

ในด้านของระบบช่วงล่าง ได้มีการปรับให้แตกต่างกับรุ่น 2.5 คือ ขนาดของสปริงและ โช้คอัพ จะใช้ขนาดไม่เท่ากัน เพื่อรองรับน้ำหนักของรถที่แตกต่างกัน และเพื่อความนุ่มนวลที่มากขึ้นกว่ารุ่น 2.5 และอีกจุดที่สำคัญ ที่ช่วยให้ความนุ่มนวล คือ ล้ออัลลอย ขอบ 17” สวมยาง Goodyear Wrangler ไซส์ 225/65/17 ขณะที่รุ่น 2.5 สวมยาง Toyo Proxes ไซส์ 225/55/19 การที่ใส่ยางแก้มสูงกว่า 10มม. ส่งผลให้นุ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ด้านการยึดเกาะแทบจะไม่แตกต่างกันนัก เนื่องจากความกว้างของล้อ เท่ากัน และใส่ยางขนาด 225มม. เท่ากัน ในช่วงความเร็วสูงอาจรู้สึกว่า 2.5 จะนิ่งกว่าอยู่เล็กน้อย ซึ่งมีผลจากน้ำหนักพวงมาลัยที่ต่างกันด้วย พวงมาลัย 2.0 น้ำหนักจะเบากว่า จึงทำให้การควบคุมที่ความเร็วสูง จะต้องประคองพวงมาลัยให้กระชับแน่นยิ่งกว่า

สรุป Mazda CX-5 2.0 S เป็นรถ SUV ที่ ออปชั่น โดยรวมเหมาะสมกับราคา 1.3 ล้าน เพราะได้ออปชั่นและเทคโนโลยี ในระดับเดียวกับ 2.5 ลิตร แต่ด้วยความที่ผู้จะเครื่องยนต์ไซส์นี้ คงเน้นการขับขี่ที่สะดวกสบายมากกว่า การขับขี่แบบมีอรรถรส แต่นั่น เอง อาจเป็นคำตอบที่ดูขัดแย้งกัน ไปสักหน่อย เนื่องจาก ผู้ที่นั่งสบาย คงอยากได้ พื้นที่โดยสารที่กว้างขวางกว่านี้ และอาจไม่ต้องการเทคโนโลยีมากมาย หรืออาจจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบ ในดีไซน์ของ Mazda เพียงอย่างเดียวก็ได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ ยอดขายโดยรวมกว่า 40% กินไปทาง เครื่องดีเซล ที่มีสมรรถนะสูง และตามมาด้วย เบนซิน 2.5 ในขณะที่ 2.0 ลิตรนี้ จะทำยอดขายได้น้อยกว่าเพื่อน ซึ่งผมคิดว่า คุณผู้หญิง ที่อยากมีรถอเนกประสงค์สักคัน ควรจะได้ลองขับมันก่อน ที่จะตัดสินใจกันอีกสักครั้ง เพราะมันจะพิสูจน์ว่า คุณ รักและชอบแบรนด์ Mazda และเทคโนโลยี Skyactiv อย่างแท้จริง หรือไม่
- Mazda3 เจเนอรชั่นที่ 1 โฉมปี 2005-2010
จุดเด่นของ Mazda3 โฉมเจน 1
- โครงสร้างตัวถังแข็งแรง
- รูปทรงกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ล้าสมัยจนเกินไป (หรือเพราะมาสด้าออกแบบตัวถังรถล้ำยุคชาวบ้านไปไกล)
- ช่วงล่างดี
- ภายในโปร่ง
ปัญหาประจำรุ่นคือ
หากรถผ่านการติดตั้งแก๊ส จะทำให้ปั้มติ๊กเสียง่าย เครื่องสั่น วาลมีปัญหา และรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ค่อนข้างอืด
ราคามือสอง
สำหรับราคาของรุ่นนี้มีตั้งแต่ 160,000-360,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพตัวรถ และเลขไมล์ โดยส่วนใหญ่ตัวถังแบบ Hatchback จะมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย

ราคามาสด้า 3 มือสอง โฉมปี 2005-2010
รุ่นที่น่าสนใจ
รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร สามารถเลือกได้ทั้ง Sedan และ Hatchback ซึ่งราคามือสองโฉมนี้ลงมาค่อนข้างมาก จับซื้อได้โดยแทบไม่ต้องผ่อนชำระ



Mazda3 2.0 SR Sunroof AT ปี 2006 ท็อปสุด (จากประกาศขายรถยนต์ใน chobrod.com)
ราคา 209,000 บาท
รายละเอียด:
เลขไมล์ 148,000 กม. รถยนต์ Hatchback สีเทา เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 141 แรงม้า(PS) แรงบิด 181 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
อุปกรณ์:
Sunroof, ไฟตัดหมอก, กระจกไฟฟ้า พร้อมระบบ Anti-Jam ที่หน้าต่างด้านคนขับ, กุญแจรีโมท, ระบบ Central lock, ระบบปรับอากาศ, เบาะหนัง, เบาะหลังปรับได้ 60:40, เครื่องเล่น CD/วิทยุ, ระบบ ABS/EBD, เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง, ถุงลมนิรภัย 6 จุด (คู่หน้า, ม่านนิรภัย, ด้านข้าง และข้างศีรษะ)
Mazda 3 เจเนอรชั่นที่ 2 โฉมปี 2011-2014
จุดเด่นของ Mazda 3 โฉมเจนเนอเรชั่นที่ 2
- รูปทรงสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ทันสมัยมากกว่าโฉมแรก
- พวงมาลัยน้ำหนักเบา แต่เมื่อขับด้วยความเร็วสูงน้ำหนักพวงมาลัยจะหน่วงๆมากขึ้น (ไม่มี Cruise control)
- ช่วงล่างนิ่ม
ปัญหาประจำรุ่นคือ
เครื่องยนต์ขนาด 1.6 จะอืดเวลาออกตัว หรือเร่งแซง หากขับไม่เกิน 120 กม./ชม. และไม่ใจร้อนอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่มากนัก
ราคามือสอง
มาสด้า 3 มือสอง โฉมปี 2010-2014 นี้ จะมีราคาอยู่ระหว่าง 320,000-450,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพและรุ่นย่อย) โดยรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร แบบ Sedan ราคาจะต่ำกว่าเล็กน้อย ส่วนขนาด 2.0 ลิตร แบบ Hatchback จะมีราคาสูงกว่า

ราคามาสด้า 3 มือสอง โฉมปี 2011-2014
Mazda3 โฉมเจเนอเรชั่นที่ 2 รุ่นที่น่าสนใจในประกาศขายรถยนต์


รุ่น 2.0 MAXX SPORT Hatchback ปี 2012 (จากประกาศขายรถยนต์ใน chobrod.com)
ราคา 388,000 บาท
รายละเอียด:
เลขไมล์ 123,000 กม. รถยนต์มาสด้า 3 Hatchback สีขาว เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 147 แรงม้า แรงบิด 182 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ
อุปกรณ์:
หลังคาซันรูฟ, ไฟตัดหมอก, กุญแจรีโมท พร้อม Push Start, เกียร์อัตโนมัติพร้อม paddle shift, พวงมาลัยพาวเวอร์มัลติฟังค์ชั่น, แอร์ดิจิตอล, วิทยุ/CD/MP3 6 แผ่น/AUX, เบาะหนัง, เบาะหลังปรับพับได้ 60:40, ระบบ ABS/EBD, ถุงลมนิรภัย 6 จุด, เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง, Immobilizer
Mazda 3 เจเนอรชั่นที่ 3 โฉมปี 2014-2017
จุดเด่นของ Mazda 3 โฉมเจนเนอเรชั่นที่ 2
- รูปทรงล้ำสมัย ปราดเปรียว
- ออพชั่นภายในมาก
- ระบบความปลอดภัยครบครัน รุ่นท็อปได้ถุงมนิรภัยถึง 8 จุด
- ช่วงล่างนิ่ม และสมรรถนะการขับขี่ดี
ปัญหาประจำรุ่นคือ
- ปั้มติ๊กเสียง่าย(หากติดตั้งแก๊สเพิ่มเติม) แต่มีวิธีการแก้ไขและมีอะไหล่เปลี่ยนในคลับมาสด้า 3
- ช่วงล่างแน่น แต่จะมีเสียงดังกึกๆ โดยเฉพาะเวลาผ่านลูกระนาดเร็วๆหรือจังหวะขึ้นลงทางชัน
- อะไหล่ช่วงล่าง อาทิ บูช ลูกยาง ลูกหมากต่างๆ อายุการใช้งานสั้น
ราคามือสอง
ราคามือสองของรุ่นนี้ อยู่ระหว่าง 450,000-880,000 ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน อาทิ ปีที่ผลิต สภาพตัวถัง รุ่นย่อย เป็นต้น

ราคามาสด้า 3 มือสอง โฉมปี 2014-2017
Mazda 3 โฉมเจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นที่น่าสนใจ


Mazda 3 2.0SP Sports ปี 2015 (จากประกาศขายรถยนต์ใน chobrod.com)
ราคา 589,000 บาท
รายละเอียด:
เลขไมล์ 124,979 กม. รถยนต์ Hatchback สีดำ ตัวท็อปสุด ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน Skyactive ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 210 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ
อุปกรณ์:
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, ระบบ Push Start / Smart Entry, หน้าจอ Active Driving Display, ปุ่มควบคุมการสั่งงานแบบอัจฉริยะ Center Command, หน้าจอสัมผัส Display ระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว, สามารถเล่น DVD/ VCD/ MP3 & WMA/วิทยุ, ลำโพง 6 ตัว, ระบบ Bluetooth, ช่องต่อUSB/AUX/Power Outlet, ระบบนำทาง, ระบบ ABS/EBD/ DSC, สัญญาณกันขโมย, ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและม่านนิรภัย, เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง, Immobilizer, ISOFIX, สัญญาณไฟฉุกเฉิน (ESS), กล้องหลัง
สำหรับ Mazda3 มือสอง ทั้ง 3 เจเนอเรชั่นนั้น จะเห็นได้ว่าราคาย่อมเยากว่ารถมือสองจากค่ายเจ้าตลาดมากพอสมควร โดยเฉพาะโฉมที่ 1 ซึ่งสามารถซื้อรุ่นท็อปได้ในราคาราว 200,000-300,000 บาทเท่านั้น อีกทั้งสมรรถนะการขับขี่ และออพชั่นที่ติดตั้งมาให้ก็ถือว่าครบครัน หากขับขี่นอกเมือง หรือชื่นชอบความเร็ว ออกตัวแรง แนะนำให้เลือกรุ่น 2.0 ลิตร ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ Sedan และ Hatchback แต่ถ้าขับในเมืองเป็นส่วนใหญ่ อาจเลือกรุ่น 1.6 ลิตร ก็ถือว่าเพียงพอเหลือเฟือสำหรับใช้งาน ทั้งนี้อย่าลืมนำผู้เชี่ยวชาญไปช่วยตรวจสอบรถ และขับทดสอบเพื่อความชัวร์นะครับ ขอให้ได้รถที่ถูกใจเร็วๆนะครับ

