เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จ รวมถึงการสร้างการตอกย้ำภาพลักษณ์ ทั้งแรง และประหยัด กับเทคโนโลยี Skyactiv ทาง Mazda เซลล์ ประเทศไทย จึงได้จัดทริปทดสอบรถครั้งนี้ขึ้น ซึ่งเป็นการแข่งขันขับประหยัด พร้อมการขับทดสอบแบบ Gymkhana

ในช่วงแรกกับการขับขี่แบบประหยัด โดยจะแบ่งทีมออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน ต่อรถ 1 คัน ซึ่งใช้วิธีจับฉลากเลือกรถ 4 แบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
– Mazda3 Hatchback 3 คัน หมายเลข 1-3
– Mazda3 Sedan 4 คัน หมายเลข 4-7
– Mazda CX-5 2.0 จำนวน 3 คัน หมายเลข 8-10
– Mazda CX-5 Diesel 2.2 จำนวน 5 คัน หมายเลข 11-15

โดยผู้ที่เข้าร่วมทีม 1 ท่าน จะต้องไปนั่งรถของผู้เข้าแข่งท่าน อื่น
พร้อมทั้งใช้ความเร็วเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60 กม./ชม. กับระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 156 กม. และเวลาตลอดการเดินทางประมาณ 2 ชม. 40 นาที
นอกจากนั้นยังมีกฏเกณฑ์ อื่นๆ อาทิ ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ และห้ามเปิดกระจกด้านข้าง และพับกระจกมองข้าง และต้องเปิดไฟหน้าตลอดการแข่งขัน

สำหรับลงยางที่ใช้ Mazda3 (34/33) หน้า/หลัง และ CX-5 (36/36) หน้า/หลัง

น้ำมันที่ใช้เติมเป็น E10 แก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซล (ปตท.) การเติมน้ำมันเต็มถัง ให้เติมถึงหัวจ่ายตัด ปล่อยไว้ 30 วินาที แล้วค่อยเติมติดต่อกันเป็นเวลา 1 นาที โดยเขย่ารถตลอดเวลา ขณะเติม 1 นาทีนี้

การขับ Eco Run นี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเริ่มต้น ตั้งแต่สถานีน้ำมัน ปตท. ชัยบาดาล สิ้นสุดที่ ร้านไก่ย่างนิวบัวตอง (วิเชียรบุรี) ระยะทางรวม 56.5 กม. กำหนดเวลา 56 นาที
หลังจากนั้นในช่วงที่ 2 ได้เปลี่ยนมือขับออกจากร้านอาหาร ไปสิ้นสุดที่สถานีน้ำมัน ปตท. เพชรบูรณ์ ระยะทางรวม 92.2 กม. กำหนดเวลา 90 นาที เมื่อถึงปั๊มแล้ว จึงเติมน้ำมันเต็มถังเพื่อวัดปริมาณน้ำมันที่ใช้

หัวใจสำคัญของการขับประหยัดนี้นอกจากจะต้องเติมน้ำมันออกมาน้อยที่สุดแล้ว การบริหารเวลาก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ขับขี่จะต้องบริหาร คำนวณความเร็วที่ต้องใช้เพื่อให้มาถึงที่หมายภายในเวลาที่กำหนดให้ได้ใกล้เคียงที่สุด แต่ก็ต้องเผื่อเวลาหากติดไฟแดง หรือ ติดรถช้าด้วย
การแข่งขันแบบ Eco Run นี้บรรดาผู้แข่งทั้งหลายทีม ต่างงัดเทคนิคของแต่ละบุคคลมาใช้กันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การดับเครื่องยนต์ขณะติดไฟแดง, การเข้าเกียร์ N ขณะขึ้น-ลง ทางชัน, การขับตามท้ายรถใหญ่ เพื่อให้ได้ Aerodynamics เทคนิคทั้งหลายนี้ อาจมีส่วนช่วยได้เพียงเล็กน้อย แต่ความสำคัญ อยู่ที่ความเนียนของการเดินคันเร่ง เพื่อรักษาความเร็วให้คงที่ และการใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำที่สุด

ผลการแข่งขันผู้ที่ชนะเลิศ ในแต่ละรุ่น ได้อัตราสิ้นเปลืองดังนี้
– Mazda3 Hatchback 27.8 กม./ลิตร
– Mazda3 Sedan 26.32 กม./ลิตร
– Mazda CX-5 2.0 18.33 กม./ลิตร
– Mazda CX-5 Diesel 2.2 23.4 กม./ลิตร

หมายเหตุ ทีมของผู้เขียนจับฉลากได้รถ Mazda3 Sedan หมายเลข 4 รุ่น 2.0S ใช้ล้อแม็กขนาด 18” ผู้เขียนได้ขับในช่วงที่ 2 ระยะทาง 92.2 กม. ขับเน้นใกล้เคียงการใช้งานจริงมากที่สุด เปิดแอร์ 25 องศา พัดลมแอร์เบอร์ 2 ขับออกตัวไม่เกิน 2,000rpm ใช้เกียร์สูงที่สุดที่รอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,700-1,800rpm รักษาคันเร่งให้คงที่ความเร็ว 80 กม./ชม. บางจังหวะที่แซงรถช้าความเร็วขึ้นไปประมาณ 90 กม./ชม. และมาถึงเป็นคันแรกทั้ง 2 ช่วงการแข่ง ได้อัตราสิ้นเปลืองที่ราว 22 กม./ลิตร

หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันในส่วนของ Eco Run กันไปเรียบร้อย ก็ได้เคลื่อนย้ายขบวนออกจากปั๊ม ปตท. เพชรบูรณ์ย้อนกลับมา ที่ลานจอดรถ ไทวัสดุ ซึ่งได้ถูกเซ็ตให้กลายเป็น สนามขับทดสอบสมรรถนะของเทคโนโลยี Skyactiv Body และ Skyactiv Chassis แบบ Gymkhana โดยสมาชิกในกลุ่ม จะต้องเลือกตัวแทนออกมา 2 คน เพื่อขับรถ Mazda CX-5 2.5 และ Mazda3 Hatchback

ซึ่งเงื่อนไขการแข่งขันเป็นแบบ Bracket จับเวลาให้ใกล้เคียง ตัวเลขที่ตั้งไว้คือ 30 วินาที ผู้ที่ขับเข้าก่อนเวลาและ หลังเวลาที่กำหนด จะต้องถูกตัดคะแนนออกตามเวลาที่ห่างจากเป้าไป ซึ่งหากขับชน pylon จะถูกบวกเวลา อีก pylon ละ 2 วินาที

ในการขับทดสอบสมรรถนะแบบ Gymkhana นี้ ผู้ที่ได้รถ Mazda3 จะได้เปรียบกว่า CX-5 เนื่องจากรถที่มีขนาดเล็กกว่า เตี้ยกว่า วงเลี้ยวแคบ คล่องตัวสูงกว่า ทำให้การควบคุมรถโดยรวมง่ายกว่า และที่สำคัญแรงบิดไม่ทะลักจนล้น เหมือนกับ CX-5 2.5 ที่เติมคันเร่งมากไป กำลังมามากเกิน ทำให้การโยน Slalom นั้นควบคุมได้ยากยิ่งกว่า

ดังนั้นผู้ที่ขับ Mazda3 อาจจะไม่ต้องขับเครียดกับเวลาจนเกินไปนัก เวลาก็จะออกมาได้ดีกว่า CX-5 2.5 หรือใกล้เคียง 30 วินาที ได้ง่ายกว่านั่นเอง

สำหรับในช่วงการขับแบบ Free Run ทางเราได้ขับรถ Mazda3 Sedan ในวันแรก และ Mazda CX-5 2.0 ในวันที่สอง ซึ่งรถทั้ง 2 รุ่นนี้ ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากใช้เครื่องยนต์ และเกียร์ลูกเดียวกัน แต่มีการปรับใช้อัตราทดเฟืองท้ายที่ต่างกันเพียงเท่านั้น ทำให้บุคลลิก การขับขี่ดูคล้ายคลึงกัน อาจต่างกันบ้างในบางจุด ได่แก่ ระยะของแป้นเบรกที่ CX-5 จะเซ็ตออกมาตื้นกว่า Mazda3 รวมถึงความแรงของรถ ที่อาจดูไม่จี๊ดจ๊าดเท่า Mazda3 ในช่วงเร่งแซง หรือออกตัว เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากกว่าราว 200 กก. และบอดี้รถที่สูงต้านลมมากกว่า แต่ในการใช้งานจริง รถทั้ง 2 รุ่นสามารถขับเดินทางไกลที่ใช้ความเร็ว หรือจะขึ้นเขาที่มีทางลาดชัน กำลังของเครื่องยนต์นั้น ก็เพียงพอต่อการลุยเส้นทางเหล่านั้น แถมด้วยระบบ Hill Launch Assist ซึ่งมีมาให้ในทุกรุ่นของ Mazda CX-5 ช่วยให้รถไม่ไหลขณะออกตัวบนทางชันอีกด้วย

เมื่อเจอกับทางโค้ง จะถือเป็นเรื่องสนุกทุกครั้งไป ไม่ว่าจะควบรถ Mazda3 หรือ CX-5 ก็สามารถที่จะบังคับพวงมาลัยเลี้ยวเข้าโค้ง ให้เนียนด้วยความเร็ว โดยที่ไม่มีอาการของตัวรถโคลงเคลงออกมาให้เห็น ซึ่งบอกได้เลยว่า นี่คือ อีกหนึ่งจุดเด่นของรถ Skyactiv ที่เหนือกว่าคู่แข่ง แม้อาจต้องแลกด้วยกับความแข็งตึงตังไปบ้างในบางจังหวะก็ตาม
ในทริปการขับขี่นี้ เราได้เจอกับพื้นถนนที่เปียก และฝนตกตลอดทั้ง 2 วัน แต่ผู้ขับทั้งหลายก็ยังให้ความอุ่นใจได้ จากระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว DSC ที่มีให้ในทุกรุ่นย่อย

กล่าวโดยสรุป Mazda ตระกูล Skyactiv ใหม่นี้ ถือเป็นรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ และให้ความโดดเด่นกว่าเพื่อนในระดับเดียวกัน ทั้งจากตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ทางกลุ่มสื่อมวลชนได้พิสูจน์ ซึ่งทำออกมาได้ดีเทียบเท่า (หรือมากกว่า) รถ Hybrid ใน Class เดียวกัน นอกจากประหยัดแล้ว ด้านความแรงนั้น ก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียวแม้อาจไม่ได้แรงที่สุดในพิกัดเดียวกัน แต่ต้องถือว่าอยู่ลำดับหัวแถว นอกจากนั้นจุดเด่นที่ยังคงความยอดเยี่ยมของ Mazda เอาไว้ก็คือ เรื่องของการควบคุมตัวรถ ที่ทำได้อย่างแม่นยำ และการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม แม้จะต้องแลกกับข้อด้อยที่อาจจะนั่งไม่สบายนักจากช่วงล่าง และพื้นที่ของเบาะโดยสารที่อาจแคบไปหน่อย แต่ด้วยข้อดีที่ล้นหลาม นั่งจึงเป็นสิ่งที่ยืนยันความสำเร็จทั้งยอดขาย และการันตีรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมในหลากสาขา ของ Skyactiv ได้เป็นอย่างดี เอาเป็นว่าสำหรับหลายคนที่ไม่เคยสัมผัสกับเทคโนโลยี Skyactiv และติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ ของ Mazda ให้ลืมภาพที่เป็นรถกินน้ำมันเทคโนโลยีเก่าๆ ออกไปซะ! และลองไปสัมผัสด้วยตัวคุณเองกับเทคโนโลยีที่คว้ารางวัลระดับโลกนี้
ขอขอบคุณ Mazda Sales ประเทศไทย สำหรับทริปทดสอบ Mazda Skyactiv Family ในครั้งนี้
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver

