พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ติดตั้งอุปกรณ์มาเหมือนกันหมด ทุกรุ่น
มีขนาดความจุ 490 ลิตร ตามมาตรฐาน VDA (สมาพันธ์ผู้ผลิตรถยนต์
แห่งสหพันธรัฐเยอรมนี) จริงอยู่ว่า มีขนาดเล็กกว่าคู่แข่งอย่าง Honda
CR-V ใหม่ (589 ลิตร VDA) กับ Subaru Forester (505 ลิตร
VDA) แต่ก็มีความจุเยอะกว่า Subaru XV (310 ลิตร VDA) และ
Chevrolet Captiva (465 ลิตร VDA)
นั่นหมายความว่า แท้จริงแล้ว พื้นที่เก็บสัมภาระของ CX-5 เมื่อยังไม่ได้
พับเบาะลงไป มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะวางกระเป๋าเดินทาง Samsonite
ขนาด 67 เซ็นติเมตร ได้สบายๆ
ยิ่งเมื่อพับพนักพิงเบาะทั้ง 3 ลงมาพร้อมกัน ก็จะได้พื้นที่วางสัมภาระเพิ่ม
เป็น 1,390 ลิตร (VDA) สามารถวางจักรยานเสือภูเขาได้ 2 คัน โดยต้อง
ถอดล้อหน้าของจักรยานออก
เมื่อยกพื้นห้องเก็บของแบบพับและถอดออกได้ทั้งชิ้นออก จะพบเครื่องมือ
ประจำรถ พร้อมยางอะไหล่ Dunlop ขนาด 185/80 R17 เก็บซ่อนไว้อยู่
ในยามค่ำคืน มีไฟส่องสว่างขนาดเล็กในห้องเก็บสัมภาระ เปิด – ปิดได้
ด้วยสวิตช์ที่ชุดไฟโดยตรง จะเปิดเชื่อมกับไฟในห้องโดยสารก็ย่อมได้
แต่อย่าคาดหวังความสว่างมากนัก

แผงหน้าปัดเดียวกัน ออกแบบภายใต้แนวคิด HMI (Human-Machine
Interface) โดยเน้นให้ผู้ขับขี่ เป็นจุดศนย์กางในการควบคุม เพื่อให้การ
แสดงข้อมูล ง่ายต่อการเหลือบมองสั้นๆ ช่วยลดการละสายตาในขณะขับขี่
รูปทรงอาจดูคล้ายกับแผงหน้าปัดของ Mazda 6 แต่มีรายละเอียดที่ต่าง
กันพอสมควร โดยเฉพาะ ช่องแอร์ด้านข้าง และงานออกแบบตำแหน่งติดตั้ง
อุปกรณ์ต่างๆ
หน้าจอชุดเครื่องเสียง ติดตั้งอยู่ในตำแหน่งเหมาะสมแล้ว แต่อยากขอให้
ช่วย ออกแบบกรอบนอกให้มันดูดีกว่านี้ได้ไหม เพราะมันดู เก่าๆ เชยๆ
เหมือน Hyundai Sonata รุ่นปี 2007 ไม่มีผิด! อีกทั้ง ยังต้องเอื้อม
มือไปกดสวิตช์ แม้ว่าจะปรับตำแหนงเบาะคนขับอย่างถูกต้องกับสรีระ
ของผมเองแล้วก็ตาม
วัสดุในห้องโดยสาร ภาพรวมแล้ว ยังใช้เกรดเดียวกับ รถยนต์นั่งระดับ
C-Segment อย่าง Mazda 3 แต่สำหรับผมแล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่
เพียงแต่ว่าเพดานหลังคาด้านบน เป็นกระดาษอัด Recycle ที่พิมพ์ลาย
มาสวยพอประมาณ แต่ค่อนข้างบาง และเลอะนิ้วมือ ง่ายสักหน่อย แน่ละ
มันมีเหตุผลด้านการลดน้ำหนักตัวรถทั้งคันมาเกี่ยวข้องด้วยนิดหน่อย
มองขึ้นไปด้านบน ทุกรุ่น ให้แผงบังแดด พร้อมกระจกแต่งหน้าและไฟ
ส่องสว่าง มาครบทั้งฝั่งคนขับ กับผู้โดยสาร มีกระจกมองหลังแบบ
ตัดแสดงอัตโนมัติ เมื่อกดปุ่มเปิดการทำงาน และมีกล่องเก็บแว่นตา
บุด้วยผ้าสักกะหลาดสีดำมาให้ ติดตั้งใกล้กับ ไฟอ่านแผนที่แบบแยก
กดเปิด – ปิด ซ้าย – ขวา ซึ่งมีมาให้ทั้งบริเวณเหนือผู้โดยสารด้านหน้า
และกลางเพดานหลังคา ส่องสว่างในยามค่ำคืนใช้ได้เลย

จากฝั่งขวา มาฝั่งซ้าย
กระจกมองข้าง พร้อมไฟเลี้ยว ที่ออกแบบใหม่ ให้มองเห็นจากทางด้านข้าง
ได้สะดวกขึ้น สามารถปรับและพับได้ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า คล้ายคลึงกับรถยนต์
Ford คือ ถ้าจะพับเก็บ ต้องหมุนสวิตช์ ไปยังตำแหน่งเพื่อพับเก็บ แต่ถ้าจะ
กางออกมา ต้องหมุนสวิตช์ กลับไปยังตำแหน่ง ปรับกระจกตามปกติ
กระจกหน้าต่าง เลื่อนขึ้น – ลง ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ทั้ง 4 บาน เฉพาะฝั่งคนขับ
มีสวิตช์แบบ Auto One-Touch กด หรือยก เพียงครั้งเดียว หน้าต่างฝั่ง
คนขับ จะเลื่อนขึ้น – ลง จนสุดได้เอง
ใต้ช่องแอร์ฝั่งขวา ทุกรุ่น จะมีสวิตช์ พื้นฐานมาให้เหมือนกัน คือ สวิตช์เปิด
หรือปิด ระบบ Traction Conteol TCS (มีมาให้ทุกรุ่น) สวิตช์เซ็ตตั้งค่า
ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPS (Tire Pressure Monitoring System)
เมื่อเติมลมยางแล้ว ต้องกดปุ่ม SET ตั้งค่าไว้ เสมอ
รุ่น 2.0 S ขึ้นไป จะเพิ่มสวิตช์ เปิด – ปิด ไฟหน้า Bi-Xenon ปรับมุมองศา
ตามการเลี้ยว AFS (Adaptive Front Lightning System) มาให้ แต่
เฉพาะรุ่น 2.2 XDL จะเพิ่ม สวิตช์ เปิด – ปิด ระบบ idle Stop อันเป็นระบบ
ช่วยดับเครื่องยนต์ เมื่อเหยียบเบรกรอสัญญาณไฟจราจร และจะช่วยติดเครื่อง
เองอีกครั้ง เมื่อถอนเท้าจากแป้นเบรก หรือแค่หมุนพวงมาลัยเบาๆ
พวงมาลัยของทั้ง 4 รุ่นย่อย จะเหมือนกันหมด เป็นแบบ 3 ก้าน ทรงสปอร์ต
หุ้มหนัง และประดับด้วยสีเงิน Satin Chrome มีสวิตช์ควบคุมของระบบล็อก
ความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา สวิตช์ ควบคุม
เครื่องเสียง และโทรศัพท์ ผ่าน Bluetooth บนก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย แม้ใน
ช่วงแรกๆ คุณอาจสับสนในการใช้งานนิดๆ แต่ผ่านพ้นไปไม่กี่ชั่วโมง คุณจะเริ่ม
คุ้นชิน และใช้งานได้อย่างง่ายดาย Grip ของพวงมาลัย ออกแบบมาพอดีกับ
การกำวงพวงมาลัย หนังที่หุ้ม ก็ไม่ลื่นมือจนเกินไป
นอกจากนี้ คันเกียร์ขนาดพอดีมือ ที่ออกแบบมาให้คล้ายกับคันเกียร์ ในรถสปอร์ต
Mazda MX-5 และเบรกมือ ยังหุ้มหนังมาให้ด้วยเช่นกัน โดยหัวเกียร์ จะประดับ
ด้วยแถบ Satin Chrome มาให้เหมือนพวงมาลัย
CX-5 เวอร์ชันไทย ทุกคัน ติดเครื่องยนต์ ด้วยการกดปุ่ม Push Start ติดตั้ง
ทางฝั่งซ้าย ล่าง ของชุดมาตรวัด ติดกับแผงควบคุมเครื่องเสียง ต้องเหยียบเบรก
ให้ไฟสีอำพัน บนสวิตช์ เปลี่ยนเป็นสีเขียวเสียก่อน จึงจะกดปุ่มติดเครื่องยนต์ได้
ไม่เช่นนั้น ก็จะทำได้แค่ เปิดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และเครื่องเสียง
(ACC-ON)
คันเร่ง เป็นแบบ Organ Type เหมือนแป้นเหยียบของเครื่องดนตรีอย่าง
ออร์แกน ช่วยลดปัญหาคันเร่งค้าง จากการม้วนเข้าไปขัดตัวของพรมปูพื้น
(ซี่งก็มีตัวล็อกตำแหน่งพรม มาให้ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า)
มีแป้นพักเท้า ที่ออกแบบฝังไปกับพรม Recycle บุพื้นรถ

ชุดมาตรวัดเป็นแบบ 3 วงกลม ตกแต่งให้ดูหรูหรา ล้ำสมัยด้วยกรอบโครเมียม
ฟอนท์ตัวเลข อ่านได้สบายตา ไม่ว่าจะใช้ความเร็วเท่าไหร่ก็ตาม ฝั่งซ้ายเป็น
ชุดมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ซึ่งจะแตกต่างกันไป หากเป็นรุ่น 2.0 C , 2.0 S
และ 2.5 S มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ จะมีเผื่อไว้จนถึง 8,000 รอบ/นาที โดย
แถบ Red Line อันเป็นแถบที่แสดงว่า รอบเครื่องยนต์ สูงจนถึงขีดอันตราย
จะเริ่มต้นที่ 6,500 รอบ/นาที ขึ้นไป ส่วนรุ่น 2.2 XDL Diesel Turbo ที่
ใช้รอบเครื่องยนต์น้อยกว่า แถบ Red Line จะไปเริมต้นที่ 5,000 รอบ/นาที
ซึ่งในการขับขี่ใช้งานจริง หากเข้าเกียร์ไว้ที่ D รอบเครื่องยนต์ มักจะถูกตัด ใน
ขณะเปลี่ยนเกียร์ ก่อนถึง Red Line เสมอ แต่ถ้าเหยียบคันเร่งแช่ไว้เพื่อลาก
รอบเครื่องยนต์ละก็ เข็มจะไปตกอยูในแดน Red Line ได้แน่นอน ส่่วนไฟบอก
ตำแหน่งเกียร์ จะติดตั้งอยู่ฝั่งซ้าย ขณะที่ไฟเตือนระบบต่างๆ จะถูกจัดเรียงให้
รายล้อม มาตรวัดอย่างที่เห็น
ส่วนฝั่งขวาจะเป็นหน้าจอ Multi Information Display แสดงข้อมูลต่างๆ
ของตัวรถ ทั้ง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทั้งแบบเฉลี่ย และแบบ Real Time
ระยะทางที่แล่นไปทั้ง Odo meter , Trip Meter A และ B ระยะทางที่
น้ำมันในถังยังเหลือพอให้แล่นต่อไปได้ และมาตรวัดอุณหภูมิภายนอก มาให้
ให้ครบถ้วน
คุณสามารถกดก้านสวิตช์ด้านบนฝั่งขวา เพื่อปรับตั้งค่า Trip Meter ทั้ง A
และ B หรือปรับความสว่างของมาตรวัด รวมทั้งแสงไฟบนชุดหน้าปัดและจอ
มอนิเตอร์ ได้ด้วยการหมุนซ้าย หรือขวา แต่จะทำได้ต่อเมื่อ เปิดไฟหน้าเท่านั้น
ข้อที่ควรปรับปรุงก็คือ ถึงจะมีมาตรวัดปริมาณน้ำมันในถังมาให้ แต่กลับไม่มี
มาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นมาเลย มีแค่สัญญาณไฟเตือนสีน้ำเงิน เมื่อตอน
ติดเครื่องยนต์ใหม่ๆ ซึ่งจะโชว์เป็นสีแดง เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัดเกินไปจน
Overheat เท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว การใส่มาตรวัดมาให้ น่าจะช่วยให้
ผู้ขับขี่ สังเกตอาการได้เร็ว และลดความเสียหายของเครื่องยนต์ลงได้

กล่องเก็บของ Glove Compartment มีขนาดใหญ่ใช้การได้ ใส่สมุดคู่มือผู้ใช้รถ
สมุดรับประกัน และกรมธรรมประกันภัย อาจกินพื้นที่ไปสัก 1 ใน 3 แต่ยังมี
เนื้อที่มากพอจะวางปืนพกได้สักกระบอกนึง
เครื่องปรับอากาศ เป็นแบบอัตโนมัติ พร้อมหน้าจอ Digital แยกฝั่งซ้าย – ขวา ถูก
พัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ทั่วไป
จริงอยู่ครับ ว่าเย็นเร็ว ใช้ได้ แต่อาจต้องปรับอุณหภูมิ ให้ต่ำลงมาแถวๆ 23 องศา
เซลเซียส หรือถ้าไม่ทันใจ กดปุ่ม AUTO เร่งให้ทำงานเร็วที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า
พัดลมแอร์ จะเป่าแรง ดัง และเย็นเร็วสมดังใจคุณแน่ๆ และถ้าต้องการแยกปรับ
อุณหภูมิ ซ้าย หรือ ขวา ให้กดปุ่ม Dual จนมีไฟติดสว่างขึ้นมาบนปุ่มก่อน แล้ว
ค่อยเลือกปรับสวิตช์มือหมุนตามต้องการ
ตำแหน่งสวิชต์เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกฝั่งซ้าย-ขวาได้นั้น เตี้ยไปหน่อย
สำหรับประเทศในแถบอาเซียนแล้ว ผู้ขับขี่จะปรับสวิชต์เครื่องปรับอากาศ บ่อยกว่า
ลูกค้าในประเทศเมืองหนาว เพื่อให้ความเย็น สู้กับอากาศร้อน ดังนั้น ตำแหน่งของ
สวิชต์จึงต้องขยับขึ้นมา สูงกว่า ที่ติดตั้งอยู่ใน CX-5 นี้อีกนิดหน่อย
เรื่องประหลาดประการหนึ่งที่ผมพบเจอโดยบังเอิญก็คือ รุ่น 2.0 S จะมีสวิตช์
ระบบ Heater อุ่นเบาะคู่หน้ามาให้ ขณะที่ทั้งรุ่น 2.5 S และ 2.2 XDL ไม่มี!
งงครับ! อารมณ์ไหนกันเนี่ย Option นี้ ไม่จำเป็นต้องมีหนะจริงอยู่ แต่ถ้า
จะใส่มาให้ลูกค้า กลับมีมาแค่เฉพาะรุ่นถูก ไม่มีในรุ่น Top !!??
ปรากฎว่า เมื่อตรวจสอบแล้ว ได้ข้อมูลว่า ในช่วงแรกๆ จะมีติดตั้งมาให้เฉพาะ
รุ่น 2,000 ซีซี แต่หลังจากนั้น ล็อตใหม่ๆ จะถูกตัดออกไป เพราะ Mazda
เขามองว่า ไม่มีความจำเป็นต่อการใช้งานในเมืองไทย
เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเจอเรื่องประหลาดแบบนี้ ก็คราวนี้ละครับ!
แต่ก็มีเสียงเรียกร้องจากผู้ที่อยู่ในภาคเหนือว่า ลองมาอยู่ในช่วงฤดูหนาว
เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ เนี่ย ได้ใช้ฮีตเตอร์อุ่นเบาะ
แน่นอน ก็คงต้องลองฝากไปพิจารณาดูกัน
ใต้สวิตช์ เปิด – ปิด เซ็นเซอร์ กะระยะขณะถอยเข้าจอด (ติดตั้งมาให้ครบ
แทบทุกรุ่น) จะมีช่องวางของ ซึ่งสามารถวางได้ตั้งแต่กระเป๋าสตางค์ หรือ
โทรศัพท์ เคลื่อนที่ มีช่องชาร์จไฟ 12V พร้อมฝาปิดมาให้ในจุดเดียวกัน
ถือว่าใช้งานได้จริง ไม่เหมือนช่องวางมือถือ ของ Toyota Vios ที่ทำ
ออกมาเป็นแบบ ตื้น แบน วางของอะไรไม่ได้เลย
สวิตช์ไฟฉุกเฉิน Hazzard Lamp อยู่ตรงกลางระหว่าง ช่องแอร์คู่กลาง
แม้จะเตี้ยไปสักหน่อย เหมือนกับช่องแอร์ทั้ง 2 แต่ก็ต้องถือว่า อยู่ในโซน
ที่ยังง่ายดายการกดใช้งานในเสี้ยววินาที

ชุดเครื่องเสียง ทุกรุ่นจะเป็น วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 1 แผ่น
พร้อมหน้าจอมอนิเตอร์ สี แบบ TFT ขนาด 5.8 นิ้ว มีระบบเชื่อมต่อเครื่องเล่น
เพลง และ โทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง และ
สั่งการด้วยเสียง Voice Command บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา
รุ่น 2.0 C และ 2.0 S ให้ลำโพงมา 6 ชิ้น ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีใช้ได้ เสียงใส
อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เสียงเบส บวมนิดๆ อยู่ในขั้นยอมรับได้โดยไม่ต้อง
ติดเปลี่ยนเครื่องเสียง
แต่ใน รุ่น 2.5 S และ 2.2 XDL จะเปลี่ยนมาเป็น ลำโพง 9 ชิ้น จาก BOSE
พร้อมระบบ Centerpoint Surround Sound รวมทั้งมี Ampliphyer รุ่น
AudioPilot 2 น้ำหนักเบาเพียงแค่ 0.7 กิโลกรัม ภาพรวมแล้วให้คุณภาพเสียง
ดีขึ้นจากรุ่น 2.0 S นิดหน่อยไม่ถึงกับเยอะเท่าที่หลายคนคาดหวัง เสียงเบส
ควบคุมมาดีใช้ได้ เสียงใสฟังสบาย ตามสไตล์ BOSE แต่หูของผม ยืนยันว่า
เครื่องเสียง BOSE ใน Nissan Teana ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่านี้นิดหน่อย
จอมอนิเตอร์ ควบคุมการทำงานได้แม้แต่ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมทั้งการ
เลือกปรับเปลี่ยนตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆของตัวรถ ตั้งแต่ไฟส่องสว่างต่างๆ จนถึง
การเปิด หรือ ปิด ระบบ Rain Sensor ของใบปัดน้ำฝน และแสดงภาพจาก
กล้องขนาดเล็ก ที่ถ่ายทอดภสพจากด้านหลังรถ เพื่อช่วยเห็นภาพในขณะถอย
เข้าจอด เส้นประแบ่งเลน ไม่สามารถเลี้ยวตามการหมุนของพวงมาลัยได้

ด้านข้างผู้ขับขี่และผู้โดยสารฝั่งซ้าย เป็นกล่องเก็บของ พร้อมฝาปิด ที่ออกแบบ
ให้เป็นพื้นที่วางข้อศอกได้ในบางกรณี แต่วางแขนได้ไม่ดีเท่าที่ควร คงเพราะ
ต้องออกแบบเพื่อให้กับรุ่นเกียร์ธรรมดา ซึ่งทำตลาดในยุโรป เพราะถ้าสร้างให้
วางแขนได้สะดวก ผู้ขับขี่ อาจต้องเจ็บศอก ขณะเข้าเกียร์ลงตำแหน่ง 2 และ 4
กับ 6 ได้ แต่จริงๆแล้ว ก็มีวิธีหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ โดยทำฝากล่องแยก
เป็นแบบต่างหาก สำหรับวางแขนได้ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ไปเลยน่าจะดีกว่า
กล่องข้างใน ลึกและมีพื้นที่ใส่กล่อง CD หรือ แม้แต่ยัดกล้องถ่ายรูปเข้าไป
ได้อย่างสบายๆ มีช่องเสียบ USB และ ปลั๊กไฟมาให้ พร้อมกับถาดสี่เหลี่ยม
ผืนผ้า อเนกประสงค์ ยกและใส่กลับเข้าไปใหม่ได้ เพื่อวางเศษเหรียญ ลูกอม
ปากกา และข้าวของจุกจิก ซึ่งมีการบุผ้ามารองพื้นถาดให้ด้วย เพื่อช่วยลดเสียง
รบกวน จากข้าวของเล็กๆเหล่านี้ ที่กระทบกระทั่งกันขณะขับขี่
มีช่องวางแก้วมาให้ 2 ตำแหน่ง วางขวดน้ำขนาด 7 บาท พอได้ แต่เหมาะจะ
วางกระป๋องน้ำอัดลมมากกว่า มีถาดยางที่ถอดออกมาทำความสะอาดได้ด้วย
เบรกมือ อยู่ในตำแหน่งเอาใจนักขับ คือติดตั้งไว้ข้างลำตัว เป็นแบบกลไก
ล็อกเบรกล้อหลัง และไม่ใช้ไฟฟ้า

ทัศนวิสัยด้านหน้า ค่อนข้างโปร่งตา มองเห็นภาพข้างหน้าชัดเจนแบบ
รถยนต์ยกสูงทั่วๆไป การตั้งเสาหลังคาให้มีมุมเอียงในลักษณะกึ่งตั้งชัน
ช่วยให้ระยะห่าง ของศีรษะ กับแผงบังแดด เพิ่มมากขึ้น เพิ่มความโปร่ง
สบาย ในการมองภาพข้างหน้ารถมากขึ้น

เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา แม้จะพยายามออกแบบให้ลดการ
บดบังทัศนวิสัยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ยังมีบางครั้งที่พบ
การบดบังรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ ที่แล่นสวนทางมา ในขณะที่
คุณกำลังจะเลี้ยวเข้าโค้งทางขวา แต่ ก็บังแค่แป๊บเดียว ไม่ได้บังมิด
กระจกมองข้าง หากปรับให้เห็นตัวรถน้อยที่สุด จะพบว่า ขอบ
ด้านในของกรอบพลาสติก แอบกินพื้นที่บดบังฝั่งขวาของกระจก
อยู่พอสมควร

เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งซ้าย บดบังรถยนต์ ที่แล่นสวนทางมา
ในขณะกำลังเตรียมรอเลี้ยวกลับอยู่บ้าง ในบางรูปแบบของจุดเลี้ยว
กลับรถ เช่น ใต้ตอม่อรถไฟฟ้า BTS แต่ถ้าเป็นจุดกลับรถแบบโล่ง
จะมองเห็นทุกสิ่งชัดเจนดี
เช่นเดียวกันกับฝั่งขวา กระจกมองข้างฝั่งซ้าย หากปรับตำแหน่งให้
เห็นตัวถังรถน้อยที่สุด ก็จะเจอกรอบพลาสติกด้านใน บดบังกินพื้นที่
เข้ามายังขอบกระจกมองข้างฝั่งซ้ายพอสมควร แต่ขนาดของกระจก
ถือว่า เหมาะสมดีแล้ว

หันไปมองด้านหลัง ทัศนวิสัย บริเวณเสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar และ
D-Pillat อาจอับทึบไปบ้าง แต่ด้วยการออกแบบกระจกหน้าต่างรอบคัน
ที่เน้นความโปร่งตาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะกระจกโอเปราบานหลังสุด ที่มี
ขนาดใหญ่เกินคาด เมื่อมองจากภายในรถออกไปยังภายนอกรถ ช่วยให้
การมองเห็นรถที่แล่นมาจากทางด้านข้าง ฝั่งซ้ายของตัวรถ ในเลนถนน
คู่ขนาน ชัดเจนขึ้นในระดับที่ Crossover SUV ทั่วไป ควรเป็น

********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********
CX-5 ถือเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ของ Mazda ในตลาดโลก และรุ่นแรกของพวกเขา ใน
เมืองไทย ที่ถูกพัฒนาขึ้น โดยใช้พื้นฐานองค์ความรู้ ภายใต้แนวคิดที่เรียกรวมกันว่า
“กลุ่มเทคโนโลยี SKYACTIV” เต็มรูปแบบ ในทุกจุด ทั่วทั้งคัน อย่างสมบูรณ์
“SKYACTIV” ไม่ได้เป็นแค่ชื่อเรียกเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาใหม่ ทั้งแบบ เบนซิน
(SKYACTIV-G) กับ Diesel Comon-Rail Turbo (SKYACTIV-D) เท่านั้น
แต่ยังรวมถึง ระบบส่งกำลังแบบใหม่ ระบบบังคับเลี้ยว ระบบกันสะเทือน ไปจนถึง
โครงสร้างตัวถัง ซึ่งใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียดทานเข้ามาช่วยเพิ่มอัตราเร่งให้แรง
ยิ่งกว่าเดิม ลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ปล่อยมลพิษลดลง
แต่เพิ่มความปลอดภัยขณะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น ไปพร้อมๆกันทั้งคันรถ
SKYACTIV มีแนวคิดเริ่มต้นจากมุมมองของ Mazda ในช่วงปี 2005 ว่า ในอีก
10 ปีข้างหน้า หรือปี 2015 Mazda ควรจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป และมีปัญหา
อะไรบ้างที่พวกเขาควรแก้ไขโดยเร่งด่วน
แน่นอนว่า เครื่องยนต์สันดาป ที่มีแรงเสียดทานในระบบสูง มีการสูญเสียกำลังใน
ระบบขับเคลื่อนสูง เรี่ยวแรงไม่ค่อยมี แถมกินน้ำมันก็เยอะ คือสิ่งที่พวกเขารู้อยู่
เต็มอกมาตลอด และจากจุดนี้เอง Mazda ก็เริ่มทุ่มงบลงทุนไปกับการแก้ไข
ปัญหานี้ ชนิดถอนรากถอนโคน! ผมได้ยินเรื่องนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแตช่วงปี 2007
ว่า Mazda กำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ครั้งใหญ่ ชนิดที่ไม่เคยมี
มาก่อน
ทั้งหมดเกิดขึ้นจากข้อมูลซึ่งได้จากการวิจัย นำมาซึงการคาดการณ์ในภาพรวม
ว่า เครื่องยนต์สันดาป จะยังคงมีสัดส่วนการใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์
สูงอยู่ แม้ในปี ค.ศ. 2020 ก็ตาม
กระนั้น ข้อเท็จจริงก็คือ เครื่องยนต์สันดาปทุกวันนี้ เมื่อเราเติมน้ำมันเชื้อเพลิง
เข้าไป พลังงานที่เราได้รับออกมาจริงๆ จะสูญหายไปในระบบขับเคลื่อนและ
ระบบส่งกำลัง รวมแล้วมากถึง 70 – 80% เหลือปล่อยออกสู่ล้อรถยนต์แค่
เพียง 20 % ของพละกำลังที่ควรจะได้จากเชื้อเพลิง เท่านั้น!
Mazda จึงมุ่งหน้าแก้ปัญหา ด้วยการออกแบบเครื่องยนต์ ที่จุดระเบิดในสภาวะ
การอัดอากาศ ที่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ Homogenous Charge
Compression Ratio (HCCI) สำหรับทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และ Diesel
อันเป็นขุมพลังในอุดมคติของวิศวกรทั้งหลายทั่วโลก

เริ่มกันที่ขุมพลัง เป็นอันดับแรก
CX-5 เวอร์ชันไทย จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกครบทั้ง 3 ขนาด แบ่งเป็น เครื่องยนต์
เบนซิน SKYACTIV-G 2 แบบ และเครื่องยนต์ Diesel Common-Rail พ่วง
Turbocharger หรือ SKYACTIV-D อีก 1 แบบ
ขุมพลัง SKYACTIV-G เป็นเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ทั้งขนาด
2,000 ซีซี กับ 2,500 ซีซี ที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ พร้อมเทคโนโลยีฉีดจ่ายเชื้อเพลิง
ด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิกส์ ตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ แบบ Direct Injection
จุดเด่น:
1 อัตราส่วนการอัด (Compression Ratio) ถูกยกให้สูงเป็นพิเศษถึงระดับ 14:1
2 ท่อระบายไอเสียแบบ 4-2-1 ลูกสูบ แบบมีโพรง หัวฉีดเชื้อเพลิงหลายรูแบบใหม่
และนวัตกรรมอื่นที่ป้องกันการชิงจุดระเบิด (อาการ Knock หรือเครื่องยนต์ เขก)
3 การเสียดทานในเครื่องยนต์ ลดลงถึง 30%
4 มีระบบแปรผันวาล์ว Dual S-VT จังหวะการเปิด-ปิดวาล์ว ไอดีและไอเสีย เกิดขึ้น
ตามลำดับ และแปรผันอย่างต่อเนื่อง สามารถลดการสูญเสียเนื่องจากอาการ
Pumping Loss
5 ใช้วัสดุเบา ลดน้ำหนักลงโดยรวม 10%
6 ลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงได้ 15%
โดยประมาณ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์เบนซิน MZR 2.0 ลิตร ของ Mazda 3
รุ่นปัจจุบัน
7 แรงบิดเพิ่มขึ้น 15% โดยประมาณ ในช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำถึงรอบปานกลาง


