ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก”เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้กล่าวถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicles) ของจีน ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บนท้องถนนของประเทศไทยมีรถยนต์แบรนด์จีนวิ่งอยู่บนท้องถนนของไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งBYD, MG, Great Wall Motor, NETA และยังมีรถยนต์จีนอีกหลายต่อหลายยี่ห้อที่กำลังจะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เช่น ฉางอาน, GAC Aion โดยเกือบทั้งหมดมีจุดเด่นในเรื่องของ“เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า”
นี่ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่บนท้องถนนของเมืองไทย ที่รถญี่ปุ่นเคยเป็นเจ้าถนน รถเก๋งต้องโตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า นิสสัน มิตซูบิชิ, รถแท็กซี่เกือบทุกคันยี่ห้อโตโยต้า, รถปิกอัพต้องอีซูซุ, รถบรรทุกต้องฮีโน่ สินค้า Made in China ที่เคยถูกมองว่า ด้อยคุณภาพ ผลิตแต่ของลอกเลียนแบบ จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น“ของก๊อปเซินเจิ้น”แต่ทุกวันนี้ กลับกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก และที่สำคัญคือ รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีของจีนเอง!
จีนปลุกชีพ MG ถล่มตลาดอังกฤษ ชูจุดเด่นรถไฟฟ้า
วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2566 สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานว่า รถยนต์ที่มีต้นกำเนิดในอังกฤษเมื่อทศวรรษ 1920 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารงานของเอสเอไอซี มอเตอร์ (SAIC Motor Corporation Limited)ยักษ์ใหญ่ในแวดวงยานยนต์จีน ซึ่งบริษัทลูกในเครือ SAIC ซื้อแบรนด์ MG ต่อจากอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2549 (ค.ศ.2006)
เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะตั้งแต่เมื่อ 17 ปีก่อนที่ MG ล้มละลายไป ทำให้บริษัทจีนเข้ามาซื้อกิจการ ยอดขายและผลประกอบการของ MG ในอังกฤษไม่เคยพุ่งแบบก้าวกระโดดอย่างนี้มาก่อน โดยรายงานจาก MG Motors สหราชอาณาจักรระบุว่า
“ตอนนี้บริษัทมีสถานะที่แข็งแกร่งมาก จากความได้เปรียบในการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยในปี 2565 ยอดขายรถ MG ในสหราชอาณาจักรมีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านปอนด์ (หรือ 44,000 ล้านบาท)
“ด้วยเหตุนี้ทำให้ ตัวเลขกำไรก่อนหักภาษีของบริษัทในปี 2565 พุ่งขึ้นไปเป็น 54.2 ล้านปอนด์ หรือราว 2,400 ล้านบาท เทียบกับ กำไรในปีก่อนหน้า คือ ปี 2564 ที่บริษัทมีกำไรก่อนหักภาษีเพียง 4.3 ล้านปอนด์ (ราว 190 ล้านบาท)”
ทั้งนี้ ยอดขายรถ MG ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว มีที่มาจากความต้องการรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV)และรถยนต์ไฮบริดของของผู้บริโภคชาวอังกฤษที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจีนได้เปรียบ และกำลังรุกกลับเข้ามาทำตลาดในอังกฤษอย่างหนักหน่วง
บีบีซีรายงานด้วยว่า บริษัทสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าของ MG รายสุดท้ายคือ MG Rover ก่อนที่บริษัทจะล้มละลายไปในปี 2548 (ค.ศ.2005) ก่อนที่ กลุ่มหนานจิง ออโต้ ของจีนจะเข้ามาเทคโอเวอร์แบรนด์ MG ไป และในเวลาต่อมา SAIC กับ หนานจิง ออโต้ ก็ควบรวมบริษัทกันในปี 2550 (ค.ศ.2007)
เมื่อบริษัทจีนเข้ามาเทคโอเวอร์แบรนด์ MG แบบเบ็ดเสร็จแล้ว ก็มีการโยกย้ายฐานการผลิตที่เคยตั้งอยู่บนเกาะอังกฤษนานเกือบศตวรรษออกไปด้วย
โดยใน ปี 2559 (ค.ศ.2016) SAIC ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีนได้ย้ายการผลิตจากโรงงาน MG ที่อังกฤษทั้งหมด ไปที่มหานครเซี่ยงไฮ้แทน
ปัจจุบันรถยนต์ MG ที่กลับมาอีกครั้งในประเทศอังกฤษ ประกอบไปด้วย รถรุ่น MG ZS MG 5MG HS PHEV (รถปลั๊กอินไฮบริด)
นอกจากนี้ในปีหน้า MG ยังเตรียม เปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ในอังกฤษอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นMG3, MG4, MG4 EV รวมไปถึงรถสปอร์ตไฟฟ้า 2 ประตูรุ่นMG Cybersterด้วยคันหลังสุดนี้มีคิวจะเปิดตัวในอังกฤษในช่วงฤดูร้อนของปีหน้า คือ ปี 2567
นายเอียน พลัมเมอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายของเว็บไซต์ขายรถยนต์ Auto Trader บอกว่า“รถ MG กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในอังกฤษ เพราะพวกเขามีรถพร้อมจำหน่าย อีกทั้งยังมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ต้องจับตามองอย่างมากเลย เพราะ รถไฟฟ้า MG ทำยอดขายแซงรถไฟฟ้าอย่าง Polestar (รถ EV สัญชาติสวีเดน) และ Tesla ไปแบบเงียบๆ เลย”
ทั้งนี้ รถ MG ZS EV ถือเป็น หนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกที่สุดรุ่นหนึ่งที่วางขายในตลาอังกฤษ ด้วย ราคาเริ่มต้นที่ราว 30,000 ปอนด์ (ราว 1,320,000 บาท) จึงทำให้รถยนต์รุ่นนี้ติดอันดับ 1 ใน 5 ของ รถยนต์รุ่นที่ขายดีที่สุดบนเกาะอังกฤษในเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา จากรายงานของ สมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ารถยนต์ (SMMT) สหราชอาณาจักร
โดยในประเด็นนี้ นายไมค์ ฮาเวส ผู้บริหารระดับสูงของ SMMT เปิดเผยด้วยว่า“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นแบรนด์รถยนต์จีน และรถยนต์ที่ผลิตในจีนจากแบรนด์อื่นๆ เข้าสู่ตลาดรถยนต์ใหม่ของสหราชอาณาจักรมากขึ้น และความสำเร็จอย่างมาก โดยรถยนต์จากจีนเหล่านี้ มักจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความต้องการในตลาดสูง และมีการแข่งขันที่สูงมากด้วย”
ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการ ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ จีนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกรถยนต์มากกว่าล้านคันทั่วโลก แซงหน้าประเทศญี่ปุ่นในฐานะผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกไปที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากความต้องการ “รถยนต์ไฟฟ้า” ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกแล้ว รถยนต์ส่งออกจากจีนยังได้รับแรงหนุนจากตลาดรัสเซีย ซึ่งถูกประเทศตะวันตกหลายประเทศคว่ำบาตรภายหลังสงครามในยูเครน
เดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา นายริชิ ซูนัก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยืนยันกำหนดการในห้ามการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน และดีเซลใหม่ ภายในปี 2578 (ค.ศ.2035) โดย คำประกาศดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับ และคัดค้านจากผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งหลายรายเริ่มลงทุนอย่างมากในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
แม้ว่าการสั่งห้ามจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยฟอสซิลในอังกฤษ จะถูกชะลอออกไปจากเดิมอีก 5 ปี(จากปี 2573 เป็น 2578)แต่บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ต่าง ๆ ก็ยังคงถูกบังคับให้ปฏิบัติตามกับระเบียบใหม่ที่เข้มงวดที่เริ่มต้นในปี 2566 นี้ คือ อย่างน้อย 1 ใน 5 หรือ 20% ของจำนวนรถยนต์ที่จำหน่ายทั้งหมดของบริษัทรถต่าง ๆ จะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
EU จ่อสอบการนำเข้า ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ จากจีน
ก่อนหน้านี้ เมื่อกลางเดือนกันยายน 2566 สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รายงานโดยอ้างอิงถ้อยแถลงของ นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปว่า ทางสหภาพยุโรป เตรียมเริ่มสอบสวนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเพราะกังวลว่ารัฐบาลปักกิ่งอาจพยายามลดราคาสินค้าดังกล่าวเพื่อจะได้ส่งออกไปยุโรปจำนวนมาก หวังครอบงำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคดังกล่าว
โดยการสอบสวนครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งใน “คดีการค้าที่ใหญ่ที่สุด” ท่ามกลางความพยายามของสหภาพยุโรปในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)” ในช่วงต้นปี 2553 ที่ผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ตัดราคาโดยการนำเข้าอุปกรณ์ราคาถูกจากจีนมาขายต่อ จนทำให้เข้าสู่ภาวะล้มละลาย
“บ่อยครั้งที่บริษัทของเราถูกแยกออกจากตลาดต่างประเทศหรือตกเป็นเหยื่อของพฤติกรรมนักล่า พวกเขามักจะถูกตัดราคาโดยคู่แข่งที่ได้ประโยชน์จากเงินอุดหนุนจากรัฐจำนวนมหาศาล”นางอัวร์ซูลาอ้าง ในการปราศรัยประจำปีต่อฝ่ายนิติบัญญัติของสหภาพยุโรป
จะเห็นได้ชัดว่า ณ เวลานี้“บริษัทรถยนต์จีน” ที่ชูเทคโนโลยีใหม่ เรื่องรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวหอก ไม่เพียงแต่ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ของตัวเองได้เฉพาะประเทศจีน หรือ ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย หรือประเทศเพื่อนบ้านอีกต่อไป แต่ได้รุกคืบไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่ร่ำรวยต่าง ๆ โดยที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สเปน ฯลฯ รวมถึงประเทศในทวีปอเมริกาเหนือด้วย
โดยการรุกคืบดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือน และความหวาดหวั่นให้กับบรรดาประเทศที่เคยเป็นเจ้าแห่งการผลิตรถยนต์ รวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ ที่ภูมิอกภูมิใจว่าตัวเองเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ของโลกด้วย
ย้อนอดีตจากวันที่ล้มลุกคลุกคลาน “หงฉี” เกิดใหม่ พร้อมบุกตลาดโลก
เมื่อประมาณ 70 ปีก่อน ภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศชัยชนะเข้าปกครองประเทศจีนได้สำเร็จ โรงงานรถยนต์แห่งแรกของจีนก็ถูกตั้งขึ้นที่เมืองฉางชุน ในมณฑลจี๋หลิน เพื่อผลิตรถยนต์ภายใต้ชื่อ “ธงแดง (หงฉี)” โดยมีจุดประสงค์หลักคือการนำมาใช้ในงานของภาครัฐ
การปลุกปล้ำของรถยนต์”ธงแดง”ดำเนินไปยาวนานถึง 3 ทศวรรษ จนกระทั่ง เติ้ง เสี่ยวผิง ประธานาธิบดีผู้บุกเบิกนโยบายการเปิดประเทศของจีนเล็งเห็นว่า การดันทุรังและถือตัวในความสามารถของตนเอง รังแต่จะทำให้ประเทศจีนถอยหลังเข้าคลอง เพราะเทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์ของจีนในขณะนั้น แวดวงรถยนต์โลกถือว่าเป็นของโบราณ
วันนี้หงฉีมีการเกิดใหม่จีนไม่เพียงแต่สร้างรถไฟฟ้าแบรนด์ใหม่ๆขึ้นมาแข่งกับตลาดโลกยังนำเทคโนโลยีใหม่ๆที่ตัวเองเป็นเจ้าของเข้ามาใส่ในแบรนด์รถยนต์ดั้งเดิมของตัวเองด้วยท่านผู้ชมคงเคยเห็นผ่านตาบ้างแล้วรถยนต์หงฉีรุ่น H9 ซึ่งเป็นรถยนต์หุ้มเกราะซึ่งประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนใช้ในการเยือนประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2565
ปัจจุบันนี้แบรนด์หงฉีได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถหรูหราในระดับเดียวกับรถยนต์หรูอังกฤษอย่างโรลส์รอยซ์แล้วอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท FAW ซึ่้งเป็นบริษัทร่วมทุนกับโฟล์กสวาเกนผู้ผลิตรถ Audi ในจีนและมีสำนักงานใหญ่ที่นครฉางชุนมณฑลจี๋หลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
สำหรับรถยนต์หงฉีที่สีจิ้นผิงมักจะใช้ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์ V6มี Super Turbo Charger, Direct Injection 3,000 ซีซี. 279 แรงม้าทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 245กิโลเมตรต่อชั่วโมงการออกแบบเน้นความหรูหราสง่างามโดยใช้บุคลากรที่มีชื่อมากชื่อ Giles Taylor ผู้เคยอยู่ทีมดีไซน์ของโรลส์รอยซ์มาก่อนตอนนี้เขามานั่งตำแหน่งเป็น Global VP ของดีไซน์และครีเอทีฟให้กับ FAW ตั้งแต่ปี 2555 แล้ว
หงฉี H9 ถือว่าเป็นรถยนต์ที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในรถบรรดาที่ดีที่สุด Best of the Best เพราะต้องรองรับการใช้งานสำหรับผู้นำระดับโลกและแขกคนสำคัญของจีนถ้าผมจำไม่ผิดท่านนายกฯเศรษฐาไปที่จีนก็มีรถยนต์ของฉีมารับ
นอกจากจะผลิตรถหรูหราให้กับผู้นำแล้วปัจจุบันหงฉีได้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบหรูหราสุดๆขึ้นมายกตัวอย่างเช่นหงฉี EHS-9เป็นรถต้นแบบที่นำไปโชว์ที่เยอระมนีเมื่อ 4 ปีที่แล้ว (2562) แล้วเปิดตัวคันจริงที่ปักกิ่งออโต้โชว์ในปีถัดมาคือ 2563
หงฉี EHS-9 เป็นรถไฟฟ้าด้วย SUV หรูหราเต็มรูปแบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังเทียบกับแรงม้าถึง 430แรงม้าทำอัตราเร็วเร่ง 0-100กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.9วินาทีชาร์จครั้งหนึ่งวิ่งได้ไกลถึงเกือบ 500กิโลเมตร เขาเอามาแข่งกับโรลส์รอยซ์ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 5แสนหยวนไปสู่ระดับท้อป 730,000หยวน 2.5ล้านบาทถึง 3.6ล้านบาทงานนี้โรลส์รอยซ์มีเหนื่อยแน่นอน
“โฟล์คสวาเกน” รถยุโรปชาติแรกรุกตลาดจีน
นอกจากพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองแล้วนโยบายเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติของรัฐบาลจีนอีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาร่วมทุนกับรัฐบาลจีนในลักษณะของบริษัทร่วมทุน (Joint Venture)
ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ประกาศนโยบายการเปิดประเทศจีนสู่ภายนอก ในปี 2521 บริษัทสัญชาติเยอรมันคือโฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ก็รีบตะครุบโอกาสนี้ไว้โดยเข้ามาเจรจา กับรัฐบาลจีน เพราะโฟล์ครู้ดีว่า การที่บริษัทของตนจะสามารถต่อกรกับคู่แข่งจากประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก อย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นได้นั้นจำเป็นที่จะต้องยึดครองตลาดที่มีศักยภาพสูงให้ได้เสียก่อน
ในที่สุดโฟล์คฯ ก็ประสบความสำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลจีนปัดข้อเสนอจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และเลือกโฟล์คเข้ามาร่วมทุน ดังนั้นจึงนับได้ว่าโฟล์คเป็นบริษัทต่างชาติรายแรกที่เปิดประเดิมรุกเข้ามาในตลาดรถยนต์ของจีน
ปี 2527 นายเฮลมุต โคล นายกรัฐมนตรีเยอรมันเดินทางมาเยือนจีน และร่วมลงนามกับรัฐบาลจีนเพื่อลงนามในการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์โฟล์คแห่งแรกขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ในนาม”Shanghai Volkswagen” หรือในชื่อจีนคือ”ซ่างไห่ต้าจ้ง”
เพียงหนึ่งปีต่อมา ในปี 2528 บริษัท Shanghai Volkswagen Automotive โดยผลิตรถโฟล์คสวาเกนรุ่นซานตานา (Santana) ออกมาเป็นสินค้าหลัก ทั้งนี้จากการผูกขาดของโฟล์ค ในการผลิตรถป้อนตลาดจีนนั้นมีตัวเลขระบุว่า ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 1980 หากนับรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในเมืองจีน 10 คันนั้นอย่างน้อยต้องเป็นโฟล์ครุ่นซานตานาเสีย 8 คัน
ด้วยข้อได้เปรียบในฐานะผู้เข้ามาเป็นเจ้าแรกในตลาดรถยนต์ของจีน โฟล์คไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 โฟล์คก็จับมือกับบริษัทร่วมชาติ Audi AG และรัฐบาลจีนตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งในชื่อ”FAW-Volkswagen”ในชื่อจีน คือ”อี๋ชี่ต้าจ้ง”ที่เมืองฉางชุน มณฑลจี๋หลิน โดยมีเป้าหมายรถยนต์ระดับหรูหราภายใต้ยี่ห้อ”เอาดี้ (Audi)”และโฟล์คสวาเกนบางรุ่น
แม้ในช่วงเวลาต่อมารัฐบาลจีนจะเปิดภาคอุตสาหกรรมรถยนต์กว้างขึ้นอย่างมาก โดยอนุญาตให้บริษัทอื่นๆ จากทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เกาหลีใต้อย่างเช่นเจเนอรัล มอเตอร์ส, ฟอร์ด, โตโยต้า, ซีตรอง, บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนไดฯลฯ เข้ามาร่วมทุนกับบริษัทภายในประเทศเพิ่มเติม แต่อิทธิพลของโฟล์คที่ฝังรากหยั่งลึกในตลาดจีนมาหลายทศวรรษที่ยังคงอยู่
เมื่อ 30 กว่าปีหรือเกือบ 40 ปีที่แล้ว บนถนนในจีนเต็มไปด้วยรถโฟล์คสวาเกน รถยนต์ส่วนบุคคลยังมีน้อย ส่วนรถแท็กซี่ก็ใช้ โฟล์ค ซานตานา ต่อมาช่วงต้น ค.ศ.2000 รถหรูหราที่ใช้สำหรับผู้นำในพรรค ในรัฐบาลจีน ใช้รับแขกก็คือรถ “เอาดี้” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นออดี้ A6 สีดำเกือบทั้งหมด แทบไม่มีรถยี่ห้ออื่นเลย
ด้วยเหตุนี้ทำให้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ในช่วงต้นของปี ค.ศ.2000 โฟล์คสวาเกนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดขายรถยนต์ในประเทศจีนได้มากถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 50% เลยทีเดียว!
จุดเปลี่ยนในเรื่องนี้อยู่ที่ไหน?คำตอบก็คือ การเข้ามาของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี นั่นเอง !
จีนเมื่อรู้ดีว่า ตนไม่สามารถสร้างแบรนด์รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน แข่งกับบริษัทต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ เพราะมีประสบการณ์ในการผลิตที่ยาวนานกว่า จีนจึงซุ่มวางแผนในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นมา อย่างเงียบ ๆ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า จะมาแทนที่รถยนต์พลังงานฟอสซิล
โดยในยุคของผู้นำรุ่นที่ 4 ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า บุคคลที่มีส่วนในการผลักดันอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าในจีนอย่างมากก็คือ รัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนที่ชื่อนายว่าน กัง (万钢 ; เขาดำรงตำแหน่งนี้อย่างยาวนานระหว่างปี 2550-2561 จากยุคประธานาธิบดีหู จิ่นเทา มาถึงยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง)
นายว่าน กัง มีพื้นฐานการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ทั้งยังจบปริญญาเอกด้าน วิศวกรรมเครื่องกล ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีคลอสทัลในเยอรมนี (Clausthal University of Technology) มองเห็นโอกาสทองดังกล่าว จึงเร่งผลักดันให้รัฐบาลจีนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรขึ้นมาภายในประเทศ

