เพราะ “สภาข้อมูลการจราจรทางบก” ของ “นอร์เวย์” ระบุว่า จากการสำรวจยอดขายรถยนต์ใน “นอร์เวย์” เมื่อปี ค.ศ. 2020 พบว่า ผู้บริโภคชาว “นอร์เวย์” ได้จับจ่ายใช้สอยควักกระเป๋าซื้อ “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ไปมากถึง 54.3% เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2019 ที่ยอดขายอยู่ที่ 42.4%
พูดอีกแบบก็คือ ยอดขาย “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” นั้น แซงหน้ายอดซื้อ “รถยนต์ใช้น้ำมัน” ไปแล้วเป็นชาติแรกของโลก!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงแค่เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว สำหรับสถิติยอดขาย “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ของ “นอร์เวย์” นั้น พบว่า ยอดขาย “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ของ “นอร์เวย์” นั้น เพิ่มขึ้นสูงถึง 66.7% สูงที่สุด แซงหน้ายอดซื้อ “รถยนต์ใช้น้ำมัน” ซึ่งถือเป็น “สถิติใหม่” ของชาติ และอาจเป็นสถิติโลกอีกด้วย!
กล่าวโดยสรุปก็คือ ยอดขาย “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ของ “นอร์เวย์” นั้น “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ที่ขายดีที่สุดใน “นอร์เวย์” ได้แก่
1. “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ยี่ห้อ Audi รุ่น e-Tron
2. “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ยี่ห้อ Tesla รุ่น Model3
3. “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ยี่ห้อ Volkswagen รุ่น ID3
4. “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ยี่ห้อ Nissan รุ่น Leaf
ท้ายที่สุดนี้ รัฐบาล “นอร์เวย์” ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะดำเนินการออกนโยบายขจัดรถยนต์พลังงานน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติออกไปให้หมดประเทศ! ภายในปี ค.ศ. 2025 ด้วยมาตรการหลายประการ
อาทิ การยกเว้นภาษี “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” รวมถึงการอุดหนุนจากภาครัฐให้แก่บริษัทผู้ผลิต หรือนำเข้า “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” นั่นเองครับ!
Audi Thailand เปิดตัวเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า จัดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นล่าสุด ทั้ง Q7 และ Q8 ปลั๊กอินไฮบริด The Best PHEV Ever คุณภาพนำเข้าทั้งคัน แรงสุด 462 แรงม้า พร้อมเพิ่มออปชัน ในราคาลดลงสูงสุดถึง 1 ล้านบาท



…

กฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ Audi Thailand เปิดเผยว่า จากนโยบายของ AUDI AG ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ไม่ต่ำกว่า 20 รุ่น ภายในปี 2025 และนโยบายของรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ในปีนี้ Audi Thailand มีแผนที่จะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงยานยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของ Audi ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีเจเนอเรชั่นล่าสุด ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา (The Best Plug-in Hybrid Ever) คือ ทรงพลัง ขับสนุก มลพิษต่ำ ประหยัดน้ำมัน สำหรับ Audi เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดสองรุ่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยแล้ววันนี้ คือ Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition พรีเมียม SUV ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก


เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของ Audi นับเป็น The Best Plug-in Hybrid Ever หรือเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุด เกิดจากการผสานสองสุดยอดเทคโนโลยีพลังขับเคลื่อนอย่างลงตัว คือ เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ที่ Audi ทุ่มทรัพยากรและงบประมาณในการพัฒนา เพื่อขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถหรูในด้านรถไฟฟ้า 100% จากความสำเร็จของ Audi e-tron ที่ส่งมอบไปแล้วกว่า 160,000 คัน ทั่วโลก และเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ปัจจุบันได้พัฒนามาถึงขั้นสูงสุด จากรถยนต์ในตระกูล RS โมเดล เป็นท็อปเพอร์ฟอร์แมนซ์ ซึ่ง Audi ได้ส่งต่อความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปยังรถรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ไม่เพียงประหยัดน้ำมันแต่ยังมีสมรรถนะสูง ทรงพลัง สามารถส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ ที่มั่นใจ สนุก เร้าใจ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลงตัว

…



…



…
“ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อร่วมกันลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม ดังนั้นในฐานะหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ไร้รอยต่อ Audi ได้พัฒนาเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งจากประสบการณ์ องค์ความรู้ และความสำเร็จจาก Audi e-tron และการพัฒนาของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดล่าสุดจาก Audi มีความสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ความต้องการ เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ายังเป็นการคอมพลีทโมเดลไลน์อัพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อีกด้วย”


เทคโนโลยีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นล่าสุด ทั้ง Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition นั้น มาพร้อม Dynamic Badge ตราสัญลักษณ์ “60 TFSI e” ด้านท้ายรถ ซึ่งเป็นตัวเลขบ่งบอกแรงม้าที่สูงที่สุดเท่าที่ Audi เคยใช้มา โดยในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปเป็นเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ ขนาด 2,995 ซีซี ผลิตแรงม้าได้ที่ 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังได้ถึง 136 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร เมื่อผสานการทำงานกันจะให้พละกำลังจากระบบขับเคลื่อนสูงสุดถึง 462 แรงม้า 700 นิวตันเมตร ซึ่งนับเป็นรถยนต์ พรีเมียมเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดที่มีพละกำลังสูงสุดในตลาดประเทศไทยในปัจจุบัน โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 5.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง







แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนแรงดันสูงมีความจุ 17.9 กิโลวัตต์ รองรับการชาร์จได้สูงสุด 7.4 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายใน 2.5 ชั่วโมง แบตเตอรี่ถูกบรรจุไว้ในบริเวณที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ซึ่ง Audi ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็ก ทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระยังคงมีขนาดความจุสัมภาระสูงมากถึง 650 ลิตรใน Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition ซึ่งนับเป็นความจุพื้นที่เก็บสัมภาระที่สูงมากที่สุดในรถขนาดเดียวกัน วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 40 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เหมาะสมกับการใช้รถในเมือง สอดรับจากการวิจัยของ Audi ที่พบว่าส่วนมากจะใช้งานรถไฟฟ้าในเมืองไม่เกินวันละ 30 กิโลเมตร ความพิเศษของ Audi ปลั๊กอินไฮบริดอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นช่างเทคนิคจะสามารถเปลี่ยนอะไหล่และแบตเตอรี่แยกย่อยเป็นแต่ละโมดุลได้ ทำให้ค่าบำรุงรักษาเมื่อแบตเตอรี่หมดระยะรับประกันจะต่ำลงเป็นอย่างมาก เพื่อความสบายใจในการใช้งาน (Customer Peace of Mind) ไปได้นานๆ หรือหากจะเปลี่ยนคันใหม่ Resell value ราคาก็จะไม่ลดมูลค่าลง แบตเตอรี่แรงดันสูงในรถปลั๊กอินไฮบริดของ Audi มีการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)











