
ยอดจดทะเบียนรถกลุ่มพรีเมียมปี 2024: BMW ครองแชมป์ ทิ้งห่าง Mercedes-Benz กว่า 2,900 คัน
นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา วงการรถยนต์หรูในประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนมาตรฐานการรายงานตัวเลขยอดขาย จากเดิมที่ยึดตามยอดส่งมอบ (Delivery) เป็นหลัก มาเป็นการรายงานยอดจดทะเบียนจริงที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งสะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาดได้แม่นยำกว่า เนื่องจากตัวเลขยอดส่งมอบอาจคลาดเคลื่อนจากการจดทะเบียนข้ามเดือนได้ ในปี 2024 ที่ผ่านมา ตลาดรถพรีเมียมได้สะท้อนถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและการปรับตัวของผู้บริโภค ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
สรุปยอดจดทะเบียนรถกลุ่มพรีเมียม ปี 2024: รวม 34,540 คัน
จากการรวบรวมข้อมูลยอดจดทะเบียนรถกลุ่มพรีเมียม 8 แบรนด์หลัก ได้แก่ BMW, Mercedes-Benz, Volvo, Porsche, Audi, MINI, Lexus และ TESLA พบว่ามียอดรวมทั้งสิ้น 34,540 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงกำลังซื้อของตลาด และการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ สมรรถนะสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัย
BMW ครองแชมป์ปี 2024 ทิ้งห่าง Mercedes-Benz กว่า 2,900 คัน
สำหรับตำแหน่งผู้นำตลาดรถพรีเมียมในปี 2024 เป็นของ BMW ที่สามารถครองอันดับ 1 ได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดจดทะเบียนรวม 12,208 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 35.3% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ BMW ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
อันดับ 2 ตกเป็นของ Mercedes-Benz ที่มียอดจดทะเบียน 9,283 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 26.9% แม้จะยังคงเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่ก็พบว่ามีช่องว่างที่ห่างจาก BMW ถึง 2,925 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ท้าทายสำหรับการกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำในอนาคต
TESLA รั้งอันดับ 3 ด้วยยอดจดทะเบียน 4,120 คัน และส่วนแบ่งตลาด 11.9% การเติบโตของ TESLA ในประเทศไทยยังคงเป็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขยายเครือข่าย Supercharger และการนำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีราคาเข้าถึงได้มากขึ้น
Volvo คว้าอันดับ 4 ด้วยยอดจดทะเบียน 3,741 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 10.8% Volvo ยังคงรักษาตำแหน่งแบรนด์ที่เน้นความปลอดภัยและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการขยายไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด
Porsche ยึดอันดับ 5 ด้วยยอดจดทะเบียน 1,705 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 4.9% แสดงให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงที่ยังคงมีกำลังซื้อสูงในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ต
MINI รั้งอันดับ 6 ด้วยยอดจดทะเบียน 1,451 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 4.2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัว MINI Cooper SE ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
Lexus อยู่ในอันดับ 7 ด้วยยอดจดทะเบียน 1,123 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 3.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความนิยมในกลุ่มรถยนต์หรูที่เน้นความสะดวกสบายและเทคโนโลยี
Audi ปิดท้ายในอันดับ 8 ด้วยยอดจดทะเบียน 909 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 2.6% ซึ่งเป็นแบรนด์ที่กำลังพยายามขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม
เปรียบเทียบภาพรวมตลาดปี 2024 กับปี 2023: ยอดรวมลดลง -22.6%
เมื่อนำยอดจดทะเบียนรวมปี 2024 (34,540 คัน) มาเปรียบเทียบกับปี 2023 (44,274 คัน) พบว่าตลาดรถพรีเมียมโดยรวมมียอดจดทะเบียนลดลงถึง 9,734 คัน หรือคิดเป็นการลดลง 22.6% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง และสะท้อนถึงความท้าทายที่ตลาดเผชิญในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดรายแบรนด์ พบว่ามีบางแบรนด์ที่สามารถเติบโตสวนกระแสตลาดได้
Lexus เติบโตสูงสุด +48.5%: แบรนด์ที่มียอดเติบโตสูงสุดในปี 2024 คือ Lexus ที่มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 48.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการเปิดตัวรถตู้ Luxury MPV อย่าง Lexus LM ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายและหรูหรา นอกจากนี้ การขยายไลน์อัพรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็มีส่วนช่วยให้ยอดขายเติบโตได้
MINI เติบโต +7.6%: MINI เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มียอดเติบโตในเชิงบวก โดยมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 7.6% การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัว MINI Cooper SE รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,690,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า
Volvo เติบโต +1.4%: Volvo ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 1.4% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ที่เน้นความปลอดภัยและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์
แบรนด์ที่เหลือและภาพรวมตลาดติดลบ: ในขณะที่ทั้งสามแบรนด์ข้างต้นสามารถเติบโตได้ แบรนด์อื่นๆ ในกลุ่มรถพรีเมียม รวมถึงภาพรวมตลาดโดยรวม มียอดจดทะเบียนลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การแข่งขันที่รุนแรง และการปรับตัวของผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน
5 อันดับรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกปี 2024: เมื่อจินตนาการไม่สิ้นสุด
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์หรูและการลงทุนในรถยนต์ซูเปอร์คาร์ การติดตามเทรนด์ของรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รถยนต์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นงานศิลปะ วิศวกรรม และสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่สะท้อนถึงความทุ่มเทในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์
ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจ 5 อันดับรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกประจำปี 2024 ซึ่งแต่ละคันมาพร้อมกับราคาที่สูงจนน่าทึ่ง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเกินกว่าจินตนาการ
อันดับ 5: Bugatti Divo – ราคา 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 219 ล้านบาท)
Bugatti Divo รถยนต์ไฮเปอร์คาร์ที่ตั้งชื่อตามนักแข่งชาวฝรั่งเศส Albert Divo ผู้ซึ่งเคยชนะการแข่งขัน Targa Florio ถึง 2 ครั้งในปี 1928 และ 1929 Bugatti Divo เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 40 คันทั่วโลก ซึ่งทำให้เป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก
การออกแบบของ Bugatti Divo ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก Bugatti Chiron โดยเน้นที่การลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) เพื่อให้สามารถทำความเร็วในช่วงเข้าโค้งได้ดียิ่งขึ้น รถยนต์คันนี้มาพร้อมกับกระจังหน้าทรงเกือกม้าขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Bugatti พร้อมช่องดักอากาศที่กว้างขึ้น และช่องดักอากาศ NACA Duct บริเวณหลังคาที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศไปยังห้องเครื่องยนต์
Bugatti Divo มีน้ำหนักเบาลง 35 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Chiron ทำให้มีแรงกดอากาศเพิ่มขึ้น 90% ซึ่งส่งผลให้สามารถทำความเร็วในช่วงเข้าโค้งได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด Bugatti Divo ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,600 น