
เจาะลึกตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย ปี 2024: ใครคือเจ้าตลาดตัวจริง และแนวโน้มสู่ปี 2026
ตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ผู้ผลิตรถยนต์หรูทุกค่ายหันมาใช้ “ตัวเลขการจดทะเบียน” เป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จ แทนที่จะเป็นยอดขายที่รายงานออกมา ซึ่งสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับวงการยานยนต์ เพราะตัวเลขยอดจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกประกาศออกมานั้น สะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาดได้แม่นยำกว่า โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงการคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นจากการจดทะเบียนข้ามเดือน บทความนี้จะพาคุณไปวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ย้อนรอยความสำเร็จ และมองทิศทางตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย จนถึงปี 2026
ภาพรวมตลาดรถยนต์พรีเมียมปี 2024: ยอดรวมและส่วนแบ่งตลาด
ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม ปี 2024 ตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 34,540 คัน จาก 8 แบรนด์หลักที่ทำตลาดในกลุ่ม Mass Premium ได้แก่ BMW, Mercedes-Benz, Volvo, Porsche, Audi, MINI, Lexus และ TESLA ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความคึกคักของตลาด แม้จะมีความผันผวนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค
เมื่อพิจารณาถึงส่วนแบ่งตลาดของแต่ละแบรนด์ จะเห็นภาพการแข่งขันที่เข้มข้น Brand ที่ครองตำแหน่งผู้นำในปี 2024 คือ BMW ด้วยยอดจดทะเบียน 12,208 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 35.3% ทิ้งห่างคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Mercedes-Benz ซึ่งอยู่ที่อันดับ 2 ด้วยยอดจดทะเบียน 9,283 คัน และมีส่วนแบ่งตลาด 26.9% ตามหลังอยู่ 2,925 คัน
อันดับที่ 3 ตกเป็นของ TESLA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ที่สามารถสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจดทะเบียน 4,120 คัน และส่วนแบ่งตลาด 11.9% สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ตามมาด้วย Volvo แบรนด์จากสวีเดน ที่ยังคงรักษาตำแหน่งในกลุ่มผู้นำ ด้วยยอดจดทะเบียน 3,741 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 10.8% ในขณะที่ Porsche แบรนด์รถสปอร์ตจากเยอรมนี ทำยอดได้ 1,705 คัน หรือ 4.9% ของตลาด และ MINI อีกหนึ่งแบรนด์จากเยอรมนี ภายใต้เครือ BMW Group มียอดจดทะเบียน 1,451 คัน หรือ 4.2%
ปิดท้ายกลุ่ม Mass Premium ด้วย Lexus จากค่าย Toyota ที่ทำยอดได้ 1,123 คัน หรือ 3.3% และ Audi แบรนด์จากเยอรมนี ที่มียอดจดทะเบียน 909 คัน หรือ 2.6% ของตลาด
การวิเคราะห์การเติบโต: เมื่อเทียบปี 2024 กับ 2023
เมื่อนำยอดจดทะเบียนปี 2024 มาเปรียบเทียบกับปี 2023 จะพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ในปี 2023 ตลาดรถยนต์พรีเมียมมียอดจดทะเบียนรวมสูงถึง 44,274 คัน แต่ในปี 2024 ยอดรวมลดลงมาอยู่ที่ 34,540 คัน คิดเป็นการลดลง 9,734 คัน หรือ 22.6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของตลาดที่ชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายแบรนด์ จะพบว่ามีบางแบรนด์ที่สามารถเติบโตสวนกระแสตลาดได้ Lexus เป็นแบรนด์ที่เติบโตสูงสุดถึง +48.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญมาจากความนิยมอย่างล้นหลามของรถตู้ Luxury MPV อย่าง Lexus LM ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้บริหารและผู้มีอันจะกิน ที่ต้องการความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวขั้นสูงสุด
อีกหนึ่งแบรนด์ที่เติบโตได้อย่างโดดเด่นคือ MINI โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวล่าสุดด้วยราคาที่สามารถแข่งขันได้ เพียง 1,690,000 บาท ทำให้ยอดจดทะเบียนเติบโตขึ้นถึง +7.6%
ส่วน Volvo ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวเลข +1.4% ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ รวมถึงภาพรวมของตลาดทั้งหมด ติดลบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่แบรนด์รถยนต์พรีเมียมส่วนใหญ่กำลังเผชิญ
5 อันดับรถยนต์ราคาแพงที่สุดในโลก ปี 2024: ส่องความหรูหราเกินจินตนาการ
นอกจากตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศแล้ว เรายังพาคุณไปส่องโลกของรถยนต์หรูระดับ Super Luxury ที่มีราคาแพงจนแทบไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เรียกว่า Hypercar ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งวิศวกรรมและการออกแบบ ที่ผสมผสานสมรรถนะขั้นสูงเข้ากับความหรูหราอย่างลงตัว ลองมาดูกันว่า 5 อันดับรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกประจำปี 2024 มีรุ่นใดบ้าง
อันดับที่ 5: Bugatti Divo – ราคา 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 219,264,000 ล้านบาท)
Bugatti Divo เป็นรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ที่ผลิตขึ้นเพื่อยกย่อง Albert Divo นักแข่งชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ ที่เคยคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Targa Florio ถึง 2 สมัยในปี 1928 และ 1929 ชื่อ “Divo” จึงเป็นการสื่อถึงมรดกแห่งความเร็วและการแข่งขัน Bugatti ผลิต Divo ออกมาจำนวนจำกัดเพียง 40 คัน เท่านั้น ทำให้การครอบครองรถคันนี้เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
Divo ถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก Bugatti Chiron โดยเน้นการปรับปรุงเรื่องน้ำหนักและแอโรไดนามิกให้ดียิ่งขึ้น การออกแบบภายนอกยังคงเอกลักษณ์ของ Bugatti ด้วยกระจังหน้าทรงเกือกม้าขนาดใหญ่ แต่มีการปรับให้กว้างขึ้น พร้อมช่องดักอากาศ NACA Duct บริเวณหลังคา เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศไปยังห้องเครื่องยนต์ ทำให้มีแรงกดอากาศเพิ่มขึ้นถึง 90% ในขณะที่น้ำหนักเบาลง 35 กิโลกรัม ส่งผลให้ Divo สามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้ดีกว่า Chiron
ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราแบบ Bugatti ด้วยเบาะหนัง Alcantara ทรงสปอร์ตสีทูโทนตัดกับคอนโซลกลางที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนมาจากเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตันเมตร ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 2.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 380 กม./ชม.
อันดับที่ 4: Mercedes-Maybach Exelero – ราคา 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 274,080,000 ล้านบาท)
Mercedes-Maybach Exelero เป็นรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ที่ผลิตขึ้นเพียงคันเดียวในโลก เป็นผลงานจากการร่วมมือระหว่าง Mercedes-Benz และ Fulda บริษัทยางในเครือ Goodyear จากประเทศเยอรมนี Exelero ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกันกับ Mercedes-Benz S 57 แต่ได้รับการปรับแต่งภายในห้องโดยสารใหม่ทั้งหมด เพื่อยกระดับความหรูหราให้ถึงขีดสุด
การออกแบบภายนอกของ Exelero โดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงฟันหนูขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Maybach ตัดกับไฟหน้าทรงกลมเล็กน้อยที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก แต่เมื่อมองไปที่ด้านท้าย จะพบดีไซน์ที่สวยงามคล้ายกับรถ Batmobile ยิ่งเมื่อประดับตราสัญลักษณ์ Maybach เข้าไป ทำให้ทุกอย่างดูลงตัวอย่างสมบูรณ์
ภายในห้องโดยสารใช้วัสดุพรีเมียมสูงสุด มีการผสมผสานการใช้ไม้และคาร์บอนไฟเบอร์อย่างลงตัว เบาะนั่งทรงสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa คุณภาพสูง เดินด้ายสีแดงตัดกับสีดำ สร้างความรู้สึกดุดันแต่หรูหรา พร้อมติดตั้งระบบเสียง Burmester High-End Surround Sound ที่เป็นเอกลักษณ์
ขุมพลังขับเคลื่อนของ Exel