• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N1612002 เม อเธอร ความล บของตระก กอย างก เร มล กเป นไฟท นท Viral part2

admin79 by admin79
December 9, 2025
in Uncategorized
0
N1612002 เม อเธอร ความล บของตระก กอย างก เร มล กเป นไฟท นท Viral part2

อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปัจจุบันในปี 2025 เราได้เห็นวิวัฒนาการที่น่าทึ่งจากรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน สู่ยุคสมัยที่รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์หรูหราที่มาพร้อมเทคโนโลยีดิจิทัล และรถยนต์ไร้คนขับ ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดในอนาคตอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและกำหนดทิศทางของตลาดอย่างชัดเจน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมจะพาคุณเจาะลึกถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ วิเคราะห์แนวโน้มสำคัญ และสำรวจว่าโลกยานยนต์ในปี 2025 มีหน้าตาเป็นอย่างไร และเตรียมพร้อมสำหรับอะไรต่อไป

การปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้า: จากระยะทางสู่การเข้าถึงและประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อหกเจ็ดปีก่อนในปี 2018 รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังคงเป็นนวัตกรรมที่หลายคนมองว่าเป็นของใหม่และมีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง ตัวอย่างเช่น ในอเมริกาเหนือ รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลที่สุดบางรุ่นในปีนั้นมีระยะทางเพียงประมาณ 178-243 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งสำหรับรถยนต์กระแสหลัก และประมาณ 400-500 กิโลเมตรสำหรับรถยนต์หรูราคาแพงอย่าง Tesla Model S (อ้างอิงจากมาตรฐาน EPA) ซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการเดินทางไกลในมุมมองของผู้บริโภคส่วนใหญ่ สถานีชาร์จก็ยังมีจำนวนจำกัด ทำให้ความกังวลเรื่อง “range anxiety” เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโต

ทว่าในปี 2025 นี้ ภาพรวมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ได้พัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันมีระยะทางวิ่งที่น่าประทับใจยิ่งขึ้น รถยนต์ไฟฟ้ากระแสหลักหลายรุ่นสามารถวิ่งได้เกิน 400-500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้อย่างสบาย ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมและสมรรถนะสูงสามารถทำได้ถึง 600-800 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้น ด้วยแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงขึ้น น้ำหนักเบาลง และระบบจัดการความร้อนที่ดีขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ความเร็วในการชาร์จก็เป็นอีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญ สถานีชาร์จเร็ว (DC Fast Charger) ที่เคยมีจำกัดได้แพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ทำให้การเดินทางระยะไกลด้วยรถยนต์ไฟฟ้ามีความสะดวกสบายและใช้เวลาหยุดพักน้อยลงอย่างมาก

ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการปฏิวัตินี้ไม่ได้มาจากแค่เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การลดภาษี หรือการอุดหนุนราคา ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทุกราย ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้า 2025 และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่รถยนต์ขนาดเล็กราคาประหยัด ไปจนถึงรถยนต์เอสยูวีสำหรับครอบครัว และรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดนี้ยังส่งผลให้ราคาของ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่แข่งขันกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปได้มากขึ้น และคาดการณ์ว่าในปีต่อๆ ไป แนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป ผู้บริโภคจึงได้รับประโยชน์จากตัวเลือกที่หลากหลายและราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ในประเทศไทยเอง การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นไปอย่างก้าวกระโดด สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งของภาครัฐและเอกชนได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามหัวเมืองใหญ่และเส้นทางหลัก การที่ผู้ผลิตรถยนต์หรูอย่าง Mercedes-Benz ประกาศเมื่อปี 2018 ว่าจะขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันตลาด EV ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยในปี 2025 นี้ เราเห็นว่าความกังวลเรื่องการหาที่ชาร์จลดลงไปมาก และความเข้าใจใน ประสิทธิภาพรถยนต์ไฟฟ้า ก็เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีแนวโน้มที่ดีและเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับการซื้อรถยนต์ใหม่

ยกระดับความหรูหรา: ตลาดรถพรีเมียมในยุคดิจิทัลและความยั่งยืน

ตลาดรถยนต์หรูหราก็ไม่น้อยหน้าในแง่ของการเปลี่ยนแปลง เมื่อย้อนกลับไปในปี 2017-2018 แบรนด์หรูจากเยอรมันอย่าง Mercedes-Benz ทำยอดขายในประเทศไทยได้อย่างถล่มทลายถึง 14,484 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และครองแชมป์ผู้นำตลาดรถหรูถึง 17 ปีซ้อน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการรถหรูในประเทศไทยที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน แบรนด์อย่าง Cadillac ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานในสหรัฐอเมริกา กลับประสบปัญหายอดขายตกต่ำในบ้านเกิด แต่กลับพลิกฟื้นได้อย่างน่าทึ่งในประเทศจีน ด้วยยอดขายที่เติบโตถึง 51% ในปี 2017 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอำนาจตลาดและการเกิดขึ้นของเศรษฐีใหม่ในเอเชียที่ชื่นชอบความหรูหราและแตกต่าง

ในปี 2025 ตลาดรถหรู ได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่นิยามของความหรูหราไม่ได้จำกัดแค่ดีไซน์อันโอ่อ่าและสมรรถนะอันทรงพลังอีกต่อไป หากแต่รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัล ประสบการณ์เฉพาะบุคคล และความยั่งยืน แบรนด์หรูทุกรายต่างเร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าหรูหราเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งความประณีตและเทคโนโลยีล้ำสมัยภายในห้องโดยสาร ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อย่างไร้รอยต่อ การอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air (OTA) และวัสดุภายในที่ยั่งยืน เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่พบได้ใน รถหรูยอดนิยม ของปีนี้

ตลาดจีนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตสำหรับหลายแบรนด์หรู ซึ่งเรียนรู้จากบทเรียนของ Cadillac ที่ต้องปรับตัวและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับรสนิยมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกัน ตลาดตะวันตกก็เริ่มฟื้นตัวและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยเน้นที่ประสบการณ์ลูกค้าแบบองค์รวม การบริการหลังการขายที่เหนือระดับ และการสร้างชุมชนผู้ใช้งานที่แข็งแกร่ง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้ารายใหม่

งานแสดงยานยนต์อย่าง Bangkok International Motor Show (BIMS) หรือ Motor Expo ที่เคยเป็นเวทีสำคัญในการกวาดยอดจองมหาศาลในปี 2018 (BIMS 2018 มียอดจองรวมกว่า 42,499 คัน และ Motor Expo 2018 มียอดจอง 44,189 คัน) ในปี 2025 นี้ บทบาทของงานเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปบ้าง จากที่เคยเน้นการขายตรงหน้างานอย่างเดียว ปัจจุบันกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการจัดแสดง นวัตกรรมยานยนต์ ล่าสุด การนำเสนอแนวคิดรถยนต์แห่งอนาคต และการสร้างประสบการณ์แบรนด์ (Brand Experience) ให้กับผู้เข้าชมมากกว่า เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์ต้นแบบไฟฟ้า หรือรถยนต์ที่มาพร้อมระบบขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ลูกค้าเริ่มศึกษาข้อมูลและตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นก่อนจะมาสัมผัสรถจริงในงาน ตลาดรถยนต์ไทย ยังคงแข็งแกร่งและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้แบรนด์หรูยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโตในประเทศนี้

มิติใหม่แห่งสมรรถนะและความปลอดภัย: ความท้าทายและการปกป้องในยุคดิจิทัล

ในแง่ของสมรรถนะ เมื่อไม่กี่ปีก่อน รถยนต์ที่มีแรงม้าสูงจากค่ายอเมริกันอย่าง Dodge Challenger SRT Demon ที่ให้กำลังถึง 808 แรงม้า (และ 840 แรงม้าเมื่อใช้น้ำมันออกเทน 100) หรือรถยนต์อย่าง Chevrolet Corvette ZR1 ที่ให้กำลัง 638 แรงม้า ถือเป็นสุดยอดแห่งความเร็วและพลังที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทว่าในปี 2025 นี้ สมรรถนะระดับสูงได้ถูกนิยามใหม่โดยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง

รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในปัจจุบันสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาไม่ถึง 2-3 วินาที ซึ่งเหนือกว่าซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาปหลายคัน ด้วยแรงบิดที่มาแบบทันทีทันใด (Instant Torque) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้าที่ควบคุมได้แม่นยำ ทำให้ ประสิทธิภาพรถยนต์ ไฟฟ้าในด้านความเร็วนั้นโดดเด่นอย่างไม่มีข้อกังขา ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายได้นำเสนอโมเดลที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับสมรรถนะระดับสูงได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจพร้อมความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ควบคู่ไปกับการพัฒนารถยนต์ให้มีสมรรถนะสูงขึ้นและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี ความท้าทายด้านความปลอดภัยและ การโจรกรรมรถยนต์ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เมื่อปี 2018 มีรายงานว่ารถยนต์ที่ใช้กุญแจแบบ Keyless ถูกขโมยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 88% ของรถยนต์ที่หายไปนั้นโจรไม่ได้ใช้กุญแจติดรถยนต์ และรถยนต์หรูหราอย่าง BMW X5, Mercedes-Benz C-Class หรือ Range Rover Vogue มักตกเป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดมืดในต่างประเทศ

ในปี 2025 ผู้ผลิตรถยนต์ได้ตอบสนองต่อปัญหานี้ด้วยการพัฒนาระบบ ความปลอดภัยรถยนต์ ที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น ระบบป้องกันการโจรกรรมไม่ได้อาศัยแค่กุญแจหรือสัญญาณกันขโมยแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่รวมถึงระบบติดตามรถยนต์ด้วย GPS ที่มีความแม่นยำสูง การใช้เทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ที่ผิดปกติ การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์ เช่น การสแกนลายนิ้วมือหรือจดจำใบหน้าเพื่อสตาร์ทรถ รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ที่ช่วยให้เจ้าของสามารถควบคุมและตรวจสอบรถจากระยะไกลได้ตลอดเวลา ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่าน OTA ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ที่อาจถูกโจมตีได้จากแฮกเกอร์ ระบบเหล่านี้ทำให้โอกาสในการติดตามรถยนต์ที่ถูกขโมยกลับคืนมาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนใน เทคโนโลยีรถยนต์ เพื่อปกป้องทรัพย์สินของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

อนาคตที่ขับเคลื่อนเอง: ยานยนต์ไร้คนขับในปี 2025 และการเปลี่ยนแปลงของสังคม

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์คือการมาถึงของยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles – AV) หรือ รถยนต์ไร้คนขับ เมื่อปี 2018 ดัชนี KPMG Autonomous Vehicles Readiness Index (AVRI) ได้ประเมินความพร้อมของ 20 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำในด้านนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากนโยบายและกฎหมายที่เอื้ออำนวย เทคโนโลยีและนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และการยอมรับของผู้บริโภค

ในปี 2025 นี้ เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างมีนัยสำคัญ เราได้เห็นรถยนต์ที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่เทียบเท่า Level 2+ และ Level 3 ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในรถยนต์ทั่วไป ทำให้การขับขี่บนทางหลวงหรือในสภาพการจราจรติดขัดเป็นไปอย่างสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น รถยนต์สามารถรักษาระยะห่างจากคันหน้า ควบคุมพวงมาลัยให้อยู่ในเลน และเปลี่ยนเลนอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ สำหรับ Level 4 ซึ่งเป็นระบบไร้คนขับเกือบสมบูรณ์แบบนั้น ได้เริ่มมีการทดลองใช้งานในพื้นที่จำกัดหรือโครงการนำร่องในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในเมืองที่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ อนาคตรถยนต์ ดูใกล้เข้ามาทุกที

การพัฒนานี้ไม่เพียงแต่จะปฏิวัติวิธีการเดินทางของเรา แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำงานของเราอย่างมหาศาล รถยนต์ไร้คนขับจะเข้ามาลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพิ่มประสิทธิภาพการจราจร และทำให้ผู้คนสามารถใช้เวลาในรถได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ว่าจะทำงาน พักผ่อน หรือความบันเทิง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญยังคงอยู่ที่การพัฒนากฎหมายและข้อบังคับที่ครอบคลุม การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และการจัดการกับผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผลกระทบต่ออาชีพคนขับรถ และการปรับเปลี่ยนผังเมืองเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่นี้ ประเทศที่เคยเป็นผู้นำในปี 2018 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับยานยนต์ไร้คนขับ โดยเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและปรับปรุงอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งการขับขี่อัตโนมัติเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

บทสรุป: ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

จากข้อมูลและแนวโน้มที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมจากปี 2018 สู่ปี 2025 อย่างแท้จริง รถยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ก้าวหน้าและโครงสร้างพื้นฐานที่แพร่หลาย ตลาดรถหรูหราได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและความยั่งยืน โดยยังคงนำเสนอความประณีตและประสบการณ์ที่เหนือกว่า ในขณะที่ความท้าทายด้านความปลอดภัยและการโจรกรรมก็ได้รับการตอบสนองด้วยนวัตกรรมป้องกันที่ชาญฉลาด และที่สำคัญที่สุดคือ ยานยนต์ไร้คนขับที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแค่จินตนาการ ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตจริงของเรามากขึ้นเรื่อยๆ

การเดินทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่เห็นในปี 2025 นี้เป็นเพียงก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต การผนึกกำลังกันระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต และผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างสรรค์โลกยานยนต์ที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และยั่งยืนยิ่งขึ้น นับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่อยู่ในวงการนี้ และสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ในอนาคต

Previous Post

N1412002 โอจ างผ หญ งหลายร อยคนให ยกกระโปรงข นเพ อหาภรรยาท รอยส กดอกไม part2

Next Post

N1612005 คำโกหกท งมานานกำล งถ กเป ดเผย พร อมหายนะท ไม ใครหย ดได Viral part2

Next Post
N1612005 คำโกหกท งมานานกำล งถ กเป ดเผย พร อมหายนะท ไม ใครหย ดได Viral part2

N1612005 คำโกหกท งมานานกำล งถ กเป ดเผย พร อมหายนะท ไม ใครหย ดได Viral part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.