ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สั่งสมประสบการณ์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ที่ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายและมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในทุกมิติ และในปี 2025 นี้ Mercedes-Benz ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถหรู ด้วยการนำเสนอรถยนต์ที่ผสานรวมนวัตกรรมอันล้ำสมัย ความหรูหราเหนือระดับ และความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืนได้อย่างลงตัว ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบไปจนถึงยนตรกรรม Plug-in Hybrid และเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ดาวสามแฉกยังคงรักษาตำแหน่งรถยนต์ในฝันของผู้คนจำนวนมากได้อย่างเหนียวแน่น
การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและกระแสความยั่งยืนได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างสิ้นเชิง Mercedes-Benz ได้ตอบรับความท้าทายนี้ด้วยการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ที่ครบวงจร ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวรถเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบริการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Mercedes me connect) ที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน การตรวจสอบสถานะรถจากระยะไกล หรือการจัดการบำรุงรักษาอย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน ทุกองค์ประกอบล้วนถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่าที่เคย
Mercedes-Benz S-Class: สุดยอดแห่งความหรูหราและเทคโนโลยีไร้ขีดจำกัด
S-Class เปรียบเสมือนเพชรน้ำเอกของ Mercedes-Benz เป็นรุ่นที่กำหนดมาตรฐานของรถยนต์หรูมาโดยตลอด และในปี 2025 นี้ S-Class ยังคงยืนหยัดในฐานะยนตรกรรมที่ไม่เป็นรองใคร ด้วยคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ถูกยกระดับการออกแบบให้โมเดิร์นและสง่างามยิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อน ๆ การผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกทำให้ S-Class เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่มองหาสุดยอดความสมบูรณ์แบบ
ภายในห้องโดยสารของ S-Class คือการผสมผสานระหว่างงานฝีมือชั้นเลิศกับเทคโนโลยีดิจิทัลสุดล้ำ แผงหน้าปัดและคอนโซลกลางถูกออกแบบใหม่หมดจดด้วยจอแสดงผล MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี OLED ที่ให้ภาพคมชัดและตอบสนองฉับไว ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันได้อย่างง่ายดายผ่านปลายนิ้วสัมผัส หรือแม้แต่การสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ “Hey Mercedes” ที่เข้าใจภาษาพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระบบจดจำลายนิ้วมือยังช่วยให้การปรับแต่งข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น เบาะที่นั่งด้านหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับตำแหน่งด้วยไฟฟ้า หรือฟังก์ชันการนวดที่มีให้เลือกถึง 6 โปรแกรม พร้อมระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว สร้างบรรยากาศการเดินทางที่รื่นรมย์
ในด้านสมรรถนะ S-Class รุ่น S 350 d ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร OM656 ที่ให้กำลัง 286 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 600 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัยที่ไม่เป็นสองรองใคร เช่น ถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเป็นครั้งแรก, Parking Package with 360° camera, Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และ Exit Warning ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องผู้โดยสารและผู้ใช้ถนนได้อย่างรอบด้าน ด้วยราคาที่เริ่มต้นที่ 6,690,000 บาท สำหรับรุ่น Exclusive และ 7,190,000 บาท สำหรับรุ่น AMG Premium S-Class คือการลงทุนในประสบการณ์การขับขี่และสุนทรียภาพที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง
Mercedes-Benz E-Class: หัวใจแห่งแบรนด์ที่หล่อหลอมความสปอร์ตและความสง่างาม
E-Class ถือเป็นแกนหลักของ Mercedes-Benz ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยการปรับโฉม Facelift ที่นำเสนอความสดใหม่ให้กับรุ่นซีดาน, คูเป้ และคาบริโอเลต์ในปี 2025 นี้ E-Class ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างความหรูหรา ประสิทธิภาพ และเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” ที่ผสานความสปอร์ตเข้ากับความสง่างามได้อย่างลงตัว
ภายนอกของ E-Class Facelift มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ถอดแบบมาจาก CLS ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่พร้อมไฟ daytime แบบ LED รูปตัว L และกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18-20 นิ้ว และไฟท้าย LED ที่ได้รับการออกแบบให้รับกับฝาท้ายที่ดูสปอร์ตงดงาม สำหรับรุ่น Coupe และ Cabriolet ยังคงความโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะรุ่น Cabriolet ที่มาพร้อมหลังคาผ้า Soft top fabric เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที
ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งใหม่ด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ต 3 ก้าน มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ 10.25 หรือ 12.3 นิ้วที่เชื่อมต่อกับจอสัมผัสระบบ MBUX พร้อมลำโพง Burmester รอบทิศทาง และเบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ ระบบ MBUX ซึ่งเป็นดั่งผู้ช่วยส่วนตัวจะเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ของคุณ ทำให้การใช้งานง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” และฟังก์ชันเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto ที่ไร้รอยต่อ
สำหรับขุมพลังในตลาดประเทศไทย E-Class นำเสนอตัวเลือกที่หลากหลาย เริ่มจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร (OM654) ในรุ่น E 220 d ที่ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ 9G-TRONIC ให้การขับขี่ที่ประหยัดและเปี่ยมประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาด รุ่น Plug-in Hybrid E 300 e มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 50 กิโลเมตร และชาร์จเต็มภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาทีด้วย Wallbox นอกจากนี้ สำหรับสายสปอร์ต Mercedes-AMG E 53 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร รหัส M256 ที่ให้กำลังถึง 435 แรงม้า พร้อมระบบ EQ Boost ที่ช่วยเสริมกำลังและประสิทธิภาพในการขับขี่ ด้วยราคาที่แข่งขันได้ E-Class จึงยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในกลุ่มรถยนต์ซีดานหรู
Mercedes-Benz EQS: นิยามใหม่แห่งรถยนต์ไฟฟ้าหรูระดับโลก
ในปี 2025 Mercedes-Benz EQS ยืนยันตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรู ด้วยการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นและยั่งยืน EQS ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่คือแถลงการณ์ถึงอนาคตของยานยนต์ ตั้งแต่การเปิดสายการผลิตที่โรงงาน Sindelfingen ร่วมกับ S-Class และ Maybach S-Class แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิตระดับสูงสุด
การออกแบบภายนอกของ EQS ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vision EQS concept โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแผงสีดำพร้อมแถบไฟ Daytime Running Light แบบ LED พาดผ่านตลอดแนว และไฟหน้า LED อัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนพื้นถนนเพื่อสื่อสารกับผู้ขับขี่คนอื่น ๆ ได้ ล้ออัลลอยมีให้เลือกตั้งแต่ 19-21 นิ้ว สร้างความลงตัวกับรูปทรงแอโรไดนามิกที่ช่วยเพิ่มระยะการขับขี่
หัวใจสำคัญของภายใน EQS คือ MBUX Hyperscreen ซึ่งเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้าความยาวกว่า 1,410 มิลลิเมตร ประกอบด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, จอกลาง Infotainment 17.7 นิ้ว และจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว มอบการควบคุมที่ใช้งานง่ายและข้อมูลที่ครบครัน ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีก 2 จอ พร้อมระบบเสียง Burmester พลังขับ 710 วัตต์จากลำโพง 15 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศ 4 โซน สร้างความสะดวกสบายสูงสุด
ด้านสมรรถนะ EQS มีให้เลือก 2 รุ่นหลัก ได้แก่ EQS 450+ ขับเคลื่อนล้อหลัง มอเตอร์เดี่ยว 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และ EQS 580 4Matic ขับเคลื่อน 4 ล้อ มอเตอร์ไฟฟ้าคู่รวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ในรุ่น 450+) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 kW ทำให้ชาร์จจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทาง 300 กิโลเมตรในเวลาเพียง 15 นาที ระบบความปลอดภัยรอบคัน เช่น adaptive cruise control, lane-keep assist, blind-spot monitoring และ rear cross-traffic alert ล้วนทำงานเพื่อความอุ่นใจสูงสุด
Mercedes-Benz A-Class: รถยนต์คอมแพ็คหรูที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง
A-Class ในรหัส V177 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากกลุ่มคนเมืองที่มองหารถยนต์หรูขนาดกะทัดรัดที่คล่องตัว และในปี 2025 A-Class ที่ประกอบในประเทศไทย โดยเฉพาะรุ่น A 200 Progressive และ A 200 AMG Dynamic ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจด้วยราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม
ภายนอกของ A-Class ยังคงดีไซน์ที่ทันสมัย รุ่น AMG Dynamic โดดเด่นด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille พร้อมเส้นเดี่ยวแนวนอนและตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz ขนาด 18 นิ้ว ไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง และชุดไฟ LED รอบคัน สำหรับรุ่น Progressive เน้นความเรียบง่ายด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ และล้ออัลลอย 17 นิ้ว
ภายในของ A-Class ถอดแบบมาจากเวอร์ชันนำเข้า พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa (ในรุ่น AMG Dynamic) และเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre ที่นั่งคนขับพร้อมหน่วยความจำ แผงหน้าปัด Dual Screen Cockpit เป็นจุดเด่นสำคัญ โดยรุ่น AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอคู่ขนาด 10.25 นิ้วทั้งสองจอ ส่วนรุ่น Progressive เป็นหน้าจอขนาด 7 นิ้วสำหรับมาตรวัดและ 10.25 นิ้วสำหรับจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ ระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ช่วยให้การเชื่อมต่อและสั่งการเป็นไปอย่างง่ายดาย ด้วยฟังก์ชัน “Hey Mercedes” และบริการ Mercedes me connect ที่เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัย เช่น ระบบโทรฉุกเฉิน, Vehicle Monitoring, Vehicle Set-up และ Maintenance Management
ขุมพลังของ A 200 คือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ระบบความปลอดภัย Active Brake Assist และระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (reversing camera) ล้วนเป็นมาตรฐานที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1,990,000 บาท สำหรับรุ่น Progressive และ 2,150,000 บาท สำหรับรุ่น AMG Dynamic A-Class จึงยังคงเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Mercedes-Benz GLA: ครอสโอเวอร์หรูที่พร้อมลุยทุกการเดินทาง
Mercedes-Benz GLA ในเจเนอเรชันที่ 2 ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2020 และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในปี 2025 นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ครอสโอเวอร์หรูให้เหนือกว่าเดิม ด้วยการออกแบบใหม่ตั้งแต่โครงสร้างที่ให้ความสูงของตัวรถเพิ่มขึ้น 104 มิลลิเมตร และฐานล้อยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและอเนกประสงค์ยิ่งขึ้น
ภายใน GLA ได้รับการออกแบบให้คล้ายคลึงกับรุ่นอื่นๆ ของ Mercedes-Benz ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลสำหรับมาตรวัดและระบบสาระบันเทิง เน้นความเป็นรถครอสโอเวอร์ด้วยการยกเบาะหน้าให้สูงกว่า A-Class 140 มิลลิเมตร เบาะหลังสามารถปรับพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานพื้นที่เก็บสัมภาระได้อย่างเต็มที่
ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ได้รับการยกระดับอย่างเห็นได้ชัดใน GLA เช่น ฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทาง, การแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ, และระบบช่วยเบรก (Active Brake Assist) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงของการชน
ขุมพลังในรุ่น GLA 250 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 221 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และมีตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic สำหรับรุ่น GLA 250 4Matic สำหรับรุ่นเริ่มต้น GLA 200 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะมีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลและ Plug-in Hybrid เข้ามาเสริมทัพในอนาคต ทำให้ GLA เป็นครอสโอเวอร์ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกเดินทางผจญภัย
Mercedes-Benz CLS: ความงามสง่าที่ผสานความสปอร์ตได้อย่างลงตัว
Mercedes-Benz CLS คือหนึ่งในยนตรกรรมที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานความหรูหราของรถเก๋งซีดานเข้ากับความโฉบเฉี่ยวของรถสปอร์ตคูเป้ได้อย่างลงตัว ในปี 2025 นี้ CLS 220 d AMG Premium ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ที่มีสไตล์และสมรรถนะที่น่าประทับใจ ด้วยการปรับปรุงราคาและออปชันที่เน้นความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
ภายนอกของ CLS ยังคงความสง่างามด้วยกระจังหน้า diamond-pattern grille พร้อมเส้นตัดแบ่งเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ล้ออัลลอย AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว และชุดไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED ที่ทันสมัย การตัดออปชันบางรายการ เช่น จานเบรกขนาดใหญ่แบบเจาะรู เพื่อให้ได้ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น แต่ยังคงรักษาภาพลักษณ์พรีเมียมไว้ได้อย่างครบถ้วน
ภายใน CLS มอบความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa พร้อมการเย็บที่ประณีต ระบบชาร์จมือถือไร้สาย (Wireless Charging) และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้านหุ้มหนัง Nappa ระบบเสียง Burmester® Surround Sound System และไฟ Premium ambient lighting ที่เลือกปรับได้ถึง 64 เฉดสีเพื่อสร้างบรรยากาศที่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือการอัปเกรดระบบ MBUX พร้อม Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอ ทำให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดายและล้ำสมัย
ขุมพลังของ CLS 220 d ยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม โดยให้กำลัง 194 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล ประหยัด และมีประสิทธิภาพสูง ระบบความปลอดภัยยังคงครบครันด้วย DYNAMIC SELECT, KEYLESS-GO พร้อม HAND-FREE ACCESS, Head-up display, Adaptive Highbeam Assist, Parking Pilot และระบบ Blind Spot Assist ที่ช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา ด้วยราคาจำหน่ายที่ 4,329,000 บาท CLS 220 d AMG Premium จึงเป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหราเหนือระดับในราคาที่จับต้องได้
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรู: Mercedes-Benz กับคู่แข่งยุคใหม่
ในขณะที่ Mercedes-Benz ยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถหรู คู่แข่งจากจีนอย่าง Geely ก็กำลังสร้างแบรนด์ Zeekr เพื่อเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูโดยเฉพาะในปี 2025 แสดงให้เห็นถึงพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Geely ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Volvo และ Lotus และยังถือหุ้นใน Mercedes-Benz ด้วยนั้น กำลังใช้กลยุทธ์ที่น่าสนใจ เช่น การสร้างสินค้าไลฟ์สไตล์และเปิดสมาคมผู้ขับขี่เพื่อสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Nio แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าหรูอีกรายจากจีนประสบความสำเร็จมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน นวัตกรรมที่ต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ “สุดยอด” ยนตรกรรม Mercedes-Benz ยังคงเป็นมาตรฐานที่ยากจะเทียบเคียงได้ แบรนด์ดาวสามแฉกไม่ได้เพียงแค่ผลิตรถยนต์ แต่ยังสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าและบริการหลังการขายที่ไว้วางใจได้ ทำให้ Mercedes-Benz ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์พรีเมียมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเทคโนโลยี ความหรูหรา และความยั่งยืนบนท้องถนนไทยในปี 2025 และปีต่อๆ ไป.

