ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำแห่งยนตรกรรมพรีเมียมที่ผสานความหรูหราเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยประสบการณ์กว่าทศวรรษในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผมได้เห็นวิวัฒนาการที่ไม่หยุดยั้งของแบรนด์ดาวสามแฉกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศไทยที่ความต้องการรถยนต์หรูและรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้ขับขี่ ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์ที่คล่องตัว ไปจนถึงรถซีดานระดับเรือธงที่เหนือระดับ และรถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูที่กำหนดนิยามใหม่ของความยั่งยืน
Mercedes-Benz A-Class: นิยามใหม่ของความคล่องตัวในเมืองใหญ่
สำหรับตลาดรถยนต์ขนาดเล็กพรีเมียมในประเทศไทย Mercedes-Benz A-Class (V177) ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์หรูที่ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้อย่างลงตัว นับตั้งแต่การเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศที่มาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในปีที่ผ่านมา A-Class ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถคอมแพกต์ ด้วยดีไซน์สปอร์ตที่โดดเด่นและสมรรถนะที่เร้าใจในรุ่น A 200 ทั้ง Progressive และ AMG Dynamic
ภายนอกของ A-Class รุ่น AMG Dynamic ยังคงดึงดูดทุกสายตาด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille ที่ประกอบด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอนและตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ เสริมความหล่อด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้า LED High Performance ที่เรียวบาง พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED รูปทรงคล้ายคบเพลิง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ A-Class โดดเด่นบนท้องถนน ส่วนรุ่น Progressive นำเสนอความเรียบง่ายแต่ยังคงความพรีเมียม ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille แบบเดียวกัน แต่ปรับลดขนาดล้อลงเป็น 17 นิ้ว แบบ 10 ก้าน เพื่อมอบความรู้สึกที่สุขุมยิ่งขึ้น
หัวใจสำคัญที่ทำให้ A-Class ยังคงเป็นที่นิยมคือภายในห้องโดยสารที่ถอดแบบมาจากรุ่นนำเข้า ด้วยพวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa ที่ให้ความรู้สึกกระชับมือและเร้าใจในการขับขี่ เบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre (ในรุ่น AMG Dynamic) หรือหนัง ARTICO (ในรุ่น Progressive) พร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับเบาะคนขับ มอบความสะดวกสบายสูงสุด แผงหน้าปัดแบบ Dual Screen Cockpit ที่ล้ำสมัยเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้ว สองจอในรุ่น AMG Dynamic และหน้าจอ 7 นิ้ว สำหรับมาตรวัดคู่กับ 10.25 นิ้วสำหรับจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ในรุ่น Progressive หน้าจอเหล่านี้ไม่เพียงให้ข้อมูลที่ครบถ้วน แต่ยังสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือระดับด้วยระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันล่าสุด
ระบบ MBUX ถือเป็นหัวใจของนวัตกรรมภายในห้องโดยสาร ด้วยความสามารถในการจดจำและเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่ รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียงธรรมชาติผ่านคำสั่ง “Hey, Mercedes” ที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการปรับอุณหภูมิ ค้นหาเส้นทาง หรือควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผู้ขับขี่สามารถมีสมาธิกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ บริการ Mercedes me connect ยังเสริมความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับศูนย์บริการและฟังก์ชันอัจฉริยะอื่นๆ เช่น ระบบโทรฉุกเฉินอัตโนมัติ (Mercedes-Benz emergency call system) การตรวจสอบตำแหน่งรถ (Vehicle Monitoring) และการจัดการการบำรุงรักษา (Maintenance Management) ทำให้การเป็นเจ้าของ A-Class ในปี 2025 เป็นเรื่องที่ง่ายและอุ่นใจยิ่งขึ้น
ขุมพลังของ A 200 ในตลาดไทยคือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.3 ลิตร รหัส M282 ที่ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT มอบสมรรถนะที่คล่องตัวและประหยัดน้ำมัน ระบบความปลอดภัย Active Brake Assist ยังได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น สามารถช่วยลดความเสียหายหรือป้องกันการชนกับยานพาหนะหรือแม้กระทั่งผู้ใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Mercedes-Benz E-Class Facelift: ยกระดับมาตรฐานซีดานหรูแห่งปี 2025
Mercedes-Benz E-Class Facelift ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในตลาดรถซีดานหรูขนาดกลางในประเทศไทย E-Class ซึ่งได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยการผสมผสานความสง่างามเข้ากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2025 ที่ตลาดยังคงให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ
ดีไซน์ภายนอกของ E-Class Facelift ถอดแบบความหล่อเหลามาจากรุ่น CLS ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่ที่มีไฟ Daytime Running Light LED รูปตัว L อันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงกันชนหน้าและฝากระโปรงหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้รับกับบุคลิกที่สปอร์ตยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่งามสง่าพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18-20 นิ้ว มอบความสมบูรณ์แบบให้กับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างแท้จริง
ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราตามแบบฉบับ E-Class แต่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่แบบ 3 ก้าน ให้ความรู้สึกสปอร์ตและจับถนัดมือ แผงมาตรวัดขนาดใหญ่พร้อมจอสัมผัสในชุดเดียวกันขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับระบบ MBUX ที่มอบประสบการณ์การควบคุมที่ง่ายและเป็นธรรมชาติ ระบบเสียง Burmester รอบทิศทาง และเบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ อาทิ ARTICO Nappa ยิ่งเพิ่มความพรีเมียมให้กับการเดินทาง
ในส่วนของขุมพลัง E-Class Facelift ยังคงตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในไทยได้อย่างครอบคลุม ทั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid ขนาด 2.0 ลิตร ในรุ่น E 300 e ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว ให้กำลังสูงสุดรวม 320 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 700 นิวตันเมตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic ที่สามารถวิ่งด้วยโหมด E-Mode ได้ไกลสูงสุด 50 กิโลเมตร ด้วยประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 13.5 kWh ที่ชาร์จเต็มได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาทีหากใช้เครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์ดีเซล E 220 d ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.3 วินาที พร้อมเกียร์ 9G-Tronic และ Paddles Shift และสำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด Mercedes-AMG E 53 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร รหัส M256 ให้กำลัง 435 แรงม้า พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังได้อีก 22 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจอย่างแท้จริง
The All-New Mercedes-Benz S-Class: ยานยนต์แห่งความหรูหราไร้ขีดจำกัด
ในปี 2025 The All-New Mercedes-Benz S-Class (V223) ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและสถานะทางสังคม เป็นเพชรน้ำเอกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ยากจะหาผู้ใดทัดเทียมในตลาดประเทศไทย การประกอบในประเทศครั้งแรกได้ทำให้ S-Class เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงรักษาความเป็นสุดยอดของยานยนต์หรูหราไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ยกระดับดีไซน์และเทคโนโลยีไปอีกขั้น
S-Class โดดเด่นด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ให้ทัศนวิสัยการขับขี่ที่ดีเยี่ยม กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต และล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว ฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 51 มิลลิเมตร สร้างพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายยิ่งขึ้น มือจับประตูแบบไร้รอยต่อ และไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class Facelift เสริมความสง่างามให้กับตัวรถที่สร้างบนแพลตฟอร์ม MRA II
ภายในห้องโดยสารของ S-Class คือการรังสรรค์บรรยากาศแห่งความอบอุ่น หรูหรา และคุณภาพสูงสุด ด้วย Digital Instrument Clusters ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอ MBUX7 ทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว แบบ OLED ที่รวมทุกปุ่มควบคุมไว้ในหน้าจอเดียว มอบพื้นที่ใช้งานที่เพิ่มขึ้นถึง 64% ระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างรวดเร็ว เบาะนั่งตอนหลังพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่สามารถปรับตำแหน่งและฟังก์ชันการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม มอบความสะดวกสบายระดับเฟิสต์คลาสแก่ผู้โดยสารด้านหลัง
ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่มาพร้อม MBUX Interior Assistant ที่ตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายผู้โดยสารได้อย่างชาญฉลาด เช่น การเปิด-ปิดไฟอ่านหนังสือเพียงแค่ขยับมือ นอกจากนี้ MBUX High-End Rear Seat Entertainment และ Rear Tablet ขนาด 7 นิ้ว ยังช่วยยกระดับความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วยหน้าจอ 11.6 นิ้ว สองจอ พร้อมระบบเสียง Burmester 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง สร้างประสบการณ์เสียงที่สมจริง
สำหรับตลาดไทย S-Class มาพร้อมขุมพลังดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร รหัส OM656 ในรุ่น S 350 d ให้กำลัง 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC ระบบความปลอดภัยก็ล้ำหน้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง ระบบ Parking Package with 360° camera และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุดที่รวมฟังก์ชัน Evasive Steering Assist และ Active Emergency Stop Assist ไว้ด้วยกัน ทำให้ S-Class ในปี 2025 ไม่ใช่แค่รถยนต์หรู แต่คือป้อมปราการแห่งความปลอดภัยและเทคโนโลยี
Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet: อิสระแห่งการขับขี่ที่เหนือระดับ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ตและความมีสไตล์ในแบบคูเป้และเปิดประทุน Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet Facelift ยังคงเป็นทางเลือกที่โดดเด่นในตลาดรถยนต์หรูของไทยในปี 2025 ด้วยการปรับโฉมที่ถอดแบบมาจากรุ่นซีดาน ภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” ที่ผสานความเป็นสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหราได้อย่างน่าทึ่ง
ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมกระจังหน้า Diamond Radiator Grille แบบ A-Shape ไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะที่มีหลอดไฟ LED ถึง 84 หลอดต่อข้าง และระบบส่องสว่างระยะไกล ULTRA RANGE high beam สูงสุด 650 เมตร ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ดูดุดันแต่ยังคงความสง่างาม สำหรับรุ่น Cabriolet มาพร้อมหลังคาผ้า Soft Top Fabric ที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าได้ภายใน 20 วินาที พร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาในห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่แบบเปิดประทุนเป็นไปอย่างสบาย
ภายในห้องโดยสารทั้งสองรุ่นยังคงความทันสมัยด้วยพวงมาลัย Multifunction Sports Steering Wheel New Generation และหน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว สองจอต่อเนื่อง พร้อมระบบ MBUX ผู้ช่วยอัจฉริยะที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ของคุณ ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” และไฟ Premium Ambient Light ที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศที่ลงตัวในทุกการเดินทาง ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester Surround Sound System พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง มอบประสบการณ์ความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบ และช่องปรับอากาศดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากใบพัดอากาศยานเป็นรายละเอียดที่เพิ่มความหรูหรา
ขุมพลังของ Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic ในไทยคือเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.6 วินาที (Coupé) และ 7.9 วินาที (Cabriolet) ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อม Paddles Shift ระบบความปลอดภัยยังคงครบครันด้วย Parking Package with reversing camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist ทำให้ E-Class Coupé และ Cabriolet เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการผสมผสานสไตล์ สมรรถนะ และความปลอดภัยในการขับขี่
Mercedes-Benz EQS: การปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้าสุดหรูแห่งปี 2025
Mercedes-Benz EQS คือเรือธงแห่งยานยนต์ไฟฟ้าที่นำเสนอความหรูหราเทียบเท่า S-Class พร้อมการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ยั่งยืนและสมรรถนะอันน่าทึ่ง ในปี 2025 EQS ได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่ตลาด EV กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยจุดเด่นด้านระยะทางการวิ่งสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
EQS โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่ถอดแบบมาจากต้นแบบ Vision EQS Concept เกือบทั้งหมด กระจังหน้าแผงสีดำที่คาดด้วยไฟ Daytime Running Light LED พาดยาวตลอดขอบด้านบน พร้อมไฟหน้า LED อัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซลที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้าย LED ที่มีแสงพาดยาวขวางเป็นแนวนอนตลอดฝาท้าย สร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และล้ออัลลอยขนาด 19, 20 หรือ 21 นิ้ว ที่เป็นตัวเลือก
ภายในห้องโดยสารของ EQS คือการปฏิวัติการออกแบบ ด้วย MBUX Hyperscreen ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, จอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และจอสำหรับความบันเทิงของผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวมความยาวกว่า 1,410 มิลลิเมตร ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับความบันเทิงส่วนตัวด้วยหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว อีกสองจอ ระบบเครื่องเสียง Burmester พลังขับ 710 วัตต์ พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศ 4 โซน สร้างบรรยากาศที่หรูหราและสะดวกสบายสูงสุด
EQS มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง EQS 450+ ที่ใช้มอเตอร์กำลัง 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ EQS 580 4Matic ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh ทำให้มีระยะทางวิ่งสูงสุด 770 กิโลเมตร (ในรุ่น EQS 450+) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 กิโลวัตต์ ทำให้ชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้ถึง 300 กิโลเมตรในเวลาเพียง 15 นาที ระบบความปลอดภัยรอบคันยังคงเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน และระบบเตือนมุมบอดด้านข้าง ทำให้ EQS ไม่ใช่แค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นยานพาหนะแห่งอนาคตที่ครบครันทั้งความหรูหรา สมรรถนะ และความปลอดภัย
Mercedes-Benz GLA: ครอสโอเวอร์หรูขนาดกะทัดรัดที่พร้อมลุย
หลังจากสร้างยอดขายทั่วโลกกว่า 1 ล้านคัน Mercedes-Benz GLA เจเนอเรชันที่ 2 ยังคงเป็นดาวเด่นในตลาดครอสโอเวอร์หรูขนาดกะทัดรัดในปี 2025 โดยเฉพาะในเมืองไทยที่ความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ยังคงสูง GLA ได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่โครงสร้าง ทำให้มีขนาดที่กะทัดรัดลงแต่กลับสูงขึ้นและมีฐานล้อยาวขึ้น มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและอเนกประสงค์มากขึ้น
ภายในห้องโดยสารของ GLA มีความคล้ายคลึงกับเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นอื่นๆ ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลและจอแสดงผลระบบสาระบันเทิงที่รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ GLA เน้นความเป็นครอสโอเวอร์ด้วยการยกเบาะหน้าให้สูงกว่า A-Class ถึง 140 มิลลิเมตร หลังคาด้านหน้าที่กว้างขึ้น และเบาะหลังที่สามารถปรับพับได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระให้ยืดหยุ่น การออกแบบนี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและการผจญภัยในช่วงวันหยุด
GLA เจเนอเรชันที่ 2 ได้ยกระดับด้านความปลอดภัยของระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น ทั้งฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ การแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ และระบบช่วยเบรก (Active Brake Assist) เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างยิ่งในการขับขี่บนท้องถนนที่หนาแน่นในปี 2025
ขุมพลังในรุ่น GLA 250 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมตัวเลือกสำหรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic ส่วนรุ่นเริ่มต้น GLA 200 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 161 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด GLA ยังมีแนวโน้มที่จะมีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลและปลั๊กอินไฮบริดเพิ่มเติมในอนาคต ทำให้ GLA เป็นครอสโอเวอร์หรูที่ครบครันทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความอเนกประสงค์
Mercedes-Benz CLS 220 d: สไตล์คูเป้ 4 ประตูที่ปรับจูนเพื่อประสิทธิภาพ
Mercedes-Benz CLS ยังคงเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่หลงใหลในความงามของรถคูเป้ 4 ประตู ที่ผสมผสานความสง่างามและความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะรุ่น CLS 220 d AMG Premium ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อมอบความคุ้มค่าและประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในตลาดปี 2025 โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดีไซน์ที่โดดเด่นเอาไว้
ภายนอก CLS 220 d ไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก ยังคงมีกระจังหน้า Diamond-Pattern Grille อันเป็นเอกลักษณ์ เส้นสายที่พลิ้วไหว หลังคาซันรูฟไฟฟ้า กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ล้ออัลลอย AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว และชุดไฟหน้า MULTIBEAM LED พร้อมไฟท้าย LED เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก แต่มีการปรับเปลี่ยนบางรายละเอียด เช่น ตัดจานเบรกขนาดใหญ่แบบเจาะรูออก เพื่อให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa พร้อมฝีเข็มสุดประณีต เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 40/20/40 และเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือระบบชาร์จมือถือไร้สาย (Wireless Charging) และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้านหุ้มหนัง Nappa ระบบเสียง Burmester Surround Sound System และไฟ Premium Ambient Lighting ที่ปรับได้ถึง 64 สี สร้างบรรยากาศที่เหนือระดับ
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือระบบ MBUX ที่เข้ามาแทนที่ Audio 20 พร้อมจอ Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว สองจอต่อเนื่อง เพิ่ม Touchpad ดีไซน์ใหม่ที่ใช้งานง่ายขึ้น และระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ขุมพลังปรับจาก CLS 300 d มาเป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ที่ลดกำลังลงเหลือ 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC และ Paddles Shift แม้กำลังลดลง แต่ก็ยังคงมอบสมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานและประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้น
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีก็ยังคงโดดเด่น ด้วย DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย KEYLESS-GO พร้อม HANDS-FREE ACCESS, Head-up display, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Parking Pilot และ Blind Spot Assist ที่ช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ Active Braking Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการชนกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ด้านหน้า การปรับลดราคาลงเหลือ 4,329,000 บาท (จากเดิม 4,449,000 บาท) ทำให้ CLS 220 d เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์หรูที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ในราคาที่คุ้มค่า
การแข่งขันในตลาดและอนาคตของยนตรกรรมหรูปี 2025
ตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยในปี 2025 ไม่ได้มีเพียงผู้เล่นดั้งเดิมจากยุโรปเท่านั้น การเข้ามาของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าหรูจากจีนอย่าง Zeekr ของ Geely Group (ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Volvo และถือหุ้นใน Mercedes-Benz ด้วย) เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง Zeekr วางตำแหน่งตัวเองเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรูเทียบเท่า Mercedes-Benz, BMW และ Audi โดยเน้นกลยุทธ์การตลาดที่สร้างสรรค์ ทั้งการสร้างสินค้าไลฟ์สไตล์และสมาคมผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ และการเสนอให้ลูกค้าสามารถเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อยที่บริหารจัดการแบรนด์ Zeekr รวมถึงการเปิดโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเองโดยไม่ผ่านดีลเลอร์
การแข่งขันนี้ยิ่งผลักดันให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ต้องไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมในจีนต่างพยายามสร้างแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ๆ เพื่อบุกตลาด ก็ยิ่งตอกย้ำว่าอนาคตของยานยนต์คือไฟฟ้า และตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูจะเป็นสมรภูมิสำคัญ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ตอบรับกับกระแสนี้ด้วยการนำเสนอ EQS และการพัฒนาเทคโนโลยี EQ Boost ในรุ่น AMG แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมที่ผสมผสานประสิทธิภาพเข้ากับความยั่งยืน นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายและประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ผ่าน Mercedes me connect ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว
โดยสรุปแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปี 2025 ยังคงเป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์และไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คอมแพกต์ที่คล่องตัว ซีดานหรูที่สง่างาม ครอสโอเวอร์ที่อเนกประสงค์ หรือรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต แบรนด์ดาวสามแฉกนี้ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำที่กำหนดทิศทางของยนตรกรรมพรีเมียม ด้วยดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า สมรรถนะที่เร้าใจ และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับผู้คนทั่วโลก

