ในปี 2025 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์หรู ด้วยการนำเสนอรถยนต์ที่ผสานความสง่างามเหนือกาลเวลาเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์ดาวสามแฉกได้สร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ขับขี่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปประสิทธิภาพสูง รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือรถยนต์ไฮบริดที่มอบสมรรถนะอันทรงพลัง พร้อมด้วยเทคโนโลยี MBUX ที่เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่มอบความอุ่นใจในทุกการเดินทาง บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจความโดดเด่นของกองทัพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ยังคงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์หรูในปีปัจจุบัน
เรือธงแห่งความหรูหรา: The All New Mercedes-Benz S-Class (V223) และอนาคตไฟฟ้า EQS
สำหรับผู้ที่มองหาที่สุดแห่งความหรูหราและเทคโนโลยี เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส (The All New Mercedes-Benz S-Class) ซึ่งเปิดตัวในเวอร์ชันประกอบในประเทศไทยไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นเพชรน้ำเอกที่คู่ควรแก่การครอบครองอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิด “Sensual Purity” ที่ถูกยกระดับในทุกมิติ ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ล่าสุดที่ให้วิสัยทัศน์เหนือชั้น พร้อมชุดกันชนหน้าที่เน้นความสปอร์ต และล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้วที่เติมเต็มความงามสง่า การออกแบบ Catwalk line ของหลังคาที่กดต่ำลง ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากขึ้น โดยไม่ลดทอนพื้นที่ภายในห้องโดยสาร กลับกันยังเพิ่มความกว้างขวางและสะดวกสบายให้มากยิ่งขึ้น มือจับประตูแบบไร้รอยต่อก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนความประณีต ช่วยให้เส้นสายด้านข้างดูเรียบเนียน และใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม พร้อมกรอบโครเมียมและกันชนหลังดีไซน์สปอร์ต เสริมด้วยปลายท่อไอเสียคู่ มอบความสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง
เอส-คลาส สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MRA II ที่ขยายมิติของตัวรถให้ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความยาว ความกว้าง และฐานล้อที่ยาวกว่ารุ่นเดิมถึง 51 มิลลิเมตร มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ ภายในสะท้อนบรรยากาศอบอุ่นที่หรูหรา พร้อมคุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์การขับขี่ที่ดีที่สุด แผงคอนโซลหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้งาน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa มอบสัมผัสที่เหนือระดับ พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว ความล้ำหน้าอยู่ตรงที่ปุ่มควบคุมทั้งหมดบนคอนโซลกลางถูกรวมไว้บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว ซึ่งเป็นจอ OLED ที่มอบพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 64% ด้วยดีไซน์แบบฟรีฟอร์มที่บางเบาแต่ตอบสนองฉับไว ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างตรงใจ เบาะที่นั่งด้านหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ด้วยเบาะไฟฟ้าที่ปรับตำแหน่งได้ และฟังก์ชันการนวดสูงสุด 6 โปรแกรม
ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบรับการเคลื่อนไหวของผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว ระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ เช่น การเปิด/ปิดไฟอ่านหนังสือเพียงแค่ยื่นมือไปทางกระจกด้านข้าง นอกจากนี้ ระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ยังทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอความบันเทิงขนาด 11.6 นิ้ว 2 จอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มอบความสะดวกสบายในการควบคุมความบันเทิงอย่างเต็มที่ ภายในห้องโดยสารยังเพียบพร้อมด้วยระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว เพื่อสุนทรียภาพตลอดการเดินทาง
ขุมพลังสำหรับรุ่น S350 d ในสเปกไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร OM656 พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage ให้กำลัง 286 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC ระบบความปลอดภัยอันล้ำหน้าก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่น ด้วยถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเป็นครั้งแรก ระบบ Parking Package with 360° camera ที่ให้มุมมองเสมือนจริงรอบคัน และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และ Exit Warning ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ เอส-คลาส (S-Class) ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้บริหารและผู้ที่มองหาสุดยอดแห่งยนตรกรรมหรู
ก้าวสู่อนาคตด้วย Mercedes-Benz EQS รถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูระดับ S-Class ที่เปิดสายการผลิตอย่างเป็นทางการที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนีไปแล้ว โดยโรงงานแห่งนี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถผลิตรถยนต์ได้หลากหลายรุ่นตามความต้องการของแต่ละตลาด EQS โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vision EQS concept กระจังหน้าแผงสีดำพร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ที่พาดเป็นแนวนอนตลอดขอบด้านบน พร้อมไฟหน้า LED อัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้าย LED ที่พาดเป็นแนวนอนตลอดฝาท้ายก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว ล้ออัลลอยมีให้เลือกทั้งขนาด 19, 20 และ 21 นิ้ว ภายในห้องโดยสารคือไฮไลต์สำคัญ ด้วย MBUX Hyperscreen ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวมความยาวถึง 1,410 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับความบันเทิงส่วนตัวจากหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีก 2 จอ พร้อมระบบเสียง Burmester พลังขับ 710 วัตต์จากลำโพง 15 ตำแหน่ง และแอร์แบบ 4 โซน ภายในหุ้มด้วยหนังแท้คุณภาพดี มอบความรู้สึกพรีเมียมในทุกสัมผัส
ขุมพลังไฟฟ้าของ EQS มีให้เลือก 2 รุ่น คือ EQS 450+ (ขับเคลื่อนล้อหลัง) มอเตอร์เดี่ยว 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และ EQS 580 4Matic (ขับเคลื่อน 4 ล้อ) มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ทั้งสองรุ่นทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (ในรุ่น EQS 450+) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 กิโลวัตต์ ชาร์จ 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทาง 300 กม. ใน 15 นาที หากชาร์จด้วย Wallbox ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ขนาด 11 กิโลวัตต์ ใช้เวลา 10 ชั่วโมง หรือหากเลือกออปชัน 22 กิโลวัตต์ จะลดเหลือเพียง 5 ชั่วโมง ระบบความปลอดภัยรอบคันก็จัดเต็ม อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, ระบบอ่านป้ายจราจร, ระบบเตือนมุมอับสายตา และระบบเตือนรถวิ่งตัดด้านหลังเมื่อถอยจอด EQS คือภาพสะท้อนของอนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าหรูที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class (W213) และ CLS (C257): ความสง่างามที่ปรับโฉมและดีไซน์ที่โดดเด่น
เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class Facelift ที่ปรับโฉมไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 โดยเฉพาะการเปิดตัวทั้งรุ่นซีดาน (W213), คูเป้ (C238) และคาบริโอเลต์ (A238) ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี E-Class ใหม่มาพร้อม “หน้าใหม่ สปอร์ตใหม่” ภายใต้ความหรูหราและเอกลักษณ์ที่หล่อเหลามาจาก Mercedes-Benz CLS ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED รูปตัว L ที่เฉียบคม กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่ลงตัวและสปอร์ต ฝากระโปรงออกแบบใหม่ที่รับกับบุคลิกที่สง่างาม พร้อมไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่รับกับฝาท้ายสปอร์ตงดงาม ล้ออัลลอยลายใหม่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 18, 19 ไปจนถึง 20 นิ้ว พร้อมยางที่ตอบโจทย์สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า
ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งใหม่ แต่ยังคงความรู้สึกหรูหราเช่นเดิม ด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่แบบสปอร์ต 3 ก้าน มาตรวัดขนาดใหญ่พร้อมจอสัมผัสในชุดเดียวกันขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว พร้อมระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ใช้งานง่ายและฉลาดขึ้น ระบบลำโพงชุดใหม่รอบทิศทาง Burmester พร้อมเบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ ทั้งแบบ ARTICO และ Nappa ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ไฟล้อมรอบห้องโดยสารแบบ Premium Ambient light ที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศที่แตกต่างในทุกการเดินทาง สำหรับรุ่นคูเป้และคาบริโอเลต์ มาพร้อมพวงมาลัย Multifunction sports steering wheel New generation และจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง พร้อมระบบ MBUX ผู้ช่วยอัจฉริยะที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ และระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ที่ประมวลผลคำสั่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระบบเชื่อมต่อ Smartphone integration ทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto รวมถึงระบบแผนที่นำทาง 3 มิติก็เป็นมาตรฐาน การเชื่อมต่อออนไลน์ผ่านสัญญาณ 4G-LTE แบบ E-SIM ยังช่วยให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างไม่จำกัด รวมถึงการควบคุมรถจากระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me ในรุ่น Cabriolet มาพร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาในห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่แบบเปิดประทุนเป็นไปอย่างรื่นรมย์
ขุมพลังของ E-Class ในไทยยังคงมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid ขนาด 2.0 ลิตร (E300 e) ที่ให้กำลังรวมสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 700 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic สามารถวิ่งด้วย E-Mode ได้ไกลสูงสุด 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ขนาด 13.5 kWh ชาร์จเต็ม 100% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาทีหากชาร์จด้วยเครื่องวอลล์บอกซ์ นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร (E220 d) ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และที่พลาดไม่ได้คือรุ่นสมรรถนะสูง Mercedes-AMG E53 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร ให้กำลังมหาศาลถึง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังเครื่องยนต์ได้อีก 22 แรงม้า ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ ที่ปรับผันได้สมบูรณ์แบบ ระบบความปลอดภัยของ E-Class ก็จัดเต็ม อาทิ Parking Package with reversing camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist ที่ช่วยให้ทุกการขับขี่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
สำหรับ Mercedes-Benz CLS 220 d AMG Premium ได้รับการปรับปรุงข้อมูลใหม่และราคาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูอันเป็นเอกลักษณ์ ภายนอกยังคงความโดดเด่นด้วยกระจังหน้า diamond-pattern grille พร้อมเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวและโลโก้ดาวสามแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ หลังคาซันรูฟไฟฟ้า กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ล้ออัลลอยสปอร์ต AMG ขนาด 19 นิ้ว พร้อมชุดไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก ภายในยังคงความหรูหราด้วยเบาะหนังแท้ Nappa พร้อมฝีเข็มสุดประณีต เบาะหลังพับได้ 40/20/40 และเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ เพิ่มระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย Wireless Charging พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa พร้อมระบบปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ระบบเสียง Burmester® Surround Sound System และไฟเรืองแสงห้องโดยสาร Premium ambient lighting ที่ปรับได้ถึง 64 สี แม้จะมีการปรับลดบางออปชันเพื่อราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น แต่ก็มีการเพิ่มระบบ MBUX พร้อม Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอ ที่ใช้งานง่ายขึ้น
ขุมพลังของ CLS 220 d AMG Premium เป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับจูนให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย มอบสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีต่างๆ ยังคงครบครัน อาทิ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย, KEYLESS-GO พร้อม HAND-FREE ACCESS, Head-up display, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ และระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) โดยมีราคาจำหน่ายที่น่าสนใจ ทำให้ CLS ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในตลาดรถยนต์หรู
ตระกูลคอมแพกต์พรีเมียม: Mercedes-Benz A-Class (V177) และ GLA (H247)
เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class เก๋งซีดานตัวเล็กในรหัส V177 ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากสาวกรถหรู หลังจากเปิดตัวและมีการประกอบในประเทศไทย ทำให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งรุ่น A 200 Progressive และ AMG Dynamic ดีไซน์ภายนอกยังคงความคล้ายคลึงกับรุ่นนำเข้า โดยเฉพาะรุ่น AMG Dynamic ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz ขนาดใหญ่ตรงกลาง และเส้นสายที่ตัดทอนให้เหลือน้อยที่สุด ผสมผสานดีไซน์คลาสสิกและความปราดเปรียวได้อย่างลงตัว มาพร้อมล้อขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง ทำงานร่วมกับไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED คล้ายคบเพลิง ส่วนรุ่น Progressive จะเน้นความเรียบง่าย ด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารคล้ายกับเวอร์ชันนำเข้า ตั้งแต่พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre (ในรุ่น AMG Dynamic) หรือหนัง ARTICO (ในรุ่น Progressive) พร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับเบาะคนขับทั้งสองรุ่น เบาะหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:20:40 แผงหน้าปัดมีรูปลักษณ์ล้ำสมัยด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่ทอดยาวอย่างไร้รอยต่อเชื่อมไปถึงแผงหน้าปัดแบบ Dual Screen Cockpit รุ่น AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 10.25 นิ้ว 2 จอเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนรุ่น Progressive ใช้หน้าจอ 7 นิ้วสำหรับมาตรวัดและ 10.25 นิ้วสำหรับจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ โดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัว แบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือแผงหน้าปัดและหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ infotainment MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ใช้งานง่าย จดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ที่อำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อต่างๆ รวมถึงการสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ “Hey, Mercedes” ที่เข้าใจภาษาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ
บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันโดดเด่นมากมาย อาทิ Mercedes-Benz emergency call system, Vehicle Monitoring, Vehicle Set-up, Maintenance Management และ Online Booking ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ภายในห้องโดยสารยังสร้างบรรยากาศรื่นรมย์ด้วย ambient lighting 64 สี และสามารถผสมสีพิเศษได้อีก 10 สีในรุ่น AMG Dynamic ขุมพลังสำหรับตลาดเมืองไทยคือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ระบบความปลอดภัยจัดเต็มด้วย Active Brake Assist ที่ช่วยลดความเสียหายหรือป้องกันการชนกับรถคันหน้าหรือแม้แต่ผู้ใช้ถนนและจักรยาน นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (reversing camera) ที่ช่วยให้การถอยจอดง่ายขึ้น ทำให้ A-Class เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนเมืองที่ต้องการความคล่องตัวและเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่จับต้องได้
สำหรับ New Mercedes-Benz GLA เจเนอเรชันที่ 2 ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังคงสร้างยอดขายทั่วโลกได้มากกว่า 1 ล้านคัน และในปี 2025 นี้ ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งในตลาดครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด GLA ได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่โครงสร้าง ด้วยขนาดความยาวที่ลดลงเล็กน้อย แต่สูงกว่ารุ่นเก่าถึง 104 มิลลิเมตร และฐานล้อยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร ทำให้ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น ภายในคล้ายคลึงกับเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นอื่น ๆ ด้วยแผงหน้าปัดพร้อมจอแสดงผลแบบดิจิทัลสำหรับเครื่องมือและฟังก์ชันระบบสาระบันเทิง เน้นความเป็นรถครอสโอเวอร์ด้วยการยกเบาะหน้าให้สูงกว่า A-Class 140 มิลลิเมตร หลังคากว้างขึ้น และเบาะหลังสามารถปรับได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ
GLA ได้ยกระดับด้านความปลอดภัยของระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นในปี 2025 ด้วยฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทาง, ฟังก์ชันแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ, และระบบช่วยเบรก (Active Brake Assist) เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ขุมพลังรุ่น GLA 250 เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังเพลาหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และสามารถอัปเกรดเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้สำหรับรุ่น GLA 250 4Matic นอกจากนี้ยังมีรุ่น GLA 200 ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และอาจมีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและปลั๊กอินไฮบริดทยอยเข้ามาในอนาคต GLA ยังคงเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาในตลาดครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูและการแข่งขัน
ในขณะที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงนำเสนอความหลากหลายในตลาดรถยนต์หรู ผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์จีนหลายรายก็เร่งทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในระดับ Luxury อย่างแบรนด์ Zeekr ของ Geely ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Volvo และ Lotus รวมถึงเป็นผู้ถือหุ้น Mercedes-Benz อยู่ 9.7% Geely ได้วางตำแหน่ง Zeekr ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรูที่เทียบเท่ากับ Mercedes-Benz, BMW และ Audi โดยเน้นกลยุทธ์การสร้างสินค้าไลฟ์สไตล์ การเปิดสมาคมผู้ขับขี่ และการให้ลูกค้าสามารถเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยที่บริหารแบรนด์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ Nio เคยใช้มาก่อน และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูนี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และประสบการณ์การขับขี่พรีเมียม คือทิศทางที่อุตสาหกรรมกำลังมุ่งไป และเมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็พร้อมรับมือกับความท้าทายนี้ด้วยการนำเสนอ EQS และการพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป
ในปี 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่เหนือกว่า ด้วยการผสมผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ประสิทธิภาพที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแก่ลูกค้าทุกคน ไม่ว่าจะเป็นความหรูหราขั้นสุดของ S-Class, นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของ EQS, ความสง่างามที่ปรับโฉมของ E-Class และ CLS, หรือความคล่องตัวในแบบพรีเมียมของ A-Class และ GLA ทุกรุ่นล้วนสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการขับเคลื่อนอนาคตของยานยนต์หรู ควบคู่ไปกับการมอบความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และสุนทรียภาพในทุกการเดินทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นในยุคใหม่นี้

