• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N2911001 Ep2 หญ งสาวท กำล งหน จากพ อใจร าย ไม คาดค ดว าจะได พบก บพรหมล ตของช part2

admin79 by admin79
November 28, 2025
in Uncategorized
0
N2911001 Ep2 หญ งสาวท กำล งหน จากพ อใจร าย ไม คาดค ดว าจะได พบก บพรหมล ตของช part2

ในโลกแห่งยนตรกรรมปี 2025 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านรถยนต์หรู ที่ไม่เพียงแต่นำเสนอความสง่างามเหนือกาลเวลา แต่ยังผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ประสิทธิภาพการขับขี่ที่เป็นเลิศ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์ที่คล่องตัว รถยนต์ซีดานสุดหรู ไปจนถึงยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคต เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่มองหาประสบการณ์เหนือระดับอย่างไม่หยุดยั้ง บทความนี้จะเจาะลึกถึงวิวัฒนาการและไฮไลต์สำคัญของรถยนต์ตระกูลดาวสามแฉกที่ยังคงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์โลก

Mercedes-Benz A-Class: สมาร์ทคอมแพกต์ที่ตอบโจทย์ชีวิตเมือง

นับตั้งแต่เปิดตัวสู่ตลาด เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class รหัส V177 ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้หลงใหลในรถยนต์หรู ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ขนาดกะทัดรัด แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราตามแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำให้ A-Class กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนเมืองที่ต้องการรถยนต์ที่คล่องตัว ทันสมัย และตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างลงตัว ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ A 200 ซึ่งประกอบในประเทศไทย ได้รับการนำเสนอในสองรุ่นย่อย ได้แก่ Progressive และ AMG Dynamic พร้อมราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยยังคงเสน่ห์และประสิทธิภาพอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ครบถ้วน

ดีไซน์ภายนอก: ความแตกต่างที่ลงตัว

สำหรับรุ่น AMG Dynamic ได้รับการออกแบบให้สะท้อนถึงความสปอร์ตและเร้าใจอย่างชัดเจน ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille ที่ประดับด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอนตัดกับตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ตรงกลาง เสริมความดุดันด้วยชุดแต่ง AMG ที่ลดทอนเส้นสายและช่องว่างให้เหลือน้อยที่สุด สร้างความรู้สึกปราดเปรียวและทรงพลัง ไฟหน้า LED High Performance ดีไซน์เพรียวบาง พร้อมกรอบโครเมียม และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ที่คล้ายคบเพลิง มอบทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยมและรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ พร้อมยาง 225/45 R18 เติมเต็มความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมสปอร์ต

ในทางกลับกัน รุ่น Progressive เน้นความเรียบง่ายและสง่างาม ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ แต่ไม่มีชุดแต่ง AMG และมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว แบบ 10 ก้าน พร้อมยาง 205/55 R17 ไฟหน้าและไฟท้ายยังคงใช้ชุด LED High Performance เช่นเดียวกับรุ่น AMG Dynamic ซึ่งยืนยันถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและดีไซน์ที่ไม่ลดทอนคุณภาพ

ห้องโดยสาร: นวัตกรรมที่เชื่อมโยงผู้ขับขี่

ภายในห้องโดยสารของ A-Class ยังคงสะท้อนถึงการออกแบบที่ล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่เหนือชั้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa ในรุ่น AMG Dynamic (และหนังคุณภาพสูงในรุ่น Progressive) ให้สัมผัสที่กระชับและควบคุมได้อย่างแม่นยำ เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre (ในรุ่น AMG Dynamic) และหนัง ARTICO (ในรุ่น Progressive) มอบความสบายสูงสุด พร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับเบาะนั่งคนขับทั้งสองรุ่น เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ

ไฮไลต์สำคัญคือ Dual Screen Cockpit ซึ่งในรุ่น AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว สองจอที่เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว ให้ภาพที่คมชัดและแสดงข้อมูลที่จำเป็นครบครัน ขณะที่รุ่น Progressive ใช้หน้าจอขนาด 7 นิ้ว สำหรับมาตรวัด และ 10.25 นิ้ว สำหรับจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ โดยทั้งสองหน้าจอถูกออกแบบให้มีลักษณะลอยตัว สร้างความรู้สึกทันสมัยและกว้างขวาง

ระบบ Infotainment MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ คือหัวใจสำคัญที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ด้วยความสามารถในการเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่ รวมถึงการสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่เข้าใจภาษาพูดตามธรรมชาติ เพียงแค่พูดว่า ‘Hey, Mercedes’ ระบบก็จะพร้อมตอบสนองคำสั่งต่างๆ ทำให้ผู้ขับขี่มีสมาธิจดจ่อกับการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ระบบยังทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ที่มอบฟังก์ชันอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยมากมาย อาทิ ระบบโทรฉุกเฉิน Mercedes-Benz emergency call system, การตรวจสอบตำแหน่งและสถานะรถยนต์ (Vehicle Monitoring & Set-up), การแจ้งเตือนและจัดการการเข้ารับบริการ (Maintenance Management & Online Booking) รวมถึงระบบไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Lighting 64 สี (และอีก 10 สีพิเศษในรุ่น AMG Dynamic) ที่ช่วยปรับอารมณ์ในห้องโดยสารให้รื่นรมย์ตลอดการเดินทาง และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาด 420 ลิตร ที่กว้างขวางสะดวกสบาย

ขุมพลังและระบบความปลอดภัย: ประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้

Mercedes-Benz A-Class ในตลาดประเทศไทยมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ขับเคลื่อนล้อหน้า มอบสมรรถนะที่ตอบสนองได้ดีเยี่ยมและประหยัดน้ำมัน

ด้านระบบความปลอดภัย A-Class อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นก่อนหน้า เช่น ระบบช่วยหยุดรถ Active Brake Assist ที่ได้รับการพัฒนาให้ลดความเสียหายหรือป้องกันการชนกับรถยนต์คันหน้า คนเดินเท้า หรือจักรยานได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (reversing camera) ที่ทำให้การถอยจอดเป็นเรื่องง่ายดาย ราคาจำหน่ายเริ่มต้นของ Mercedes-Benz A 200 Progressive อยู่ที่ 1,990,000 บาท และ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic อยู่ที่ 2,150,000 บาท ทำให้เป็นรถยนต์พรีเมียมที่คุ้มค่าสำหรับคนรุ่นใหม่

Mercedes-Benz E-Class Facelift: ซีดานหรูที่ปรับโฉมสู่ความสปอร์ตยิ่งขึ้น

การปรับโฉมครั้งสำคัญของ Mercedes-Benz E-Class ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์หรูของประเทศไทย โดย E-Class โฉมใหม่นี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมกับดีไซน์ที่ผสมผสานความหรูหราดั้งเดิมเข้ากับความสปอร์ตอันดุดันได้อย่างลงตัว ท้าชนคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันอย่าง BMW 5 Series LCI ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ดีไซน์ภายนอก: ความสง่างามที่เร้าใจ

Mercedes-Benz E-Class Facelift มาพร้อม “หน้าใหม่ สปอร์ตใหม่” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Mercedes-Benz CLS ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่โดดเด่นด้วยโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่พร้อมไฟ Daytime Running Light (DRL) รูปตัว L ที่เสริมความโฉบเฉี่ยวและมอบทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยม กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น และฝากระโปรงหน้าที่ออกแบบใหม่รับกับบุคลิกที่ลงตัว ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ผสานเข้ากับฝาท้ายได้อย่างงดงาม ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18, 19 และ 20 นิ้ว พร้อมยางที่เหมาะสมกับสมรรถนะการขับขี่

ห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย และเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ

ภายในห้องโดยสารยังคงรักษาความหรูหราตามแบบฉบับ E-Class ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมการตกแต่งใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้านใหม่ มอบการควบคุมที่กระชับ มาตรวัดขนาดใหญ่พร้อมจอสัมผัสขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว ที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) รุ่นใหม่ ช่วยให้การสั่งการและการเข้าถึงข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Burmester® มอบสุนทรียภาพในการเดินทาง เบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ ทั้งแบบ ARTICO และ Nappa ให้ความรู้สึกสบายและพรีเมียม

ขุมพลังทางเลือก: ครบครันทุกสไตล์การขับขี่

E-Class Facelift นำเสนอขุมพลังหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ขับขี่:

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid (E300 e): เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รหัส M274 DE 20 AL ให้กำลัง 211 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้า (E-Mode) ได้ไกลสูงสุด 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 13.5 kWh ชาร์จเต็มภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาที ด้วยวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการขับขี่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ (E 220 d): เครื่องยนต์ดีเซลรหัส OM654 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. โดดเด่นด้านความประหยัดน้ำมันและความทนทาน เหมาะสำหรับการเดินทางไกล

Mercedes-AMG E53: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความแรงสูงสุด มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง รหัส M256 3.0 ลิตร ให้กำลังมหาศาลถึง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังได้อีก 22 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 4.5 วินาที ผสานการทำงานกับเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ มอบประสบการณ์ขับขี่สไตล์สปอร์ตเร้าใจ

The All New Mercedes-Benz S-Class: นิยามใหม่แห่งความหรูหราและการขับขี่

The All New Mercedes-Benz S-Class รุ่นประกอบในประเทศไทย ถือเป็นเพชรน้ำเอกของค่ายดาวสามแฉก ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดรถยนต์หรูมาโดยตลอด ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความสะดวกสบายที่หาตัวจับยาก S-Class ใหม่ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ได้อย่างไม่สั่นคลอน

ดีไซน์ภายนอก: Sensual Purity ที่ยกระดับ

S-Class ใหม่มาพร้อมแนวคิด Sensual Purity ที่ได้รับการยกระดับในทุกมิติ ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ ชุดกันชนหน้าเน้นความสปอร์ต ล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/40 R20 เสริมภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง ฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 51 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ทำให้ตัวรถดูสง่างามยิ่งขึ้น เส้นโค้งหลังคา Catwalk line กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง เพิ่มความสปอร์ตโดยไม่ลดทอนพื้นที่ภายในห้องโดยสาร มือจับประตูแบบไร้รอยต่อช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้าง และไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม เสริมด้วยกรอบโครเมียมและกันชนหลังดีไซน์ล้ำสมัย

ภายในห้องโดยสาร: ดิจิทัลลักซ์ชัวรีที่โอบล้อม

ห้องโดยสารของ S-Class ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่น มอบความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุดผ่านประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารทุกตำแหน่ง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa leather หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Instrument Clusters ความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว ปุ่มควบคุมทั้งหมดบนคอนโซลกลางถูกรวมเข้าไว้บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีน OLED ขนาด 12.8 นิ้ว ดีไซน์แบบฟรีฟอร์มที่บางเบาแต่ตอบสนองฉับไว พื้นที่ใช้งานบนจอเพิ่มขึ้นกว่า 64% จากรุ่นเดิม ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันได้อย่างง่ายดายผ่านปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ขับขี่แต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

เบาะนั่งตอนหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งเบาะไฟฟ้าปรับตำแหน่งได้ และฟังก์ชันการนวดที่เลือกได้สูงสุด 6 โปรแกรม ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ยังก้าวล้ำด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายผู้โดยสาร เช่น การเปิด/ปิดไฟอ่านหนังสืออัตโนมัติเมื่อยื่นมือเข้าใกล้กระจกด้านข้าง และ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ทำงานร่วมกับ Rear Tablet ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอ 11.6 นิ้ว สองจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว มอบประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำ

ขุมพลังและระบบความปลอดภัย: มาตรฐานใหม่แห่งสมรรถนะและความมั่นใจ

สำหรับ S-Class สเปกไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร รหัส OM656 พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage ให้กำลัง 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลและทรงพลัง

ระบบความปลอดภัยก็ล้ำหน้าอย่างครบครัน ด้วยถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเป็นครั้งแรก ระบบ Parking Package with 360° camera ที่ให้มุมมองรอบรถแบบเสมือนจริง และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ซึ่งรวมถึง Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน S-Class ใหม่พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์แห่งความหรูหราและเทคโนโลยีในราคา 6,690,000 บาท สำหรับรุ่น S 350 d Exclusive และ 7,190,000 บาท สำหรับรุ่น S 350 d AMG Premium

Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet Facelift: สปอร์ตคูเป้และเปิดประทุนที่ดึงดูดทุกสายตา

หลังจากที่ E-Class เวอร์ชั่นซีดานได้รับการปรับโฉมใหม่จนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ตและความหรูหราในแบบคูเป้และเปิดประทุนก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับ The new Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet ที่ได้เปิดตัวไปพร้อมกับการปรับโฉมตามเวอร์ชั่นซีดาน โดยยังคงเอกลักษณ์ของ “Sensual Purity” ที่ผสมผสานความสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหราได้อย่างน่าทึ่ง

ดีไซน์ภายนอก: ความโฉบเฉี่ยวที่มาพร้อมความสง่างาม

E-Class Coupe & Cabriolet มาพร้อมกระจังหน้า Diamond Radiator Grille ดีไซน์ A-Shape พร้อมไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะ 84 หลอดต่อข้าง ที่ให้ระบบส่องสว่างระยะไกล ULTRA RANGE high beam สูงสุด 650 เมตร ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG แบบ 10-spoke พร้อมยาง 245/40R19 (ล้อหน้า) และ 275/35R19 (ล้อหลัง) ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ดุดันแต่สง่างาม สำหรับรุ่น Cabriolet มาพร้อมหลังคาผ้า Soft top fabric ที่สามารถเปิดและปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าภายใน 20 วินาที เพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่แบบเปิดประทุน

ภายในห้องโดยสาร: ประสบการณ์ที่หรูหราและเป็นส่วนตัว

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมพวงมาลัย Multifunction sports steering wheel New generation หน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว สองจอต่อเนื่อง ที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ระบบไฟล้อมรอบห้องโดยสาร Premium Ambient light ที่ปรับได้ 64 เฉดสี และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ช่องระบบปรับอากาศดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากใบพัดอากาศยานยังเพิ่มความพิเศษให้กับห้องโดยสาร

เทคโนโลยีและการเชื่อมต่อ: ชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด

E-Class Coupe & Cabriolet มาพร้อมฟังก์ชันการทำงานมาตรฐานมากมาย เช่น การควบคุมด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอและ Touchpad ระบบเชื่อมต่อ Smartphone integration (Apple CarPlay® และ Android Auto) และระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้ขีดจำกัดด้วยสัญญาณ 4G-LTE แบบ E-SIM ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการควบคุมรถยนต์จากระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me ในรุ่น Cabriolet ยังมีระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาสู่ห้องโดยสารขณะขับขี่แบบเปิดประทุน

ขุมพลังและระบบความปลอดภัย: สมรรถนะที่เร้าใจพร้อมความมั่นใจสูงสุด

รุ่น Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic และ Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.6 วินาที (Coupé) และ 7.9 วินาที (Cabriolet) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

ระบบความปลอดภัยล้ำหน้าครบครัน อาทิ Parking Package with reversing camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่และจอดรถ ราคาจำหน่ายของ Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic อยู่ที่ 4,550,000 บาท และ Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic อยู่ที่ 5,140,000 บาท

Mercedes-Benz EQS: นิยามใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าหรูระดับพรีเมียม

ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQS ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าหรูที่โดดเด่นที่สุดในตลาด โดยถูกวางตำแหน่งให้เป็น “S-Class แห่งโลกไฟฟ้า” ด้วยจุดเด่นทั้งความใหญ่โตสง่างาม สมรรถนะอันทรงพลัง และระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ซึ่งเข้ามาสร้างความตื่นเต้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูของไทยตั้งแต่ปี 2022/2023 และยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

การผลิตและดีไซน์: ศิลปะแห่งวิศวกรรมไฟฟ้า

EQS ได้เริ่มสายการผลิตอย่างเป็นทางการที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับที่ผลิต S-Class และ Mercedes-Maybach S-Class สะท้อนถึงมาตรฐานการผลิตระดับโลกที่ดีที่สุด งานออกแบบส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vision EQS concept โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Black Panel สีดำที่ผสานรวมไฟ Daytime Running Light แบบ LED พาดผ่านตลอดแนวขอบกระจังหน้าด้านบน พร้อมไฟหน้า Digital Light อัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้ายแบบ LED ที่พาดเป็นแนวนอนตลอดฝาท้ายเช่นกัน และล้ออัลลอยที่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 19, 20 และ 21 นิ้ว ล้วนเสริมความล้ำสมัยและประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์

ภายในห้องโดยสาร: ประสบการณ์ Hyperscreen ที่ไม่เหมือนใคร

ภายในห้องโดยสารของ EQS โดดเด่นด้วยนวัตกรรม MBUX Hyperscreen ซึ่งเป็นจอแสดงผลขนาดยักษ์ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า มีความยาวรวมกว่า 1,410 มิลลิเมตร ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอสำหรับความบันเทิงของผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว นอกจากนี้ ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับความบันเทิงส่วนตัวจากหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีก 2 จอ ระบบเครื่องเสียง Burmester® กำลังขับ 710 วัตต์ จากลำโพง 15 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศแบบ 4 โซน พร้อมเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้คุณภาพสูงสีขาว สร้างบรรยากาศที่หรูหราและผ่อนคลายในทุกการเดินทาง

ขุมพลังและประสิทธิภาพ: การขับขี่ไฟฟ้าที่เหนือระดับ

EQS มีให้เลือกสองรุ่นหลัก ได้แก่:

EQS 450+ (ขับเคลื่อนล้อหลัง): ใช้มอเตอร์กำลังขับ 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.

EQS 580 4Matic (ขับเคลื่อน 4 ล้อ): ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที และความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh (ข้อมูลอ้างอิงจากบทความต้นฉบับ) ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรจากการชาร์จ 1 ครั้ง (สำหรับรุ่น EQS 450+) ตอบโจทย์การเดินทางระยะไกลโดยไร้กังวลเรื่องระยะทางวิ่ง

การชาร์จและระบบความปลอดภัย: สะดวก รวดเร็ว และมั่นใจ

EQS รองรับการชาร์จเร็วด้วยกำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 31 นาที หรือหากชาร์จเพียง 15 นาที ก็จะเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 300 กิโลเมตร (ในรุ่น EQS 450+) สำหรับการชาร์จด้วยสายชาร์จ AC ขนาด 11 กิโลวัตต์ จะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม และมีชุดชาร์จพิเศษ 22 กิโลวัตต์ ที่ลดเวลาเหลือเพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น

ระบบความปลอดภัยรอบคันก็ครบครันด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (adaptive cruise control), ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน (lane-keep assist), ระบบช่วยในการเปลี่ยนเลน (lane-change assist), ระบบเตือนมุมบอดด้านข้าง (blind-spot monitoring) และระบบเตือนรถวิ่งตัดด้านหลังเมื่อถอยหลัง (rear cross-traffic alert) เป็นต้น

ปัจจุบัน EQS ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าหรู สอดรับกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโต โดยมีแบรนด์คู่แข่งอย่าง Zeekr จาก Geely ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูโดยเฉพาะ สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดนี้ และเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้วย EQS

Mercedes-Benz GLA: ครอสโอเวอร์คอมแพกต์ที่ลงตัวสำหรับทุกไลฟ์สไตล์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ GLA ซึ่งเปิดตัวเจเนอเรชันที่สอง ได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่โครงสร้าง มอบรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและสมรรถนะที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้า GLA ยังคงเป็นหนึ่งในรถยนต์ครอสโอเวอร์คอมแพกต์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 1 ล้านคัน

ดีไซน์ภายนอกและโครงสร้าง: ความลงตัวของขนาด

GLA เจเนอเรชันใหม่ได้รับการออกแบบใหม่หมด โดยมีขนาดความยาวลดลง 14 มิลลิเมตร และแคบลง 2 มิลลิเมตร แต่สูงกว่ารุ่นเก่าถึง 104 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร การปรับเปลี่ยนสัดส่วนนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ GLA มีรูปลักษณ์ที่บึกบึนและสง่างามยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางและสะดวกสบายมากขึ้น

ภายในห้องโดยสาร: ผสานความหรูหราเข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน

ภายในห้องโดยสารของ GLA มีความคล้ายคลึงกับ Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆ ที่ใช้แผงหน้าปัดพร้อมจอแสดงผลดิจิทัลสำหรับมาตรวัดและระบบสาระบันเทิง เพื่อความเป็นรถครอสโอเวอร์ เบาะหน้าถูกยกสูงขึ้น 140 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ A-Class ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้น เบาะหลังสามารถปรับได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานพื้นที่เก็บสัมภาระ ให้ความสะดวกสบายและความเป็นอเนกประสงค์สำหรับการเดินทางในทุกรูปแบบ

ระบบความปลอดภัยและขุมพลัง: มั่นใจทุกเส้นทาง

GLA ใหม่ได้ยกระดับด้านความปลอดภัยของระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น ทั้งฟังก์ชันการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ฟังก์ชันแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ และระบบช่วยเบรก Active Brake Assist เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

ในด้านขุมพลัง รุ่น GLA 250 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังเพลาหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และมีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ GLA 250 4Matic ให้เลือก นอกจากนี้ ยังมีรุ่น GLA 200 ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลและ Plug-in Hybrid ที่เข้ามาเสริมทัพในตลาด ทำให้ GLA มีความหลากหลายและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างครบวงจร

Mercedes-Benz CLS 220 d: สี่ประตูคูเป้ดีเซลที่ปรับราคาให้เข้าถึงง่ายขึ้น

เมอร์เซเดส-เบนซ์ CLS ในรุ่น CLS 220 d ได้รับการปรับปรุงจากรุ่น CLS 300 d AMG Premium เพื่อนำเสนอทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย การปรับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจของเมอร์เซเดส-เบนซ์ต่อความต้องการของตลาดและความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์พรีเมียมที่คุ้มค่า

ดีไซน์ภายนอก: ความสง่างามที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ภายนอกของ CLS 220 d ยังคงไม่แตกต่างจากรุ่นเดิม ด้วยกระจังหน้า Diamond-Pattern Grille เส้นตัดแบ่งเส้นเดียว และตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์อันเป็นเอกลักษณ์ หลังคาซันรูฟไฟฟ้า ชุดกันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ล้ออัลลอยสปอร์ต AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว ไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก ล้วนเสริมความหรูหราและสปอร์ตให้กับตัวรถ อย่างไรก็ตาม มีการปรับลดบางส่วน เช่น จานเบรกขนาดใหญ่แบบเจาะรู เพื่อให้สอดคล้องกับราคาใหม่

ภายในห้องโดยสาร: เพิ่มฟังก์ชัน ลดบางส่วนเพื่อความคุ้มค่า

ภายในยังคงรักษามาตรฐานความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa การตกแต่งภายในที่ประณีต และเบาะหลังที่พับได้แบบ 40/20/40 เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย (Wireless Charging) ระบบ MBUX พร้อม Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง รวมถึงระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง (Rear Seat Belts status)

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีการปรับลดบางออปชัน เช่น การตัดตาข่ายเก็บเอกสารบริเวณผู้โดยสารด้านหน้า, ปุ่มควบคุมการปรับเบาะผู้โดยสารด้านหน้าบริเวณประตูฝั่งผู้ขับ, นาฬิกาแบบ Analog, และระบบหน้าจอแบบ Audio 20 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถูกพิจารณามาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ยังคงมอบประสบการณ์ที่พรีเมียมในราคาที่แข่งขันได้

ขุมพลังและระบบความปลอดภัย: ประสิทธิภาพที่ยังคงตอบโจทย์

CLS 220 d ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร แต่ปรับลดกำลังเหลือ 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที (จากเดิม 245 แรงม้า และ 500 นิวตันเมตร) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย การปรับลดกำลังเครื่องยนต์นี้ยังคงให้สมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับเน้นประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน

ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยียังคงโดดเด่น เช่น ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย, ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HANDS-FREE ACCESS, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display), ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2-Zone, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และเพิ่มระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) โดยมีการปรับลดระบบ Active Distance Assist DISTRONIC และโหมด Sport+ แต่เพิ่ม Active Braking Assist ซึ่งยังคงมอบความปลอดภัยที่ครบครันและน่าเชื่อถือ

ด้วยการปรับปรุงทั้งขุมพลังและออปชันเพื่อความเหมาะสม CLS 220 d จึงมีราคาจำหน่ายที่ 4,329,000 บาท (จากเดิม 4,449,000 บาท) ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์สี่ประตูคูเป้หรูในราคาที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

สรุป: เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้นำที่ไร้ขีดจำกัด

ในปี 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์หรู ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์ รถยนต์ซีดาน รถยนต์ครอสโอเวอร์ ไปจนถึงยนตรกรรมไฟฟ้าล้ำสมัย แต่ละรุ่นได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถันทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และระบบความปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกมิติ

ไม่ว่าจะเป็น A-Class ที่ตอบโจทย์คนเมือง, E-Class ที่ผสมผสานความหรูหราและสปอร์ตได้อย่างลงตัว, S-Class ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราขั้นสุด, EQS ที่เป็นผู้บุกเบิกแห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้า, GLA ครอสโอเวอร์ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ หรือ CLS สี่ประตูคูเป้ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์โลก และยังคงเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่มองหานวัตกรรมยานยนต์หรูที่ขับเคลื่อนอนาคตอย่างแท้จริง

Previous Post

N2911004 กศ กษาสาวช อก! นไนต สแตนด ของเธอ นเป นอาจารย วเอง part2

Next Post

N3011005 เทพบ ตรส ดเย นชาปฏ เสธคนท งโรงเร ยน แต กล บเป นฝ ายร กใส สาวร บจ างจ งหมา part2

Next Post
N3011005 เทพบ ตรส ดเย นชาปฏ เสธคนท งโรงเร ยน แต กล บเป นฝ ายร กใส สาวร บจ างจ งหมา part2

N3011005 เทพบ ตรส ดเย นชาปฏ เสธคนท งโรงเร ยน แต กล บเป นฝ ายร กใส สาวร บจ างจ งหมา part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.