• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N2911003 Ep2 กศ กษาสาวช อก! นไนต สแตนด ของเธอ นเป นอาจารย วเอง part2

admin79 by admin79
November 28, 2025
in Uncategorized
0
N2911003 Ep2 กศ กษาสาวช อก! นไนต สแตนด ของเธอ นเป นอาจารย วเอง part2

ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Mercedes-Benz ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านความหรูหรา ประสิทธิภาพ และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย แบรนด์ตราดาวสามแฉกไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คอมแพกต์สำหรับคนเมืองที่ต้องการความคล่องตัว รถยนต์ซีดานสุดหรูที่สะท้อนรสนิยม หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่พร้อมจะพาเราก้าวเข้าสู่อนาคตอย่างแท้จริง บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจความโดดเด่นของ Mercedes-Benz ในแต่ละเซกเมนต์ ที่ผสานรวมเทคโนโลยีล้ำยุคเข้ากับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว

ความล้ำสมัยในตระกูลคอมแพกต์: A-Class และ GLA – เมื่อความหรูหรามาพร้อมความคล่องตัว

สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์พรีเมียมขนาดกะทัดรัดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ Mercedes-Benz A-Class (รหัส V177) ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ด้วยความสำเร็จจากการทำตลาดมาหลายปี ปัจจุบัน A-Class ในเวอร์ชันประกอบในประเทศไทย โดยเฉพาะรุ่น A 200 ทั้ง Progressive และ AMG Dynamic ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นโดยไม่ลดทอนคุณภาพและเอกลักษณ์ความเป็น Mercedes-Benz ลงไปแม้แต่น้อย

ภายนอกของ A-Class AMG Dynamic โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille ที่ประกอบด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอนและตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz สีเงินขนาดใหญ่ใจกลางกระจังหน้า สะท้อนความหล่อเหลาและดุดันแบบ AMG อย่างแท้จริง การตัดทอนเส้นสายและช่องว่างให้มีน้อยที่สุดเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์คอมแพกต์และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว ไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง พร้อมกรอบโครเมียม และไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED คล้ายคบเพลิง รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ ยิ่งเสริมให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง

ขณะที่รุ่น Progressive เน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงความหรูหรา ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ แต่ลดความสปอร์ตลงเล็กน้อยด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว แบบ 10 ก้าน อย่างไรก็ตาม ชุดไฟหน้าและไฟท้ายยังคงใช้แบบ LED High Performance เช่นเดียวกับรุ่น AMG Dynamic

ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ A-Class จะพบกับความล้ำสมัยที่ไม่ต่างจากเวอร์ชันนำเข้า พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง Nappa ในรุ่น AMG Dynamic (และหนังสำหรับรุ่น Progressive) มอบสัมผัสการขับขี่ที่เร้าใจ เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre (และหนัง ARTICO สำหรับ Progressive) พร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับเบาะคนขับ มอบความสะดวกสบายสูงสุด แผงหน้าปัดดีไซน์ล้ำยุคด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่ทอดยาวอย่างไร้รอยต่อเชื่อมต่อไปยัง Dual Screen Cockpit ซึ่งประกอบด้วยหน้าจอขนาดใหญ่สองจอ สำหรับรุ่น AMG Dynamic จะเป็นหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว 2 จอ ส่วนรุ่น Progressive จะเป็นจอมาตรวัดขนาด 7 นิ้ว และจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ ที่พัฒนามาเพื่อความง่ายในการใช้งาน และสามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ การสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะเพียงแค่พูดว่า “Hey, Mercedes” พร้อมระบบนำทางในตัว ทำให้การเชื่อมต่อและการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากนี้ Mercedes me connect ยังเพิ่มมิติใหม่ของการเชื่อมต่อกับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน Mercedes-Benz Emergency Call System, Vehicle Monitoring สำหรับตรวจสอบตำแหน่งรถ, Vehicle Set-up สำหรับเช็คสภาพรถจากระยะไกล, Maintenance Management ที่ช่วยเตือนการนำรถเข้าตรวจสภาพ และ Online Booking สำหรับการนัดหมายบริการ ทั้งหมดนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมด้วย Ambient Lighting 64 สี ที่ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้รื่นรมย์ตลอดการเดินทาง

สำหรับขุมพลัง A-Class สำหรับตลาดเมืองไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ขับเคลื่อนล้อหน้า มอบสมรรถนะที่ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

ขยับมาที่ Mercedes-Benz GLA (รหัส H247) เจเนอเรชันที่สอง ครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่โครงสร้าง แม้ตัวรถจะมีความยาวและแคบลงเล็กน้อย แต่กลับสูงขึ้นและมีฐานล้อยาวขึ้น มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและนั่งสบายกว่าเดิม เบาะหน้ายกสูงกว่า A-Class 140 มิลลิเมตร เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่แบบรถครอสโอเวอร์แท้ๆ เบาะหลังสามารถปรับพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการบรรทุกสัมภาระได้อย่างลงตัว

ภายใน GLA ถอดแบบความล้ำสมัยมาจากรุ่นพี่อย่าง A-Class ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลและจอแสดงผลระบบสาระบันเทิงขนาดใหญ่ทำงานร่วมกับ MBUX มอบประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ ด้านความปลอดภัย GLA ได้ยกระดับระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ทั้งฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทาง การแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ และระบบช่วยเบรก Active Brake Assist เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

ขุมพลังของ GLA มีให้เลือกทั้งรุ่นเริ่มต้นอย่าง GLA 200 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ 161 แรงม้า และรุ่น GLA 250 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 221 แรงม้า พร้อมตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic โดยจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด หรือ 8 สปีดตามรุ่น มอบทั้งความประหยัดและสมรรถนะการขับขี่ที่น่าประทับใจ การมาของ GLA ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัดอย่างแท้จริง

นิยามใหม่แห่งความหรูหรา: E-Class และ CLS – ความสง่างามที่มาพร้อมความก้าวหน้า

Mercedes-Benz E-Class ซีดานสุดหรูในตระกูลกลาง ได้รับการปรับโฉมครั้งสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อท้าชนคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series LCI ด้วยหน้าตาที่สดใหม่ สปอร์ตยิ่งขึ้น ภายใต้ความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ ดีไซน์ภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจาก Mercedes-Benz CLS ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าพร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ที่ดุดันขึ้น ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่พร้อมไฟ daytime แบบ LED รูปตัว L ที่โดดเด่น รวมถึงกันชนหน้าและฝากระโปรงที่ออกแบบใหม่รับกับบุคลิกที่ลงตัว ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่งดงามและสปอร์ต พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18-20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ E-Class ดูทันสมัยและสง่างามยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งใหม่ แต่ยังคงรักษาความรู้สึกหรูหราดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่แบบ 3 ก้านสปอร์ต มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ต่อเนื่องกับจอสัมผัสในชุดเดียวกันขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับ MBUX เจเนอเรชันใหม่ มอบความสะดวกสบายและประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือชั้น พร้อมลำโพงชุดใหม่รอบทิศทาง Burmester และเบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ เช่น ARTICO Nappa ที่มอบสัมผัสความหรูหราและนั่งสบาย

สำหรับขุมพลังในประเทศไทย E-Class Facelift มีตัวเลือกที่หลากหลาย เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid ขนาด 2.0 ลิตร (E300 e) ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ 211 แรงม้า กับมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า ให้พละกำลังสูงสุดรวม 320 แรงม้า แรงบิดมหาศาลถึง 700 นิวตันเมตร ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic ทำให้สามารถขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า (E-Mode) ได้ไกลสูงสุดถึง 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 13.5 kWh ที่ชาร์จเต็มได้ภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาทีเมื่อใช้ Wallbox ของ Mercedes-Benz

นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร (E220 d) ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมและความประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น พร้อมเกียร์ 9G-Tronic และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความแรงสูงสุด ยังมีเวอร์ชัน AMG E53 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร ให้กำลังถึง 435 แรงม้า พร้อมระบบ EQ Boost ที่ช่วยเสริมกำลังได้อีก 22 แรงม้า และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ มอบสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์

ส่วน Mercedes-Benz CLS นั้นได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น โดยมีรุ่น CLS 220 d AMG Premium ที่เข้ามาแทนที่ CLS 300 d AMG Premium ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการปรับลดขุมพลังและออปชันบางรายการ แต่ยังคงรักษาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และหรูหราของ CLS ไว้อย่างครบถ้วน ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond-pattern grille เส้นแบ่งเดี่ยว พร้อมกันชนและสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED อันเป็นเอกลักษณ์

ภายในยังคงความพรีเมียมด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa พร้อมฟังก์ชันหน่วยบันทึกความจำ และเพิ่มระบบชาร์จมือถือไร้สาย Wireless Charging พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester Surround Sound System เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แม้จะมีการปรับลดออปชันบางส่วน แต่ก็ได้เพิ่มระบบ MBUX และหน้าจอ Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้วสองจอต่อเนื่อง พร้อม Touchpad ดีไซน์ใหม่ และระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง

ขุมพลังของ CLS 220 d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ ด้านระบบความปลอดภัยยังคงโดดเด่นด้วย DYNAMIC SELECT, KEYLESS-GO พร้อม HANDS-FREE ACCESS, Head-up Display, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ และ Blind Spot Assist เสริมความมั่นใจในการเดินทางทุกเส้นทาง

ในด้านของสไตล์ที่เร้าใจและเป็นเอกลักษณ์ Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet ก็ได้รับการปรับโฉมตามเวอร์ชันซีดาน โดยยังคงคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ผสานความเป็นสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหราได้อย่างน่าทึ่ง กระจังหน้า Diamond Radiator Grille ดีไซน์ A-Shape พร้อมไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะ 84 หลอดต่อข้าง ที่ให้ระยะส่องสว่างสูงสุด 650 เมตรด้วย ULTRA RANGE high beam เพิ่มความปลอดภัยยามค่ำคืน ล้ออัลลอย AMG ดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้ว และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ดุดันแต่สง่างาม ในรุ่น Cabriolet ยังมีหลังคาผ้า Soft Top Fabric ที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที พร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมในห้องโดยสารขณะเปิดประทุน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เปิดโล่งอย่างสมบูรณ์แบบ

ภายในทั้งสองรุ่น มาพร้อมพวงมาลัย Multifunction Sports Steering Wheel New Generation และหน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้วสองจอต่อเนื่อง ทำงานร่วมกับระบบ MBUX ซึ่งเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ที่เข้าใจภาษาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ Ambient Light 64 สี ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester Surround Sound System 13 ตำแหน่ง และช่องปรับอากาศดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงใบพัดอากาศยาน ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการเดินทาง

E-Class Coupe & Cabriolet ยังมาพร้อมฟังก์ชันการเชื่อมต่อที่ครบครัน ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ และการเชื่อมต่อ 4G-LTE แบบ E-SIM ทำให้สามารถค้นหาข้อมูล จราจรแบบ Live Traffic ฟังวิทยุ Online Radio และติดต่อศูนย์บริการได้โดยตรงผ่าน Mercedes me App รวมถึงการควบคุมรถยนต์จากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

ขุมพลังสำหรับรุ่นที่จำหน่ายในไทย ทั้ง E 200 Coupé AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic ใช้เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อม Paddle Shift มอบอัตราเร่งที่ดีเยี่ยมและสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ

สุดยอดแห่งยานยนต์: The All New S-Class – เพชรน้ำเอกแห่งนวัตกรรม

The All New Mercedes-Benz S-Class (รหัส V223) ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เพชรน้ำเอก” แห่งวงการยานยนต์ ด้วยดีไซน์ เทคโนโลยี และความทันสมัยที่หาตัวจับยาก และการมาของ S-Class เวอร์ชันประกอบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ยิ่งทำให้รถยนต์รุ่นใหญ่คันนี้เข้าถึงกลุ่มผู้บริหารและผู้มีรสนิยมสูงได้มากขึ้น ด้วยคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ยกระดับขึ้นในทุกมิติ

ภายนอกโดดเด่นด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ กันชนหน้าที่เน้นความสปอร์ต ล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว พร้อมระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk Line ที่กดองศาต่ำลง ทำให้รถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แต่ไม่ลดทอนพื้นที่ภายในห้องโดยสาร การออกแบบมือจับประตูแบบไร้รอยต่อช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้าง และไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม พร้อมกรอบโครเมียมและปลายท่อไอเสียคู่ มอบความสง่างามที่ไร้กาลเวลา ตัวรถสร้างขึ้นจากแพลตฟอร์ม MRA II ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติ ทั้งความยาว ความกว้าง และฐานล้อ

ภายในห้องโดยสารของ S-Class ได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์การขับขี่ที่ดีที่สุด ผ่านประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับทุกความต้องการ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Digital Instrument Clusters ความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว ควบคุมทุกปุ่มบนคอนโซลกลางผ่านหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว ซึ่งใช้จอ OLED ที่มอบพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 64% ภายใต้ดีไซน์แบบ Free-form ที่บางเบาและตอบสนองฉับไว ผู้ขับขี่สามารถควบคุมฟังก์ชันทั้งหมดของรถยนต์และห้องโดยสารได้อย่างใจเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน

เบาะที่นั่งตอนหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งการปรับตำแหน่งด้วยไฟฟ้าและฟังก์ชันการนวดที่เลือกได้สูงสุด 6 โปรแกรม ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ยังมาพร้อม MBUX Interior Assistant ที่ตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสารอย่างฉับไว เช่น การเปิด-ปิดไฟอ่านหนังสือเพียงแค่ขยับมือ และ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ที่ทำงานร่วมกับ Rear Tablet จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เพื่อควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วสองจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมระบบเสียง Burmester® 3D-Surround 15 ตำแหน่ง สร้างประสบการณ์ความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบ

ขุมพลังสำหรับ S-Class สเปกไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร (S350 d) รหัส OM656 พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage ให้กำลัง 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบสมรรถนะที่ทรงพลังและราบรื่น

ด้านความปลอดภัย S-Class มาพร้อมนวัตกรรมล้ำหน้ามากมาย รวมถึงเป็นครั้งแรกที่นำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง ระบบ Parking Package with 360° Camera ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์ 360 องศาที่เสมือนจริง และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และ Exit Warning ที่ช่วยปกป้องผู้โดยสารในทุกสถานการณ์

ก้าวสู่อนาคต: Mercedes-Benz EQS และตลาดรถยนต์ไฟฟ้า – ประตูสู่อิสรภาพแห่งการขับเคลื่อน

ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นกระแสหลัก Mercedes-Benz ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว Mercedes-Benz EQS ซีดานไฟฟ้าสุดหรูที่เทียบเคียงได้กับ S-Class EQS ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา แต่ยังเป็นขีดสุดของนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยปัจจุบัน EQS ได้เริ่มสายการผลิตอย่างเป็นทางการที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับที่ประกอบ S-Class และ Mercedes-Maybach S-Class แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิตระดับสูงสุด

EQS ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Vision EQS Concept เกือบทั้งหมด โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Black Panel สีดำเงาที่คาดด้วยแสง Daytime Running Light แบบ LED พาดผ่านตลอดแนว พร้อมไฟหน้า Digital Light ที่มีระบบฉายแสงอัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซล สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้ายแบบ LED ที่พาดขวางตลอดฝาท้ายเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมล้ออัลลอยขนาด 19, 20 และ 21 นิ้ว ที่เป็นตัวเลือก

ภายในห้องโดยสารคือจุดเด่นที่แท้จริงของ EQS ด้วย MBUX Hyperscreen อันเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวมความยาวถึง 1,410 มิลลิเมตร สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ดื่มด่ำและใช้งานง่าย นอกจากนี้ ผู้โดยสารด้านหลังยังมีหน้าจอความบันเทิงส่วนตัวขนาด 11.6 นิ้ว อีก 2 จอ ระบบเครื่องเสียง Burmester พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง มอบพลังเสียง 710 วัตต์ ระบบปรับอากาศแบ่ง 4 โซน และเบาะหุ้มหนังแท้คุณภาพสูงสีขาว ยกระดับความหรูหราให้เทียบเท่ากับ S-Class

ขุมพลังไฟฟ้าของ EQS มีให้เลือก 2 รุ่นหลัก ได้แก่ รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง EQS 450+ ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ EQS 580 4Matic ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ทั้งสองรุ่นทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh ที่มอบระยะทางการวิ่งสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (สำหรับรุ่น EQS 450+) ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

EQS รองรับการชาร์จเร็วด้วยกำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 31 นาที หรือชาร์จเพียง 15 นาที ก็สามารถเพิ่มระยะทางได้สูงสุดถึง 300 กิโลเมตร หากชาร์จด้วยสายชาร์จ 11 กิโลวัตต์ จะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม แต่ถ้าเลือกชุดชาร์จพิเศษ 22 กิโลวัตต์ จะลดเวลาเหลือเพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น พร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่รอบคัน เช่น Adaptive Cruise Control, Lane-Keep Assist, Lane-Centering Assist, Traffic-Sign Recognition, Blind-Spot Monitoring และ Rear Cross-Traffic Alert ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าหรู

การเข้ามาของ EQS ได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกที่กำลังมุ่งสู่ยุค EV อย่างเต็มตัว เห็นได้จากผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนอย่าง Geely ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Volvo และ Lotus และยังถือหุ้นใน Mercedes-Benz ถึง 9.7% ได้เห็นโอกาสในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรู และได้สร้างแบรนด์ใหม่ชื่อ Zeekr เพื่อเจาะตลาดนี้โดยเฉพาะ แบรนด์ Zeekr วางตำแหน่งเทียบเท่ากับ Mercedes-Benz, BMW และ Audi โดยใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับ Nio ในการสร้างสินค้าไลฟ์สไตล์ การเปิดสมาคมผู้ขับขี่ และการให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อย รวมถึงการเปิดโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูระดับโลก ที่คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนจะคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

บทสรุป

ในปี 2025 Mercedes-Benz ไม่เพียงแต่ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและรสนิยม แต่ยังเป็นหัวหอกแห่งนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไปข้างหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์ที่คล่องตัว รถซีดานระดับกลางที่สง่างาม ไปจนถึง S-Class ที่เป็นสุดยอดแห่งยานยนต์ และ EQS ซีดานไฟฟ้าที่ปลุกปั่นอนาคต การผสานเทคโนโลยี MBUX อันล้ำสมัย ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ และการเชื่อมต่อผ่าน Mercedes me connect เข้ากับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ทำให้ Mercedes-Benz ยังคงเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่แสวงหาประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในวันนี้และในอนาคตที่ยั่งยืน

Previous Post

N2911002 เพ อวางแผนแก แค เด กสาวต ดส นใจหลอกซ โอให จดทะเบ ยนสมรส part2

Next Post

N2911005 Ep2 ภรรยาไม ชวนสาม เป นประธานไปก นข าวตอนประช และน อตอนจบ part2

Next Post
N2911005 Ep2 ภรรยาไม ชวนสาม เป นประธานไปก นข าวตอนประช และน อตอนจบ part2

N2911005 Ep2 ภรรยาไม ชวนสาม เป นประธานไปก นข าวตอนประช และน อตอนจบ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.