ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์พรีเมียมกว่าทศวรรษ ผมกล้ากล่าวได้ว่าปี 2025 คือหมุดหมายสำคัญที่ Mercedes-Benz ได้ยกระดับมาตรฐานของคำว่า “ยนตรกรรมหรู” ขึ้นไปอีกขั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่ผสานความหรูหรา, สมรรถนะอันเร้าใจ, นวัตกรรมล้ำสมัย และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่รถสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงยนตรกรรมเพื่อการพาณิชย์ Mercedes-Benz แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในทุกมิติของโลกยานยนต์ยุคใหม่ บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกสุดยอดยนตรกรรมหลากหลายรุ่นที่กำลัง redefine ประสบการณ์การขับขี่และการใช้ชีวิตในตลาดประเทศไทยและทั่วโลก
สุดยอดสมรรถนะสปอร์ตคูเป้แห่งปี 2025 – Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเร็วและต้องการรถสปอร์ตคูเป้ที่ผสานความหรูหราเข้ากับสมรรถนะระดับมอเตอร์สปอร์ต Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบในปี 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่รุ่นนี้มาพร้อมการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีจาก Mercedes-AMG ที่เรียกได้ว่า “จัดเต็ม” ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในบรรดารถยนต์ประกอบในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์ของ Mercedes-Benz ที่ต้องการมอบประสบการณ์พรีเมียมระดับโลกสู่ตลาดท้องถิ่นโดยตรง
หัวใจของ Mercedes-AMG CLE 53 คือขุมพลังเบนซิน 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า Mild-Hybrid 48V ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 449 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลที่ 560 นิวตันเมตร/57.2 กก.-ม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 4.2 วินาที เป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ประเภทนี้ และที่สำคัญคือเป็นรุ่นแรกในประเทศไทยที่มาพร้อมแพคเกจ AMG Driver’s Package ซึ่งช่วยปลดล็อคความเร็วสูงสุดถึง 270 กม./ชม. ยกระดับขีดจำกัดแห่งสมรรถนะให้ก้าวไปอีกขั้น
ระบบส่งกำลังอันชาญฉลาดอย่าง AMG Performance 4MATIC+ ซึ่งสามารถกระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้แบบ 100% ร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT MCT 9G ทำให้การถ่ายทอดพละกำลังเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำในทุกสภาพการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการทะยานออกตัวหรือการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
ด้านไดนามิกการขับขี่ Mercedes-AMG CLE 53 มาพร้อม AMG DYNAMIC PLUS Package เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งมอบฟังก์ชันสุดเร้าใจอย่าง RACE START สำหรับการออกตัวที่สมบูรณ์แบบ และ Drift mode ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสขีดจำกัดของรถในสนามแข่ง ช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL ที่ผสานความปราดเปรียวเข้ากับความสบายในการเดินทางได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมด้วย Active engine mounts ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนบนถนนปกติ และยังคงการยึดเกาะเครื่องยนต์ได้อย่างมั่นคงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจในทุกมิติของสมรรถนะ และความปลอดภัยยานยนต์
ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์ความดุดันและสง่างามของ AMG ด้วย AMG Night Package พร้อมฝากระโปรงแบบ Power dome และ Central air outlet ที่ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังช่วยระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไฟหน้า DIGITAL LIGHT ทำงานร่วมกับ Adaptive Highbeam Assist Plus มอบทัศนวิสัยและการขับขี่ที่ปลอดภัยไร้กังวลแม้ในยามค่ำคืน ระบบเบรก AMG high-performance brake system แบบ 4 พอร์ทด้านหน้าและ 1 พอร์ทด้านหลัง ให้ประสิทธิภาพการชะลอความเร็วที่เหนือชั้น และระบบ Active rear-axle steering ที่สามารถเลี้ยวล้อหลังได้สูงสุด 2.5 องศาที่ความเร็วต่ำเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุม และปรับเป็น 0.7 องศาที่ความเร็วสูงเพื่อเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว นี่คือเทคโนโลยีขับขี่ขั้นสูงที่ทำให้ CLE 53 มีความคล่องตัวและมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ
ประสบการณ์เสียงเครื่องยนต์ก็ถูกยกระดับด้วย AMG Real Performance Sound ซึ่งเป็นนวัตกรรมท่อไอเสียที่ดีที่สุดของ Mercedes-AMG มอบเสียงที่เร้าใจและแตกต่างกันตามโหมดการขับขี่ ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับระดับเสียงได้ทั้งแบบ BALANCED หรือ POWERFUL ผ่านคอนโซลกลาง เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตได้อย่างเต็มพิกัด
ภายในห้องโดยสารคืออาณาจักรแห่งความหรูหราและเทคโนโลยี พวงมาลัย AMG Performance steering wheel พร้อมระบบ AMG Steering 3 สเตจ มอบการควบคุมที่เฉียบคม เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังและไมโครไฟเบอร์ ให้ความรู้สึกนุ่มสบาย MBUX Gen20x ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะรุ่นล่าสุด มาพร้อมหน้าจอธีมพิเศษของ AMG การวัดแทร็กสนามแข่ง และระบบ AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้ ทำให้รถปรับตัวเข้ากับคุณได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมี AMG Head-up Display, MBUX augmented reality for navigation และระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system ลำโพง 17 ตัว กำลังขับ 710 วัตต์ พร้อม Dolby Atmos มอบประสบการณ์เสียงที่คมชัดสมจริงราวกับอยู่ในสตูดิโอ
ด้านระบบความปลอดภัย Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé จัดมาให้อย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น Active Distance Assist DISTRONIC, Active Brake Assist, Blind Spot Assist, ATTENTION ASSIST, PRE-SAFE® system, ADAPTIVE BRAKE, ABS, Tyre pressure monitoring system และ ESP มั่นใจได้ในทุกการเดินทาง
ความสง่างามที่มาพร้อมความก้าวล้ำ – Mercedes-Benz CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic
ก้าวสู่โลกแห่งความหรูหราและทันสมัยกับ Mercedes-Benz CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในกลุ่มรถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่งในเซกเมนต์เดียวกับ E-Class Coupé เดิม CLE 300 คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสปอร์ต, ความสง่างาม และเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองในปี 2025 ได้อย่างลงตัว
ขุมพลังของ CLE 300 มาจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า Mild-Hybrid 48V ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร/40.8 กก.-ม. สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ซึ่งเป็นสมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ทั้งในเมืองและการเดินทางไกล ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC กระจายกำลังที่ด้านหน้า 45% และด้านหลัง 55% ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC เพื่อความราบรื่นและประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อเทียบกับ E-Class Coupé รุ่นก่อนหน้า CLE 300 มีมิติตัวถังที่ยาวขึ้น กว้างขึ้น และเตี้ยลง ซึ่งช่วยให้รูปลักษณ์ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ด้วยความยาว 4,850 มม. ความกว้าง 1,861 มม. ความสูง 1,422 มม. และระยะฐานล้อ 2,865 มม. ชุดแต่ง AMG Bodystyling รอบคันสะท้อนความสปอร์ตอย่างชัดเจน
นวัตกรรมภายนอกโดดเด่นด้วยไฟหน้า DIGITAL LIGHT ซึ่งเป็นไฟหน้าอัจฉริยะที่มีความละเอียดสูงถึง 1 ล้านพิกเซลต่อ 1 โคมหลอด พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Highbeam Assist ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 ม. มอบความปลอดภัยสูงสุด หลังคา Panoramic roof สร้างความโอ่อ่าภายในห้องโดยสาร ช่วงล่างติดตั้งล้อแมก AMG multi-spoke ขนาด 19 นิ้ว ผสานการทำงานกับ Sports suspension ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม
ภายในห้องโดยสารออกแบบในสไตล์ AMG Interior Package มอบความรู้สึกสปอร์ตลักชัวรีด้วยแผงคอนโซลกลาง high-gloss black และแผงคอนโซลหน้า รวมถึงแผงประตูที่หุ้มด้วยหนัง ARTICO ตกแต่งลาย Nappa เบาะนั่งทรงสปอร์ตหุ้มหนังสีแดงเพิ่มความดุดัน ผู้ขับขี่สามารถล็อกอินเข้าใช้งานระบบด้วย Fingerprint scanner หน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบ Digital ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอกลางขนาด 11.9 นิ้ว ระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC 2 โซน ช่วยให้บรรยากาศภายในรถสมบูรณ์แบบ
ระบบปฏิบัติการ MBUX Gen20x รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ที่ทำตลาดในประเทศไทย มาพร้อม AI-generated routines ที่เรียนรู้และบันทึกรูปแบบการใช้งานของผู้ขับขี่ ปรับแต่งการทำงานให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ปุ่มไอคอนที่ใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่า พร้อมแยกสี เพื่อให้ใช้งานง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้นตามมาตรฐาน Euro NCAP อีกทั้งยังรองรับการสั่งการด้วยเสียง เพิ่มความสะดวกสบายในทุกมิติ
CLE 300 ยังมาพร้อมแพลตฟอร์มความบันเทิงที่เชื่อมต่อสตรีมมิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system และเทคโนโลยี Dolby Atmos มอบประสบการณ์การฟังเพลงระดับพรีเมียม รองรับอินเทอร์เน็ต 5G สำหรับการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย, Podcast, ภาพยนตร์, เกม ไปจนถึงการประชุมผ่าน Zoom ทำให้ทุกการเดินทางเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ครบครันและไร้รอยต่อ
ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มเช่นกัน อาทิ Active Distance Assist DISTRONIC Plus, Parking package with 360° camera, Active Brake Assist, Blind Spot Assist, ATTENTION ASSIST, PRE-SAFE system และ ADAPTIVE BRAKE
เปิดโฉมยานยนต์ Top-End Luxury 2025 จาก Mercedes-Benz
งาน “The Art of Cultivated Luxury” ในปี 2025 ได้ตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำของ Mercedes-Benz ในตลาดรถยนต์ระดับ Top-End Luxury ด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมกว่า 6 รุ่น ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่ความหรูหรา, ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนในอนาคต
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV: นี่คือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีที่ตอบโจทย์การใช้งานอันเหนือระดับ ผสานความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ Maybach เข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ปราศจากมลพิษ ราคาเริ่มต้น 12,500,000 บาท เป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าในยุค EV
Mercedes-Maybach S 580 e Premium: รถยนต์ซีดานระดับไฮเอนด์ลักชัวรีที่กลับมาพร้อมตัวถังสีทูโทนใหม่แบบ Local Production สะท้อนเอกลักษณ์ความสง่างามแบบ S-Class พร้อมขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่ยั่งยืน ราคาเริ่มต้น 11,300,000 บาท
Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology: ครั้งแรกกับการสานต่อตำนาน 45 ปี ของ G-Class ฉายา “King of Off-Road” ด้วยระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% และมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ทำให้สามารถทำแรงบิดได้สูงสุดถึง 1,164 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดของแบรนด์ เปิดตัว 2 รุ่น: STANDARD (9,500,000 บาท) และ EDITION ONE (12,200,000 บาท) ซึ่งจำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 6 คันในประเทศไทย สะท้อนถึงการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ออฟโรดพรีเมียมที่ไร้คู่แข่ง
Mercedes-Benz G 450 d: ในขณะเดียวกันก็ยังคงตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยที่ยังคงชื่นชอบขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลด้วย The new G-Class รุ่นนี้ จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการที่หลากหลายของตลาด
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium: ยนตรกรรมลักชัวรีซีดานที่มอบความครบเครื่องในทุกมิติ ทั้งสุนทรียภาพด้านการขับขี่ ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร ระบบความบันเทิง และความปลอดภัยขั้นสูง มาพร้อมระบบควบคุมทิศทางตัวรถแบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ได้อย่างน่าทึ่ง ราคา 7,580,000 บาท
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive: รถแวนระดับลักชัวรี 6 ที่นั่ง รุ่นนำเข้ามาตรฐานยุโรป ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการเดินทางแบบครอบครัวและการใช้งานในทางธุรกิจ มอบความสะดวกสบายและความหรูหราระดับเฟิร์สคลาส พร้อมเสริมสมรรถนะที่ทรงพลังเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ราคา 5,820,000 บาท
คุณมาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้เน้นย้ำว่าการเปิดตัวยนตรกรรมทั้ง 6 รุ่นนี้สะท้อนความเป็นเลิศของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างแท้จริง โดยเฉพาะแบรนด์ Mercedes-Maybach และรถยนต์ S-Class ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยการตกแต่งภายในสุดประณีต เทคโนโลยีล้ำสมัย และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา ขณะที่ G-Class เป็นตัวแทนของขุมพลังและมรดกอันยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมความแข็งแกร่งและสมรรถนะขั้นสูง และสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอย V-Class คือรถแวนอเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับครอบครัวและนักธุรกิจ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างหลากหลาย
Sprinter: 3 ทศวรรษแห่งความสำเร็จและอนาคตที่ยั่งยืนในปี 2025
นอกเหนือจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแล้ว Mercedes-Benz ยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะ Sprinter รถตู้ที่เป็นตำนานและเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจทั่วโลกมาตลอด 30 ปี ในปี 2025 นี้ Mercedes-Benz ตั้งเป้าจำหน่าย Sprinter สะสมครบ 5 ล้านคันทั่วโลก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและบทบาทสำคัญของ Sprinter ในอุตสาหกรรม
ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา Sprinter ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง:
ปี 1995: เปิดตัว Sprinter รุ่นแรก ปฏิวัติวงการรถตู้ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง โครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง และระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้น
ปี 2006: รุ่นที่สองมาพร้อมตัวเลือกขนาดตัวถังที่หลากหลาย และนำเทคโนโลยี Electronic Stability Program (ESP) มาใช้เป็นมาตรฐาน
ปี 2018: Sprinter รุ่นที่สามเปิดตัว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX และฟีเจอร์ความปลอดภัยขั้นสูง เช่น Active Brake Assist และ DISTRONIC Adaptive Cruise Control
ปี 2019: เปิดตัว eSprinter รถตู้ไฟฟ้ารุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รองรับการขนส่งที่ปลอดมลพิษ
ปี 2024: eSprinter ได้รับการอัปเกรดให้มีตัวเลือกแบตเตอรี่และระยะทางที่หลากหลาย รองรับการใช้งานที่กว้างขึ้น พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติขั้นสูง
สำหรับโอกาสครบรอบ 30 ปี Mercedes-Benz ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษ “30 Years Sprinter” ที่มาพร้อมอุปกรณ์เสริมระดับพรีเมียม เช่น เบาะนั่งปรับระดับพร้อมที่รองรับเอว ระบบไฟหน้า LED High-Performance และแพ็กเกจช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ซึ่งมีราคาเริ่มต้นประมาณ 2.038 ล้านบาท
Klaus Rehkugler หัวหน้าฝ่ายขายและการตลาดของ Mercedes-Benz Vans ได้กล่าวว่า Sprinter เป็นพาหนะที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจทั่วโลกมาตลอด 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นในภาคโลจิสติกส์, ก่อสร้าง หรือบริการฉุกเฉิน และบริษัทก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาให้ Sprinter เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป โดยเฉพาะการขยายไลน์อัป eSprinter เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความยั่งยืน สำหรับตลาดประเทศไทย Sprinter มีทั้งรถตู้ทึบ, รถตู้โดยสาร และหัวเก๋งแชสซี รวมถึงรุ่น Vito ที่เป็นรถตู้โดยสาร โดยทั้งหมดนี้มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ราว 3 ล้านบาท
สรุป: ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์กับ Mercedes-Benz 2025
จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้นำเสนอในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อมั่นว่า Mercedes-Benz ในปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนายานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสมรรถนะสูงของ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé ที่ redefined คำว่า “รถยนต์ประกอบในประเทศ”, ความหรูหราล้ำสมัยและประสิทธิภาพของ Mercedes-Benz CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic, ไปจนถึงยนตรกรรมระดับ Top-End อย่าง Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรูคันแรก หรือการนำ G-Class สู่ยุคไฟฟ้า และความยืดหยุ่นอเนกประสงค์ของ V-Class รวมถึงบทบาทสำคัญของ Sprinter ในฐานะกระดูกสันหลังของการขนส่งเชิงพาณิชย์
นี่คือยุคที่รถยนต์เป็นมากกว่าพาหนะ แต่คือประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตและธุรกิจ เป็นนวัตกรรมที่ยกระดับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความยั่งยืน นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสัมผัสกับวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของ Mercedes-Benz ที่พร้อมจะนำพาเราทุกคนไปสู่อนาคตแห่งยานยนต์ที่แท้จริง
คุณพร้อมที่จะสัมผัสกับนิยามใหม่ของความหรูหรา สมรรถนะ และนวัตกรรมแล้วหรือยัง? อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตยานยนต์อันน่าตื่นเต้นนี้ ก้าวเข้าสู่โลกของ Mercedes-Benz และสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับด้วยตัวคุณเองได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่าย Mercedes-Benz ทั่วประเทศ

