• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N2411005 เม ยต วจร งมาเย อน แต คนท งค ายกล บค ดว าเธอแค คนเกาะผ ชาย_part2

admin79 by admin79
November 20, 2025
in Uncategorized
0
N2411005 เม ยต วจร งมาเย อน แต คนท งค ายกล บค ดว าเธอแค คนเกาะผ ชาย_part2

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจบนท้องถนนอย่างชัดเจน นั่นคือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของรถยนต์ดีไซน์ “ทรงกล่อง” สไตล์เรโทร-ออฟโรด ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการประกาศชัยชนะของ “คาแรคเตอร์” เหนือ “หลักอากาศพลศาสตร์” ที่เคยครอบงำวงการมานาน ในปี 2025 นี้ ผู้คนไม่ได้มองหารถยนต์แค่เพื่อการใช้งานอีกต่อไป แต่ต้องการยานพาหนะที่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ สะท้อนตัวตน และพร้อมลุยไปกับทุกเส้นทางที่ท้าทาย นี่คือช่วงเวลาที่เทคโนโลยีล้ำสมัย ผสานรวมกับกลิ่นอายความคลาสสิกได้อย่างลงตัว สร้างสรรค์ประสบการณ์ขับขี่ที่แตกต่างและน่าหลงใหลอย่างแท้จริง

จากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับนวัตกรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ผมสามารถฟันธงได้ว่าปี 2025 คือยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกเซกเมนต์ รวมถึงกลุ่มรถลุย และนี่คือ 9 สุดยอดรถทรงกล่องที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้ พร้อมแล้วหรือยังที่จะปลุกจิตวิญญาณสายลุยในตัวคุณให้ลุกโชนไปพร้อมกัน!

9 ยนตรกรรมทรงกล่องสุดแกร่งที่แรงที่สุดในปี 2025

GWM TANK 300 Diesel: นิยามใหม่ของความคุ้มค่าและความแกร่งออฟโรด
GWM TANK 300 Diesel ยังคงยืนหนึ่งในตลาดรถออฟโรดดีไซน์ Retro-Boxy ที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ด้วยคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนและสมรรถนะที่ตอบโจทย์สายลุยตัวจริง ในปี 2025 นี้ GWM ได้พิสูจน์แล้วว่าการถอดระบบไฮบริดออก แล้วหันมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.4 ลิตร 4 สูบ ให้กำลัง 184 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 480 นิวตันเมตร ซึ่งเน้นความทนทานและแรงบิดหนักหน่วงในการลากจูง คือกลยุทธ์ที่ถูกต้อง เพื่อทำราคาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-time พร้อมโหมด 2H, 4H, 4L ที่พร้อมพาคุณฝ่าฟันทุกอุปสรรคได้อย่างมั่นใจ

จุดแข็งของ TANK 300 Diesel ไม่ได้อยู่แค่ดีไซน์อันหล่อเหลา แต่เป็นการมอบรถออฟโรดแท้ๆ ที่พร้อมลุยจริงด้วยราคาที่จับต้องได้ในยุคที่รถยนต์หลายรุ่นมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรับประกันเครื่องยนต์ 1,000,000 กิโลเมตร คือเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นในคุณภาพจากแบรนด์ ทำให้ TANK 300 Diesel เป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการรถลุยที่หล่อเหลา ฟังก์ชันครบครัน และออปชั่นล้นในราคาที่คุ้มค่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน พละกำลัง 184 แรงม้า อาจไม่ใช่รถที่ปรู๊ดปร๊าดฉับไวที่สุด และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time ก็ยังคงใกล้เคียงกับรุ่นไฮบริดตามมาตรฐาน Eco Sticker ทำให้การวางแผนการเดินทางในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ

JAECOO 5 EV MAX: พลิกโฉม Compact EV SUV สู่ยุคใหม่
JAECOO 5 EV MAX จากเครือ Chery คือดาวเด่นในกลุ่ม Compact SUV ไฟฟ้า 100% ที่ถูกส่งมาเขย่าตลาดซิตี้คาร์อย่างจริงจังในปี 2025 ด้วยกลยุทธ์การทุบราคาและอัดแน่นสมรรถนะที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันทั้งหมด มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) ให้พละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ LFP ขนาด 58.9 kWh ที่วิ่งได้ระยะทาง 461 กม./ชาร์จ (NEDC) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 7.7 วินาที ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถในเซกเมนต์นี้

สิ่งที่ทำให้ JAECOO 5 EV MAX โดดเด่นคือสมรรถนะที่ “แรงสวนทางกับราคา” ในขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่ให้กำลังเพียง 100-170 แรงม้า ทำให้รถคันนี้ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ที่สนุกสนานและมีอัตราเร่งที่ทันใจ นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์พรีเมียมที่มักจะพบในรถราคาสูงกว่า เช่น หลังคากระจก Panoramic Roof, กล้อง 540 องศา (รวมกล้อง 360 องศาและฟังก์ชันแสดงภาพใต้ท้องรถ) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) พื้นฐานที่ครบครัน ซึ่งตอกย้ำถึงคุณค่าที่เหนือกว่าในทุกมิติ

JAECOO 6 EV AWD: EV ออฟโรดสุดคลาสสิกพร้อมบุกเบิกทุกเส้นทาง
JAECOO 6 EV AWD คืออีกหนึ่งการตีความใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์ออฟโรดสุดคลาสสิก ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานสายลุยอย่าง Defender หรือ G-Class แต่ย่อส่วนและปรับให้เข้ากับโลกของ EV 100% ในปี 2025 รถคันนี้มีคาแรคเตอร์ที่เน้นความโดดเด่น บึกบึน และภาพลักษณ์ที่พร้อมผจญภัยอย่างแท้จริง สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้พละกำลัง 275 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร ติดตั้งแบตเตอรี่ LFP ขนาด 65.7 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 501 กม./ชาร์จ (NEDC)

จุดที่น่าสนใจของ JAECOO 6 EV คือการใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Aluminium-Alloy Body ซึ่งแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา พร้อมโหมดการขับขี่มากถึง 10 โหมด รวมถึงโหมด Off-road เฉพาะทาง เช่น ทราย โคลน และหิมะ ทำให้เป็น EV ที่พร้อมลุยจริงอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ยังเลือกใช้เทคโนโลยีชิป Snapdragon 8155 ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ไม่หน่วง ไม่กระตุก มอบประสบการณ์การใช้งานภายในห้องโดยสารที่ราบรื่นไร้ที่ติ อย่างไรก็ตาม รูปทรง Boxy อันเป็นเอกลักษณ์ก็ต้องแลกมาด้วยความต้านลม ทำให้มีเสียงลมปะทะที่ดังกว่ารถ SUV ทรงลู่ลมทั่วไปเมื่อขับด้วยความเร็วสูง รวมถึงช่วงล่างที่เซ็ตมาเพื่อรองรับการขับขี่แบบออฟโรด อาจให้ความรู้สึกที่กระด้างกว่า SUV เมืองทั่วไปเล็กน้อย ซึ่งเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ผู้ซื้อต้องพิจารณา

Chery V23: รถแฟชั่นทรงกล่องที่ตอบโจทย์คนเมืองในยุค EV
Chery V23 คือการตอบโจทย์เทรนด์รถทรงกล่องที่กำลังมาแรงทั่วโลก และถูกนำมาตีความใหม่ในรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้าขนาด B-SUV ที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองไทยอย่างยิ่งในปี 2025 ด้วยมิติตัวถังที่ยาว 4,220 มม. กว้าง 1,915 มม. (กว้างกว่า Fortuner) สูง 1,845 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,735 มม. (ยาวกว่า Corolla Cross) รถคันนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 81.76 kWh ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 292 นิวตันเมตร วิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กิโลเมตร/ชาร์จ (NEDC) และระบบ V2L (Vehicle-to-load) 3.3 กิโลวัตต์ ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานภายนอก

Chery V23 ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นรถแฟชั่นที่ผสมผสานความดิบของ G-Class ความบึกบึนของ Defender และความน่ารักของ Jimny เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ขับไปไหนก็มีแต่คนมอง แค่ดีไซน์อย่างเดียวก็กินขาด อีกทั้งขนาดที่ใช่สำหรับเมืองไทยทำให้คล่องตัวสุดๆ แม้ตัวถังจะสั้นแต่มีระยะฐานล้อที่ยาวและตัวถังที่กว้างมาก ทำให้ภายในไม่รู้สึกอึดอัดเลย อย่างไรก็ตาม ข้อด้อยที่สำคัญคือเรื่องของระยะขับขี่จริง ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 300-400 กม. อาจเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง แต่สำหรับรถที่หน้าตาพร้อมลุยขนาดนี้ การขับขี่ลุยป่าทางไกลจริงๆ อาจต้องวางแผนการชาร์จให้ดี

KIA EV9 GT-Line AWD: ยานแม่ไฟฟ้า 3 แถวสุดล้ำ สู่ประสบการณ์ First Class
KIA EV9 GT-Line AWD คือยานแม่ไฟฟ้าที่สร้างเสียงฮือฮาในตลาดรถยนต์พรีเมียมของไทยอย่างมากในปี 2025 ด้วยดีไซน์แบบ Digital Tiger Face อันเป็นเอกลักษณ์ รูปทรงกล่องที่บึกบึนแต่ล้ำสมัย ทำให้ EV9 ดูเหมือนรถต้นแบบที่หลุดออกมาจากหนังไซไฟ ไม่ซ้ำใครบนท้องถนนแน่นอน ด้วยขนาดที่ใหญ่โต 3 แถว 6 ที่นั่ง และเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ทำให้ EV9 ก้าวเข้าสู่กลุ่มพรีเมียมอย่างเต็มตัว มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ให้กำลังสูงสุด 384 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 99.8 kWh วิ่งไกลสูงสุด 505 กม./ชาร์จ (WLTP) และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.3 วินาที

KIA EV9 คือที่สุดแห่งความโดดเด่นและความอเนกประสงค์ระดับ First Class ไฮไลท์คือเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat ที่สามารถหมุนได้ 180 องศา มอบความยืดหยุ่นในการจัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเหนือชั้น เบาะนั่งแถว 3 ยังกว้างขวางพอที่ผู้ใหญ่จะนั่งได้จริง ไม่ใช่แค่ที่นั่งสำหรับเด็ก ข้อได้เปรียบอีกหนึ่งจุดคือเทคโนโลยีการชาร์จ 800V ทำให้ EV9 สามารถรับการชาร์จไฟ DC ได้เร็วมากๆ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบในยุคปัจจุบัน แต่ทั้งหมดนี้ต้องแลกมากับราคาค่าตัวที่สูงถึง 3.9 ล้านบาท เนื่องจากการนำเข้า CBU ทั้งคัน ทำให้ KIA EV9 อยู่ในระดับราคาเดียวกับรถ SUV หรูจากยุโรปอย่าง BMW iX3 หรือ Mercedes-EQE SUV ซึ่งเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในด้านภาพลักษณ์แบรนด์

Suzuki Jimny: แรร์ไอเทมสายแฟชั่นที่ลุยได้จริงและรักษาคุณค่า
Suzuki Jimny ยังคงเป็นปรากฏการณ์ในวงการยานยนต์ไทยอย่างแท้จริง และกลายเป็นแรร์ไอเทมที่คนตามหากันมากที่สุดในปี 2025 เพราะ Jimny คือขวัญใจสายแฟชั่นที่สามารถลุยได้จริง เป็นรถที่ถูกซื้อด้วย “อารมณ์และสไตล์” นำเหตุผลด้านราคา มีให้เลือกทั้งแบบ 3 และ 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร (ร่วมกับ Swift และ Ertiga) ให้พละกำลัง 102 แรงม้า แรงบิด 130 นิวตันเมตร ทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ด้วยระบบขับเคลื่อน Part-time 4WD “AllGrip Pro” ที่มีเกียร์ Low Range (4L) สำหรับการลุยหนักโดยเฉพาะ

Suzuki Jimny สามารถใช้งานแบบ Off Road ได้จริง แถมยังมีความคล่องตัวในเมือง โดยเฉพาะรุ่น 3 ประตู ที่มีวงเลี้ยวแคบ ทำให้ Jimny เป็นรถที่มุดสนุกและจอดง่ายมากในการใช้งานในเมืองที่การจราจรหนาแน่น และที่สำคัญที่สุดคือ “ราคาขายต่อแข็งโป๊ก” เนื่องจากโควต้านำเข้าน้อยและความต้องการที่สูงมาก ทำให้ Jimny กลายเป็นรถสะสมไปแล้ว ราคาขายต่อมือสองบางคันแทบไม่ต่างจากราคามือหนึ่งเลย ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าที่เหนือกว่าแค่ยานพาหนะ อย่างไรก็ตาม ข้อด้อยคือราคาที่ไม่สมเหตุสมผลอันเนื่องมาจากกำแพงภาษี ทำให้ราคาสูงถึง 1.7 – 1.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่คุณสามารถซื้อ PPV 7 ที่นั่ง หรือ C-SUV ดีๆ ได้เลย รวมถึงฟีลลิ่งการขับขี่แบบ Bumpy Ride ที่มีโครงสร้างแบบคานแข็งและฐานล้อที่สั้น ทำให้ช่วงล่างค่อนข้างกระด้างและดีด เมื่อเจอถนนที่ไม่เรียบ

Mercedes-Benz G 63 AMG: ราชาแห่ง SUV ทรงกล่อง… ตำนานที่ฆ่าไม่ตาย
นี่คือรถยนต์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายต่อหลายค่าย Mercedes-Benz G-Class หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า G-Wagen ราชาแห่ง SUV ทรงกล่อง ไอคอนของวงการยานยนต์ที่ยืนหยัดมานานกว่า 4 ทศวรรษ มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นรถยนต์ทางการทหาร ก่อนจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความหรูหราขั้นสุดในปี 2025

Mercedes-Benz G-Class ในรุ่น G 63 AMG ตัวท็อปสายโหด มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ผลิตพละกำลัง 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที สมรรถนะที่ได้อยู่ในระดับซูเปอร์คาร์ พร้อมแต่งหล่อมาแล้วจากโรงงาน คือตำนานที่ฆ่าไม่ตาย ซึ่งเป็นเหตุผลข้อแรกและข้อเดียวที่หลายคนยอมจ่ายให้กับดีไซน์และความคลาสสิกที่มองยังไงก็ไม่เบื่อ มาพร้อมสุดยอดสมรรถนะออฟโรดของจริง ด้วยโครงสร้าง Body-on-Frame หรือแชสซีส์แบบขั้นบันได และระบบล็อกเฟืองท้าย 3 ตัว ที่พร้อมจะปีนป่ายไปในทุกที่ที่รถคันอื่นไปไม่ถึง ในส่วนของภายในคือที่สุดของความหรูหรา แม้ภายนอกจะดูดิบ แต่ข้างในคือ S-Class ดีๆ นี่เอง ที่สมแล้วกับราคาหลัก 10 ล้าน อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่ต้องแลกคือการบริโภคน้ำมันอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในรุ่น G 63 V8 Bi-Turbo ที่ซดน้ำมันเหมือนน้ำเพื่อแลกกับพลังและเสียงคำรามที่เร้าใจ รวมถึง G-Class เป็นรถที่มีวงเลี้ยวค่อนข้างกว้าง การขับในซอยแคบๆ หรือการหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองใหญ่ อาจต้องใช้ทักษะและความระมัดระวังสูงมาก

Land Rover Defender: สุภาพบุรุษสายลุยยุคใหม่ ผสานหรูหราและขีดสุดการผจญภัย
Land Rover Defender สุภาพบุรุษสายลุยหนึ่งในไอคอนที่กลับมาเกิดใหม่ในเจเนอเรชันล่าสุด L663 ที่ลบภาพจำเดิมๆ ของรถลุยสายดิบ ให้กลายเป็น SUV หรูที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีในปี 2025 แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยไว้ได้อย่างน่าทึ่ง มีให้เลือกทั้งดีเซล D300 (MHEV), เบนซิน P400 (MHEV) และปลั๊กอินไฮบริด P400e ที่มอบทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย

D300 (ดีเซล MHEV): เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 3.0 ลิตร Mild-Hybrid ให้ 300 แรงม้า แรงบิด 650 นิวตันเมตร
P400 (เบนซิน MHEV): เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร Mild-Hybrid ให้ 400 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตันเมตร
P400e (Plug-in Hybrid): เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า รวม 404 แรงม้า แรงบิด 640 นิวตันเมตร วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 43 กม. (WLTP)

Land Rover Defender มีโครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียม Monocoque (D7x) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา และช่วงล่างถุงลม Adaptive Air Suspension ที่ปรับโหมดการขับขี่ตามสภาพพื้นผิวอัจฉริยะ คุณจะได้รับความสบายบนถนนที่สวนทางกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อลงทางออฟโรด มันคือ Land Rover ของจริงที่สามารถลุยผ่านอุปสรรคโหดๆ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการขับขี่ที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ Defender เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มองหารถลุยระดับพรีเมียม อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเปรียบคือเรื่องของค่าบำรุงรักษา ทั้งค่าอะไหล่และค่าบริการหลังการขายที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป รวมถึงเป็นรถที่กินน้ำมันพอสมควร แม้จะมีระบบ Mild-Hybrid มาช่วยแล้วก็ตาม

Toyota Land Cruiser FJ: ตำนานที่กำลังจะกลับมาในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น (ปี 2026)
กระแสความแรงของ Toyota Land Cruiser FJ มีมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าไทยอย่างเป็นทางการในปี 2025 นี้ แม้จะยังไม่เปิดตัวเต็มรูปแบบ แต่การรอคอยก็คุ้มค่า Land Cruiser FJ ตำนานที่เราคุ้นเคยกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ในรูปแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาดเล็กกว่า Fortuner เล็กน้อย โดยจะใช้พื้นฐานแชสซีส์เดียวกับ Hilux Champ แต่เน้นการลุยมากกว่า มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 246 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT ขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD

แฟนคลับ Toyota เตรียมเฮได้เลย เพราะคาดว่า Toyota Land Cruiser FJ จะเข้าไทยในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2026 ซึ่งจากที่ผมประเมินจากสถานการณ์ตลาดในปี 2025 คาดว่าราคาจำหน่ายจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 – 1.3 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเติมเต็มช่องว่างในตลาดรถยนต์ออฟโรดขนาดกลางที่เข้าถึงง่ายขึ้น ด้วยชื่อชั้นของ Land Cruiser และความทนทานในแบบ Toyota ทำให้ FJ เป็นที่จับตาอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการรถลุยที่ไว้ใจได้ในชีวิตประจำวัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์: มากกว่ายานยนต์… คือมรดกแห่ง Passion และนวัตกรรม

นอกเหนือจากเทรนด์รถทรงกล่องที่กำลังมาแรง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ยานยนต์ที่เหนือระดับอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสืบสานตำนานผ่านรุ่น G-Class หรือการนำเสนอความล้ำสมัยผ่านรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

“Friend with Benz” (FWB): ชุมชนแห่งความหลงใหลในปี 2025
เมอร์เซเดส-เบนซ์เข้าใจถึงความผูกพันที่ผู้คนมีต่อแบรนด์ จึงสานต่อแรงบันดาลใจนี้ด้วยแคมเปญ “Friend with Benz” ที่จะเชิญชวนทุกคนที่ชื่นชอบในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มาเป็นเพื่อนกับแบรนด์และเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้สุดพิเศษในงาน Motor Show 2025 “Friend with Benz” คือชุมชนของคนที่หลงใหลในเมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของรถหรือไม่ก็ตาม เพียงแค่มีความปรารถนาในแบรนด์ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งได้ ในงาน Motor Show 2025 คุณจะได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ที่มีต่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ สัมผัสความหรูหราของยนตรกรรมรุ่นต่างๆ รวมถึงข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ Friend with Benz เท่านั้น แคมเปญนี้ยังได้นำเสนอผ่านวิดีโอ “คน คลั่ง เบนซ์ (Passion for Benz)” ที่รวบรวมเรื่องราวความหลงใหลในมิติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การสืบทอดจากครอบครัว การสะสมโมเดล ไปจนถึงการแต่งเพลงที่กล่าวถึงแบรนด์ สะท้อนให้เห็นว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์คือมากกว่าแค่รถยนต์ แต่เป็นแรงบันดาลใจและส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเชิญชวนทุกคนมาค้นหายนตรกรรมที่ตรงกับ Passion ของคุณ และเปิดประสบการณ์ใหม่กับคอมมูนิตี้ Friend with Benz รวมถึงพบกับเพื่อนใหม่จาก Mercedes-AMG ทั้ง 3 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น “Mercedes-AMG G 63” เพื่อนสายลุยที่ผสานขุมพลังเข้ากับดีไซน์ทรงกล่องสุดคลาสสิก “Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+” เพื่อนสายสปอร์ตที่มอบความแรงและความหรูหราในทุกมิติ และ “Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+” เพื่อนสายเรียบหรูที่มาพร้อมสมรรถนะอันทรงพลัง พร้อมรับข้อเสนอพิเศษของรุ่นอื่นๆ อีกมากมายได้ที่งาน Motor Show 2025 ณ บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ หมายเลข A17 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568

เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง (ADAS) จากเมอร์เซเดส-เบนซ์
ในโลกยานยนต์ปี 2025 ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จึงนำรถยนต์ 3 รุ่น ได้แก่ EQS 450+ AMG Premium, EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic และ S 350 d Exclusive เข้าร่วมการทดสอบการใช้งานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS (Advanced Driver Assistance System) ในงานสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Week) ที่จัดโดย UNESCAP เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UNCC) เพื่อส่งเสริมและยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับประเทศไทยและภูมิภาค

รถยนต์ทั้ง 3 รุ่น ได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัยระดับสูงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ไว้อย่างครบครัน อาทิ ระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบ Driving Assistance Package, ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist), ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Active Brake Assist), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Active Blind Spot Assist), โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® และระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉิน (Active Emergency Stop Assist) ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจสูงสุด

Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+: เรือธงสมรรถนะสูงยุคใหม่ (C192)
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ ยนตรกรรมเรือธงในตระกูล GT เจเนอเรชันที่ 2 ของแบรนด์ Mercedes-AMG อย่างยิ่งใหญ่ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-6 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของตลาดในปี 2025

การกลับมาของ Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ ด้วยรหัสตัวถัง C192 นี้ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “One Man, One Engine” อันเป็นเอกลักษณ์ของ AMG โดยติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Bi-Turbo และติดตั้งในตำแหน่ง Hot Inside “V” ทำให้เครื่องยนต์สามารถสร้างพละกำลังได้สูงถึง 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุดถึง 315 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 15,900,000 บาท

ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ มีลักษณะตัวถังแบบ Wide Body ด้วยมิติความกว้างถึง 2 เมตร สะท้อนดีเอ็นเอของรถมอเตอร์สปอร์ตที่ขับขี่ได้จริง ติดตั้งกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator grille with V8 Exterior Styling Package และไฟหน้า DIGITAL LIGHT นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัย Driving Assistance Package ที่รวมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง และกล้องรอบคัน 360 องศา ที่จะแสดงภาพมุมมองรอบทิศทางแบบ Real-time เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ (สามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมได้)

ระบบส่งกำลัง AMG SPEEDSHIFT MCT 9-Speed Sport Transmission ที่สามารถรองรับแรงบิดได้สูง ตอบสนองทุกรูปแบบการขับขี่ และเปลี่ยนเกียร์ได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที พร้อมสมรรถนะการขับขี่ในสนามแข่งที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบทั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างลงตัว รวมถึงระบบ RACE START ในจังหวะออกตัวเพื่อการทำอัตราเร่งที่ดีที่สุด ระบบขับเคลื่อน AMG Performance 4MATIC+ ถูกปรับจูนให้มีการตอบสนองการใช้งานที่สามารถเข้าโค้งได้ปลอดภัยและรวดเร็วโดยไม่เสียการควบคุม ด้วยการกระจายกำลังที่สั่งการจากระบบต่างๆ อย่างเหมาะสมและแม่นยำตามสถานการณ์ รวมถึงเบรกสมรรถนะสูงที่ออกแบบโดย Mercedes-AMG ที่มาพร้อมระบบเบรกแบบ Sports Braking System และช่องระบายอากาศเพื่อลดอุณหภูมิของเบรกเมื่อมีการใช้งานในความเร็วสูง

การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยทำได้ด้วยระบบช่วยเหลือการควบคุมการเลี้ยวล้อหลังแบบ AMG Rear-Axle Steering โดยระบบจะทำงานแบบอัตโนมัติเมื่อความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ด้วยการใช้ล้อหลังเลี้ยวไปในทิศทางเดียวกันกับล้อหน้า (ไม่เกิน 0.7°) หากต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเลี้ยวตรงกันข้ามกับล้อหน้า (ไม่เกิน 2.5°) ช่วงล่างติดตั้งระบบ AMG RIDE CONTROL Sports Suspension รองรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงเพื่อความปลอดภัยขณะเข้าโค้ง โดยผู้ขับขี่สามารถปรับระบบการทำงานของช่วงล่างได้มากถึง 3 ระดับ ได้แก่ Comfort, Sport และ Sport+ เติมเต็มประสบการณ์แห่งความสปอร์ตอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยระบบถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์และเทอร์โบแบบ AMG Real Performance Sound ที่สามารถควบคุมได้หลากหลายรูปแบบผ่านระบบปรับรูปแบบการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT

ในส่วนของดีไซน์ภายใน Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX7 กับหน้าจอตรงกลางขนาด 11.9 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และสามารถปรับระดับด้วยไฟฟ้า 12° ถึง 32° พร้อมหน้าจอ Driver’s display ขนาด 12.3 นิ้ว แบบ AMG-specific indicators พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel และเบาะหลังที่พับพนักพิงได้ในรถยนต์แบบ 2+2 ที่สามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมได้ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน รถมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 7 สี

ยกระดับบริการหลังการขาย: เบนซ์ไพรม์มัส ศูนย์ Body&Paint มาตรฐานสูงสุด
ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์ก้าวล้ำ บริการหลังการขายคือหัวใจสำคัญ เบนซ์ไพรม์มัส ต่อยอดความเป็นเลิศด้านบริการหลังการขาย ยกระดับศูนย์ Body&Paint สู่มาตรฐานสูงสุดของ Mercedes-Benz ในปี 2025 โดยชูบุคลากรและเครื่องมือพิเศษครบวงจร เพื่อรองรับงานซ่อมสี-ตัวถังทุกรุ่น ทุกซัพแบรนด์ ด้วยการเพิ่มศักยภาพความพร้อมของศูนย์บริการซ่อมสี-ตัวถัง โดยเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือพิเศษที่มีเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด ทำให้มีการบริการด้านงานซ่อมสี-ตัวถังครบทุกงานบริการ พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่ผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมทักษะงานซ่อมสี-ตัวถัง ระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานสูงสุดของ Mercedes-Benz โดยเฉพาะการเชื่อมต่อและปรับโครงสร้างหลักแบบอะลูมิเนียม

ปัจจุบัน ศูนย์ซ่อมสี-ตัวถัง ของเบนซ์ไพรม์มัส มีช่องซ่อมทั้งสิ้น 27 ช่องซ่อม รองรับรถยนต์ได้ 300 คันต่อเดือน มีบริการหลากหลายครบวงจร รองรับงานซ่อมหนักและงานซ่อมเบา ด้วยเทคโนโลยีการพ่นอบสีระบบแขนกลอินฟราเรดอัตโนมัติควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถเลือกตำแหน่งการอบพ่นสีได้ตามต้องการ ภายในห้องพ่นอบสีมีอุณหภูมิคงที่ พร้อมผลิตภัณฑ์สีน้ำที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังรับงานซ่อมจากบริษัทประกันภัยชั้นนำทุกแห่ง โดยมีทีมประสานเฉพาะในการดูแลลูกค้าบริษัทประกันเพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว พร้อมบริการนัดหมายและติดตามสถานะงานซ่อมในทุกขั้นตอน

แคมเปญส่งเสริมการขาย StarFest The “Last Order”
เพื่อมอบโอกาสพิเศษแก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ในปี 2025 ทางแบรนด์ยังมีแคมเปญส่งเสริมการขาย StarFest The “Last Order” รับส่วนลดสูงสุด 900,000 บาท หรือเลือกรับส่วนลด 740,000 บาท ฟรี! MBSP Easy Care นาน 3 ปี และ MB Protection นาน 1 ปี ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ

สรุปและคำเชิญชวน

ปี 2025 คือยุคที่รถยนต์ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นส่วนขยายของตัวตนและไลฟ์สไตล์ เทรนด์รถทรงกล่องเรโทร-ออฟโรดที่กำลังเฟื่องฟู ผสมผสานกับการมาถึงของเทคโนโลยี EV และความมุ่งมั่นของแบรนด์พรีเมียมอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการนำเสนอนวัตกรรมและบริการที่เหนือระดับ ทำให้ตลาดรถยนต์มีความน่าตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หากคุณพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของยุคทองแห่งรถยนต์เรโทร-ออฟโรด ที่ผสานความดิบแกร่งเข้ากับความล้ำสมัย หรือต้องการสัมผัสสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์พรีเมียมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าจะเป็นรถสมรรถนะสูงอย่าง AMG GT 63 หรือยานยนต์ไฟฟ้าที่หรูหราพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง อย่ารอช้า! ผมขอเชิญชวนให้คุณมาสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวคุณเองที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และฟอรั่ม ฮอลล์ 4 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 หรือเยี่ยมชมโชว์รูมและศูนย์บริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และเบนซ์ไพรม์มัส เพื่อรับคำปรึกษาและข้อเสนอสุดพิเศษ ที่จะทำให้คุณเป็นเจ้าของยนตรกรรมในฝันได้อย่างง่ายดาย มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์และกำหนดนิยามแห่งการขับขี่ไปพร้อมกันในปี 2025 นี้!

Previous Post

N2411002 เธอมาร บสาม กล บบ าน แต กล บถ กบ งค บให มจนเก นควบค ม part2

Next Post

N2411001_เธอกำล งจะหน แต เขากล บถามว จำเขาไม ได จร งๆ เหรอ.(1158) Viral_part2

Next Post
N2411001_เธอกำล งจะหน แต เขากล บถามว จำเขาไม ได จร งๆ เหรอ.(1158) Viral_part2

N2411001_เธอกำล งจะหน แต เขากล บถามว จำเขาไม ได จร งๆ เหรอ.(1158) Viral_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.