ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมผู้บริโภคที่น่าสนใจยิ่งขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2025 เทรนด์ “เรโทร-ออฟโรด” หรือ “รถทรงกล่อง” ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป แต่มันคือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ที่ตอกย้ำว่า “คาแรคเตอร์” และ “เรื่องราว” สามารถเอาชนะเพียงแค่ “หลักอากาศพลศาสตร์” ได้อย่างสิ้นเชิง ยุคสมัยที่ยานยนต์ต้องมีเอกลักษณ์โดดเด่นสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ได้ชัดเจนได้มาถึงแล้ว
ปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้เป็นแค่พาหนะที่พาเราจากจุด A ไปจุด B แต่มันคือสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ ความกล้าหาญ และอิสระ เทรนด์รถทรงกล่องที่ผสานความดิบของอดีตเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยของปัจจุบัน ทำให้รถประเภทนี้กลายเป็นดาวเด่นบนท้องถนนและเส้นทางออฟโรด การออกแบบที่เรียบง่ายแต่แข็งแกร่ง ให้ความรู้สึกบึกบึนพร้อมลุย ได้รับการยกระดับด้วยนวัตกรรมที่ช่วยให้การขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมืองเป็นไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
ในบทความนี้ ผมจะพาคุณเจาะลึก 9 รถยนต์เรโทร-ออฟโรดที่กำลังมาแรงและเป็นที่จับตามองที่สุดในปี 2025 ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักผจญภัยในตัวคุณให้ลุกโชนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสายลุยตัวจริง หรือคนที่หลงใหลในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เตรียมตัวให้พร้อม เพราะนี่คือยุคของรถทรงกล่องที่แท้จริง
9 รถยนต์ทรงกล่องแห่งปี 2025 ที่มาแรงที่สุด
GWM TANK 300 Diesel: นิยามใหม่ของออฟโรดที่เข้าถึงได้
หลังจากการเปิดตัวที่สร้างปรากฏการณ์อย่างถล่มทลาย GWM TANK 300 Diesel ได้พิสูจน์แล้วว่า รถออฟโรดดีไซน์ Retro-Boxy ที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเป็นรถราคาแพงเสมอไป การตัดสินใจถอดระบบไฮบริดออกและแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ TANK 300 Diesel กลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับนักผจญภัยตัวจริง
สมรรถนะและขุมพลัง:
มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร เทอร์โบ ที่เน้นความทนทานและแรงบิดมหาศาล ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 480 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-time พร้อมโหมดการขับขี่ 2H, 4H และ 4L ครบครันสำหรับการลุยทุกรูปแบบ
จุดแข็งที่โดดเด่น:
ราคาที่จับต้องได้: เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ TANK 300 Diesel ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้การเป็นเจ้าของรถออฟโรดแท้ๆ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไป
โครงสร้างออฟโรดแท้: ไม่ใช่แค่ SUV ที่ดูสวยงามในเมือง แต่พร้อมที่จะพาคุณลุยป่าฝ่าโคลนได้จริง ด้วยแรงบิดรอบต่ำที่ทรงพลัง
การรับประกันเหนือระดับ: GWM กล้ารับประกันเครื่องยนต์ถึง 1,000,000 กิโลเมตร สะท้อนความมั่นใจในคุณภาพและความทนทาน
ออปชันจัดเต็ม: ภายในได้รับการออกแบบมาอย่างทันสมัย พร้อมออปชันอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่ล้นเหลือ เมื่อเทียบกับราคา
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
สมรรถนะด้านความเร็ว: ด้วยน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน กับ 184 แรงม้า อาจไม่ใช่รถที่ตอบสนองการเร่งแซงได้อย่างฉับไวเท่ารถที่เน้นความสปอร์ต
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time อาจมีอัตราสิ้นเปลืองที่ใกล้เคียงกับรุ่นไฮบริด หากพิจารณาตาม Eco Sticker
สรุป: GWM TANK 300 Diesel คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการรถออฟโรดหน้าตาหล่อเหลา ออปชันครบครันในราคาที่เข้าถึงได้ และพร้อมที่จะพาลุยได้ทุกสถานการณ์
JAECOO 5 EV MAX: SUV ไฟฟ้าคอมแพ็กต์ที่แรงเกินตัว
จากเครือ Chery, JAECOO 5 EV MAX ก้าวเข้ามาในตลาด Compact SUV ไฟฟ้า 100% ด้วยกลยุทธ์ที่ดุดัน คือการมอบสมรรถนะและฟีเจอร์ที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันทั้งหมด นี่คือรถยนต์สำหรับคนเมืองที่มองหาสไตล์แบบกล่องและเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ทันสมัย
สมรรถนะและขุมพลัง:
มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) ให้พละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 288 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ LFP ขนาด 58.9 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 461 กม./ชาร์จ (NEDC) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที ซึ่งถือว่าจัดจ้านกว่าคู่แข่งหลายราย
จุดแข็งที่โดดเด่น:
สมรรถนะที่เหนือกว่า: แรงม้าและแรงบิดที่มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าคอมแพ็กต์ส่วนใหญ่ ทำให้การขับขี่สนุกสนานและตอบสนองได้ทันใจ
ฟีเจอร์ระดับพรีเมียม: มาพร้อมหลังคากระจก Panoramic Roof, กล้อง 540 องศา (รวม 360 องศา และภาพใต้ท้องรถ) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) พื้นฐานครบครัน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มักพบในรถราคาสูงกว่า
ดีไซน์ที่โดดเด่น: แม้จะเป็น Compact SUV แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของดีไซน์ทรงกล่องที่ทันสมัยและดึงดูดสายตา
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
ระยะทางวิ่งจริง: มาตรฐาน NEDC อาจแตกต่างจากการใช้งานจริงเล็กน้อย ผู้ใช้ควรเผื่อแผนการชาร์จสำหรับการเดินทางไกล
ความใหม่ของแบรนด์: อาจจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ในระยะยาว
สรุป: JAECOO 5 EV MAX คือทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้า Compact SUV ที่มีสมรรถนะเกินราคา ฟีเจอร์ครบครัน และดีไซน์ที่ทันสมัย เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว
JAECOO 6 EV AWD: กล่องไฟฟ้าสายลุยยุคใหม่
JAECOO 6 EV AWD คือการตีความรถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์ออฟโรดสุดคลาสสิกใหม่ในรูปแบบ EV 100% ได้รับแรงบันดาลใจจากรถสายลุยรุ่นใหญ่อย่าง Defender หรือ G-Class แต่ย่อขนาดให้เข้าถึงง่ายขึ้นและปรับให้เข้ากับโลกของยานยนต์ไฟฟ้า มอบคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น บึกบึน และภาพลักษณ์ที่พร้อมผจญภัย
สมรรถนะและขุมพลัง:
รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้พละกำลังรวม 275 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร ติดตั้งแบตเตอรี่ LFP ขนาด 65.7 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 501 กม./ชาร์จ (NEDC)
จุดแข็งที่โดดเด่น:
โครงสร้างตัวถัง Aluminum-Alloy: ให้ความแข็งแกร่งและน้ำหนักที่เหมาะสม รองรับการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างมั่นใจ
โหมดการขับขี่หลากหลาย: มีมากถึง 10 โหมด รวมถึงโหมด Off-road เฉพาะทาง เช่น ทราย โคลน และหิมะ เพื่อการขับขี่ที่เหมาะสมในทุกสภาพพื้นผิว
เทคโนโลยีภายในล้ำสมัย: ใช้ชิป Snapdragon 8155 เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว ไม่มีหน่วง ไม่กระตุก ในระบบอินโฟเทนเมนต์
ดีไซน์ที่น่าดึงดูด: รูปทรงกล่องคลาสสิกที่ผสานความทันสมัย ทำให้เป็นที่สะดุดตาบนท้องถนน
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
เสียงลมปะทะ: รูปทรง Boxy ทำให้มีแรงต้านลมสูงกว่า SUV ทรงลู่ลมทั่วไป อาจมีเสียงลมปะทะที่ชัดเจนเมื่อขับด้วยความเร็วสูง
ช่วงล่าง: การเซ็ตช่วงล่างเพื่อรองรับออฟโรดอาจให้ความรู้สึกที่กระด้างกว่า SUV เมืองทั่วไปเล็กน้อย
สรุป: JAECOO 6 EV AWD เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสานสไตล์เรโทร-ออฟโรดเข้ากับสมรรถนะการลุยแบบ EV อย่างแท้จริง พร้อมเทคโนโลยีภายในที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
Chery V23: กล่องติดล้อที่ลงตัวสำหรับเมืองไทย
Chery V23 คือการตอบโจทย์เทรนด์รถทรงกล่องที่กำลังมาแรงทั่วโลก นำมาตีความใหม่ในรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้าขนาด B-SUV ที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง ด้วยมิติตัวถังที่คล่องตัวแต่ภายในกว้างขวาง เป็นรถยนต์ที่ผสมผสานความดิบ ความบึกบึน และความน่ารักไว้ในคันเดียว
สมรรถนะและขุมพลัง:
มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 81.76 kWh ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 292 นิวตันเมตร วิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กิโลเมตร/ชาร์จ (NEDC) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.5 วินาที และมีระบบ V2L (Vehicle-to-load) ให้กำลังสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์
จุดแข็งที่โดดเด่น:
ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์: ผสมผสานความดิบของ G-Class, ความบึกบึนของ Defender และความน่ารักของ Jimny เข้าไว้ด้วยกัน ขับไปไหนก็มีแต่คนมอง
ขนาดที่ลงตัวสำหรับเมืองไทย: มิติตัวถังที่กว้างและมีระยะฐานล้อที่ยาว ทำให้ภายในไม่รู้สึกอึดอัด แม้ตัวถังจะดูสั้น แต่ยังคงความคล่องตัวในการขับขี่ในเมือง
เทคโนโลยี V2L: เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
ระยะขับจริง: ระยะทางขับจริงอาจอยู่ที่ประมาณ 300-400 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับในเมือง แต่หากต้องการออกทริปออฟโรดระยะไกล ต้องวางแผนการชาร์จให้ดี
ภาพลักษณ์แบรนด์: Chery อาจยังต้องสร้างความเชื่อมั่นในตลาดไทยเพิ่มเติมในระยะยาว
สรุป: Chery V23 คือรถยนต์แฟชั่นที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการความโดดเด่น มีสไตล์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยขนาดที่เหมาะสมและการออกแบบที่สะกดทุกสายตา
KIA EV9 GT-Line AWD: ยานแม่แห่งอนาคต
KIA EV9 สร้างเสียงฮือฮาตั้งแต่การเปิดตัว ด้วยดีไซน์ Digital Tiger Face ที่บึกบึนแต่ล้ำสมัย ทำให้ EV9 ดูเหมือนรถต้นแบบที่หลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 แถว 6 ที่นั่ง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ก้าวเข้าสู่ตลาดพรีเมียมอย่างเต็มตัว และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของรถทรงกล่องที่พลิกโฉมวงการ
สมรรถนะและขุมพลัง:
มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ให้กำลังสูงสุด 384 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ขนาด 99.8 kWh วิ่งไกลสูงสุด 505 กม./ชาร์จ (WLTP) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.3 วินาที
จุดแข็งที่โดดเด่น:
ดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน: รูปทรงกล่องที่บึกบึนแต่ล้ำสมัย ทำให้ EV9 โดดเด่นเป็นสง่า ไม่ซ้ำใครบนท้องถนน
ความอเนกประสงค์ระดับ First Class: เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat ที่หมุนได้ 180 องศา และเบาะแถว 3 ที่กว้างขวางรองรับผู้ใหญ่ได้จริง ทำให้เป็นรถครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
เทคโนโลยีการชาร์จ 800V: รองรับการชาร์จไฟ DC ได้รวดเร็วเป็นพิเศษ ช่วยลดระยะเวลาในการรอ
เทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน: มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ล้ำสมัย
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
ราคาค่าตัว: ด้วยราคาที่สูงถึง 3.9 ล้านบาท ทำให้ EV9 อยู่ในระดับเดียวกับ SUV หรูจากยุโรป ซึ่งเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์แบรนด์
ขนาดตัวถัง: ด้วยความที่เป็นรถขนาดใหญ่ อาจต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่และจอดในพื้นที่แคบ
สรุป: KIA EV9 GT-Line AWD คือที่สุดแห่งความล้ำสมัยและอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ดีไซน์โดดเด่น และเทคโนโลยีครบครัน
Suzuki Jimny: แรร์ไอเทมสายแฟชั่นที่ลุยได้จริง
Suzuki Jimny ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็นปรากฏการณ์ เป็นแรร์ไอเทมที่คนตามหามากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเสน่ห์ของดีไซน์ทรงกล่องขนาดเล็กที่น่ารักแต่พร้อมลุยได้จริง ทำให้ Jimny กลายเป็นขวัญใจทั้งสายแฟชั่นและสายออฟโรดตัวยง การเป็นเจ้าของ Jimny คือการซื้อ “อารมณ์และสไตล์” ที่เหนือกว่าเหตุผลด้านราคา
สมรรถนะและขุมพลัง:
มีให้เลือกทั้งแบบ 3 และ 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร (ร่วมกับ Swift และ Ertiga) ให้พละกำลัง 102 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และระบบขับเคลื่อน Part-time 4WD “AllGrip Pro” ที่มีเกียร์ Low Range (4L) สำหรับการลุยหนักโดยเฉพาะ
จุดแข็งที่โดดเด่น:
ลุยออฟโรดได้จริง: โครงสร้างและระบบขับเคลื่อนได้รับการออกแบบมาเพื่อการลุยโดยเฉพาะ แม้ตัวเล็กแต่ใจใหญ่
ความคล่องตัวในเมือง: รุ่น 3 ประตูมีวงเลี้ยวที่แคบ ทำให้มุดสนุกและจอดง่ายมากในสภาพการจราจรที่หนาแน่น
ราคาขายต่อแข็งโป๊ก: ด้วยโควต้านำเข้าน้อยและความต้องการสูง ทำให้ Jimny กลายเป็นรถสะสม ราคาขายต่อมือสองแทบไม่ต่างจากมือหนึ่ง
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
ราคาที่ไม่สมเหตุสมผล: กำแพงภาษีทำให้ราคาพุ่งสูงไปแตะ 1.7 – 1.8 ล้านบาท ซึ่งสามารถซื้อ PPV 7 ที่นั่ง หรือ C-SUV ดีๆ ได้
ฟีลลิ่งการขับขี่แบบ Bumpy Ride: โครงสร้างแบบคานแข็งและฐานล้อสั้น ทำให้ช่วงล่างค่อนข้างกระด้างและดีด เมื่อเจอถนนไม่เรียบ
พื้นที่ภายใน: รุ่น 3 ประตูมีพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะที่เก็บสัมภาระ
สรุป: Suzuki Jimny คือรถสำหรับผู้ที่มองหาสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร และพร้อมที่จะจ่ายเพื่อ “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล” พร้อมกับการใช้งานจริงในแบบที่คาดไม่ถึงทั้งในเมืองและนอกเมือง
Mercedes-Benz G 63 AMG: ราชาแห่ง SUV ทรงกล่องผู้ไม่ยอมแพ้
Mercedes-Benz G-Class หรือที่รู้จักกันในชื่อ G-Wagen คือราชาแห่ง SUV ทรงกล่อง ไอคอนของวงการยานยนต์ที่ยืนหยัดมานานกว่า 40 ปี เป็นแรงบันดาลใจให้กับรถยนต์ทรงกล่องมากมาย และยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความหรูหราขั้นสุด การเป็นเจ้าของ G-Wagen ไม่ใช่แค่การขับขี่รถยนต์ แต่เป็นการครอบครองตำนาน
สมรรถนะและขุมพลัง:
ในรุ่น G 63 AMG มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ผลิตพละกำลังมหาศาล 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที สมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ที่มาพร้อมแพ็คเกจแต่งหล่อจากโรงงาน
จุดแข็งที่โดดเด่น:
ตำนานที่ฆ่าไม่ตาย: ดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลาที่มองกี่ทีก็ไม่เบื่อ เป็นเหตุผลหลักที่หลายคนยอมจ่ายในราคาหลักสิบล้าน
สมรรถนะออฟโรดของจริง: โครงสร้าง Body-on-Frame และระบบล็อกเฟืองท้าย 3 ตัว ทำให้ G-Wagen พร้อมปีนป่ายไปในทุกที่ที่รถคันอื่นไปไม่ถึง
ภายในสุดหรู: แม้ภายนอกจะดูดิบ แต่ภายในคือที่สุดของความหรูหรา ประณีต และสะดวกสบายเทียบเท่า S-Class
ภาพลักษณ์แบรนด์: เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและรสนิยมที่โดดเด่น
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ซดน้ำมันเหมือนน้ำ แลกกับพลังและเสียงคำรามที่เร้าใจ
วงเลี้ยวที่กว้าง: การขับในซอยแคบๆ หรือการหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง อาจต้องใช้ทักษะและความระมัดระวังสูง
ราคาค่าตัว: เป็นรถยนต์ที่มีราคาสูงมาก ทำให้การเป็นเจ้าของต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
สรุป: Mercedes-Benz G 63 AMG คือที่สุดของยานยนต์ที่ผสานตำนาน สมรรถนะ และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ และไม่ประนีประนอมในเรื่องของสไตล์
Land Rover Defender: สุภาพบุรุษสายลุยเจนใหม่
Land Rover Defender สุภาพบุรุษสายลุยที่เป็นอีกหนึ่งไอคอนที่กลับมาเกิดใหม่ในเจเนอเรชันล่าสุด (L663) ได้ลบภาพจำเดิมๆ ของรถลุยสายดิบ ให้กลายเป็น SUV หรูที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยไว้อย่างน่าทึ่ง เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความแข็งแกร่งและความสะดวกสบาย
สมรรถนะและขุมพลัง:
มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล D300 (MHEV), เบนซิน P400 (MHEV) และปลั๊กอินไฮบริด P400e (Plug-in Hybrid)
D300 (ดีเซล MHEV): 3.0 ลิตร 6 สูบ 300 แรงม้า แรงบิด 650 นิวตันเมตร
P400 (เบนซิน MHEV): 3.0 ลิตร 6 สูบ 400 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตันเมตร
P400e (Plug-in Hybrid): 2.0 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า รวม 404 แรงม้า แรงบิด 640 นิวตันเมตร วิ่งไฟฟ้าล้วน 43 กม. (WLTP)
จุดแข็งที่โดดเด่น:
โครงสร้างตัวถัง Monocoque (D7x): อะลูมิเนียม Monocoque ที่ให้ทั้งความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา: พร้อมลุยทุกสถานการณ์ด้วยระบบที่เชื่อถือได้
ช่วงล่างถุงลม Adaptive Air Suspension: ปรับโหมดการขับขี่ตามสภาพพื้นผิวอัจฉริยะ มอบความสบายบนถนนที่สวนทางกับหน้าตา แต่ยังคงสมรรถนะการลุยเมื่อลงทางออฟโรด
เทคโนโลยีครบครัน: ภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและใช้งานง่าย
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
ค่าบำรุงรักษา: ค่าอะไหล่และค่าบริการหลังการขายสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: เป็นรถที่กินน้ำมันพอสมควร แม้จะมีระบบ Mild-Hybrid มาช่วยแล้วก็ตาม
ราคาค่าตัว: อยู่ในระดับพรีเมียม ทำให้เป็นเจ้าของได้เฉพาะกลุ่ม
สรุป: Land Rover Defender คือ SUV ที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหรา ความสะดวกสบาย และสมรรถนะการลุยออฟโรดที่เหนือชั้นในแพ็คเกจเดียว เป็นรถที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการผจญภัยสุดสัปดาห์
Toyota Land Cruiser FJ: ตำนานที่กำลังจะกลับมา (2026)
แม้จะคาดว่าจะเข้าไทยในปี 2026 แต่ Toyota Land Cruiser FJ ก็เป็นหนึ่งในรถที่สร้างกระแสความสนใจอย่างล้นหลามตั้งแต่ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเรา ตำนานที่เราคุ้นเคยกำลังจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาดเล็กกว่า Fortuner เล็กน้อย โดยจะใช้พื้นฐานแชสซีส์แบบเดียวกับ Hilux Champ แต่เน้นการลุยที่ดุดันยิ่งขึ้น นี่คือการผสมผสานระหว่างตำนานและความทันสมัยในแบบของโตโยต้า
สมรรถนะและขุมพลัง:
คาดว่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 246 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD
จุดแข็งที่โดดเด่น:
ชื่อชั้นของ Toyota Land Cruiser: การันตีความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในการลุย
ดีไซน์ที่คุ้นเคย: ยังคงเอกลักษณ์ของ Land Cruiser FJ รุ่นคลาสสิกที่หลายคนชื่นชอบ แต่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย
ราคาที่คาดการณ์ว่าจะเข้าถึงได้: คาดการณ์ราคาจำหน่ายที่ 1.2 – 1.3 ล้านบาท ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถลุยในงบประมาณที่สมเหตุสมผล
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
วันเปิดตัว: ยังต้องรอถึงปี 2026 ซึ่งอาจทำให้บางคนต้องรอนาน
ขนาดเครื่องยนต์: 2.7 ลิตร อาจไม่ได้ให้สมรรถนะที่หวือหวาเท่าเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลในตลาดปัจจุบัน
การแข่งขัน: ตลาดรถทรงกล่องมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ
สรุป: Toyota Land Cruiser FJ คือรถยนต์ที่แฟนคลับโตโยต้าและผู้ที่ชื่นชอบรถลุยสไตล์คลาสสิกต่างตั้งตารอคอย ด้วยชื่อชั้น ความทนทาน และราคาที่คาดว่าจะเข้าถึงได้ ทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตาในปี 2026
บทสรุป: สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับยานยนต์แห่งอนาคต
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าตลาดรถยนต์ในปี 2025 โดยเฉพาะกลุ่ม “เรโทร-ออฟโรด” หรือ “รถทรงกล่อง” มีความคึกคักและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ดีเซลที่เน้นความทนทานและแรงบิดมหาศาลอย่าง GWM TANK 300 Diesel, รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์เฉพาะตัวและสมรรถนะที่โดดเด่นอย่าง JAECOO EV Series และ Chery V23 หรือรถยนต์ระดับพรีเมียมที่ผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง KIA EV9 และ Land Rover Defender ไปจนถึงตำนานที่กลับมาสร้างปรากฏการณ์อย่าง Suzuki Jimny และ Mercedes-Benz G-Class ที่ยังคงครองใจคนรักรถมาทุกยุคสมัย
สำหรับแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมและประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าอย่าง Mercedes-Benz ก็ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Mercedes-AMG ที่ยังคงเดินหน้าเปิดตัวยนตรกรรมเรือธงอย่าง Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ ซึ่งมาพร้อมขุมพลัง V8 Bi-Turbo 585 แรงม้า และเทคโนโลยี Driving Assistance Package ขั้นสูง รวมถึงระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL Sports Suspension และระบบเลี้ยวล้อหลัง AMG Rear-Axle Steering ที่มอบทั้งความปลอดภัยและความเร้าใจในการขับขี่สูงสุด ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปรัชญา “One Man, One Engine” ที่บ่งบอกถึงงานฝีมือและความใส่ใจในทุกรายละเอียดของรถยนต์ AMG
นอกจากนี้ Mercedes-Benz ยังให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายและการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าผ่านกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ เช่น “Friend with Benz” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่หลงใหลในแบรนด์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสัมผัสยนตรกรรมหรู พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษในงาน Motor Show 2025 รวมถึงการยกระดับมาตรฐานศูนย์บริการซ่อมสี-ตัวถัง Body&Paint ให้เป็นเลิศ เพื่อรองรับการดูแลรักษารถยนต์ทุกรุ่น ทุกซับแบรนด์ ด้วยบุคลากรและเครื่องมือพิเศษที่ทันสมัยที่สุด การันตีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งรวมถึงการนำรถยนต์อย่าง EQS 450+ AMG Premium, EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic และ S 350 d Exclusive เข้าร่วมทดสอบระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ในงานสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าคุณจะหลงใหลในความคลาสสิกของรถทรงกล่อง หรือกำลังมองหานวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ตลาดในปี 2025 นี้มีตัวเลือกมากมายที่พร้อมจะเติมเต็มความต้องการของคุณ
อย่ารอช้าที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในแบบฉบับของคุณเอง! หากคุณพร้อมที่จะปลุกจิตวิญญาณสายลุยและสัมผัสเทคโนโลยีสุดล้ำของรถยนต์เหล่านี้ ลองพิจารณาการทดลองขับ หรือเยี่ยมชมโชว์รูมใกล้บ้าน เพื่อค้นหา “กล่องติดล้อ” ที่ใช่สำหรับคุณ หรือถ้าคุณมีความหลงใหลในแบรนด์พรีเมียมอย่าง Mercedes-Benz โอกาสที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ “Friend with Benz” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษกำลังรอคุณอยู่ในงาน Motor Show 2025 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 และยังมีข้อเสนอสุดพิเศษในแคมเปญ StarFest the “Last Order” ที่คุณไม่ควรพลาดอีกด้วย!

