ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นถึงพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล จากยุคที่ความประหยัดคือหัวใจหลัก สู่ปัจจุบันที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่กระนั้น รถยนต์บางรุ่นก็ยังคงยืนหยัดด้วยคุณค่าที่แตกต่าง และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนเสมอมา บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยไปทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของรถยนต์สองรุ่นที่มีเส้นทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้ง Mitsubishi Attrage ที่เป็นเสาหลักของกลุ่ม Eco Car และ BMW 3 Series หนึ่งในตำนานแห่งรถยนต์พรีเมียมสมรรถนะสูง พร้อมทั้งประเมินสถานะและความเกี่ยวโยงของพวกมันในบริบทของตลาดปี 2025
Mitsubishi Attrage: รถยนต์ประหยัดน้ำมันที่ยังคงตอบโจทย์ความคุ้มค่าในปี 2025
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2012 การเปิดตัว Mitsubishi Mirage hatchback สร้างความฮือฮาในฐานะรถยนต์ Eco Car เฟสแรก ที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก แต่คำถามสำคัญที่หลายคนรอคอยคือ “แล้วรุ่นซีดาน 4 ประตูจะมีตามมาไหม?” ผมเองก็ทราบดีว่ามันจะมา และก็มาจริงในปี 2013 ภายใต้ชื่อ “Attrage” ที่เคยสร้างความสับสนและเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในหมู่ผู้บริโภค ณ เวลานั้น ด้วยชื่อที่ผสานคำว่า “Attractive” กับ “Mirage” ซึ่งหมายถึง Mirage ที่น่าดึงดูดใจ แต่สำหรับหลายคน (รวมถึงผม) มันเป็นชื่อที่ออกเสียงยากและจำสับสนกับ Mirage บ่อยครั้ง ยิ่งเมื่อเทียบกับตลาดฟิลิปปินส์ที่ใช้ชื่อเรียบง่ายอย่าง “Mirage G4” ยิ่งทำให้รู้สึกเสียดายที่ตลาดไทยไม่ได้ใช้ชื่อที่สื่อสารตรงไปตรงมาเช่นนั้น
แต่ไม่ว่าจะชื่อใด สิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณสมบัติของตัวรถ Attrage ถูกพัฒนาภายใต้โครงการ Global Small Car ร่วมกับ Mirage ด้วยแนวคิด “The Proud Compact” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหารถซีดานขนาดเล็กในกลุ่ม Eco Car ที่มีพื้นที่ภายในกว้างขวางและเน้นความประหยัดสูงสุด ในปี 2025 แม้ Attrage จะเป็นรถที่อยู่ในตลาดมานาน แต่คุณค่าหลักของมันยังคงแข็งแกร่งและเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการ รถยนต์ราคาคุ้มค่า และ ประหยัดน้ำมัน อย่างแท้จริง
การออกแบบและพื้นที่ใช้สอย: ความลงตัวของฟังก์ชัน
Attrage เป็นรถยนต์ B-Segment Sedan ที่วางเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ตามข้อกำหนดของ Eco Car เฟสแรก ด้วยมิติที่ใกล้เคียงกับ Toyota Vios ในยุคนั้น (ยาว 4,245 มม., กว้าง 1,670 มม., สูง 1,510 มม., ระยะฐานล้อ 2,550 มม.) และน้ำหนักที่เบาเพียง 885-925 กก. ทำให้มันมีความคล่องตัวสูง การออกแบบภายนอกเน้นหลักอากาศพลศาสตร์อย่างจริงจัง ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ Cd.0.29 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถในพิกัดนี้ การใช้ชิ้นส่วนตัวถังร่วมกับ Mirage ในครึ่งคันหน้าช่วยลดต้นทุน แต่ Attrage ก็ถูกปรับดีไซน์ให้มีความเป็นซีดานที่ลงตัวและดูหรูขึ้น โดยเฉพาะไฟหน้าและกระจังหน้าที่แตกต่างจาก Mirage อย่างชัดเจน
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร Attrage ยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องพื้นที่ใช้สอย เบาะคู่หน้าแม้โครงสร้างจะยกมาจาก Mirage แต่ก็มีการปรับปรุงให้ตำแหน่งการนั่งสูงขึ้นเล็กน้อย เพิ่มทัศนวิสัยและสะดวกต่อการเข้า-ออก เบาะนั่งให้ความรู้สึกนุ่มสบายพอสมควร แม้จะไม่ใช่เบาะหนังในรุ่นเริ่มต้น แต่ก็รองรับสรีระได้ดีในระดับหนึ่ง สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือพื้นที่สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ประตูหลังที่กว้างขึ้นทำให้การเข้า-ออกง่ายดาย และที่สำคัญคือ พื้นที่วางขาที่กว้างขวางเหลือเฟือ ใกล้เคียงกับ Nissan Almera ในยุคนั้น ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญที่ Attrage สามารถแข่งขันกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปี 2025 ได้ สำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์ครอบครัวเล็ก ที่เน้นความสะดวกสบายของผู้โดยสาร Attrage ยังคงเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม
พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 450 ลิตร (VDA) ซึ่งใหญ่กว่า Honda Brio Amaze และเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือแม้แต่การใส่จักรยานพับได้หนึ่งคัน การเปิดฝาท้ายทำได้สะดวก และในรุ่นท็อปก็มีระบบ KOS (Keyless Operation System) และปุ่ม Push Start เพิ่มความสะดวกสบาย การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก แผงหน้าปัดยกชุดมาจาก Mirage พร้อมจอ Multi-Information Display แสดงข้อมูลสำคัญครบครัน ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (ในรุ่น GLS ขึ้นไป) และเครื่องเสียงที่มีคุณภาพเสียงใช้ได้ แม้รุ่นท็อปจะได้หน้าจอ Touch Screen พร้อมระบบนำทาง GPS ซึ่งถือว่าทันสมัยมากในยุคนั้น
สมรรถนะการขับขี่และอัตราสิ้นเปลือง: หัวใจของ Eco Car
หัวใจของ Mitsubishi Attrage คือเครื่องยนต์รหัส 3A92 บล็อก 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว ขนาด 1,193 ซีซี พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ CVT ของ Jatco ที่ Mitsubishi ปรับจูนด้วยระบบ INVECS-III ของตัวเอง
จากการทดสอบในอดีต Attrage เกียร์ธรรมดาทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ดีที่สุดในกลุ่ม Eco Car ซีดาน ณ เวลานั้น แซงหน้าคู่แข่งอย่าง Almera และ Brio Amaze อย่างชัดเจน แม้ในปัจจุบันตลาดจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด (Hybrid) ที่ให้สมรรถนะแตกต่างออกไป แต่สำหรับรถยนต์สันดาปภายใน Attrage ยังคงให้การตอบสนองที่คล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง เกียร์ CVT ก็ทำงานได้อย่างราบรื่นและเน้นความประหยัด
จุดเด่นที่สุดของ Attrage คือ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง จากการทดสอบในอดีตด้วยมาตรฐานการขับขี่ที่ความเร็ว 110 กม./ชม. Attrage ทำได้ถึง 17.53 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในปีนั้น แม้ในปี 2025 รถยนต์ Eco Car Hybrid รุ่นใหม่ๆ จะให้ตัวเลขที่สูงกว่า แต่สำหรับรถยนต์เบนซินล้วน Attrage ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ประหยัดและมี ค่าบำรุงรักษาต่ำ ที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวด
ด้านการควบคุมบังคับ Attrage ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS ที่เบาและคล่องตัวในความเร็วต่ำ เหมาะกับการจราจรในเมืองและการเลี้ยวกลับรถในพื้นที่จำกัด ระบบช่วงล่างถูกเซ็ตมาให้นุ่มนวลและเน้นความสบายในการขับขี่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบสำหรับการเดินทางในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตาม สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกิน 120 กม./ชม. ระบบช่วงล่างที่นุ่มนวลอาจให้ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงนัก โดยเฉพาะเมื่อเจอสภาพถนนที่เป็นคลื่นหรือมีลมปะทะด้านข้าง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของรถ Eco Car ในพิกัดนี้
ระบบเบรกดิสก์หน้า/ดรัมหลัง พร้อม ABS และ EBD เป็นอุปกรณ์มาตรฐานครบทุกรุ่นย่อย ให้ความมั่นใจในการชะลอความเร็วได้ดีเยี่ยม แม้แป้นเบรกอาจมีระยะเหยียบที่ลึกเล็กน้อย แต่ก็ตอบสนองได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ในภาพรวม Mitsubishi Attrage ในปี 2025 ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับผู้ที่ต้องการ รถยนต์ราคาถูก ที่เน้นความประหยัด ความกว้างขวาง และความทนทานเป็นหลัก แม้จะไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเท่าคู่แข่งรุ่นใหม่ แต่ด้วยราคาที่จับต้องได้และ โปรโมชั่นรถยนต์ ที่น่าสนใจ ทำให้มันยังคงเป็นม้างานที่คุ้มค่าในตลาดรถยนต์ไทย
BMW 3 Series: ตำนานแห่งการขับขี่ที่พัฒนาไม่หยุดนิ่ง สู่ยุคไฟฟ้าในปี 2025
จากรถยนต์เพื่อการใช้งาน สู่โลกของรถยนต์พรีเมียมสมรรถนะสูง BMW 3 Series ถือเป็นหนึ่งในชื่อที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ จากจุดเริ่มต้นในปี 1975 ที่เป็นรถยนต์ C-Segment เพื่อนักขับ มาสู่ยุค F30 (รหัสตัวถังซีดาน) และ F31 (ทัวริ่ง) ที่เปิดตัวในปี 2011-2012 ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมเคยมีโอกาสสัมผัสและยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “Best Drive” ของปี ด้วยนวัตกรรมที่น่าทึ่งและความสมดุลที่ยอดเยี่ยม วันนี้ในปี 2025 เราได้เห็นการพัฒนาสู่เจนเนอเรชั่น G20/G21 แล้ว แต่คุณูปการของ F30 ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ BMW ในการสร้างประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น
F30: นวัตกรรมที่พลิกโฉม 3 Series
BMW 3 Series F30 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการผสานโครงสร้างตัวถังของ E90 เข้ากับเส้นสายที่ดูแข็งแกร่งและภูมิฐานมากขึ้นแบบ 5 Series (F10) สิ่งที่โดดเด่นคือการนำเสนอดีไซน์ไลน์ที่แตกต่างกันถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Modern Line, Luxury Line และ Sport Line เพื่อตอบโจทย์รสนิยมที่หลากหลายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าในยุคนั้น เช่น Sport Line ที่มาพร้อมการตกแต่งสไตล์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์พิเศษ
ภายในห้องโดยสารของ F30 มีการออกแบบแผงหน้าปัดใหม่ที่เน้น Ergonomic Design โดยมีการปรับตำแหน่งแผงควบคุมให้เอียงเข้าหาผู้ขับขี่เล็กน้อย ระบบ iDrive ที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น และจอแสดงผลขนาดใหญ่ 8.8 นิ้วแบบ Free Standing พร้อมระบบนำทาง GPS และ BMW ConnectedDrive ที่ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อเข้าถึงแอปพลิเคชันอย่าง Facebook หรือ Twitter ได้ นี่คือความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามยุคสมัยไปอย่างมากในเวลานั้น และเป็นรากฐานสู่ระบบปฏิบัติการ BMW OS ในปัจจุบัน
เบาะนั่งแบบ Sport ในรุ่น F30 มีปีกข้างที่โอบกระชับ และพนักพิงหลังที่นั่งสบายสำหรับการเดินทางไกล รวมถึงส่วนรองขาที่ปรับความยาวได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถหาตำแหน่งการนั่งที่ลงตัวได้ง่ายขึ้น แม้พื้นที่ด้านหลังจะยังคงมีลักษณะเฉพาะของรถขับเคลื่อนล้อหลัง แต่ก็มีการเพิ่มพื้นที่วางขาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย ส่วนรุ่น Touring F31 ยังเพิ่มความอเนกประสงค์ด้วยเบาะหลังพับได้แบบ 40:20:40 และพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถที่เพิ่มขึ้นเป็น 495 ลิตร (VDA)
ขุมพลัง 320d: ประสิทธิภาพอันน่าทึ่งในยุคนั้น
หัวใจสำคัญที่ทำให้ BMW 320d F30 ได้รับการยกย่องคือเครื่องยนต์ดีเซลรหัส N47D20 บล็อก 4 สูบ 1,995 ซีซี พร้อมเทอร์โบแปรผัน VNT ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,750 รอบ/นาที ซึ่งเป็นแรงบิดที่ต่อเนื่องแบบ Flat Torque ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 จังหวะรุ่น 8HP45 ที่ทำงานได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง จากการทดสอบ 320d F30 ทำได้ถึง 20.66 กิโลเมตร/ลิตร ในรุ่นซีดาน และ 18.27 กิโลเมตร/ลิตร ในรุ่นทัวริ่ง ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงแค่ประหยัด แต่เป็นการทำลายกำแพงของรถยนต์พรีเมียม ด้วยความประหยัดที่เทียบเท่าหรือดีกว่า Eco Car หลายรุ่นในยุคนั้น และยังทำได้เหนือกว่ารถยนต์ Hybrid บางรุ่นด้วยซ้ำ นี่คือความสำเร็จทางวิศวกรรมที่หาคู่แข่งจับยาก และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้คนไทยเปิดใจรับรถยนต์ดีเซลมากขึ้น
ระบบ Auto Start/Stop และ Driving Experience Control Switch ที่มี 4 โหมด (ECO PRO, Comfort, Sport, Sport+) ใน F30 ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น โหมด ECO PRO ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้สูงสุด ในขณะที่ Sport และ Sport+ ปลดปล่อยสมรรถนะการขับขี่แบบ BMW ที่แท้จริง
วิวัฒนาการสู่ 2025: จาก F30 สู่ G20 และยุคไฟฟ้า
แม้ F30 จะเป็นรถที่ยอดเยี่ยม แต่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมยังคงมองเห็นจุดที่สามารถพัฒนาได้ เช่น ช่วงล่างที่ถูกปรับให้นุ่มนวลขึ้นกว่ารุ่น E90 เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่ต้องการความสบายมากขึ้น ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบความดิบและแน่นหนึบสไตล์ BMW ดั้งเดิมอาจรู้สึกว่ามันนุ่มเกินไปเล็กน้อย โดยเฉพาะในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงมาก หรือในสภาพถนนที่คดเคี้ยวอย่างรุนแรง พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS แม้จะแม่นยำและน้ำหนักดีในความเร็วต่ำ แต่ในความเร็วสูงมากๆ ก็ยังมีความรู้สึกว่าระยะฟรีมีมากเกินไปเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม คุณูปการของ F30 คือการวางรากฐานสำคัญให้กับ BMW 3 Series ในยุคต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่น G20/G21 ที่เราเห็นกันในตลาดปี 2025 นี้ BMW ได้เรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง G20 ยังคงรักษา DNA การขับขี่ที่สนุกสนานและสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของ 3 Series ไว้ แต่มาพร้อมกับ:
เทคโนโลยีขับเคลื่อนยุคใหม่: ในปี 2025 ตลาด BMW 3 Series ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดีเซล 320d เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรุ่น BMW 330e Plug-in Hybrid ที่ตอบโจทย์การขับขี่ในเมืองด้วยไฟฟ้า และการเดินทางไกลด้วยเครื่องยนต์สันดาป พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการปล่อยมลพิษที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การมาของ BMW i4 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในตระกูล 4 Series ที่มีพื้นฐานวิศวกรรมใกล้เคียงกัน ก็แสดงให้เห็นถึงทิศทางของ BMW ที่มุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
ระบบช่วงล่างและการควบคุมที่ประณีตยิ่งขึ้น: G20 ได้รับการปรับจูนช่วงล่างและพวงมาลัยให้มีความสมดุลระหว่างความสบายและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่สไตล์สปอร์ต
ห้องโดยสารดิจิทัลและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ: หน้าจอ Curved Display, ระบบปฏิบัติการ BMW iDrive ล่าสุด, และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) กลายเป็นมาตรฐานที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้น เทคโนโลยีรถยนต์ และ ความปลอดภัย สูงสุด
โดยสรุป BMW 3 Series F30 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถของ BMW ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันอย่างเหลือเชื่อ แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะและประสบการณ์ขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ ในปี 2025 G20 ยังคงสืบทอดมรดกนี้ไว้ พร้อมนำเสนอ นวัตกรรมยานยนต์ ที่ก้าวล้ำ ตอบรับยุคสมัยแห่งการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและดิจิทัล ทำให้ 3 Series ยังคงเป็นมาตรฐานของ รถหรู ในกลุ่ม Sport Sedan อย่างไม่มีข้อกังขา
สรุปและคำเชิญชวน
จาก Mitsubishi Attrage ที่เป็นตัวแทนของความคุ้มค่าและความประหยัดในกลุ่ม Eco Car สู่ BMW 3 Series F30 ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์พรีเมียมดีเซล และวิวัฒนาการสู่ G20 ในปี 2025 ที่ผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าและความอัจฉริยะเข้ากับการขับขี่อันเป็นเลิศ เราได้เห็นถึงเส้นทางที่แตกต่าง แต่ล้วนมีคุณค่าในตัวเอง
ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหา รถยนต์ปี 2025 ที่เน้นความประหยัดน้ำมันสำหรับการใช้งานในเมือง หรือกำลังพิจารณา รถยนต์ไฟฟ้า และ ปลั๊กอินไฮบริด ที่ผสานสมรรถนะและความยั่งยืน หรือแม้แต่ รถหรูสมรรถนะสูง ที่ยังคงมอบ ประสบการณ์ขับขี่ อันเป็นเอกลักษณ์ ตลาดรถยนต์ในปัจจุบันมีตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบสนองทุกความต้องการและงบประมาณ
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะค้นพบรถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ ด้วยข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ หวังว่าคุณจะมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นในการตัดสินใจ ซื้อรถใหม่ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลองเยี่ยมชมโชว์รูมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ในฝันของคุณวันนี้!

