ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ไทยกว่าทศวรรษ ผมยังจำช่วงเวลาที่ Mitsubishi Motors สร้างปรากฏการณ์ด้วยการเปิดตัว Mirage แฮทช์แบ็กคันจิ๋วในปี 2012 ได้ดี วันนั้นคำถามมากมายหลั่งไหลเข้ามาว่า “แล้วรุ่นซีดาน 4 ประตูจะมีตามมาไหม?” และไม่นานนักในอีกราวหนึ่งปีครึ่งถัดมา เราก็ได้เห็น Attrage ออกสู่ตลาด แม้ชื่อรุ่นจะสร้างความสับสนเล็กน้อยในหมู่ผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับ Mirage แต่ความจริงคือรถคันนี้ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างสำคัญในตลาดอีโคคาร์ซีดานได้อย่างน่าประทับใจ ผ่านมา 10 กว่าปี ตลาดรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปมาก ความต้องการของผู้บริโภคมีความซับซ้อนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง วันนี้ผมจะพาคุณมาสำรวจ มิตซูบิชิ แอททราจ 2025 ที่ได้ปรับโฉมและยกระดับตัวเองขึ้นมาสู่มาตรฐานใหม่ เพื่อเป็นคำตอบของอีโคคาร์ซีดานที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถประหยัดน้ำมัน แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ฉลาด ปลอดภัย และเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะที่เหนือความคาดหมายในยุคสมัยใหม่นี้
จากวันวานถึงวันนี้: อีโคคาร์กับบทบาทที่เปลี่ยนไปในปี 2025
เมื่อพูดถึง รถยนต์อีโคคาร์ 2025 บทบาทของมันได้ก้าวข้ามเพียงแค่เรื่องของความประหยัดน้ำมันในราคาที่เข้าถึงได้ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและกระแสความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ อีโคคาร์ยุคใหม่จึงต้องตอบโจทย์มากกว่านั้น มิตซูบิชิ แอททราจ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นภายใต้นโยบายอีโคคาร์เฟสแรกของรัฐบาลไทย ได้รับการพัฒนาภายใต้โครงการ Global Small Car เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มองหารถซีดานขนาดเล็กที่เน้นความกว้างขวาง ประหยัด และใช้งานง่าย ทว่าในปี 2025 นี้ ภูมิทัศน์ของตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คู่แข่งไม่ได้มีแค่ Nissan Almera หรือ Honda Brio Amaze อีกต่อไป แต่ยังรวมถึงรถยนต์ ไฮบริดราคาประหยัด และ รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ การที่แอททราจยังคงยืนหยัดอยู่ในตลาดได้ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและวิสัยทัศน์ของมิตซูบิชิที่เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง แอททราจ 2025 จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่เป็นการยกเครื่องเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซกเมนต์นี้ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยอัจฉริยะ และการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ เพื่อให้ยังคงเป็น รถยนต์ B-Segment 2025 ที่น่าจับตามองในทุกมิติ
การออกแบบภายนอก: ความลงตัวของอากาศพลศาสตร์และสุนทรียภาพยุคใหม่
หากจำกันได้ Attrage รุ่นแรกมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ (Cd) เพียง 0.29 ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับรถยนต์ในระดับนั้น ในปี 2025 มิตซูบิชิได้ยกระดับความโดดเด่นด้านอากาศพลศาสตร์ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำปรัชญา Dynamic Shield มาผสมผสานกับการออกแบบที่เน้นความพริ้วไหวแต่แข็งแกร่ง กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยวพร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED (DRL) ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ส่วนหน้าของรถดูทันสมัยและมีบุคลิกที่หรูหรายิ่งขึ้น เส้นสายด้านข้างถูกปรับให้ลื่นไหลจากหน้าจรดท้าย ลดการสร้างกระแสลมหมุนวน เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศ ช่วยลดเสียงรบกวนในห้องโดยสารและเสริมความประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้นไปอีก แม้จะยังคงใช้พื้นฐานร่วมกับ Mirage ในบางส่วน แต่ Attrage 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การออกแบบที่ละเอียดอ่อนสามารถสร้างความแตกต่างได้มากเพียงใด ชุดไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางและกันชนท้ายที่ปรับรูปทรงให้ดูแข็งแกร่ง ช่วยเสริมให้ท้ายรถดูกว้างขวางและมั่นคงยิ่งขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์แอโรไดนามิก ไม่เพียงช่วยเรื่องความสวยงาม แต่ยังตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพการขับขี่อีกด้วย การเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงในโครงสร้างตัวถังยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Attrage 2025 มีความคล่องตัวและประหยัดเชื้อเพลิงตามแบบฉบับอีโคคาร์ แต่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเทียบชั้นรถยนต์ระดับพรีเมียมในตลาดปัจจุบัน
ภายในห้องโดยสาร: ยกระดับความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด
ห้องโดยสารของ Attrage 2025 ได้รับการยกระดับครั้งใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ เทคโนโลยีเชื่อมต่อในรถยนต์ และความสะดวกสบาย วัสดุภายในถูกคัดสรรมาอย่างดีขึ้น จากที่เคยเน้นลดต้นทุนเป็นหลัก ตอนนี้เราได้เห็นการใช้วัสดุบุนุ่ม (Soft-touch plastics) ในส่วนที่สัมผัสบ่อยครั้ง พร้อมการตกแต่งด้วยลวดลายและสีสันที่ทันสมัย ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูพรีเมียมกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด แผงหน้าปัดคนขับเปลี่ยนจากอนาล็อกเป็น มาตรวัดดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ตามโหมดการขับขี่ ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน และอ่านง่ายสบายตา จุดศูนย์กลางของความบันเทิงคือ หน้าจอสัมผัสรถยนต์ ขนาดใหญ่ 9 นิ้ว แบบลอยตัว (Floating Display) ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบนำทาง GPS ในตัว การทำงานที่รวดเร็วและราบรื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดายและไม่รบกวนสมาธิในการขับขี่ เบาะนั่งถูกปรับปรุงโครงสร้างและวัสดุรองรับให้ดีขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่แค่นุ่มสบายสำหรับการเดินทางในเมือง แต่ยังให้การรองรับสรีระที่ดีเยี่ยมแม้ในการเดินทางไกล เบาะคนขับมาพร้อมการปรับระดับสูง-ต่ำและดันหลังไฟฟ้า ช่วยให้สามารถหาตำแหน่งการขับขี่ที่เหมาะสมได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้ขับขี่มีหลากหลายสรีระ พื้นที่วางขาด้านหลังยังคงเป็นจุดแข็งของแอททราจ ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวกว่าคู่แข่งหลายรุ่น ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังนั่งได้สบาย ไม่อึดอัด และที่สำคัญคือ เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของ รถยนต์ครอบครัวขนาดเล็ก ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
ขุมพลังขับเคลื่อน: ประสิทธิภาพเหนือความคาดหมายในยุคพลังงานทางเลือก
หัวใจหลักของ Attrage 2025 คือขุมพลังที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบรับกับเทรนด์ เทคโนโลยี EV รถยนต์ และการลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง จากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.2 ลิตร MIVEC ที่เคยให้สมรรถนะเกินตัวสำหรับอีโคคาร์ แอททราจ 2025 ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อน Mild-Hybrid (MHEV) เข้ามาเสริม โดยยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร MIVEC ตัวเดิมเป็นหลัก แต่เพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก 48V และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดกะทัดรัดเข้ามาช่วยในการออกตัว การเร่งแซง และการขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ทำให้การตอบสนองของคันเร่งรวดเร็วและนุ่มนวลขึ้นอย่างชัดเจน ลดอาการหน่วงที่เคยเป็นในรุ่น CVT ดั้งเดิมได้อย่างสิ้นเชิง กำลังสูงสุดรวมของระบบ (เมื่อรวมมอเตอร์ไฟฟ้า) อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 85-90 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่เพิ่มขึ้นในช่วงรอบต่ำ ทำให้การขับขี่ในเมืองคล่องตัวและสนุกสนานยิ่งขึ้น ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT เจเนอเรชันใหม่ ที่ได้รับการปรับจูนการทำงานให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการสูญเสียกำลังและเพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนอัตราทด การเพิ่ม Paddle Shift ที่พวงมาลัยเข้ามาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นท็อป ยังช่วยเพิ่มอรรถรสในการขับขี่สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง โหมดการขับขี่ที่เลือกได้ระหว่าง ECO, Normal และ Sport จะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และเกียร์ให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่แต่ละแบบได้อย่างลงตัว ทำให้ Attrage 2025 เป็น รถยนต์ประหยัดน้ำมัน ที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่น่าประทับใจและประสบการณ์การขับขี่ที่คาดไม่ถึงในกลุ่มอีโคคาร์
ประสบการณ์การขับขี่: สมดุลใหม่แห่งความมั่นใจและความนุ่มนวล
หนึ่งในข้อสังเกตจาก Attrage รุ่นก่อนคือพวงมาลัยที่เบาไปเล็กน้อยเมื่อใช้ความเร็วสูง และช่วงล่างที่เน้นความนุ่มนวลสำหรับการขับขี่ในเมือง แต่ขาดความมั่นคงเมื่อต้องใช้ความเร็วบนทางหลวง ในรุ่นปี 2025 มิตซูบิชิได้นำประสบการณ์กว่าทศวรรษมาปรับจูนองค์ประกอบเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด ระบบบังคับเลี้ยวแบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ได้รับการปรับปรุงให้มีน้ำหนักและความแม่นยำที่ยอดเยี่ยมในทุกย่านความเร็ว การตอบสนองที่ฉับไวและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้การควบคุมรถในทางคดเคี้ยวหรือการเปลี่ยนเลนทำได้อย่างมั่นใจ ขณะที่การขับขี่ในเมืองยังคงให้ความคล่องตัวด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเป็นพิเศษ ช่วงล่างยังคงเป็น MacPherson Strut ด้านหน้าและ Torsion Beam ด้านหลัง แต่มีการปรับค่าสปริงและโช้คอัพใหม่ทั้งหมด โดยยังคงความนุ่มนวลในการซับแรงกระแทกบนพื้นผิวถนนขรุขระของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี แต่เพิ่มความหนึบและมั่นคงเมื่อใช้ความเร็วสูง ลดอาการโคลงเคลงและอาการท้ายไม่นิ่งที่เคยพบในรุ่นก่อนหน้า ระบบเบรกแบบดิสก์เบรก 4 ล้อ (จากเดิมเป็นดรัมเบรกด้านหลัง) ในรุ่นท็อป พร้อมระบบ ABS และ EBD เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ทำให้ประสิทธิภาพการหยุดรถดีขึ้นอย่างชัดเจน แป้นเบรกให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและตอบสนองได้ดีเยี่ยมในทุกสถานการณ์ การเก็บเสียงในห้องโดยสารได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ด้วยการเพิ่มวัสดุซับเสียงในจุดสำคัญต่างๆ ทำให้ห้องโดยสารของ Attrage 2025 มีความเงียบสงบในระดับที่น่าประทับใจ แม้ในย่านความเร็วสูง เสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ เสียงลม และเสียงยางบดถนนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การเดินทางไกลเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายและสบายมากยิ่งขึ้น ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสบายและความมั่นใจ แอททราจ 2025 จึงมอบ ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า รถอีโคคาร์ทั่วไปอย่างแท้จริง
ความปลอดภัยและโครงสร้าง: มาตรฐานใหม่เพื่อความอุ่นใจ
เรื่องความปลอดภัยไม่เคยเป็นรองใครสำหรับมิตซูบิชิ Attrage 2025 ได้รับการพัฒนาบนโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE Body (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ได้รับการปรับปรุงให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการใช้วัสดุเหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High-Tensile Steel) ในสัดส่วนที่มากขึ้นในส่วนสำคัญต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับและกระจายแรงกระแทกจากการชน ทำให้ห้องโดยสารยังคงรูปทรงและปกป้องผู้โดยสารได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ครอบคลุมผู้โดยสารทุกที่นั่ง รวมถึงม่านนิรภัยด้านข้าง ระบบเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 5 ตำแหน่งพร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ (Pre-tensioner) ยิ่งไปกว่านั้น Attrage 2025 ยังอัดแน่นด้วย ระบบความปลอดภัยรถยนต์ เชิงรุก (Active Safety) ภายใต้แพ็กเกจ Mitsubishi Active Sense ซึ่งรวมเอา ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) อัจฉริยะต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน อาทิ:
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control – ACC): ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ
ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation – FCM): ตรวจจับรถและคนเดินเท้าด้านหน้า และช่วยเบรกเพื่อลดความเสียหาย
ระบบเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning – BSW with Lane Change Assist – LCA): แจ้งเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาและช่วยในการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย
ระบบเตือนการจราจรด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert – RCTA): แจ้งเตือนเมื่อมีรถกำลังเคลื่อนที่ผ่านด้านหลังขณะถอย
ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam – AHB): ปรับระดับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาเพื่อนร่วมทาง
กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor): ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบรถได้อย่างชัดเจนขณะจอดหรือขับขี่ในที่แคบ
ทั้งหมดนี้ ทำให้ Attrage 2025 ไม่เพียงแต่เป็นรถที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก ASEAN NCAP เท่านั้น แต่ยังเป็นรถที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุและสร้างความอุ่นใจในการเดินทางให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างเต็มเปี่ยม
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง: เหนือกว่าคำว่าประหยัด
หาก Attrage รุ่นก่อนสร้างความประทับใจด้วยตัวเลข อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ที่ 17.53 กิโลเมตร/ลิตร (จากการทดสอบตามมาตรฐาน) ในปี 2025 นี้ ด้วยการมาของเทคโนโลยี Mild-Hybrid (MHEV) ที่ผสานการทำงานอย่างชาญฉลาดกับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร MIVEC และเกียร์ INVECS-III CVT เจเนอเรชันใหม่ ตัวเลขความประหยัดได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างน่าทึ่ง จากการทดสอบในสภาพการขับขี่จริงทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยการเปิดเครื่องปรับอากาศและใช้ความเร็วตามปกติ Attrage 2025 สามารถทำตัวเลข รถยนต์ประหยัดน้ำมัน ได้สูงถึง 22-25 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นอย่างยิ่งในตลาดปัจจุบัน ไม่แพ้รถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่บางรุ่นเลยทีเดียว
ระบบ Mild-Hybrid ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในการขับขี่แบบ Stop-and-Go ในเมืองที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาช่วยลดภาระของเครื่องยนต์หลักได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ระบบ Auto Start/Stop ที่ทำงานร่วมกับ Mild-Hybrid ยังช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็นเมื่อรถจอดนิ่ง ทำให้ ค่าบำรุงรักษารถยนต์ โดยรวมอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้และคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง การที่น้ำมันหนึ่งถังสามารถพาคุณเดินทางได้ไกลเกิน 700-800 กิโลเมตร ทำให้แอททราจ 2025 เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์ราคาคุ้มค่า และต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว โดยยังคงความน่าเชื่อถือและความทนทานในแบบฉบับของมิตซูบิชิไว้ได้อย่างครบถ้วน
บทสรุป: มิตซูบิชิ แอททราจ 2025 – อีโคคาร์ซีดานที่ตอบโจทย์ชีวิตเมืองยุคใหม่
หลังจากได้สัมผัสและทดลองขับ มิตซูบิชิ แอททราจ 2025 อย่างละเอียดในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมต้องยอมรับว่านี่คืออีโคคาร์ซีดานที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดและนิยามใหม่ของรถยนต์ในเซกเมนต์นี้ได้อย่างน่าประทับใจ แอททราจ 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุง แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนถึงความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง
จากดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สู่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบาย อัดแน่นด้วย เทคโนโลยีเชื่อมต่อในรถยนต์ และระบบความบันเทิงที่ครบครัน ขุมพลัง Mild-Hybrid ที่มอบทั้งสมรรถนะที่เร้าใจและความประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า ไปจนถึงประสบการณ์การขับขี่ที่มอบความมั่นใจและปลอดภัยในทุกเส้นทาง ด้วย ระบบความปลอดภัยรถยนต์ และ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) ที่ครบครัน แอททราจ 2025 ได้พิสูจน์แล้วว่าอีโคคาร์ซีดานก็สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตเมืองที่เร่งรีบและหลากหลายได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือเพื่อนร่วมทางที่ฉลาด ปลอดภัย และเต็มเปี่ยมด้วยความคุ้มค่าอย่างแท้จริงสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์คันแรก รถยนต์ขับง่ายในเมือง หรือแม้แต่ รถยนต์ครอบครัวขนาดเล็ก ที่คุ้มค่าและทันสมัย
หากคุณพร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับกับอีโคคาร์ซีดานแห่งอนาคต ขอเชิญคุณมาทดลองขับมิตซูบิชิ แอททราจ 2025 ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ สัมผัสด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมรถคันนี้จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับชีวิตเมืองยุคใหม่

