ในโลกแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว การหันกลับไปมองเหตุการณ์สำคัญในอดีต มักเผยให้เห็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมที่เราเห็นในปัจจุบันได้เสมอ และเมื่อกล่าวถึงมหกรรมยานยนต์ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่อยู่ในวงการ คงหนีไม่พ้นงาน Motor Expo 2017 หรือ “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34” ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริง – New Age Vehicles.. A Distant Dream Comes True” ซึ่งหากมองย้อนกลับไปจากมุมมองของปี 2025 มหกรรมครั้งนั้นได้ฉายภาพและเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์สำคัญหลายประการที่ยังคงส่งอิทธิพลต่อตลาดรถยนต์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ
งาน Motor Expo 2017 เป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังปรับตัวและค้นหานิยามใหม่หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายหลายประการ ผู้ผลิตรถยนต์ต่างทุ่มเทนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคที่เริ่มมองหาสิ่งที่มากกว่าแค่การเดินทาง การแข่งขันในตลาดที่เข้มข้น ผลักดันให้แต่ละค่ายต้องงัดกลยุทธ์และจุดเด่นของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานในปีนั้นเป็นหมุดหมายที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์ยานยนต์ของประเทศ
ภาพรวมตลาดและความคาดหวังจาก Motor Expo 2017
เมื่อปี 2017 ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กระแสความนิยมในรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ขณะที่รถยนต์นั่งขนาดเล็กและขนาดกลางยังคงเป็นกำลังสำคัญ แต่ก็เริ่มมีการนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ อย่างรถยนต์พลังงานทางเลือก เช่น ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า เข้ามาสู่สายตาผู้บริโภคมากขึ้น มหกรรมยานยนต์ 2017 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ผู้บริโภคต่างจับตาดูว่าค่ายรถยนต์แต่ละค่ายจะงัดไม้เด็ดอะไรมานำเสนอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ผู้คนในยุคนั้นต่างตั้งตารอที่จะได้เห็นนวัตกรรมยานยนต์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยังคงมีความสำคัญสูงสุดในการตัดสินใจ ซื้อรถใหม่ จนถึงทุกวันนี้
ไฮไลต์ยานยนต์เด่นจากบูธต่างๆ: มองย้อนจากปี 2025
การเดินชมงาน Motor Expo 2017 ในยุคนั้น เสมือนการสำรวจแผนที่อนาคตของตลาดรถยนต์ไทย เมื่อมองย้อนกลับมาในวันนี้ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารถยนต์และเทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่ถูกนำเสนอในวันนั้น ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเป็นมาตรฐานของรถยนต์ในปัจจุบัน
Hyundai: ความคุ้มค่าและนวัตกรรมเพื่อครอบครัว
ในปี 2017 ฮุนไดได้สร้างกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่องกับ Hyundai H1 Touring 2018 รถยนต์ MPV อเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวขนาดใหญ่และการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างลงตัว การที่ H1 กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในตลาดนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย ด้วยราคาที่ไร้คู่แข่งในกลุ่มรถ MPV ขนาด 11 ที่นั่ง พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ทั้งความแข็งแรงทนทานอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์สายพันธุ์เกาหลี ทำให้ H1 ครองใจผู้บริโภคในยุคนั้นได้ไม่ยาก
การออกแบบภายนอกของ H1 Touring 2018 เน้นความทันสมัยที่เรียบง่ายแต่ลงตัว ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่ (ความยาว 5,125 มม. กว้าง 1,920 มม. สูง 1,925 มม.) พร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยว กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว LED และไฟตัดหมอกหน้าที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัย เสาอากาศแบบ Short-Type ที่ให้ประสิทธิภาพการรับสัญญาณที่ดีเยี่ยม รวมถึงประตูสไลด์ที่ติดตั้งกระจกแบบ Flush Glass ที่สามารถเปิดรับลมได้ ช่วยเพิ่มอรรถประโยชน์และความหรูหราไปพร้อมกัน ฟีเจอร์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในยุคนั้น
ภายในห้องโดยสาร เน้นความกว้างขวางเพื่อความสบายในการขับขี่และโดยสาร เบาะสีเบจสวยงามที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย พร้อมเบาะ 11 ที่นั่ง และเบาะแถวที่ 2 ที่สามารถปรับหมุนได้ 180 องศา แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการจัดสรรพื้นที่ นอกจากนี้ H1 ยังมาพร้อมระบบปรับอากาศแบบแมนนวลพร้อมปุ่มควบคุมสำหรับด้านหลัง และระบบเครื่องเสียง 2 DIN ที่รองรับ CD/MP3/USB/iPod แม้ในแง่ของความทันสมัยอาจไม่เท่ารถรุ่นใหม่ๆ ในปี 2025 แต่เมื่อเทียบกับราคาและความคุ้มค่าในการใช้งานสำหรับครอบครัวใหญ่และการบรรทุกสัมภาระแล้ว H1 Touring 2018 ถือเป็นรถที่น่าสนใจอย่างยิ่งในยุคนั้น
ด้านขุมพลัง H1 Touring 2018 ใช้เครื่องยนต์ดีเซล A2 2.5 ลิตร CRDi DOHC 16 Valve VGT ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า แรงบิด 441 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อม Sequential Shift ที่ให้ความนุ่มนวลและช่วยประหยัดน้ำมัน ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ พร้อม ABS และช่วงล่าง MacPherson Struts ด้านหน้า และ 5-Link Rigid Axle ด้านหลัง ให้การยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม โครงสร้างนิรภัยแบบ Four Rings และถุงลมนิรภัยคู่หน้า เสริมความมั่นใจในทุกการเดินทาง ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ Hyundai H1 ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งในตลาดรถยนต์มือสองในปี 2025 สำหรับผู้ที่มองหารถครอบครัวอเนกประสงค์ที่คุ้มค่า
นอกจาก H1 แล้ว ฮุนไดยังเป็นค่ายที่โดดเด่นในการนำรถต้นแบบและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2017 พวกเขาได้นำ Ioniq Electric ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่วิ่งได้กว่า 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม รวมถึง Hyundai RN30 รถต้นแบบสายซิ่ง 380 แรงม้า มาอวดโฉม แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เราเห็นเด่นชัดขึ้นมากในปี 2025
Toyota: แชมป์ตลาดที่ไม่หยุดพัฒนา
สำหรับ Toyota ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ การรักษาสถานะผู้นำตลาดเป็นสิ่งที่พวกเขาทำได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในปี 2017 จะไม่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่หวือหวามากนัก แต่ Vios 2017 รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ก็เป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก B-Segment ที่ยังคงได้รับความนิยมสูงจนถึงปี 2025 ในฐานะ รถยนต์มือสองคุณภาพดี ที่น่าซื้อ
Toyota Vios 2017 มาพร้อมดีไซน์ “Keen Look” ที่สปอร์ตและทันสมัย ด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำที่เชื่อมต่อกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟ DRL แบบ LED ในรุ่นท็อป ทำให้ตัวรถยังคงดูดี ไม่ตกยุค ขุมพลัง 1.5 ลิตร Dual VVT-i ที่ปรับปรุงให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ถึง 17-19 กม./ลิตร ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและตอบสนองดีเยี่ยม ที่สำคัญคือการจัดเต็มระบบความปลอดภัย โดยติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกันหลายรุ่นในยุคนั้น
ความทนทานสูง ประหยัดน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงต่ำ และอะไหล่หาง่าย ทำให้ Toyota Vios 2017 กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์คันแรก รถสำหรับขับขี่ในเมือง หรือรถครอบครัวขนาดเล็กที่เชื่อถือได้ ราคาผ่อนดาวน์รถ ที่เข้าถึงง่ายในตลาดรถมือสอง ทำให้ Vios 2017 ยังคงเป็นรถยอดนิยมที่ “น่าซื้อ” ในปี 2025 สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อย่างยั่งยืน
Aston Martin: ความหรูหราที่ผสานนวัตกรรม
บูธ Aston Martin ในปี 2017 สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์รถหรูระดับโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ดาวเด่นของงานคือ DB11 รถ GT Coupe แบบ 2+2 ที่นั่ง ซึ่งเป็นผลิตผลแรกจากความร่วมมือกับ Daimler A.G. (Mercedes-Benz และ AMG) จากเดิมที่มีเครื่องยนต์ V12 5.2 ลิตร ทวินเทอร์โบ 608 แรงม้า ได้มีการเปิดตัว DB11 V8 ที่ใช้ขุมพลัง V8 4.0 ลิตร 510 แรงม้า ซึ่งแม้แรงม้าจะลดลง แต่การที่น้ำหนักตัวลดลง 115 กก. ทำให้รถมีความคล่องตัวและขับสนุกยิ่งขึ้นในทางโค้ง สนนราคาในยุคนั้นอยู่ที่ 19,990,000 บาท ซึ่งสะท้อนการนำเสนอรถหรูที่เน้นสมรรถนะและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
Audi: การผงาดของแบรนด์สี่ห่วงภายใต้ผู้จัดจำหน่ายใหม่
Audi Thailand ภายใต้การดูแลของ Meister Technik ได้รุกตลาดอย่างเต็มที่ในปี 2017 หลังจากเริ่มต้นด้วยการนำเข้าบางโมเดลและได้รับการตอบรับที่ดี R8 Coupe V10 ซูเปอร์คาร์ 540 แรงม้า ที่ใช้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกับ Lamborghini Huracan ก็ยังคงเป็นที่สนใจอย่างมาก แต่ที่โดดเด่นคือการเสริมทัพด้วย A5 Sportback รถคูเป้ 5 ประตูที่เน้นดีไซน์โฉบเฉี่ยว และ A4 Avant 45TFSI Quattro S-Line Black Edition รถแวก้อนครอบครัวที่ตกแต่งสปอร์ตดุดัน รวมถึง TTS ที่เสริมไลน์สำหรับคนรักความแรงพิเศษ การนำเสนอรถยนต์ที่หลากหลายทั้งในด้านดีไซน์และสมรรถนะ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ Audi ในการเจาะตลาดพรีเมียมในไทย
BMW/MINI: ทางเลือกที่หลากหลายและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า
BMW นำรถยนต์เกือบทุกรุ่นที่มีขายมาจัดแสดง รวมถึงการเปิดตัวรุ่นใหม่และรุ่นย่อยที่น่าสนใจ อาทิ 630d Gran Turismo M Sport ที่มาแทน 5 Gran Turismo เดิม ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 3.0 ลิตร 265 แรงม้า X3 xDrive20d Highline รถนำเข้าราคา 3,699,000 บาท และที่สำคัญคือ 530e Plug-in Hybrid ที่มาพร้อมขุมพลังเบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 252 แรงม้า ซึ่งเป็นตัวเลือกที่เน้น ประหยัดน้ำมัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของเทรนด์ รถยนต์ไฮบริด ในกลุ่มรถหรู
นอกจากนี้ BMW ยังแสดงวิสัยทัศน์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าด้วย i8 Pure Impulse สีเหลืองด้าน และยังมีการนำเสนอ M760Li สีด้าน, M2 LCI, M4 Coupe LCI ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถสมรรถนะสูงและตัวเลือกที่ปรับแต่งได้ตามสไตล์ลูกค้า สำหรับ MINI ก็ส่ง John Cooper Works Countryman เข้ามาทำตลาดในกลุ่มรถอเนกประสงค์พรีเมียมขนาดกะทัดรัด ซึ่งเป็นการตอบรับกระแส SUV ที่กำลังมาแรงในยุคนั้น
Mercedes-Benz: ผู้นำนวัตกรรมและความหรูหราเหนือระดับ
Mercedes-Benz ยืนยันตำแหน่งผู้นำด้านเทคโนโลยีและรถหรู ในปี 2017 พวกเขาเปิดตัว AMG GT C Roadster และ Mercedes-AMG GT R ที่เป็นสุดยอดสมรรถนะจากสนามแข่งมาสู่ท้องถนน ด้วยเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงถึง 558 และ 585 แรงม้าตามลำดับ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 16.8 ล้านบาท และ 17.4 ล้านบาทตามลำดับ ซึ่งเป็นรถหรูพรีเมียม ที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก
นอกจากนี้ การนำเสนอ Maybach S560 Premium แสดงให้เห็นถึงความหรูหราเหนือระดับสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการนั่งเบาะหลัง และการเปิดตัว S350d ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบเรียงบล็อกใหม่ล่าสุด 3.0 ลิตร 286 แรงม้า แทน S500e Plug-in Hybrid สะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ตามความต้องการของตลาดและการเข้ามาของ เทคโนโลยีรถยนต์ล่าสุด ที่หลากหลาย
Mazda: การก้าวสู่ยุคใหม่ด้วย CX-5 และเทคโนโลยี SKYACTIV
Mazda ได้รับความสนใจอย่างมากกับการเปิดตัว All New CX-5 โฉมใหม่ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเพียงครึ่งเดือนก่อนหน้า Motor Expo 2017 แต่กลับมียอดจองทะลุ 1,500 คันอย่างรวดเร็ว แม้จะใช้เครื่องยนต์รุ่นเดิม แต่มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์ให้เงียบลง ปรับ Body panel ภายนอกใหม่ และที่สำคัญคือ เบาะหลังนั่งสบายขึ้นอย่างรู้สึกได้ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมากสำหรับรถครอบครัว CX-5 มาพร้อม 2 ทางเลือกเครื่องยนต์ ทั้งเบนซิน 2.0 ลิตร 165 แรงม้า และดีเซล 2.2 ลิตร 175 แรงม้า พร้อมระบบเรดาร์ครูสคอนโทรล (MRCC) ในรุ่นท็อป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอ รถครอบครัวอเนกประสงค์ ที่ผสานดีไซน์ สมรรถนะ และความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Subaru: แพลตฟอร์มใหม่เพื่อการขับขี่ที่เหนือกว่า
Subaru XV โฉมใหม่ เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปี 2017 ที่ใช้เวที Motor Expo ในการเปิดตัวสู่ตลาดไทยอย่างเป็นทางการ แม้รูปลักษณ์จะดูคล้ายรุ่นเดิม แต่ XV ใหม่มาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานตัวถัง Subaru Global Platform ชุดใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีการปรับปรุงความแข็งแกร่งของตัวถังและจุดยึดช่วงล่าง ให้การขับขี่ที่หนึบ นุ่มนวล และการควบคุมที่ดีเยี่ยม เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Boxer Direct Injection 156 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ CVT พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ X-Mode ทำให้ XV เป็นรถครอสโอเวอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ที่มองหา สมรรถนะรถยนต์ ที่เหนือกว่าบนทุกสภาพถนน
Nissan: การบุกเบิกยานยนต์พลังงานทางเลือก
Nissan ในปี 2017 ได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ “Intelligent Mobility” โดยการนำ Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้า EV และ Nissan Note e-Power รถไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่มีเครื่องยนต์เบนซินปั่นไฟ มาจัดแสดง ซึ่งถือเป็นการปูทางให้ผู้บริโภคไทยได้ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า และไฮบริดอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงการมองเห็นอนาคตของยานยนต์ที่ยั่งยืน และเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบัน
บทสรุป: มรดกจาก Motor Expo 2017 สู่ตลาดปี 2025
เมื่อมองย้อนกลับไปจากปี 2025 มหกรรมยานยนต์ 2017 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงรถยนต์ประจำปีเท่านั้น แต่เป็นเสมือนกระจกสะท้อนและเครื่องคาดการณ์ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้อย่างแม่นยำ งานในครั้งนั้นได้นำเสนอเทรนด์สำคัญหลายประการที่ยังคงมีอิทธิพลต่อตลาดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV/MPV) ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง การก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์พลังงานทางเลือก (ไฮบริดและไฟฟ้า) ที่เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น และการพัฒนา ระบบความปลอดภัยรถยนต์ ที่ก้าวหน้า เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคที่สูงขึ้น
รถยนต์หลายรุ่นที่เปิดตัวหรือนำเสนอในงานนั้น ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาด รถมือสองคุณภาพดี จนถึงทุกวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพ ความทนทาน และความคุ้มค่า เช่นเดียวกับโปรโมชั่นรถยนต์ที่น่าสนใจและราคาผ่อนดาวน์รถ ที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ นำเสนอใน Motor Expo 2017 ที่เป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการตัดสินใจ ซื้อรถใหม่ ของผู้บริโภคในยุคนั้น
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า Motor Expo 2017 เป็นมหกรรมยานยนต์ที่ได้ทิ้งมรดกทางความคิดและนวัตกรรมไว้มากมาย ซึ่งยังคงหล่อหลอมและขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและล้ำสมัยยิ่งขึ้นในปี 2025 และปีต่อๆ ไป

