• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N2610001 เด กปร ศนาว งตามรถของค ณม เร องราวจร งๆค ออะไรก นแน part2

admin79 by admin79
October 21, 2025
in Uncategorized
0
N2610001 เด กปร ศนาว งตามรถของค ณม เร องราวจร งๆค ออะไรก นแน part2

ในฐานะที่คลุกคลีในวงการยานยนต์มานานนับทศวรรษ การได้เห็นงานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลกในปี 2025 นี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้นเพียงแค่สมรรถนะและความสวยงาม วันนี้เรากำลังมองเห็นอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด การเชื่อมต่ออัจฉริยะ และการขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดโลก และแน่นอนว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ปี 2025 นี้ ไม่ใช่แค่การจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ หากแต่เป็นการฉายภาพวิสัยทัศน์ของแบรนด์ต่างๆ ที่มุ่งมั่นจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ความต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และความปรารถนาในประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างนำเสนอทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เต็มรูปแบบ, รถยนต์พลังงานไฮบริด (Hybrid) เจเนอเรชันใหม่, และรถต้นแบบที่อัดแน่นด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) ในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นความจริงบนท้องถนนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทิศทางของตลาดโดยรวมยังคงตอกย้ำความนิยมของรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) และครอสโอเวอร์ (Crossover) ที่ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญในการทำยอดขายและสร้างผลกำไรให้กับผู้ผลิต แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการผสานนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเข้าไปในรถยนต์ประเภทนี้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น SUV ไฟฟ้าหรูหรา หรือ Crossover ที่เน้นความประหยัดพลังงาน ผสมผสานกับการนำเสนอรถยนต์ซีดานไฟฟ้าที่มีดีไซน์ล้ำสมัย และรถสปอร์ตไฟฟ้าสมรรถนะสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ในบทความนี้ ผมจะพาทุกท่านเจาะลึกนวัตกรรมเด่นและรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในระดับ World Premier จากงานแสดงยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 2025 ซึ่งหลายรุ่นมีแนวโน้มที่จะเข้ามาสร้างสีสันและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดไทยในอนาคตอันใกล้ หากพร้อมแล้ว เรามาสำรวจอนาคตที่กำลังจะมาถึงกันเลยครับ

Audi

ในปี 2025 Audi ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์หรูไฟฟ้า และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในงานปีนี้คือการเปิดตัว Audi A8 e-tron Concept: รถซีดานพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ redefined นิยามของความหรูหราและสมรรถนะแบบไร้มลพิษ

ภายนอกของ A8 e-tron Concept มาพร้อมปรัชญาการออกแบบ “Progressive Luxury” ที่ผสานความสง่างามเข้ากับความล้ำสมัย กระจังหน้า Singleframe แบบปิดสนิท พร้อมลวดลายดิจิทัลที่สามารถเปลี่ยนได้ตามโหมดการขับขี่ ไฟหน้า Digital Matrix LED ที่ส่องสว่างได้ไกลและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชันการฉายสัญลักษณ์บนพื้นถนนเพื่อความปลอดภัย ตัวถังเน้นความเพรียวบางตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยเส้นสายที่สะอาดตา และล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วที่ออกแบบพิเศษเพื่อลดแรงต้าน สีตัวถังเป็นเฉดสีพิเศษที่ใช้เม็ดสีจากวัสดุรีไซเคิล สะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของแบรนด์

ภายในห้องโดยสารคืออาณาจักรแห่งเทคโนโลยีและสุนทรียะ เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง พร้อมระบบนวดและปรับอุณหภูมิที่ปรับตามอารมณ์ผู้ขับขี่ แผงควบคุมแบบ “Digital Cockpit Experience” ที่รวมทุกฟังก์ชันเข้ากับหน้าจอ OLED ขนาดใหญ่ที่ตอบสนองด้วยระบบสัมผัสและคำสั่งเสียงแบบ AI ผู้โดยสารด้านหลังจะได้รับประสบการณ์ระดับเฟิร์สคลาสด้วยหน้าจอส่วนตัวและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบเสียง Bang & Olufsen 3D ที่ผสานเข้ากับการออกแบบภายในอย่างไร้รอยต่อ ให้คุณภาพเสียงที่สมจริง

ขุมพลังของ Audi A8 e-tron Concept เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า Quattro เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 650 แรงม้า แรงบิดมหาศาลกว่า 900 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.5 วินาที แบตเตอรี่แบบ Solid-State ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 800 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วพิเศษ 800V ที่สามารถชาร์จไฟจาก 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro e-torque vectoring ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและเสถียรภาพในการขับขี่ในทุกสภาพเส้นทาง

ช่วงล่างเป็นแบบ adaptive air suspension ที่ทำงานร่วมกับระบบสแกนพื้นผิวถนนล่วงหน้า เพื่อปรับความนุ่มนวลและความสูงของรถให้เหมาะสมกับสภาพถนน ระบบความปลอดภัย Audi AI Pro Pilot ที่มาพร้อมระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ 3+ ซึ่งสามารถจัดการการขับขี่ได้เกือบทั้งหมดในบางสถานการณ์

Cadillac

Cadillac ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ยานยนต์หรูหราสำหรับยุคใหม่ และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว Cadillac Celestiq IQ: Concept – ยานยนต์ไฟฟ้า Flagship ที่เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่นับเป็นงานศิลปะที่ขับเคลื่อนได้ พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือความคาดหมาย

Celestiq IQ Concept สะท้อนปรัชญาการออกแบบ “Art of Motion” ของ Cadillac ที่เน้นความประณีตและความล้ำสมัย ภายนอกโดดเด่นด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามตามแบบฉบับ Cadillac ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED ที่เป็นลวดลายคริสตัล พร้อมฟังก์ชันการฉายแสงแบบ Kinetic Grille ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ ตัวถังผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ผสานเข้ากับกระจกหลังคา Electrochromatic ที่สามารถปรับความทึบแสงได้ตามต้องการ ล้ออัลลอยด์ขนาด 24 นิ้ว ที่ออกแบบพิเศษเพื่อ Celestiq โดยเฉพาะ

ภายในห้องโดยสารคือการผสมผสานระหว่างงานฝีมืออันประณีตและเทคโนโลยีสุดล้ำ เบาะนั่งแต่ละตำแหน่งเป็นแบบ Executive Seat ที่ปรับได้อิสระ พร้อมระบบนวดและอุณหภูมิที่ปรับเข้ากับสรีระของผู้โดยสาร วัสดุตกแต่งภายในเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมจากแหล่งที่ยั่งยืน เช่น หนังสังเคราะห์จากพืช ไม้ที่ได้รับการรับรอง และโลหะรีไซเคิล แผงแดชบอร์ดติดตั้งหน้าจอ Hyperscreen ขนาด 55 นิ้ว ครอบคลุมความกว้างของห้องโดยสาร นำเสนอข้อมูลและความบันเทิงแบบส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารทุกคน พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงและท่าทางที่ขับเคลื่อนด้วย AI ระบบเสียง AKG Studio Reference ที่มีลำโพงมากกว่า 40 ตำแหน่ง สร้างประสบการณ์เสียงแบบ 3 มิติ

ขุมพลังของ Cadillac Celestiq IQ Concept เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า Ultium Platform เจเนอเรชันล่าสุด ให้กำลังสูงสุดกว่า 800 แรงม้า แรงบิดมหาศาลที่ 1,200 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.8 วินาที แบตเตอรี่ความจุสูงถึง 120 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 750 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็ว DC สูงสุด 350 kW ช่วงล่าง adaptive air ride suspension และ Magnetic Ride Control 5.0 ที่ให้ความนุ่มนวลและเสถียรภาพสูงสุด ระบบขับขี่อัตโนมัติ Super Cruise Pro ที่ได้รับการอัปเกรดให้สามารถขับขี่ได้โดยไม่ต้องใช้มือจับพวงมาลัยในเส้นทางที่กำหนดอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

Genesis

Genesis แบรนด์รถยนต์หรูในเครือ Hyundai ยังคงเดินหน้าสร้างความแตกต่างและโดดเด่นในตลาดพรีเมียม และในงานปี 2025 นี้ พวกเขาได้เปิดตัว Genesis X Gran Berlinetta Concept: รถต้นแบบสปอร์ต GT ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ที่เป็นงานออกแบบขั้นสุดยอดและเป็นภาพสะท้อนอนาคตของแบรนด์

Genesis X Gran Berlinetta Concept ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงถึงปรัชญาการออกแบบ “Athletic Elegance” ในเวอร์ชันที่ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น ภายนอกโดดเด่นด้วยสัดส่วนที่ดุดันและเส้นสายที่พริ้วไหว ไฟหน้า Quad Lamp Signature เอกลักษณ์ของ Genesis ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดูเฉียบคมยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยี Micro-LED ตัวถังถูกปั้นแต่งตามหลักอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถัน ด้วยช่องดักลมขนาดใหญ่และสปอยเลอร์หลังแบบ Active Aero ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเร็ว ล้ออัลลอยด์ขนาด 23 นิ้ว ดีไซน์พิเศษที่สร้างขึ้นจากวัสดุคาร์บอนคอมโพสิตน้ำหนักเบา

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้เป็น Driver-Centric Cockpit ที่ผสานความหรูหราเข้ากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว เบาะนั่งแบบ Bucket Seat ที่ทำจากวัสดุ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อการยึดเกาะร่างกายที่ดีเยี่ยมในขณะเข้าโค้ง แผงหน้าปัดเป็นแบบ Panoramic OLED Display ที่แสดงข้อมูลการขับขี่และระบบนำทางแบบ 3 มิติ พวงมาลัยดีไซน์ Futuristic ที่รวมเอาปุ่มควบคุมสำคัญไว้ที่ปลายนิ้วสัมผัส ระบบ Infotainment เชื่อมต่อกับระบบ AI ส่วนตัวของ Genesis ที่สามารถปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ให้เข้ากับผู้ขับขี่แต่ละคน

ขุมพลังของ Genesis X Gran Berlinetta Concept เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-Performance EV Powertrain) ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 1,000 แรงม้า แรงบิดเกินกว่า 1,300 นิวตันเมตร ซึ่งสามารถส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 2.5 วินาที แบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Cell-to-Pack ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานและลดน้ำหนัก ทำให้มีระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 600 กิโลเมตร และรองรับการชาร์จเร็วพิเศษ ระบบเบรกเซรามิกคาร์บอนสมรรถนะสูงถูกติดตั้งมาเพื่อควบคุมพละกำลังอันมหาศาลนี้

Honda

Honda ในปี 2025 ยังคงมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์ “e:Technology” และได้เปิดตัว Honda Prelude e:Concept: การคืนชีพของชื่อในตำนานสู่โลกของรถสปอร์ตคูเป้ไฟฟ้า ที่ผสมผสานความสนุกในการขับขี่เข้ากับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

Honda Prelude e:Concept คือการตีความใหม่ของรถสปอร์ตคูเป้ในตำนาน ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและทันสมัย ภายนอกเน้นความเรียบง่ายแต่ดูทรงพลัง ด้วยเส้นสายที่ลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED Strip ที่เชื่อมต่อกันตลอดความกว้างของรถ สปอยเลอร์หลังแบบ Integrated Ducktail ที่ช่วยเพิ่มแรงกดท้าย ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางสมรรถนะสูง ตัวถังมีสัดส่วนที่ลงตัว สะท้อนถึง DNA ของรถสปอร์ตคูเป้คลาสสิกของ Honda

ภายในห้องโดยสารออกแบบมาในแนวคิด “Human-Centric” ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เบาะนั่งสปอร์ตน้ำหนักเบาที่หุ้มด้วยวัสดุ Recycled Fabric พร้อมการรองรับด้านข้างที่ดีเยี่ยม แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 10.2 นิ้ว และจอ Infotainment แบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้วที่รวมเข้ากับแผงคอนโซลได้อย่างกลมกลืน พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อม Paddle Shift สำหรับการปรับระดับ Regenerative Braking ระบบเชื่อมต่อ Honda Connect เจเนอเรชันใหม่ที่รองรับการอัปเดตแบบ Over-the-Air (OTA) และบริการ Subscription สำหรับฟังก์ชันต่างๆ

ขุมพลังของ Honda Prelude e:Concept เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า e:Motor Performance ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ให้กำลังสูงสุดกว่า 350 แรงม้า แรงบิดกว่า 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านล้อคู่หลัง หรือเลือกเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ e:AWD เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและสมรรถนะในการเข้าโค้ง ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 5 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 70 kWh ที่เน้นความสมดุลระหว่างน้ำหนักและระยะทาง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 550 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว DC ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive Damper System ที่ปรับความหนืดได้อัตโนมัติ และระบบควบคุมแรงบิด G-Vectoring Control Plus ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้ง ระบบความปลอดภัย Honda Sensing 360 ที่มาพร้อมฟังก์ชันการขับขี่กึ่งอัตโนมัติที่ได้รับการปรับปรุง

Hyundai

Hyundai ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่เข้าถึงได้ และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว Hyundai IONIQ 7: SUV ไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและนวัตกรรมเพื่อครอบครัวยุคใหม่

IONIQ 7 ยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบของตระกูล IONIQ ด้วยปรัชญา “Parametric Pixel” ภายนอกโดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Parametric Pixel LED ที่เป็นเอกลักษณ์ ลวดลายกระจังหน้าที่เป็นแบบปิดทึบพร้อมไฟส่องสว่างที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานะของรถ ตัวถังขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและสง่างาม พร้อมเส้นสายที่สะอาดตา ประตูหลังแบบ Suicide Doors (หรือที่เรียกว่า Coach Doors) เพื่อความสะดวกสบายในการเข้าออกห้องโดยสาร ล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้ว ที่ออกแบบพิเศษเพื่อ IONIQ 7 โดยเฉพาะ

ภายในห้องโดยสารคือพื้นที่แห่งความกว้างขวางและอเนกประสงค์ ออกแบบในแนวคิด “Living Space” ที่ให้ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ เบาะนั่งแบบ Reconfigurable Seating System ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางได้หลากหลาย เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน เบาะแถวสองสามารถหมุนได้ 180 องศาเพื่อสร้างพื้นที่สนทนา วัสดุภายในผลิตจากเส้นใยพืชและพลาสติกรีไซเคิล แผงหน้าปัดดิจิทัลและจอ Infotainment ขนาดใหญ่ที่รวมเข้าด้วยกัน ครอบคลุมความกว้างของคอนโซลหน้า ระบบ Hyundai SmartSense AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อปรับแต่งสภาพแวดล้อมภายในห้องโดยสารให้เหมาะสมที่สุด

ขุมพลังของ Hyundai IONIQ 7 ใช้แพลตฟอร์ม E-GMP เจเนอเรชันถัดไปที่พัฒนาต่อยอดจาก IONIQ 5/6 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 400 แรงม้า แรงบิดกว่า 650 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาประมาณ 5.5 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 100 kWh ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Cell-to-Chassis ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างและลดน้ำหนัก ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 650 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วพิเศษ 800V ที่สามารถชาร์จได้ถึง 80% ภายใน 20 นาที ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ HTRAC All-Wheel Drive ที่ปรับแรงบิดระหว่างล้อหน้าและหลังได้อย่างชาญฉลาด เพื่อประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพถนน ระบบความปลอดภัย Hyundai SmartSense Level 3 ที่สามารถขับขี่อัตโนมัติในบางสภาพถนน

Kia

Kia ได้สร้างชื่อเสียงอย่างแข็งแกร่งในตลาด EV และในปี 2025 พวกเขาได้ยกระดับอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Kia EV8: รถยนต์ซีดานไฟฟ้าขนาดกลางระดับพรีเมียม ที่ผสานดีไซน์ที่เร้าใจ สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และเทคโนโลยีสุดล้ำ

Kia EV8 เป็นการตีความใหม่ของรถซีดานสำหรับยุคไฟฟ้า ภายนอกโดดเด่นด้วยปรัชญาการออกแบบ “Opposites United” ที่นำความแตกต่างมาสร้างความลงตัว กระจังหน้า Digital Tiger Face ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kia EV พร้อมไฟหน้า Star-Map Signature LED ที่เฉียบคม ตัวถังมีสัดส่วนที่สง่างามและโฉบเฉี่ยว ตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มือจับประตูแบบ Flush-mounted ที่ซ่อนตัวอยู่เมื่อไม่ได้ใช้งาน ล้ออัลลอยด์ดีไซน์ Kinetic ขนาด 21 นิ้วที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่น

ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่ายและสะอาดตาแบบ Minimalism แต่แฝงด้วยความหรูหรา เบาะนั่ง Ergo Motion Seat ที่ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความสบายสูงสุดตลอดการเดินทาง แผงแดชบอร์ดติดตั้งจอ Curved Display ขนาด 27 นิ้ว ที่รวมหน้าปัดดิจิทัลและจอ Infotainment ไว้ด้วยกัน แสดงผลแบบ Holographic Display ที่สามารถปรับแต่งได้หลากหลาย พวงมาลัยดีไซน์ Futuristic ที่มาพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Capacitive Touch ระบบเสียง Meridian Premium Sound System ที่ให้คุณภาพเสียงระดับคอนเสิร์ตฮอลล์ ระบบ Kia Connect Pro ที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G และฟังก์ชัน Vehicle-to-Grid (V2G)

ขุมพลังของ Kia EV8 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม E-GMP เจเนอเรชันใหม่ ให้กำลังสูงสุดกว่า 500 แรงม้า แรงบิดกว่า 750 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ผ่านระบบ e-AWD ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 4 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 90 kWh ที่ใช้เทคโนโลยี Cell-to-Pack ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 600 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับการชาร์จเร็วพิเศษ 800V ที่สามารถชาร์จได้ถึง 80% ภายใน 18 นาที ระบบช่วงล่าง Adaptive Ride Control ที่ปรับความหนืดได้อัตโนมัติ เพื่อมอบทั้งความสบายและสมรรถนะในการขับขี่ ระบบความปลอดภัย Kia DriveWise Pro ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Smart Parking Assist และ Highway Driving Assist 3

Lincoln

Lincoln ยังคงสานต่อเส้นทางสู่ยานยนต์หรูไฟฟ้า และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว Lincoln Navigator EV: รถ SUV ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานความหรูหราไร้ที่ติเข้ากับพลังงานไฟฟ้าที่เงียบสงบ มอบประสบการณ์การเดินทางระดับ First Class

Navigator EV ยังคงรักษาความสง่างามและน่าเกรงขามของ Navigator โฉมปัจจุบันไว้ แต่เพิ่มเติมด้วยความล้ำสมัยของยุคไฟฟ้า ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Glowing Lincoln Star ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟหน้า Adaptive Pixel LED ที่สามารถฉายภาพแอนิเมชันต้อนรับผู้ขับขี่ ตัวถังขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและมั่นคง มือจับประตูแบบ Power-Retractable ที่ซ่อนตัวอยู่เมื่อไม่ได้ใช้งาน ล้ออัลลอยด์ขนาด 24 นิ้ว ที่ออกแบบพิเศษเพื่อความหรูหราและอากาศพลศาสตร์

ภายในห้องโดยสารคือพื้นที่แห่งความสะดวกสบายและความหรูหราแบบ “Sanctuary” เบาะนั่ง Perfect Position Seats with 30-Way Adjustability พร้อมระบบนวดและฟังก์ชันปรับอุณหภูมิที่ปรับได้ตามความต้องการของผู้โดยสารทุกคน วัสดุตกแต่งภายในเลือกใช้วัสดุธรรมชาติและวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูงสุด เช่น หนัง Bridge of Weir, ไม้วอลนัทอเมริกัน และอลูมิเนียมขัดเงา แผงหน้าปัดและจอ Infotainment ขนาดใหญ่แบบ Coast-to-Coast Digital Display ที่ครอบคลุมความกว้างของคอนโซลหน้า ระบบเสียง Revel Ultima 3D Audio System ที่ให้คุณภาพเสียงระดับสตูดิโอ ระบบ Lincoln Intelligent Access ที่อนุญาตให้ผู้ขับขี่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจรถ และสามารถตั้งค่าโปรไฟล์ส่วนตัวของผู้ขับขี่แต่ละคนได้

ขุมพลังของ Lincoln Navigator EV เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ทรงพลัง ให้กำลังสูงสุดกว่า 700 แรงม้า แรงบิดกว่า 1,000 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่แบบ All-Wheel Drive ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 4.5 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 150 kWh ที่ใช้เทคโนโลยี Solid-State เจเนอเรชันใหม่ ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 850 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วพิเศษ ระบบช่วงล่าง Adaptive Suspension with Road Preview ที่สามารถสแกนสภาพถนนล่วงหน้าและปรับการทำงานของช่วงล่างเพื่อความนุ่มนวลสูงสุด ระบบขับขี่อัตโนมัติ Lincoln BlueCruise 2.0 ที่ได้รับการอัปเกรดให้สามารถขับขี่ได้โดยไม่ต้องใช้มือจับพวงมาลัยในเส้นทางที่กำหนด และสามารถเปลี่ยนเลนได้เองอัตโนมัติ

Mazda

Mazda ยังคงเดินหน้าด้วยปรัชญา “Human-Centric” และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว Mazda CX-80 PHEV: SUV ขนาดกลาง 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่เน้นความประณีต สมรรถนะ และความยั่งยืน

Mazda CX-80 PHEV ยังคงรักษาการออกแบบ KODO – Soul of Motion ไว้ แต่เพิ่มเติมด้วยความสง่างามและความแข็งแกร่งของรถ SUV ขนาดใหญ่ ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมไฟหน้า LED Signature ที่บางเฉียบ ตัวถังมีสัดส่วนที่ลงตัว ให้ความรู้สึกพรีเมียมและมั่นคง เส้นสายด้านข้างที่ลื่นไหลจากด้านหน้าไปด้านหลังสร้างความรู้สึกของการเคลื่อนไหว ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความหรูหราและสมรรถนะ

ภายในห้องโดยสารคือการผสมผสานงานฝีมือแบบญี่ปุ่น (Takumi Craftsmanship) เข้ากับความกว้างขวางและเทคโนโลยี เบาะนั่งที่หุ้มด้วยวัสดุ Nappa Leather คุณภาพสูง พร้อมการตัดเย็บที่ประณีต แผงคอนโซลและแผงประตูตกแต่งด้วยไม้เมเปิลธรรมชาติและอลูมิเนียมขัดเงา แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และจอ Infotainment แบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ระบบ Mazda Connect เจเนอเรชันใหม่ที่สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เบาะนั่งแถวสามที่สามารถพับเก็บได้เรียบเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ

ขุมพลังของ Mazda CX-80 PHEV เป็นระบบ Plug-in Hybrid เจเนอเรชันใหม่ ที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv-G 2.5 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 327 แรงม้า แรงบิดกว่า 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และระบบขับเคลื่อน i-Activ AWD ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 6 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 17.8 kWh ให้ระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุดกว่า 80 กิโลเมตร (WLTP) ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว AC ระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาเป็นพิเศษ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นคง ตามปรัชญา Jinba-Ittai ระบบความปลอดภัย i-Activsense ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Cruising & Traffic Support และ 360° View Monitor

MINI

MINI ยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว MINI Cooper Electric JCW Edition: รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความสนุกในการขับขี่แบบ Go-Kart Feeling ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม แต่มาพร้อมสมรรถนะและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

MINI Cooper Electric JCW Edition คือการผสมผสานความคลาสสิกของ MINI เข้ากับความทันสมัยของยุคไฟฟ้า ภายนอกโดดเด่นด้วยชุดแต่ง John Cooper Works ที่ดุดัน กระจังหน้าแบบปิดทึบพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนแบตเตอรี่และมอเตอร์ ไฟหน้า LED Matrix ดีไซน์ใหม่ พร้อมกราฟิก Union Jack ที่ไฟท้าย ล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้ว ที่ออกแบบพิเศษเพื่อรุ่น JCW สปอยเลอร์หลังแบบ Performance Spoiler ที่เพิ่มแรงกดท้าย ตัวถังมีสีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของ JCW

ภายในห้องโดยสารยังคงเอกลักษณ์ของ MINI ด้วยแผงหน้าปัดทรงกลมขนาดใหญ่ แต่เปลี่ยนเป็นหน้าจอ OLED ทัชสกรีนขนาด 9.4 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบ Infotainment MINI Operating System 9 ขับเคลื่อนโดยระบบปฏิบัติการ Android Open Source Project (AOSP) พร้อมโหมดการแสดงผล Driving Experience Modes ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน หุ้มด้วย Alcantara เบาะนั่งสปอร์ต JCW ที่ให้การยึดเกาะร่างกายที่ดีเยี่ยม วัสดุภายในเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง พร้อมการตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ ระบบเสียง Harman Kardon Premium Sound System

ขุมพลังของ MINI Cooper Electric JCW Edition เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าสมรรถนะสูง ให้กำลังสูงสุดกว่า 250 แรงม้า แรงบิดกว่า 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อหน้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 6 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 54 kWh ที่ใช้เทคโนโลยี Cell-to-Pack ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 400 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 95 kW ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive Sport Suspension ที่ปรับจูนมาเป็นพิเศษเพื่อการขับขี่สไตล์ JCW และระบบควบคุมแรงบิด Dynamic Traction Control ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน ระบบความปลอดภัย MINI Driving Assistant ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Active Cruise Control และ Park Assist

Nissan

Nissan ในปี 2025 ยังคงมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์ “Nissan Ambition 2030” โดยเน้นการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ และในงานปีนี้ พวกเขาได้เปิดตัว Nissan Skyline Vmotion EV: Concept – รถยนต์ซีดานไฟฟ้าสมรรถนะสูง ที่เป็นต้นแบบของรถยนต์ Flagship ในอนาคต

Nissan Skyline Vmotion EV Concept คือการนำชื่อในตำนานอย่าง Skyline กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ภายนอกโดดเด่นด้วยดีไซน์ V-motion Grille ที่ได้รับการตีความใหม่ ให้เป็นแบบ Digitalized V-motion พร้อมไฟหน้า Blade-shaped LED ที่เฉียบคม ตัวถังมีสัดส่วนที่สง่างามและโฉบเฉี่ยว ตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มือจับประตูแบบ Flush-mounted และกล้องมองข้างแทนกระจกมองข้าง (Digital Side Mirrors) ล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้ว ที่ออกแบบพิเศษเพื่อความล้ำสมัย

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบในแนวคิด “Envision the Future” ที่เน้นความกว้างขวางและความสะดวกสบาย แผงหน้าปัดและจอ Infotainment แบบ Panoramic Display ที่รวมเข้าด้วยกัน สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ เบาะนั่ง Zero Gravity Seat ที่ออกแบบมาเพื่อลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกล วัสดุภายในเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง พร้อมการตกแต่งด้วยลายไม้และโลหะ ระบบเสียง Bose Premium Audio System พร้อมเทคโนโลยี Noise Cancellation ระบบ Nissan Intelligent Mobility เจเนอเรชันใหม่ที่ผสาน AI เข้ากับการเชื่อมต่อ

ขุมพลังของ Nissan Skyline Vmotion EV Concept เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า e-4ORCE เจเนอเรชันถัดไป ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 550 แรงม้า แรงบิดกว่า 750 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่แบบ All-Wheel Drive ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 3.5 วินาที แบตเตอรี่ Solid-State ความจุ 100 kWh ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 700 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วพิเศษ ระบบช่วงล่าง Adaptive Suspension ที่ปรับจูนมาเป็นพิเศษเพื่อมอบทั้งความสบายและสมรรถนะในการขับขี่ ระบบ ProPILOT Assist 3.0 ที่ได้รับการอัปเกรดให้สามารถขับขี่อัตโนมัติในสภาพถนนและสถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

Subaru

Subaru ยังคงยึดมั่นในความปลอดภัยและความสามารถในการขับขี่ในทุกสภาพถนน และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว Subaru Forester Wilderness EV: Concept – รถ SUV ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและพร้อมลุยทุกเส้นทาง

Subaru Forester Wilderness EV Concept คือการนำความสามารถแบบ Off-Road ของตระกูล Wilderness มาผสานกับพลังงานไฟฟ้า ภายนอกโดดเด่นด้วยชุดแต่ง Wilderness ที่แข็งแกร่ง กระจังหน้าแบบปิดทึบพร้อมไฟหน้า LED แบบ C-shaped ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Subaru ซุ้มล้อขนาดใหญ่พร้อมแผ่นกันกระแทกรอบคัน กันชนหน้าและหลังที่ออกแบบมาเพื่อการลุยที่สมบุกสมบัน ยาง All-Terrain ขนาดใหญ่พิเศษ ล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว ที่ออกแบบเพื่อทนทานต่อแรงกระแทกจากเส้นทางออฟโรด แร็คหลังคาสำหรับบรรทุกอุปกรณ์ และไฟส่องสว่างเสริม LED

ภายในห้องโดยสารยังคงเน้นความทนทานและใช้งานง่าย เบาะนั่งที่หุ้มด้วยวัสดุกันน้ำและทำความสะอาดง่าย แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 10.2 นิ้ว และจอ Infotainment ขนาด 11.6 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบ Subaru Starlink เจเนอเรชันใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุม X-Mode สำหรับการขับขี่แบบ Off-Road วัสดุภายในเป็นวัสดุรีไซเคิลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขุมพลังของ Subaru Forester Wilderness EV Concept เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า Symmetrical All-Wheel Drive ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 300 แรงม้า แรงบิดกว่า 450 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่อย่างสมมาตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 7 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 75 kWh ที่ใช้เทคโนโลยี Cell-to-Pack ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 500 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็ว DC ระบบช่วงล่างที่ยกสูงขึ้น พร้อมโช้คอัพและสปริงที่ปรับจูนมาเป็นพิเศษเพื่อการขับขี่แบบ Off-Road ระบบ X-Mode เจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Deep Snow/Mud และ Rock/Dirt เพื่อการลุยที่สมบูรณ์แบบ ระบบความปลอดภัย EyeSight X ที่มาพร้อมฟังก์ชันการตรวจจับคนเดินถนนและจักรยานที่แม่นยำยิ่งขึ้น

Toyota

Toyota ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์หลากหลายรูปแบบ และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว Toyota bZ5X: Concept – SUV ไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบ 7 ที่นั่ง ที่เน้นความยั่งยืน ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยี Fuel Cell (FCEV) และ EV ที่ก้าวล้ำ

Toyota bZ5X Concept เป็นส่วนหนึ่งของตระกูล “beyond Zero” ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Toyota ในการสร้างสังคมที่ไร้มลพิษ ภายนอกโดดเด่นด้วยดีไซน์ “Seamless Horizon” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูทรงพลัง ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full LED ที่เป็นเส้นเดียวตลอดความกว้างของรถ กระจังหน้าแบบปิดทึบพร้อมระบบ Digital Grille ที่สามารถแสดงข้อมูลหรือกราฟิกได้ ตัวถังขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและสง่างาม มือจับประตูแบบ Flush-mounted ล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้ว ที่ออกแบบพิเศษเพื่อความล้ำสมัยและอากาศพลศาสตร์

ภายในห้องโดยสารคือพื้นที่แห่งความกว้างขวางและยืดหยุ่น ออกแบบในแนวคิด “Open-Space Concept” ที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง เบาะนั่งที่หุ้มด้วยวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง พร้อมการจัดวางแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางได้หลากหลาย แผงหน้าปัดดิจิทัลและจอ Infotainment ขนาดใหญ่ที่รวมเข้าด้วยกัน ครอบคลุมความกว้างของคอนโซลหน้า ระบบ Toyota Human Interface ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง ระบบเสียง JBL Premium Audio System พร้อมเทคโนโลยี Noise Reduction

ขุมพลังของ Toyota bZ5X Concept มีให้เลือก 2 รูปแบบหลัก:

ขุมพลังไฟฟ้า (EV): ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 400 แรงม้า แรงบิดกว่า 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่แบบ Direct4 AWD แบตเตอรี่ Solid-State เจเนอเรชันใหม่ ความจุ 100 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 700 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับการชาร์จเร็วพิเศษ

ขุมพลังเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV): ผสานเทคโนโลยี Fuel Cell เจเนอเรชันล่าสุดเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 350 แรงม้า พร้อมถังไฮโดรเจนแรงดันสูง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 900 กิโลเมตร ต่อการเติมไฮโดรเจนหนึ่งครั้ง และสามารถเติมได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ระบบช่วงล่าง Adaptive Suspension with E-Axle ที่ปรับการทำงานของช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพถนนและโหมดการขับขี่ ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense 4.0 ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Advanced Driver-Assistance Systems (ADAS) ที่ได้รับการอัปเกรด เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

Volkswagen

Volkswagen ยังคงเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งกับตระกูล ID. ของรถยนต์ไฟฟ้า และในปี 2025 พวกเขาได้เปิดตัว Volkswagen ID.7 Tourer GTX: รถยนต์ไฟฟ้าสเตชันแวกอนสมรรถนะสูง ที่ผสมผสานพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางเข้ากับความสนุกในการขับขี่แบบไร้มลพิษ

Volkswagen ID.7 Tourer GTX เป็นการต่อยอดความสำเร็จของ ID.7 ในรูปแบบสเตชันแวกอนที่เน้นความสปอร์ตและสมรรถนะ ภายนอกโดดเด่นด้วยชุดแต่ง GTX ที่ดุดัน กระจังหน้าแบบปิดทึบพร้อมไฟหน้า LED Matrix แบบ IQ.Light ที่เชื่อมต่อกันด้วยแถบไฟ LED ไฟท้าย LED แบบ 3 มิติ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ ID. family ตัวถังมีสัดส่วนที่สง่างามและโฉบเฉี่ยวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว ที่ออกแบบพิเศษสำหรับรุ่น GTX สปอยเลอร์หลังขนาดเล็กที่เพิ่มความสปอร์ต

ภายในห้องโดยสารยังคงรักษาความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานที่เป็นเอกลักษณ์ของ Volkswagen แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 5.3 นิ้ว และจอ Infotainment แบบสัมผัสขนาด 15 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบ Infotainment Generation 4 (MIB4) ซึ่งรองรับการอัปเดตแบบ OTA และการเชื่อมต่อ 5G พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Capacitive Touch เบาะนั่งสปอร์ต GTX ที่หุ้มด้วยผ้าและหนังสังเคราะห์ พร้อมการรองรับด้านข้างที่ดีเยี่ยม พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาดใหญ่ถึง 605 ลิตร และสามารถขยายได้ถึง 1,714 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลง

ขุมพลังของ Volkswagen ID.7 Tourer GTX เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 4MOTION ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 340 แรงม้า แรงบิดกว่า 545 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ต่ำกว่า 5.5 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 86 kWh (net) ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 600 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 200 kW ระบบช่วงล่าง Adaptive Chassis Control (DCC) ที่ปรับจูนมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่น GTX เพื่อมอบการควบคุมที่แม่นยำและสมรรถนะในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ระบบความปลอดภัย IQ.DRIVE ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Travel Assist และ Park Assist Plus

สรุปภาพรวมและอนาคตสำหรับตลาดไทย

จากภาพรวมของงานแสดงยานยนต์ระดับโลกในปี 2025 นี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการเร่งตัวของเทคโนโลยีและการมุ่งสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ แบรนด์ต่างๆ ไม่ได้นำเสนอเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นการนำเสนอแนวคิดและระบบนิเวศแห่งการเดินทางใหม่ทั้งหมด ที่เน้นทั้งสมรรถนะ ความยั่งยืน ความปลอดภัย และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มคุณภาพชีวิตผ่านเทคโนโลยี

สำหรับตลาดในประเทศไทย ผมเชื่อว่ารถยนต์เหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตลาดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในหลากหลายเซกเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น SUV ไฟฟ้าสุดหรู, ซีดานไฟฟ้าดีไซน์ล้ำ, หรือแม้แต่รถกระบะไฟฟ้าอเนกประสงค์ จะเข้ามาพลิกโฉมภูมิทัศน์ยานยนต์ของไทยอย่างแน่นอน ผู้บริโภคชาวไทยจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ระบบขับขี่อัตโนมัติที่ฉลาดขึ้น และประสบการณ์ดิจิทัลภายในรถที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเคย

การแข่งขันด้านนวัตกรรมยานยนต์ยังคงดุเดือด และผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดย่อมเป็นผู้ชนะ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการนี้ ผมมองว่าปี 2025 คือจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งยานยนต์อัจฉริยะและพลังงานสะอาด ซึ่งจะนำมาซึ่งทางเลือกที่น่าตื่นเต้นและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมหาศาล

หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาอนาคตของการเดินทาง หรือต้องการสัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไฟฟ้า 2025 รุ่นใหม่ล่าสุด, รถ SUV พลังงานทางเลือก ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน, หรือ เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ ที่จะทำให้การเดินทางของคุณปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ผมขอเชิญชวนให้คุณติดตามข่าวสารและข้อมูลเชิงลึกจากผู้ผลิตเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะโอกาสในการเป็นเจ้าของยานยนต์แห่งอนาคตกำลังรอคุณอยู่ และการตัดสินใจของคุณในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่โลกที่ยั่งยืนกว่าเดิม มาร่วมกันสำรวจและสร้างสรรค์อนาคตยานยนต์ไปด้วยกัน!

Previous Post

N2610005 โดนใส ายว าแย งแฟนแต ความจร งทำท กอย างเพราะความร กแท part2

Next Post

N2610012 ประธานจอมกร าง part2

Next Post
N2610012 ประธานจอมกร าง part2

N2610012 ประธานจอมกร าง part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.