Hongqi H9 2020 เปิดพรีเซลซีดานคู่บารมีเจ้าสัว แม้ยังไม่เปิดราคาแต่ความหรูหรา Hongqi H9 2020 จัดมาไม่ขาดตกบกพร่อง
Hongqi H9 2020
Hongqi H9 2020 เริ่มพรีเซลผ่านตัวแทนจำหน่ายในจีน (Autohome) หลังเปิดตัวโชว์ความอลังการของซีดานพรีเมียมขนาดกลาง (กึ่งใหญ่มาก) จากแบรนด์รถยนต์ชั้นสูงและเก่าแก่สุดของแผ่นดินมังกร ซึ่งวางตำแหน่งไว้ระดับเดียวกับ Mercedes-Benz E-Class, BMW 5 Series และ Audi A6 แต่ดีไซน์หรูไกลเลยไปถึง Rolls-Royce ไม่โดนใจเจ้าสัวก็ให้รู้กันไปงานนี้
Motif ต่าง ๆ แสดงความเป็นรถ Ultra Luxury แต่วางตำแหน่งระดับเดียวกับ Mercedes-Benz E-Class
เข้าใจได้ไม่อยากหากใครจะหลงเข้าใจว่า Hongqi H9 2020 หวังเป็นคู่แข่งเทียบชั้น Rolls-Royce, Bentley หรือ Mercedes-Maybach และ Hongqi ก็คงหวังให้เป็นเช่นนั้นตั้งแต่แรก เพราะงานออกแบบเดินตาม Footprint แบรนด์ Ultra Luxury เกือบทุกรายละเอียด ตั้งแต่กระจังหน้าทรงตั้งตรงขนาดโอเวอร์ไซซ์พร้อมสัญลักษณ์ Red Flag การเล่นสี Scheme สีตัวถัง 2 เฉด หน้าต่างด้านข้าง 6 บาน จรดไฟท้ายทรงหรู และทั้งไฟหน้า-ไฟท้ายใส่ลูกเล่นเส้นไฟ LED วิ่งสยายออกจากตรงกลางไปทั้ง 2 ฝั่งยังด้านข้างขณะเริ่มสตาร์ตเป็น Presentation ใครไม่มองให้มันรู้ไป
การเล่นสีตัวถัง 2 โทน พบได้ใน Rolls-Royce, Bentley และ Mercedes-Maybach
ประกอบกับมิตัวถังของ Hongqi H9 2020 นั้นมีความยาวเกิน 5 เมตร ฐานล้อยาวทะลุ 3 เมตร เพื่อให้ผู้โดยสารตอนหลังเหยียดขานั่งเต๊ะท่าได้ทุกอิริยาบถ ส่วนการตกแต่งภายในประเคนทั้งความหรูหรา และความไฮเทคโนโลยีแบบเต็มที่ ตั้งแต่ลายไม้ หนัง โลหะ (ซึ่งไม่รู้ว่าแท้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ดูเหมือน) หรือจอดิจิทัล จอมอนิเตอร์นับไม่ถ้วนทั้งด้านหน้า รวมถึงสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง (คันในภาพเป็นเบาะแยก) ทุกองค์ประกอบล้วนพยายามแสดงความเป็นรถพรีเมียมเกินคลาส
เบาะแยก คอนโซลกลาง และจอมอนิเตอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
แต่ในส่วนขุมพลังของ Hongqi H9 2020 ฟ้องชัดว่ารถคันนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น Super Luxury (อย่าง Rolls-Royce หรือ Mercedes-Maybach) และไม่มีทางเป็นไปได้ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 252 แรงม้า หรือแบบวี 6 สูบ 3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 272 แรงม้า จับคู่กับเกียร์คลัตช์คู่ที่มีให้เลือก
ขุมพลังอาจเป็นจุดหลัก ๆ ที่ฟ้องว่าไม่ใช่เซกเมนต์ Ultra Luxury
ทางด้านระบบกันสะเทือน Hongqi H9 2020 นั้นติดตั้งสปริงลมมาให้เป็นมาตรฐาน หรือใครจะเรียกถุงลมก็ไม่ผิด เพราะทำหน้าที่ซับแรงสะเทือนแทนสปริงขดตามจริตรถหรูที่ต้องนิ่มและนิ่ง นอกจากนี้ Hongqi H9 2020 ยังติดตั้งระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ เลเวล 2.5 มาเสร็จสรรพ แต่เรื่องของประสิทธิภาพนั้นมิอาจทราบได้
แต่ทั้งหมดก็หนีความจริงที่ Hongqi H9 2020 นั้นวางตำแหน่งไว้คลาสเดียวกับพรีเมียมขนาดกลางจากฝั่งยุโรปไปไม่ได้ ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ข้อเสียเปรียบหากมองในแง่ขนาด จำนวนรายการอุปกรณ์ เทียบกับราคาที่ต้องจ่าย (ยังไม่เปิดราคา) ราวกับซื้อบ้านเดี่ยวได้ในราคาทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งเจ้าสัวอาจชอบมากก็ได้
ดูเพิ่มเติม
งานมหกรรมยานยนต์ Motor Expo เมื่อช่วง ปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา กลายเป็นเวทีที่ผู้ผลิตรถยนต์ พากันกระหน่ำเปิดตัวรถยนต์นั่งขนาดเล็ก พิกัด B-Segment (ECO Car) กันเป็นทิวแถว เนื่องจากทุกค่าย จำเป็นจะต้องเร่งเปิดตัวรถยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการ ECO Car Phase 2 ของทางรัฐบาล ให้ทันก่อนกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 ธันวาคม 2019
แน่นอนว่า ในบรรดารถยนต์พิกัดเดียวกันนี้ทุกรุ่น ที่คลอดออกสู่ตลาดมาพร้อมๆกัน ทั้งแบบเปลี่ยนโฉมใหม่ Full Model change หรือแค่รุ่นปรับโฉมเล็กน้อย เพื่อประวิงเวลาต่ออายุตลาดแบบ Minor change มีรถเก๋ง Sedan ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่ทุกคนพากันให้ความสนใจถามไถ่และไปมุงกันจนเต็มแน่นพื้นที่บูธจัดแสดงแทบจะตลอดทั้งวัน ตลอดเวลา นั่นคือ Nissan Almera และ Honda City ใหม่
รายแรกนั้น ทุกคนคงคุ้นเคยกันดีว่า เป็นรถยนต์นั่ง B-Segment (ECO Car) ตัวถัง Sedan แบบแรกในตลาด ซึ่งเข้ามารับช่วงทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้ากลุ่มที่ไม่เคยซื้อรถยนต์มาก่อน เข้าโชว์รูม Nissan ต่อจาก Nissan Sunny FF B11 และนี่คือการเปลี่ยนโฉมใหม่ครั้งแรกในรอบ 8 ปี และเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของ ชาวหมู่บ้านบางเสาธง ว่ารถคันนี้ ต้องช่วยกอบกู้ยอดขาย และแบรนด์ Nissan กลับมายืนอยู่ใกล้เคียงกับ Honda เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน ให้ได้
แต่สำหรับ เจ้าตลาดอย่าง Honda นี่คือการตัดสินใจ เปลี่ยนโฉม ครั้งสำคัญไม่แพ้กันของพวกเขา…และมันมาพร้อมความหวั่นใจอยู่ลึกๆของคน Honda ว่าผู้บริโภคจะให้การตอบรับกับแนวคิดใหม่ในการ ลดขนาดความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์ ที่เรียกว่า Downsizing ซึ่งเป็นแนวทาง ที่ Honda เริ่มเดินเครื่องสู่ตลาดเมืองไทย อย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม มาตั้งแต่ Civic และ Accord ใหม่ พวกเขามาพร้อมกับโจทย์ที่จำเป็นจะต้อง นำ City แทรกตัวเข้าสู่กลุ่มตลาด ECO Car ของเมืองไทยให้ได้ โดยที่ตัวรถยังต้องเพิ่มขนาดให้ใหญ่ยาวขึ้น และแถมยังต้องผ่านมาตรฐาน ECO Car Phase 2 อันเข้มงวดของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การปล่อยมลพิษ และความปลอดภัย ซึ่งนั่นไม่ใชเรื่องง่ายเลย…
แต่ในที่สุด พวกเขาก็เข็น City ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ เบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร VTEC + VTC + Turbo ออกสู่ตลาดได้เป็นผลสำเร็จ….

ผลลัพธ์ละ?
คุณณัฎฐ์ ปณิธานธาดา (พี่แมน) ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Honda Automobiles (Thailand) เล่าให้เราฟังว่า บรรยากาศในบูธ Honda ที่งาน Motor Expo เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานั้น มีผู้คนต่างให้ความสนใจกับ City ใหม่กันอย่างแน่นขนัดเต็มบูธไปหมด ถึงขั้นว่า ต้องเพิ่มเก้าอี้ และโต๊ะรับจองที่ด้านหลังบูธทุกวัน ยิ่งในช่วงเปิดตัวนี้ Honda ยังไม่พร้อมจะส่งรถไปให้โชว์รูมทั่วประเทศ ดังนั้น ลูกค้าบางส่วนจึงเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อเข้ามายลโฉมรถคันจริง ในงานดังกล่าว ถึงขั้นที่ว่า ทาง Honda ต้องเปิดโต๊ะรับรองดูแลลูกค้าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเป็นพิเศษ!
นับตั้งแต่วันเปิดตัว จนถึงวันนี้ 17 ธันวาคม 2019 Honda City ใหม่ มียอดสั่งจองจากลูกค้าชาวไทย ทั่วประเทศ รวมแล้วมากถึง 4,500 คัน!! ในจำนวนนี้ ยอดสั่งจองจากลูกค้า จำนวนมาก เทใจไปที่รุ่น SV มากสุด ในสัดส่วน 45% จากยอดสั่งจองทั้งหมด รองลงมาคือรุ่น RS อยู่ที่ 40% ส่วนที่เหลืออีก 15% คือ S กับ V นั่นหมายความว่า ตอนนี้ ใครจองรุ่น RS อาจต้องรอรับรถกันนานถึงเดือนมีนาคม 2020 กันเลยทีเดียว!
อย่างไรก็ตาม จากวันเปิดตัว จนถึงวันนี้ Honda ก็ยังไม่พร้อมปล่อยรถยนต์ทดลองขับให้บรรดาลูกค้า หรือสื่อมวลชน พวกเขาก็เลยหาทางรักษากระแสการพูดถึงของผู้บริโภค ด้วยการเชิญ สื่อมวลชนสายรถยนต์ ชาวไทย จำนวน 19 ราย ให้เป็นคนกลุ่มแรกของโลก ที่จะได้ร่วมทดลองขับ City ใหม่

นั่นคือเหตุผลที่ผมต้อง…อันที่จริงคือ ยังไม่ได้นอนเลยจนถึงตอนที่กำลังปิดต้นฉบับบทความนี้ เพื่อจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ไปขึ้นรถบัส ที่ทาง Honda จัดไว้ ณ สำนักงานใหญ่ ที่ ฺBiTEC สี่แยกบางนา เดินทางไปยังสนามทดสอบ Honda R&D Proving Ground ที่นิคมอุตสาหกรรม โรจนะ 2 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อไปพบเจอกับ Mr.Satoru Azumi , LPL (Large Project Leader ยืนทางซ้ายในรูปข้างบนนี้) หรือ หัวหน้าวิศวกรโครงการพัฒนา City ใหม่ ซึ่งเคย Backup ให้กับ Mr. Ryo Mukumoto, LPL หัวหน้าวิศวกรพัฒนารถยนต์อายุน้อยที่สุดของ Honda (26 ปี ในวันที่ Honda S660 ลูกรักของเขา เริ่มออกจำหน่าย) รวมทั้งบรรดาผู้ช่วยของเขา อย่าง Mr. Keiichi Watanabe , Powertrain Assistance Large Project Leader (ยืนทางขวาในรูปข้างบนนี้) หรือ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกรพัฒนาด้านเครื่องยนต์ของ City ใหม่ และ Mr. Shingo Oogaya , Dynamic Performance Assistance Large Project Leader หรือผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร ด้านการขับเคลื่อน และสมรรถนะการขับขี่
ปกติแล้ว LPL หรือหัวหน้าวิศวกรของ Honda ที่ผมเคยเจอมาตั้งแต่ปี 2005 ส่วนใหญ่ ก็จะวางตัวประมาณหนึ่ง แต่กับทีมพัฒนา City ใหม่นี้ ผมมองว่า พวกเขาดูเป็นมิตรมาก อะไรที่ตอบได้ เขาก็ตอบเต็มที่ แต่อะไรก็ตาม ที่ตอบไม่ได้จริงๆ เขาถึงจะต้องใช้คำตอบแบบมาตรฐานในการตอบพวกเรา คนกลุ่มนี้ ในชีวิตส่วนตัว ก็เป็นคนที่ชอบรถยนต์ โดยเฉพาะ Keiichi-san ที่ดูจะหลงใหลถึงขั้น มีรถสปอร์ต ขับเคลื่อนล้อหลัง เอาไว้ขับเข้าแข่งในวันหยุดด้วย…แต่อย่าถามเลยครับว่า รถยี่ห้ออะไร เดี๋ยวคู่แข่งเขาจะได้ใจร้องไชโยโห่ฮิ้ว กันเปล่าๆ เนาะ
ในเมื่อ คนที่ชอบ รัก และเข้าใจรถยนต์ เข้ามารับช่วงพัฒนา City รุ่นใหม่ ผมก็เชื่อว่า คุณผู้อ่านคงอยากรู้แล้วละว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ มันจะทำให้ City ใหม่ มีสมรรถนะการขับขี่เป็นอย่างไร ประหยัดน้ำมันแค่ไหน และสามารถก้าวข้ามพิกัดรถยนต์ B-Segment ECO Car เดิมๆ ไปได้ถึงขนาดไหน…

City ใหม่ มีมิติตัวถังภายนอกยาว 4,553 มิลลิเมตร กว้าง 1,748 มิลลิเมตร สูง 1,467 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,589 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,497 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,483 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 135 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร น้ำหนักตัวรถเปล่า ของรุ่น S กับ V อยู่ที่ 1,150 กิโลกรัม รุ่น SV อยู่ที่ 1,154 กิโลกรัม และรุ่น RS หนักสุดที่ 1,165 กิโลกรัม
เมื่อเปรียบเทียบกับ City เจเนอเรชันที่ 4 รุ่นก่อน ซึ่งมีความยาว 4,440 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,471 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,600 มิลลิเมตร จะพบว่ารุ่นใหม่มีความยาวเพิ่มขึ้นถึง 113 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 53 มิลลิเมตร แต่เตี้ยลง 4 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นลง 11 มิลลิเมตร
หากเทียบกับคู่แข่ง ที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน อย่าง Nissan Almera ใหม่ ซึ่งมีความยาว 4,495 มิลลิเมตร กว้าง 1,740 มิลลิเมตร สูง 1,460 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า City ใหม่ ยาวกว่า 58 มิลลิเมตร กว้างกว่า 8 มิลลิเมตร สูงกว่า 7 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อสั้นกว่า 31 มิลลิเมตร
และถ้าเปรียบเทียบกับ Mazda 2 Sedan ซึ่งมีความยาว 4,340 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,470 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า City ใหม่ยาวกว่าถึง 213 มิลลิเมตร กว้างกว่า 53 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 3 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 19 มิลลิเมตร
หรือเปรียบเทียบกับ Mitsubishi Attrage ซึ่งมีความยาว 4,305 มิลลิเมตร กว้าง 1,670 มิลลิเมตร สูง 1,515 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า City ใหม่ยาวกว่าถึง 248 มิลลิเมตร กว้างกว่า 78 มิลลิเมตร แต่เตี้ยกว่า 48 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 39 มิลลิเมตร
ต่อให้เปรียบเทียบกับ Toyota Yaris Ativ ซึ่งมีความยาว 4,425 มิลลิเมตร กว้าง 1,730 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร ก็ยังพบว่า City ใหม่ยาวกว่า 128 มิลลิเมตร กว้างกว่า 18 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 8 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 39 มิลลิเมตร
ถือว่า City เจเนอเรชันที่ 5 นี้ มีขนาดตัวถังโดยรวมใหญ่โตกว่ารุ่นเดิม รวมถึงคู่แข่งรุ่นอื่นๆ ในตลาดอยู่พอสมควร เรียกได้ว่าเป็นรถยนต์กลุ่ม B-Segment ในปัจจุบัน แต่กลับมีขนาดเทียบเท่า C-Segment เมื่อหลายปีก่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะตัวถังภายนอกใหญ่กว่า Honda Civic FB (2012 – 2016) เกือบทุกมิติ

Mr.Satoru Azumi เล่าว่า แนวคิดหลักในการพัฒนา City ใหม่ คือ “Ambitious Sedan” หรือ “ซีดานที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน สำหรับคนที่มีความคาดหวังถึงการใช้ชีวิตที่ดีกว่า ได้มั่นใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้น” โดยยังคงยึดคุณค่าหลักของ City ทุกรุ่นที่ผ่านๆมา คือ งานออกแบบที่โดดเด่น ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และในคราวนี้ มีการเพิ่มคุณค่าใหม่ ด้านภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง เสริมเข้าไป
แนวคิดการออกแบบในภาพรวมของ City ใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่าง รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแข็งแกร่ง โดดเด่น (Existence Strength) และภายในห้องโดยสารที่ดูหรูหรา สะดวกสบาย (Sophisticated Space) โดย รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Standing on the EDGE เน้นความเฉียบคม เสริมบุคลิกความเป็นรถยนต์แบบ 3-Box Style ตามแบบฉบับของรถเก๋งซีดาน ด้วยการออกแบบระยะ Overhang ด้านหน้าให้ยาวขึ้น
นอกจากนั้น ยังได้ดึงเอาแนวทางการออกแบบตัวถังสไตล์ Wide & Low Form จากพี่น้องร่วมสายเลือด อย่าง Civic (FC) และ Accord (G10) มาใช้อีกด้วย โดยมีการปรับลดความสูงของตัวรถให้ต่ำลง 4 มิลลิเมตร ขยายความกว้างเพิ่มขึ้น 53 มิลลิเมตร และขยายความยาวตัวถังเพิ่มขึ้นอีก 113 มิลลิเมตร
กระจังหน้าแบบ Solid Wing Face ยังคงถูกนำมาใช้กับ City รุ่นใหม่อยู่ แต่มีการออกให้กว้างขึ้นและต่ำลง ในรุ่น S, V และ RS จะได้กระจังแบบโครเมียม (ของจริงดูสวยและเข้ากับตัวรถมากๆ) ในขณะที่รุ่นตกแต่งพิเศษ RS จะเปลี่ยนเป็นสีดำเงา Piano Black มีสัญลักษณ์ RS อยู่ทางด้านซ้าย สไตล์เดียวกับ Civic RS มาพร้อมชายล่างกันชนหน้าลายคาร์บอน และกรอบไฟตัดหมอกแบบสปอร์ต
ชุดไฟหน้าของรุ่น S, V และ SV จะเป็น Projector Lens แบบฮาโลเจน ในขณะที่รุ่น RS จะอัพเกรดเป็นแบบ Full-LED ทั้งไฟต่ำ ไฟสูง ไฟเลี้ยว พร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า แบบ LED ทุกรุ่นย่อยจะติดตั้งไฟส่องส่องสว่างในเวลากลางวัน Daytime Running Light แบบ LED มาให้ รายละเอียดในชุดโคมไฟหน้า Full-LED ในรุ่น RS ดูคล้ายกับ Honda รุ่นอื่น ๆ แต่มีการสลับตำแหน่งกันระหว่าง ไฟ Daytime Running Light และไฟเลี้ยว
รูปลักษณ์ด้านข้าง ออกแบบโดยเน้นเส้น Character Line ให้มีเหลี่ยมสัน มีมิติมากขึ้น ลากไปแนวยาวจากมุมไฟหน้า ผ่านบานประตูคู่หน้า คู่หลัง ไปจนถึงไฟท้าย ส่งผลให้ตัวรถดูยาวมากขึ้นไปอีก มือจับประตู ของรุ่น S, V และ RS จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนรุ่น SV จะเป็นแบบชุบโครเมียม
กระจกมองข้าง ทุกรุ่นมาพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สามารถปรับและพับด้วยไฟฟ้า (ยกเว้นรุ่น S) พลาสติกครอบกระจกมองข้างในรุ่น S, V และ SV จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ในขณะที่รุ่น RS จะเป็นสีดำ ส่วนไฟเลี้ยวด้านข้างของรุ่น S จะอยู่ที่บริเวณเหนือซุ้มล้อคู่หน้า
นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งกระจกมองข้าง จากเดิมที่ติดตั้งอยู่บริเวณเสา A-pillar ย้ายมาอยู่บริเวณด้านข้างบ้านประตู เพื่อช่วยลดมุมอับสายตาด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง เสาอากาศเป็นแบบครีบฉลาม สีเดียวกับตัวรถ ทุกรุ่นย่อย แต่ในรุ่น RS จะเป็นสีดำเงา Gloss Black
ด้านหลัง ติดตั้งชุดไฟท้าย ทรงเรียวยาว มีการเล่นกับความนูน ความเว้า เพื่อความสวยงาม ไฟหรี่และไฟเบรกเป็นหลอด LED ส่วนไฟเลี้ยว และไฟถอยหลัง ยังคงเป็นหลอกไส้ธรรมดาอยู่ ในรุ่น RS จะติดตั้งสปอยเลอร์หลังสีดำเงา Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาให้เป็นพิเศษ เปลือกกันชนหลัง ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายมากขึ้น ลดจำนวนเส้นสายลงไป ติดตั้งแผงทับทิมสะท้อนแสงสีแดงในแนวตั้ง รับกับเส้นสายด้านข้าง ขณะเดียวกัน กระจกบังลมหลัง ติดตั้งตั้งระบบไล่ฝ้าด้วยสวิตช์ไฟฟ้ามาให้ เป็นมาตรฐานทุกรุ่นย่อย
ล้อลอยจะมีความแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละรุ่นย่อย เริ่มจาก รุ่น S จะได้ล้อเหล็ก ขนาด 15 x 6J พร้อมฝาครอบล้อ สวมยาง Maxxis MA-P3 ขนาด 185/60 R15 ส่วนรุ่น V และ SV จะเป็นล้ออัลลอย ขนาด 15 x 6J ลาย 20 ก้าน แบบปัดเงา รัดด้วยยาง Maxxis MA-P3 ขนาด 185/60 R15 เช่นเดียวกัน ในขณะที่รุ่น RS จะเป็นล้ออัลลอย ขนาด 16 x 6J ลาย 15 ก้าน แบบปัดเงา รัดด้วยยาง Yokohama BlueEarth A ขนาด 185/55 R16

ระบบกลอนประตู รุ่น S จะเป็น กุญแจแบบมีสวิตช์ปลดและสั่งล็อกในตัว ส่วนรุ่น V , SV , RS จะเป็น Remote Control พร้อมกุญแจในตัวแบบ Wave Key ในชื่อ Honda Smart Key System เมื่อพกกุญแจ แล้วเดินเข้าใกล้รถ เพียงแค่เอื้อมมือไปจับมือที่มือจับประตู ระบบจะปลดล็อกให้อัตโนมัติ และเมื่อต้องการล็อกรถ ก็สามารถทำได้โดยการกดปุ่มสีดำ บนมือจับประตู หรือจะสั่งล็อก – ปลดล็อกโดยการกดสวิตช์ที่รีโมท ก็ทำได้ได้เช่นกัน พร้อมกันนี้ ยังมีสวิตช์กดเพื่อปลดล็อกฝาท้าย โดยต้องกดแช่ไว้ 2-3 วินาที ฝาท้ายจะเด้งปลดล็อกขึ้นให้
นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อย จะมีระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Auto Door Lock by Speed) ระบบกันโมย Immobilizer และสวิตช์ติด-ดับ เครื่องยนต์ One Push Ignition System มีให้เป็นมาตรฐาน สำหรับทุกรุ่นย่อย โดยปุ่มกดจะอยู่บริเวณกึ่งกลาง ระหว่างชุดมาตรวัดและช่องแอร์ ด้านขวาของคนขับ

