Mercedes-Maybach เปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดแบบลิมิเต็ดอิดิชั่นในชื่อ New Mercedes-Maybach S680 Haute Voiture โดยได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นสุดหรู พร้อมผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 150 คันเท่านั้น!
Gorden Wagner หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Mercedes กล่าวว่า ด้วยคุณสมบัติและองค์ประกอบการออกแบบที่พิเศษ ทำให้ New Mercedes-Maybach S Class Haute Voiture เป็นหนึ่งในรุ่นหรูหราที่สุดเท่าที่เคยทำมา และเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจมากที่สุด จึงต้องสร้างสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างเต็มที่และใช้ส่วนประกอบที่ไม่เคยมีมาก่อนใน Mercedes-Maybach

สำหรับ New Mercedes-Maybach S680 Haute Voiture มีพื้นฐานจากรุ่น Maybach S680 ภายนอกมีตัวถังด้านบนเป็นสีฟ้าเมทัลลิค Nautical Blue ตัดกับสีด้านล่างโทนโรสโกลด์ ส่วนไฮไลท์ที่น่าสนใจคือห้องโดยสารหรูหราเหนือระดับกับการตกแต่งด้วยโทนสีทองและสีเบจ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นชั้นสูงสไตล์ “โอตกูตูร์” (Haute Couture) ให้รถคันนี้เหนือระดับอย่างสมบูรณ์แบบ

ขณะเดียวกัน การตกแต่งภายในของรุ่นนี้จะใช้ผ้าบูเคล่สีฟ้าและสีทองตัดเย็บแผงประตู เบาะนั่ง และหมอนรองศีรษะ รวมทั้งการใช้หนังสีขาวคริสตัลบนเบาะคอนโซลและประตู ส่วนพรมปูพื้นทำจากผ้าลินินและผ้าโมแฮร์ เสริมความพรีเมียมเหนือระดับกับการประดับแก้วไวน์แชมเปญสีโรสโกลด์ และลวดลายดาวสามแฉกตามแบบฉบับของ Mercedes ประดับบนเพดานด้านใน


นอกจากดีไซน์ภายในห้องโดยสารหรูหราแล้ว ระบบอินโฟเทนเม้นต์ MBUX ให้ความรู้สึกหรูหราไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาปรับปรุงเพิ่มเติมด้วยรูปก้อนเมฆสีขาวแวววาวพร้อมเน้นโทนสีโรสโกลด์ แถม Avatars ของระบบดังกล่าวสามารถตกแต่งการแต่งตัวได้หลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ Sunday Best, สวมชุดแจ็คเก็ต, สวมเสื้อโค้ตยาว หรือชุดราตรี


ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของ New Mercedes-Maybach S680 Haute Voiture จะได้รับของขวัญสุดพิเศษแบบแฮนด์เมด ที่มีตรารถยนต์ระบุหมายเลขผลิตรถยนต์โดยเฉพาะ สเกลโมเดล พวงกุญแจ และผ้าคลุมรถชนิดพิเศษที่มีโลโก้ Maybach และ Haute Voiture หรือสามารถซื้อชุดกระเป๋าลิมิเต็ดอิดิชั่นที่เข้ากับรถรุ่นนี้ได้ ซึ่งจะมีดีไซน์และวัสดุให้เลือกเช่นเดียวกับตัวรถ โดยจะจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์หรือร้านค้าแบรนด์แฟชั่นชั้นนำทั่วโลก

ส่วนราคาจำหน่าย New Mercedes-Maybach S680 Haute Voiture อย่างเป็นทางการยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด
“เมื่อไหร่ Hyundai จะส่งรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่ไม่ใช่รถตู้ H-1 เข้ามาทำตลาดในบ้านเราสักที?”
ผมเชื่อว่า คำถามนี้ น่าจะอยู่ในห้วงความคิดของคุณผู้อ่านหลายๆคนมาเป็นเวลานานแล้ว ณ วันนี้ คนไทยจำนวนมาก รู้จัก Hyundai ก็จากรถตู้ H-1 , Starex หรือไม่ก็ Staria หลายคนน่าจะลืมหรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Hyundai เคยสั่งนำเข้ารถเก๋งมาจำหน่ายในบ้านเรา
อันที่จริง ในอดีต ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2007 เป็นต้นมา Sojitsu ผู้นำเข้าและจำหน่าย รถยนต์ Hyundai ในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Hyundai Motor (Thailand) ก็เคยใช้ความพยายาม มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ที่จะสั่งนำเข้ารถยนต์นั่ง Passenger Cars หลากหลายรุ่น เข้ามาให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสและเป็นเจ้าของ
แต่ผลลัพธ์ มันก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็นนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็น Sonata, Santa Fe, Coupe มาจนถึง, Sonata Sport Elantra , Veloster หรือจะเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า ที่มาก่อนกาลอย่าง IONIC รุ่นดั้งเดิม และ Kona Electric แต่ละคันล้วนแล้วประสบปัญหายอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายเลยสักรุ่นเดียว ยอดขายเต็มที่สุด ต่อรุ่น ก็ ไม่เกิน 20 – 50 คัน

สาเหตุส่วนใหญ่ มาจากปัญหาสำคัญนั่นคือ ทุกบริษัทรู้ดีว่า ถ้าจะขายรถยนต์ในเมืองไทย ให้สามารถแข่งขันกับชาวบ้านชาวช่องเขาได้ ทางเดียวคือ คุณต้องยอมเสี่ยงลงทุนประกอบรถยนต์ในประเทศ เสี่ยงลงไปทั้งที่ไม่รู้ว่า ยอดขายที่ได้กลับมา มันจะคุ้มหรือเปล่า หาไม่แล้ว ราคาขายปลีกรถยนต์ของคุณ ซึ่งต้องนำเข้าสำเร็จรูปมาทั้งคัน จ่ายภาษีนำเข้าเต็มพิกัด ก็จะแพงกว่าคู่แข่ง สู้เขาไม่ได้ ก็ต้องออกจากตลาดไปในที่สุด
Hyundai เคยจ้างโรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ให้ช่วยประกอบ Sonata รุ่นปี 2007 – 2008 ขายในบ้านเราอยู่พักหนึ่ง แต่ด้วยเหตุที่ตอนนั้น คนไทยยังไม่ค่อยรู้ว่า Hyundai กลับมาแล้ว ความมั่นใจในแบรนด์ก็ยังไม่มีมากนัก รถใหม่เลยขายไม่ได้ ทำให้ยอดสั่งโรงงานผลิตออกมาน้อย
สุดท้าย พอหมดรุ่น ก็ต้องเปลี่ยนมานำเข้ารถใหม่จากเกาหลีใต้แทน ยิ่งไทยเราไม่ได้ทำข้อตกลงทางการค้า FTA กับเกาหลีใต้ ยิ่งทำให้ต้องคิดภาษีนำเข้าตามจริง ซึ่งแพงมาก จนทำราคาขายปลีกสู้ชาวบ้านเขาไม่ได้ นี่คือ Pain point ของ การทำตลาดรถยนต์ Hyundai ในบ้านเรา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
วันนี้ Hyundai หาทางออกให้กับปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ พวกเขาเลือกไปเปิดโรงงานแห่งใหม่ใน Indonesia เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิตและส่งออกรถยนต์ ให้กับตลาดในเขต ASEAN ทุกประเทศ พวกเขาเลือกรุ่นรถยนต์ สำหรับเข้ามาประกอบขาย อยู่ 2 รุ่น นั่นคือ Minivan รุ่น Stagazer ที่มีกำหนดเปิดตัวใน Indonesia อีกไม่เกิน 1 เดือน หลังจากนี้ ส่วนอีกรุ่น เป็น Compact SUV คันที่คุณเห็นอยู่นี่ละ
สารภาพกันตามตรงว่า เมื่อปี 2021 วินาทีแรกที่ผมได้รับรู้ ว่า Hyundai กำลังเตรียมจะส่ง Creta มาเปิดตัวที่เมืองไทย ผมนี่ร้องลั่นบ้าน เลยว่า “เอาจริงเหรอ? แน่ใจแล้วเหรอ? คิดดีแล้วเหรอ? ดีไซน์ออกจะเชยขนาดนี้ คนไทยไม่ค่อยชอบรถยนต์ที่มีเส้นสายแบบนี้นะพี่”
“๋J!MMY พี่ลองขับสั้นๆแล้ว รถมันดีกว่าที่คิดนะ!” พี่ตาเล็ก PR ของ Hyundai บอกกับผมแทบทันทีหลังจากที่ผมร้องลั่นบริษัท พร้อมกับร่ายย่อหน้าข้างบนให้ฟังจนเสร็จ ปกติแล้ว ผมก็รู้อยู่แหละว่า พี่ตาเล็ก เป็นหนึ่งในพี่สาวร่วมวงการที่ดีกับผมมากๆอีกคนหนึ่ง และเป็นคนที่ผม ไว้เนื้อเชื่อใจในเรื่องอื่นๆ จิปาถะทั่วไป แต่ถ้าเรื่องการขับรถแล้ว ผมพอจะเชื่อพี่ตาเล็กได้แค่ประมาณหนึ่งเท่านั้น
ทว่า พอได้มีโอกาส นำรถคันนี้ มาใช้ชีวิตด้วยกัน ตั้งแต่ ช่วงสั้นๆ 2 วัน 1 คืน หลังหายป่วยจาก Covid-19 รอบ 2 ก่อนงาน Bangkok International Motor Show จะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2022 ที่ผ่านมา เพียง 1 วัน ก่อนจะเว้นว่างห่างหายมาจนถึง เดือนมิถุนายน 2022 ที่ผ่านมา กับรถ 2 คัน ต่างสี ต่างระยะทางแล่น แต่เป็นรุ่นย่อย SEL ตัว Top เหมือนกัน ภายใต้เส้นสายที่ไม่น่าประทับใจ ผมกลับค้นพบคุณงามความดีของตัวรถ ว่ามันมากพอที่จะบอกให้คุณ ควรเก็บ Creta ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ในการตัดสินใจซื้อ B-SUV ของคุณ
ถ้าคุณยังคาใจ ว่า มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ?…ผมมีเรื่องเล่าให้อ่านกันเล็กน้อย

ผมเพิ่งได้พบกับ Enrico Gangemi คุณผู้อ่านของเว็บเรา หลังจากมื้อเย็นค่ำวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2022 ที่ผ่านมา หลังจัดรายการ DR!VE By J!MMY เสร็จสิ้นลงในสัปดาห์นั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากหาคนมานั่งรถเป็นเพื่อน
Enrico ผู้ซึ่งเคยมีประสบการณ์กับ Hyundai ก็แค่ขับรถตู้ H-1 มา เมื่อได้ลองนั่ง Creta ก็ถึงกับ อึ้ง และถ่ายทอดประสบการณ์ของเจ้าตัว ออกมาให้ผมฟัง ดังนี้
“ครั้งแรกที่ผมเห็น Creta จอดอยู่ในงาน Motor Show ผมไม่มองมันเลยนะพี่ ยังคิดอยู่เลยว่า ดีไซน์มันแปลกๆ ไม่เหมือนชาวบ้าน ภายในดูโบราณ ภายนอกดูไม่มีเส้นสาย ต้องบอกเลยว่า รถคันนี้ ถ่ายรูปไม่ขึ้น ใครจะซื้อวะ แต่พอมาสัมผัสตัวจริงแล้ว เฮ้ย! มันดูน่าใช้นะพี่! มันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด ภายนอกดู Full Option ไฟ LED เต็มระบบ ส่วนภายใน Option ครบ เทคโนโลยีเต็มคัน หน้าปัด Digital แถมี Sunroof เพิ่มบรรยากาศภายในรถ ช่วงล่างค่อนข้างนิ่มและ Firm พอสมควร ถ้าคุณคิดจะซื้อรถ Segment นี้ มาดูคันนี้ก่อนดีกว่า รับรอง Option คุ้มสุดๆ”
ผมเชื่อว่า น่าจะมีผู้คนอีกมาก ที่คิดและมองในแบบเดียวกับที่ Enrico มอง คือ เมื่อยังไม่ได้สัมผัส รถคันนี้ มันแทบหาความดึงดูดใจให้คุณเดินเข้าไปดูแทบไม่ได้เลย แต่พอลองเปิดใจเท่านั้นแหละ ความคิดคุณก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
มันน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ? สงสัยใช่ไหมครับ? ถ้าเช่นนั้น เรื่องราวทุกซอกมุมของรถคันนี้ รอคุณอยู่แล้วข้างล่างนี้เลย
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะได้รับรู้ทั้งคุณงามความดี และข้อที่ควรปรับปรุงของ Creta ใหม่ ผมอยากพาคุณไปทำความรู้จักกับ B-Segment Crossover SUV คันใหญ่โตรุ่นนี้ (ที่ควรถูกเรียกว่า C-Segment Crossover SUV เสียมากกว่า) กันเสียก่อน ว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไม เราถึงได้เห็น Creta มาขึ้นโชว์รูม Hyundai ในเมืองไทยได้ ในที่สุด

Hyunda Creta เป็นรถยนต์ Sub-Compact Crossover SUV 5 ที่นั่ง ของ Hyundai ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเน้นทำตลาดให้กับลูกค้าในกลุ่มประเทศ Emerging Market และกลุ่ม BRICS อันได้แก่ Brazil Russia India China (สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนจีน) และ South Africa เป็นหลัก โดยถูกวางตำแหน่งการตลาด ในระดับต่ำกว่า C-SUV รุ่น Tucson ส่วนตลาดประเทศพัฒนาแล้ว อย่าง เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ จะไม่มี Creta ทำตลาด เพราะลูกค้าเหล่านั้น จะได้มีโอกาส อุดหนุน Hyundai Kona ที่มีขนาดเล็กกว่า แต่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยกว่า เป็นการทดแทน
ชื่อรุ่น Creta นั้น มาจากชื่อ เกาะ Crete island ในประเทศ Greece ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ในแถบทะเล Mediterranean (เมดิเตอเรเนียน) และใหญ่เป็นอันดับ 88 ของโลก โดย Hyundai ตั้งใจจะให้ชื่อนั้น สอดคล้องกับคำว่า Creative แปลว่า สร้างสรรค์
Creta รุ่นแรก รหัสรุ่น GS เปิดตัวครั้งแรก ในโลก ณ งาน Beijing International Motor Show เมื่อ 20 เมษายน 2014 ในฐานะรถยนต์ต้นแบบ Hyundai ix-25 ก่อนจะเปิดตัวเวอร์ชันจำหน่ายจริง ในงาน Chengdu Auto Show เมื่อ 29 สิงหาคม 2014 ก่อนส่งขึ้นสายการผลิต ที่โรงงาน Beijing Hyundai และออกจำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นแห่งแรก เมื่อ 9 ตุลาคม 2014 ในฐานะ Crossover SUV รุ่น IX-25 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นหลัก
หลังจากนั้นจึงเริ่มทะยอยเปิดตัวในตลาดต่างๆ เช่นนำไปผลิตที่โรงงาน Chennai แล้วเปิดตัวใน India เมื่อ 21 กรกฎาคม 2015 ตามด้วยการนำไปขึ้นสายการผลิตที่โรงงานใน Russia เมื่อ 1 สิงหาคม 2016 ตามด้วย Brazil เมื่อ 5 ธันวาคม 2016 ฯลฯ ภายใต้ชื่อรุ่น CRETA ซึ่งมาจาก ชื่อเกาะ Crete Island ในประเทศ Greece ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 88 ในโลก แต่ในบางตลาด เช่น Dominican Republic จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Hyundai Cantan แทน
มิติตัวถังยาว 4,270 – 4,290 มิลลิเมตร กว้าง 1,780 มิลลิเมตร สูงระหว่าง 1,622-1,646 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,590 มิลลิเมตร วางเครื่องยนต์ 4 ขนาด 6 แบบ 7 ระดับความแรง ตามแต่ละตลาด ดังนี้
- 1.6 Gamma เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,591 ซีซี หัวฉีด MPI พ่วงได้ทั้ง เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD
- 121 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 148 นิวตันเมตร (15.1 กก.ม.) ที่ 4,850 รอบ/นาที
- 123 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 151 นิวตันเมตร (15.4 กก.ม.) ที่ 4,850 รอบ/นาที
- 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 162 นิวตันเมตร (16.5 กก.ม.) ที่ 4,850 รอบ/นาที (FLEX สำหรับตลาด Brazil)
- 2.0 Nu เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,999 ซีซี หัวฉีด MPI มีเฉพาะ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พ่วงได้ทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD
- 149.6 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 192 นิวตันเมตร (19.6 กก.ม.) ที่ 4,200 รอบ/นาที
- 166 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 201 นิวตันเมตร (20.5 กก.ม.) ที่ 4,700 รอบ/นาที (FLEX สำหรับตลาด Brazil)
- 1.4 CRDi Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,396 ซีซี Common-Rail Turbo 90 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.4 กก.ม. ที่ 1,500 – 2,750 รอบ/นาที
- 1.6 CRDi Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,582 ซีซี Common-Rail Turbo 128 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.ม. ที่ 1,500 – 2,750 รอบ/นาที
พวงมาลัย Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรง ระบบกันสะเทือนหน้า MacPherson Strut ด้านหลังแบบ Coupled Torsion Beam Axle Type ระบบห้ามล้อ หน้าดิสก์ หลังดรัม เสริมตัวช่วยทั้ง ระบบ Anti-Lock Braking System (ABS), ระบบ Electronic Stability Control (ESC), ระบบ Vehicle Stability Management (VSM), ระบบ Hill start Assist Control (HAC), ระบบ Rear Parking Assist System และถุงลมนิรภัย 6 ใบ
Creta รุ่นแรก ถูกปรับโฉม Minorchange เป็นรหัสรุ่น GC เริ่มจากในจีน ภายใต้ชื่อ ix-25 เมื่อ 28 สิงหาคม 2017 ตามด้วย India เมื่อ 21 พฤษภาคม 2018 และ Brazil เมื่อ 31 กรกฎาคม 2019 ปรับเปลี่ยนกระจังหน้าทรง Hexagonal ให้ใหญ่และหรูขึ้น เปลี่ยนชุดไฟหน้า เปลือกกันชนหน้า ลายล้ออัลลอยใหม่ และไฟท้าย LED ส่วน Russia ปรับโฉมเพียงเล็กน้อย เมื่อ 18 เมษายน 2020 ด้วยกระจังหน้าลายพิเศษ 3 มิติ คล้าย Mercedes-Benz A-Class
Creta รุ่นแรก ประสบความสำเร็จในแทบทุกตลาดที่เข้าไปจำหน่าย โดยเฉพาะใน India ที่สามารถทำยอดขายสะสมทะลุเกิน 200,000 คัน ได้สำเร็จ ในเดือน สิงหาคม 2017 ถึงแม้ว่า ปัจจุบัน ตลาดหลักหลายประเทศ จะยุติการทำตลาด ix-25 และ Creta รุ่นแรก ไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2019 – 2021 ทว่า ยังมีบางประเทศ ที่ยังมีรถยนต์รุ่นนี้ จำหน่ายอยู่ จวบจนถึงปัจจุบัน! เช่น Brazil เป็นต้น
รุ่นปัจจุบัน เจเนอเรชั่นที่ 2 รหัสรุ่น SU เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศจีน ในชื่อ Hyundai iX25 (รหัสรุ่น SU2c) ตั้งแต่เดือน เมษายน 2019 ณ งาน Shanghai Auto Show ก่อนที่เวอร์ชั่น India (SU2i) จะเปิดตัวตามมา ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2020 มีให้เลือกทั้ง Creta 5 ที่นั่ง และ Alcarzar 7 ที่นั่ง (หรือ Grand Creta ในบางตลาด) จากนั้น
ตัวถังมีความยาว 4,300 – 4,315 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,620 – 1,635 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,610 มิลลิเมตร รายละเอียดด้านงานวิศวกรรมอื่นๆ ส่วนใหญ๋ เหมือนรุ่นก่อนปรับโฉม MInorchange ส่วนขุมพลัง มีให้เลือกมากถึง 7 เครื่องยนต์ 15 ทางเลือก ดังนี้
- 1.0 Kappa-II G3LC เบนซิน 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 998 ซีซี Direct Injection (T-GDi) พ่วง Turbocharger 120 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.5 กก.ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ
- 1.4 Kappa II G4LD เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,353 ซีซี Direct Injection (T-GDi) พ่วง Turbocharger 140 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 24.7 กก.ม. ที่ 1,500 – 3,200 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และอัตโนมัติ DCT 7 จังหวะ
- SmartStream G4FL เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.5 ลิตร 1,497 ซีซี. กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 75.6 x 83.4 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.5 : 1 หัวฉีด MPI (Multi-point Injection) พร้อมระบบแปรผันวาล์ว D-CVVT (Dual Continuous Variable Valve Timing) 115 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที 14.7 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และอัตโนมัติ CVT
- 1.6 Gamma II G4FG เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,591 ซีซี หัวฉีด MPI พ่วงได้ทั้ง เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD
- 121 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.1 กก.ม. ที่ 4,850 รอบ/นาที
- 123 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.4 กก.ม. ที่ 4,850 รอบ/นาที
- 2.0 Nu เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,999 ซีซี หัวฉีด MPI 149 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีทั้งรุ่นขับล้อหน้า และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD
- 2.0 SmartStream G G4NJ เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,999 ซีซี หัวฉีด MPI มี 2 เวอร์ชัน เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และขับเคลื่อนล้อหน้า เท่านั้น มี 2 เวอร์ชันตามแต่ละตลาด
- 159 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.2 กก.ม. ที่ 4,700 รอบ/นาที
- 169 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.6 กก.ม. ที่ 4,700 รอบ/นาที
- 1.5 U-II D4FA Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,493 ซีซี Direct Injection Common-Rail (CRDi) Turbo 115 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.5 หรือ 25.5 กก.ม. ที่ 1,500 – 2,750 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 6 จังหวะ
จากสถิติที่ผ่านมา Creta ทำยอดขายได้ดีในตลาด India (ต่ำสุด 40.952 คัน ในปี 2015 / สูงสุด 120,905 คัน ในปี 2018) ตามด้วย จีน (สูงสุด 113,468 คัน ในปี 2016 / ต่ำสุด 16,201 คัน ในปี 2021 ) Russia (ต่ำสุด 21,929 คันในปี 2016 / สูงสุด 73,537 คัน ในปี 2020) Brazil (ต่ำสุด 41,629 คัน ในปี 2017 / สูงสุด 64,764 คัน ในปี 2021) แต่ถ้าจะรวมตัวเลขยอดขายสะสมนับตั้งแต่ปี 2014 จนถึงสิ้นปี 2021 Hyundai ส่งมอบ Creta ให้ลูกค้า ทั้งใน Brazil จีน India Russia Mexico และ South Africa ไปแล้ว มากถึง 1,806,594 คัน!!! นันคือเครื่องยืนยันความสำเร็จของ Creta ในตลาดกลุ่ BRICS ได้เป็นอย่างดี

เมื่อ Hyundai ตัดสินใจตั้งไลน์ผลิตที่โรงงานแห่งใหม่ PT Hyundai Motor Manufacturing Indonesia (HMMI) ในเมือง Cikarang ประเทศ Indonesia แล้ว อีกประมาณ 1 ปีให้หลัง พวกเขาจึงจะพร้อมประกอบ Creta รุ่นปรับโฉม Minorchange และเปิดตัวรถรุ่นนี้ เป็นครั้งแรกที่ประเทศ Indonesia เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา ใช้รหัสรุ่น “SU2id”
ในเมื่อ รุ่นปรับโฉม Minorchange คราวนี้ มีงานออกแบบภายนอกที่ดูสวยทันสมัยขึ้น หน้าตามีความละม้ายคล้าย SUV รุ่นพี่ อย่าง Tucson ใหม่ อยู่ไม่น้อย Hyundai Motor (ประเทศไทย) จึงตัดสินใจนำ Creta เข้ามาบุกตลาดรถยนต์ใต้ท้องสูงขนาดเล็กในประเทศไทย โดยใช้สิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA เพื่อทำราคาจำหน่ายให้อยู่ในระดับที่ไม่แพงจนเกินไป ต้องสู้กับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็น Honda HR-V, Mazda CX-30 ,MG ZS, Nissan Kicks และ Toyota Corolla Cross, เป็นต้น
Hyundai Motor (Thailand) เปิดตัว Creta ในเมืองไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2022 ที่ผ่านมา ณ Samyan Midtown และในอีก 2 วันให้หลัง Headlightmag ของเรา ก็ได้รับ Creta มาทดลองขับ จับอัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ก่อนสื่อใดในเมืองไทย ในวันเสาร์ ก่อนต้องส่งคืนรถภายในวันอาทิตย์ เพื่อส่งเข้าไปจอดแสดงในงาน The International Bangkok Motor Show ในวันจันทร์ ถัดมา
แน่นอนว่า กระแสเงียบกริบ ทั้งที่มีความพยายามโฆษณา ทั้งขึ้นป้าย Billboard หรือยิง Facebook ad. ต่างๆ นาๆ ทว่า ลูกค้าก็ไม่ได้สนใจเอาเสียเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะมันมีปัจจัยหลายประการซึ่งจะขอเก็บไว้เล่าในช่วงสรุป ข้างล่างของบทความนี้

ขนาดตัวรถ / Dimension
Hyundai Creta มีความยาว 4,315 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,630 มิลลิเมตร (รวมราวหลังคา) ระยะฐานล้อ 2,610 มิลลิเมตร ระยะใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 200 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร น้ำหนักตัวรถ 1,150 กิโลกรัม
ถ้าเปรียบเทียบกับคู่แข่ง อย่าง Honda HR-V ซึ่งมีความยาว 4,385 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,590 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,610 มิลลิเมตร จะพบว่า Creta สั้นกว่า 70 มิลลิเมตร กว้างเท่ากัน สูงกว่า 40 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวเท่ากัน
หรือถ้าเปรียบเทียบกับ Haval Jolion ซึ่งมีความยาว 4,472 มิลลิเมตร กว้าง 1,841 มิลลิเมตร สูง 1,619 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตร จะพบว่า Creta สั้นกว่า ถึง 157 มิลลิเมตร แคบกว่า 51 มิลลิเมตร สูงกว่า 11 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อสั้นกว่า 90 มิลลิเมตร
ขณะเดียวกัน ถ้าเปรียบเทียบกับ Mazda CX-30 ซึ่งมีความยาว 4,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,540 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,655 มิลลิเมตร จะพบว่า Creta สั้นกว่า 80 มิลลิเมตร แคบกว่า 5 มิลลิเมตร สูงกว่า 90 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อสั้นกว่า 45 มิลลิเมตร

หากเปรียบเทียบกับ MG ZS ซึ่งมีความยาว 4,323 มิลลิเมตร กว้าง 1,809 มิลลิเมตร สูง 1,653 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,585 มิลลิเมตร จะพบว่า จะพบว่า Creta สั้นกว่าแค่ 8 มิลลิเมตร แคบกว่า 19 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 23 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 25 มิลลิเมตร
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับ Nissan Kicks ซึ่งมีความยาว 4,290 มิลลิเมตร กว้าง 1,760 มิลลิเมตร สูง 1,615 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,615 มิลลิเมตร จะพบว่า จะพบว่า Creta ยาวกว่า 25 มิลลิเมตร แคบกว่า 30 มิลลิเมตร สูงกว่า 15 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อสั้นกว่า 5 มิลลิเมตร
ท้ายสุด ถ้าเปรียบเทียบกับ Toyota Corolla Cross ซึ่งมีความยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร จะพบว่า Creta สั้นกว่า 145 มิลลิเมตร แคบกว่า 35 มิลลิเมตร สูงกว่า 10 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อสั้นกว่า 30 มิลลิเมตร

ภายนอก / Exterior
งานออกแบบภายนอกยังคงยืนหยัดอยู่กับเส้นสายของ Creta รุ่นแรก ที่เปิดตัวออกมาตั้งแต่ ปี 2019 เพียงแต่ว่า มีการปรับโฉม Minorchange ให้ดูสดใหม่ขึ้น โดยเน้นไปที่ด้านหน้าของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าโครเมียม รมดำ แบบ Parametric Jewel Radiator Grille ซึ่งเมื่อดูไปดูมา หน้าตา คล้ายกับ “เกล็ดปลาทู”!!
ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Hidden-type LED (DRL : Daytime Running Light) ถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับกระจังหน้า โดยติดตั้งไว้ที่มุมด้านบนสุดของกระจังหน้า ทั้ง 2 ฝั่ง
ถัดลงมา เป็นชุดไฟหน้าแบบ LED Headlights ใช้โคมแบบ Multi-Reflector พร้อมไฟเลี้ยว ติดตั้งอยู่ในตำแหน่งด้านข้างของเปลือกกันชนหน้า แบบเดียวกับ Hyundai Staria และ Nissan Juke ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆคือ มีการย้ายชุดไฟหน้า ลงมาติดตั้งในตำแหน่งของ ไฟตัดหมอกหน้าแบบเดิม นั่นเอง
บริเวณกลางลำตัวรถ นอกเหนือจาก เสาอากาศแบบ ครีบฉลาม ด้านบนหลังคาแล้ว ยังมีรายละเอียดงานออกแบบที่สำคัญมากสุด นั่นคือ แนวเส้นสีเงิน ลากยาวตั้งแต่ ขอบด้านบนสุดของบานประตูคู่หน้า ต่อเนื่องยาวลงมาจรดกับเสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar เพื่อ Highlight และแยก หลังคา กับตัวรถท่อนล่างออกจากกัน กระนั้น ด้วยแนวเส้นกรอบประตูคู่หลัง ที่ถูกออกแบบให้เน้นความสะดวกในการเข้า – ออกจากรถเป็นหลัก ทำให้ เส้นสายบริเวณเสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar ดูเชย เหมือนคนหลังค่อม และกลายเป็นจุดที่ทำให้หลายคน รู้สึกไม่ชอบรถคันนี้ขึ้นมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เท่านั้นยังไม่พอ ด้านท้ายรถ ยังแตกต่างจากชาวบ้านชาวช่อง ด้วยชุดไฟท้าย LED แบบ 2 Layer ซึ่งได้แรงบันดาลใจการออกแบบจากบูมเมอแรง แต่มีความพิลึกพิลั่น ด้วยการติดตั้ง แถบทัมทิมสี่เหลี่ยมอันเล็กๆ เพื่อเชื่อมต่อชุดไฟท้ายด้านบนและล่าง เข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นชุดไฟท้ายที่ดูแปลกตา ไม่สามารถตัดสินแบบฟันฉับ โชะๆ ไปว่า สวยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละปัจเจกชน ส่วนด้านบน ติดตั้งสปอยเลอร์สีเดียวกับตัวถัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3
ล้ออัลลอย ของทั้งรุ่น SE และ SEL เป็นแบบเดียวกัน มีขนาด 17 นิ้ว x 6.5 J ลาย Diamond Cut แบบ Two-tone สีเงิน ตัดกับสีดำเงา สวมยาง ขนาด 215/60R17 เหมือนกันทั้งคู่

ภายใน / Interior
กุญแจรีโมทของ Creta ทั้ง 2 รุ่นย่อย เป็นแบบ Keyless Entry พร้อมระบบ Immobilizer มีดอกกุญแจฝังอยู่ด้านในตัวรีโมท มีสวิตช์ ล็อก – ปลดล็อก สวิตช์ Hold และสวิตช์ปลดล็อกฝาท้าย หน้าตาเหมือนยกมาจากกุญแจรีโมทของ Hyundai หลายๆรุ่น เมื่อพกกุญแจรีโมทไว้กับตัว แล้วเดินเข้าใกล้ตัวรถ ก็สามารถสั่งล็อก หรือปลดล็อกได้ทันที ด้วยการกดปุ่มสีดำด้านข้างมือจับเปิดประตู ซึ่งมีมาให้เฉพาะบานประตูคู่หน้า ทั้ง 2 ฝั่ง

การเข้า-ออกจาก บานประตูคู่หน้า นั้น แม้ว่าช่องประตู จะมีความกว้างที่เหมาะสม และสะดวกต่อการก้าวขึ้น – ลง จากตัวรถ ทว่า ด้วยเหตุที่เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ลาดเอียงอย่างที่เห็น ทำให้โอกาสที่ศีรษะจะโขกกับเสากรอบช่องประตูด้านบน อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น คุณควรจะปรับเบาะนั่งฝั่งคนขับให้อยู่ในตำแหน่งต่ำที่สุด เท่าที่พอจะทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาดังกล่าว
ขณะเดียวกัน คุณควรเพิ่มความระมัดระวังขณะก้าวลงจากรถ เพราะระยะห่าง จากขอบธรณีประตู จนถึงเบาะคู่หน้า ค่อนข้างกว้าง อีกทั้ง ขอบล่างของบานประตู ไม่ได้ถูกออกแบบให้คลุมทับกาบข้างพลาสติกสีดำ ทำให้ ขากางเกงหรือชายกระโปรงมีโอกาสเลอะฝุ่นโคลนจากบริเวณขอบ Skirt ชายล่างสีดำ ด้านล่างของตัวรถ ได้บ้างเหมือนกัน
เสาขอบประตูด้านบน มีเหลี่ยมสันหักมุม ชวนให้นึกถึงรถยนต์ หรือรถกระบะรุ่นเก่าๆ ราวๆ 35 ปีที่แล้ว ส่วนแผงประตู คู่หน้า ขึ้นรูปด้วยพลาสติก Recycle ตามปกติของรถยนต์ Hyundai ทั่วๆไป น่าเสียดายมากว่า การบุนุ่มหุ้มหนัง มีขึ้นเฉพาะบริเวณพนักวางแขน บนแผงประตูคู่หน้าเท่านั้น ซึ่งก็รองรับกับการวางแขนได้สบาย แม้ว่า แผงสวิตช์กระจกหน้าต่างไฟฟ้า จะลาดเอียงขึ้นไปต่อเนื่องก็ตาม นอกนั้นแล้ว ตั้งแต่ด้านบนจรดล่าง ด้านล่าง เป็นช่องวางขวดน้ำดื่มขนาด 7 บาท ได้ถึง 2 ขวด พร้อมช่องวางข้าวของจุกจิกอยู่ด้านข้างติดกัน

ภายในห้องโดยสาร จะมีให้เลือก 2 โทนสี ขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกสีตัวถังภายนอกอย่างไร หากคุณเลือกรถสีแดง Dragon Red Pearl และ สีขาว Creamy White Pearl คุณจะได้ภายในห้องโดยสาร เป็นสีดำ อย่างที่เห็นในภาพถ่ายชุดนี้ แต่ถ้าคุณเลือกสีตัวถัง Titan Grey Metallic คุณจะได้ภายในห้องโดยสารเป็นแบบ 2 – tone โดยเบาะนั่งจะเป็นสีดำ ตัดกับสีน้ำตาล Cognac Brown (คอนยัค) โดยที่แผงหน้าปัด ก็จะเป็นสีดำ ตัดกับสี Cognac Brown ด้วยเช่นกัน
เบาะนั่งคู่หน้า ยังคงปรับเอนหรือตั้งชัน รวมทั้งเลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลัง ด้วยคันโยก ทั้งด้านข้างเบาะ และใต้เบาะรองนั่ง เมหือนเช่นรถยนต์ทั่วไป และเฉพาะเบาะคนขับ จะสามารถปรับระดับสูง – ต่ำ ได้ด้วยคันโยกที่เพิ่มเข้ามาด้านข้างเบาะรองนั่ง น่าเสียดายว่ายังไม่ได้ติดตั้งระบบปรับตำแหน่งเบาะด้วยไฟฟ้ามาให้เลย
โครงสร้างเบาะโดยภาพรวม มีขนาดเหมาะสมกับตัวรถ หลายคนอาจบอกว่า ตัวเบาะนั่งคู่หน้า มีขนาดเล็กไปหน่อย แต่ผมกลับมองว่า ขนาดของตัวเบาะกำลังดีแล้ว เมื่อเทียบกับทั้งขนาดสรีระของชาว ASIA และเมื่อเทียบกับเบาะของ Nissan Kicks e-Power
ตัวพนักพิงหลัง ใช้ฟองน้ำนุ่มแน่น ปีกข้างหนานิดๆ รองรับแผ่นหลังได้ดี โดยเฉพาะช่วงนูนกลางหลัง ซึ่งพอจะช่วยให้การเดินทางในระยะไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง ยังพอให้ความสบายได้ แต่ถ้าหลังจากนั้น อาจมีอาการเมื่อยแผ่นหลังได้บ้างเหมือนกัน
พนักศีรษะ มีขนาดปานกลาง ตามมาตรฐาน เหมือนรถยนต์ทั่วไป ข้างในใช้ ฟองน้ำแบบ “นุ่ม แอบแน่น” ออกแบบให้มีแอ่งเว้าเล็กๆ ตัวพนักศีรษะ ปรับระดับสูง – ต่ำ ได้ – ระดับ ไม่ดันกบาล รองรับการใช้งานได้ดี
เบาะรองนั่ง ขนาดค่อนข้างสั้น แต่ยังดีที่ออกแบบมาให้มีมุมเงย (ในตำแหน่งปกติ ยังไม่ได้ปรับเบาะ) ที่เหมาะสม ใช้ฟองน้ำ “นิ่มแนน” ให้ความสบาย เหมือนนั่งบนโซฟา ส่วนปีกเบาะรองนั่ง มีขนาดเท่าๆกับเบาะรถยนต์ทั่วไป ไม่ได้ช่วย Support ใดๆ ขณะที่รถเข้าโค้ง มากนัก
ส่วนเข็มขัดนิรภัยคู่หน้า ยังคงเป็นแบบ ELR 3 จุด ปรับระดับสูง – ต่ำ ได้ ตามมาตรฐานเดียวกับรถยนต์ทั่วไปในยุคนี้ พร้อมสัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย ที่ร้องโวยวายใช้ได้เลยทีเดียว

การเข้า - ออกจากบานประตูคู่หลัง สะดวกสบายมาก นั่นเป็นเพราะ การออกแบบให้ช่องประตูมีความกว้างมาก ทั้งบริเวณท่อนบนและท่อนล่าง อีกทั้งบานประตูคู่หลัง สามารถเปิดกางออกได้กว้างมากถึง 80 องศา ช่วยให้คนตัวใหญ่ สามารถก้าวขึ้นไปนั่ง และลุกออกจากรถได้อย่างสะดวกโยธินมากๆ
เพียงแต่ว่า การยกและเหวี่ยงขาออกนอกรถ อาจต้องเจอกับแผงพลาสติกบุเสาหลังคาคู่กลาง B-Pillar และ ท่อนล่างของแผงประตู ซึ่งยื่นออกมาเยอะนิดนึง อีกทั้งขอบล่างของบานประตู มาในแนวเดียวกับบานประตูคู่หน้า นั่นคือไม่ได้คลุมทับกาบข้างพลาสติกสีดำ ทำให้ ขากางเกงเลอะเทอะฝุ่นโคลนได้ ต้องใช้ความระมัดระวังสักหน่อย
แผงประตูคู่หลัง ขึ้นรูปด้วยพลาสติก Recycle ทั้งแผง ยกเว้นบริเวณพนักวางแขน ซึ่งจะบุนุ่มหุ้มหนังมาให้เล็กน้อย และสามารถวางท่อนแขนได้ในตำแหน่งสบายพอดีตั้งแต่ข้อศอก ขณะเดียวกัน กระจกหน้าต่างสามารถเลื่อนลงมาได้จนสุดขอบแผงประตู ส่วนด้านล่าง เป็นช่องใส่ขวดน้ำดื่มขนาด 7 บาท และเครื่องดื่มกระป๋อง รวม 2 ตำแหน่ง


ถ้าคุณคิดว่า เบาะนั่งคู่หน้า นั่งสบายแล้ว ลองย้ายมานั่งบน เบาะนั่งด้านหลัง ดูครับ คุณจะพบกับว่า ยิ่งนั่งสบายเกินความคาดหมาย ราวกับโซฟาห้องรับแขก และผมมองว่า เบาะหลังนี่แหละ เป็นอีกจุดขายหนึ่งของ Creta ที่ถูกละเลยและมองข้ามไป
พนักพิงเบาะหลัง ปรับเอนไม่ได้ก็จริง แต่ถูกติดตั้งให้ทำมุมเอียงอย่างเหมาะสม ไม่ตั้งชันเลย ค่อนข้างจะเอนไปทางด้านหลังเยอะอยู่ ออกจะสบายสำหรับการเอนกายพักพิงด้วยซ้ำ แถมยังใช้ฟองน้ำนุ่มแอบแน่น ออกแบบให้โอบแผ่นหลังนิดๆ และดันช่วงกลางหลังหน่อยๆ กำลังดี ทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนรถเก๋งซีดานราคาแพง
พนักวางแขน พร้อมช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง แบบพับเก็บได้ มีตำแหน่งวางแขนที่เหมาะสม รองรับได้สบายตั้งแต่ช่วงข้อศอก ขณะเดียวกัน พนักศีรษะ ยังคงใช้รูปแบบโครงสร้างตัว L คว่ำ ดังนั้น ต้องยกขึ้นใช้งาน ตัวขอบด้านล่างจึงจะไม่ทิ่มตำต้นคอ ถึงแม้ว่าจะปรับระดับสูง ต่ำ ได้แค่ ตำแหน่งเดียว แต่การที่ตัวพนักมีฟองน้ำแบบแน่นนุ่ม จึงช่วยรองรับศีรษะได้สบายพอสมควร
ด้านเบาะรองนั่ง มีมุมเงยที่เหมาะสม ใช้ฟองน้ำแบบนิ่ม มีความยาวถึงขาพับพอดี นั่งได้สบายมากๆ ชวนให้สัมผัสในภาพรวม แทบไม่ต่างจาก โซฟาที่บ้านเลย
พื้นที่วางขา เยอะมากขนาดที่นั่งไขว่ห้างได้ สองห้าง ขณะเดียวกัน พื้นที่เหนือศีรษะสำหรับคนตัวสูง 170 เซ็นติเมตร มี เหลือ 4 นิ้วมือในแนวนอน ส่วนเข็มขัดนิรภัย สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ทั้ง 3 ตำแหน่ง ก็ยังคงเป็นแบบ ELR 3 จุด เช่นเดียวกันกับด้านหน้า และมีมือจับศาสดา สำหรับยึดเหนี่ยวจิตใจ ไว้บนเพดานหลังคา รวม 3 ตำแหน่ง

