ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ที่แล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1989 Mazda ได้เปิดตัว ‘Mazda MX-5 Miata’ เป็นครั้งแรก
ในโลกในงานแสดงรถยนต์ Chicago Auto Show ด้วยรูปแบบตัวรถโรดสเตอร์ 2 ประตู 2 ที่นั่งพร้อมหลังคาที่ถอดออกได้
จำหน่ายในราคาย่อมเยา หลังจากเผยโฉมเพียงไม่กี่เดือน นิตยสาร Road & Track ก็มอบตำแหน่งให้ Mazda MX-5
เป็น 1 ใน 5 รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก ไปในทันที


หลังจากนั้น Mazda MX-5 ก็กลายเป็นรถยนต์โรดสเตอร์รุ่นสำคัญของ Mazda เพราะด้วยคาแรคเตอร์ตัวรถที่ขับสนุก
จนคนบอกต่อกัน และด้วยราคาขายที่ไม่สูงจนเกินไป ทำให้ Mazda MX-5 ขายดีมากจนถูกบันทึกสถิติโดย
Guinness Book of World Record ให้กลายเป็นรถยนต์สปอร์ต 2 ที่นั่งที่ขายดีที่สุดในโลก และจนถึงปัจจุบัน
Mazda ก็ได้จำหน่าย MX-5 ทั้ง 3 เจเนอเรชั่นไปแล้วกว่า 920,000 คันทั่วโลก และกวาดรางวัลไปได้กว่า 200 ตำแหน่ง
Mazda MX-5 Miata โฉมแรก เป็นรถยนต์สปอร์ตที่ใช้ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ ที่มีความจุเพียง 1.6 ลิตรเท่านั้น
ขุมพลังบล็อกนี้ไม่ได้มีระบบอัดอากาศใดๆ และผลิตกำลังออกมาได้ 116 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร
แต่ด้วยปรัชญางานวิศวกรรมของ Mazda ที่เน้นให้ MX-5 มีน้ำหนักที่เบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนัก
เพียง 960 กิโลกรัม นั่นทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์กำลังสูงใดๆ ก็สามารถให้รสชาติการขับขี่ที่สนุกสนาน คล่องแคล่ว
และทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในระยะเวลาต่ำกว่า 9 วินาที

ส่วน Mazda MX-5 โฉมปัจจุบัน อันเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 เป็นการใช้ขุมพลังเบนซินตระกูล MZR ขนาด 2.0 ลิตร
ให้กำลัง 170 แรงม้า และยังคงปรัชญาการพัฒนางานวิศวกรรมทั้งตัวรถให้มีน้ำหนักเบามากที่สุด กรัมต่อกรัม
จนทำให้ตัวรถยังคงความสนุกในการขับขี่เช่นเคย และยังคงสร้างชื่อเสียงให้กับ Mazda จนถึงทุกวันนี้
Jim O’Sullivan ประธานบริหารของ Mazda ประจำสหรัฐอเมริกา กล่าวถึง Mazda MX-5 ว่า รถยนต์รุ่นนี้ได้สร้าง
ประวัติศาสตร์และสถิติใหม่ๆมาเสมอตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา และถือว่าเป็นความสำเร็จระดับโลก อีกทั้งยัง
คงเป็นรถยนต์คันโปรดของผู้ที่ชื่นชอบในการขับขี่เสมอมา ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวเมื่อ 25 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน
สำหรับ Mazda MX-5 โฉมต่อไป จะเป็นการร่วมพัฒนากับ Alfa Romeo แบรนด์รถยนต์ชื่อดังของอิตาลี ซึ่งทั้ง 2 ค่าย
จะช่วยกันพัฒนางานวิศวกรรมเพื่อทำให้เป็นรถยนต์โรดสเตอร์ 2 ที่นั่งที่ขับสนุก และเป็นที่รักของผู้ขับขี่ทั่วโลกมากกว่าเดิม
และเตรียมเปิดตัวสู่สาธารณชนเร็วๆนี้
แม้หลาย ๆ คนจะไฮไลท์ไปที่ด้านราคาจำหน่ายที่บอกตรง ๆ ว่าแม้แต่เราก็ยังไม่รู้ เพราะกำหนดการเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการน่าจะเป็นช่วงกลางเดือนมกราคม 2558 ไปแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายถึงหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกสำหรับรุ่นซีดานในงานมหกรรมยานยนต์ปลายปีนี้ด้วยซ้ำ
ก็ได้แต่คาดเดากันว่าหากมาสด้าต้องการผลักดันรถยนต์รุ่นนี้ให้เกิดขึ้นในตลาดจริง ๆ สนนราคาจำหน่ายในรุ่นเริ่มต้นน่าจะเริ่มที่ระดับ 6 แสนบาทปลาย ๆ ไล่ไปจนถึง 7 แสนบาทต้น ๆ ในรุ่นท๊อป ซึ่งถือว่าเหนือกว่าระดับราคาของอีโคคาร์ปัจจุบันสักเล็กน้อย
เรื่องราคารอประกาศอย่างเป็นทางการค่อยมาว่ากัน แต่ในด้านการขับขี่และการใช้งานแล้ว ต้องบอกว่าหากเทียบกับอีโคคาร์รุ่นที่ทำตลาดกันอยู่แล้ว คงต้องยกให้รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลนี้เป็นมาตรฐานใหม่ที่ทุกค่ายที่อยากพัฒนารถอีโคคาร์ต้องวิ่งตามและก้าวข้ามให้ได้หากอยากจะทำตลาดได้ดี
และคงไม่เป็นการมากเกินไปหากจะระบุว่านี่คือรถอีโคคาร์ที่ดีที่สุดในปัจจุบันสำหรับประเทศไทย!!!
ภายนอกสวยเฉี่ยวคม เพิ่มมิติทุกสัดส่วน
แม้จะต้องกล่าวคำว่าเสียใจสำหรับลูกค้าชาวไทยที่จะอดเป็นเจ้าของโคมไฟหน้าแบบฮาโลเจนอย่างแน่นอนแล้วในช่วงแรกของการเปิดตัว แต่รถยนต์ไซส์เล็กที่มีการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติเมื่อเทียบกับรุ่นเดิมคันนี้ ก็ยังมีจุดเด่นอื่น ๆ ที่น่าสนใจไม่น้อย
เรียว ยานากิซาวา หัวหน้าฝ่ายออกแบบอธิบายภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแนวทางในการออกแบบมาสด้า 2 ใหม่จะแตกต่างจากมาสด้า 3 และมาสด้า 6 ซึ่งตัวรถจะแบนและยาวกว่า ซึ่งเปรียบเสมือนกับเสือชีตาร์ในยามพุ่งทะยานออก ซึ่งแสดงถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
“สำหรับมาสด้า 2 นั้น เราจับคาแรคเตอร์ของเสือชีตาร์ในยามกระโจนมาใช้ในการพัฒนารถ ซึ่งทำให้เห็นว่าด้านหลังของรถจะดูมีพละกำลังอย่างมากในช่วงของซุ้มล้อหลัง และเป็นการปล่อยพลังออกไปตามเส้นสายด้านข้างไปยังด้านหน้าของตัวรถ”
แน่นอนว่าเมื่อแนวคิดในการพัฒนามีความชัดเจน ทำให้โครงสร้างตัวถังของมาสด้านั้นดูแล้วสูงกว่าเมื่อเทียบกับรุ่นพี่ แถมมัดกล้ามที่ด้านหลังของรถก็ดูโดดเด่นและชัดเจนกว่าด้วยเช่นกัน
การออกแบบด้านหน้ายังได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอมาจากรุ่นพี่ แต่ดูเหมือนว่าเส้นสายของรถจะลดความดุดันลงเล็กน้อย ดูแล้วเป็นรถยนต์ที่สามารถใช้งานกันได้อย่างหลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ขยายกว้างออกไปมากกว่า
แม้มองเผิน ๆ แล้วขนาดของรถจะไม่ได้แตกต่างไปจากโมเดลเดิมมากนัก แต่ตัวรถเองมีการขยายออกในทุกมิติ ซึ่งก็ส่งผลดีในเรื่องของการยืดฐานล้อออกไป แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับห้องโดยสารในเรื่องของพื้นที่โดยสารตอนหน้าและตอนหลังมากนัก
โคมไฟหน้าแบบฮาโลเจน 2 ดวงที่นำมาใช้ในประเทศไทยออกแบบมาอย่างสวยงามลงตัวและเข้ากับกระจังหน้า ขณะที่ไฟด้านท้ายให้ความรู้สึกสปอร์ตแปลกตา ในยามที่มองไปที่ท้ายรถแล้วยังไม่คุ้นเคย อาจจะรู้สึกว่ามิติด้านหลังดูประหลาดตาอยู่
จุดเดียวที่อาจจะดูแล้วขัดใจเล็กน้อยก็คือลวดลายของล้อแมกซ์ที่ดูออกแบบมาอย่างสวยงามเกินไป จนดูไม่เข้ากับตัวรถที่ออกแบบมาในแนวสปอร์ต แต่ของแบบนี้แล้วแต่คนมองครับ คนอื่นอาจจะชอบก็ได้นะ แต่ผมไม่ชอบก็เท่านั้นเอง ขณะที่สีใหม่ที่เพิ่มมาจากมาสด้า 3 คือสีฟ้าและสีม่วง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเข้าไทยหรือไม่
เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-ดี คลีนดีเซลพร้อมระบบส่งกำลังอัจฉริยะ
ในเรื่องของการขับเคลื่อนนั้น มาสด้าได้ทำการพัฒนา 2 สิ่งขึ้นมาพร้อมกันเพื่อใช้งานในรถรุ่นนี้ อย่างแรกก็คือเครื่องยนต์ดีเซล สกายแอคทีฟ-ดี ซึ่งเป็นการนำมาใช้ครั้งแรกกับรถยนต์นั่งขนาดเล็กในประเทศไทยกันเลยทีเดียว
อีกสิ่งหนึ่งก็คือการพัฒนาเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดรุ่นใหม่ที่เรียกว่าสกายแอคทีฟ-ไดร์ฟ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กโดยเฉพาะ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเกียร์ระบบนี้ในอนาคตอันใกล้
แม้เครื่องยนต์จะให้พละกำลังสูงสุดเพียง 77 กิโลวัตต์ (ประมาณ 103-104 แรงม้า) แต่ด้วยสัดส่วนกำลังอัดมหาศาลถึง 14.8:1 พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 250 นิวตันเมตร พร้อมด้วยการพัฒนาห้องเผาใหม่และวัสดุมาเพื่อรองรับการใช้งาน ทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้ทั้งแรง ประหยัดและทนทาน
ตัดเรื่องของประหยัดและทนทานไว้ก่อน เนื่องจากการทดลองขับวันนี้ทำอย่างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว แม้จะมีคนบอกว่าน้ำมัน 1 ถัง 44 ลิตรจะวิ่งได้มากกว่า 1,100 กิโลเมตรเราก็จะยังไม่เชื่อ และแม้ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะสูงถึง 26.4 กิโลเมตรต่อลิตร แต่มันก็เป็นการทดสอบในระบบปิดเท่านั้น
สิ่งที่เราสนใจมากเป็นพิเศษในการทดสอบครั้งนี้ก็คือการตอบสนองของเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ต่างหาก ว่าจะตอบสนองการขับขี่ของเราได้หรือไม่ และคำตอบก็คือ มันทำได้ดีมากในเรื่องของการตอบสนองการขับขี่ ซึ่งเหนือกว่ารถยนต์เบนซินหลาย ๆ รุ่นเสียด้วยซ้ำ
เมื่อคุณกดคันเร่งลงไป ตัวรถจะตอบสนองด้วยการพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า ในขณะที่เกียร์อัตโนมัติก็สับขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยที่เราแทบไม่รู้สึกถึงอาการกระตุกของการเปลี่ยนเกียร์ เสียงเครื่องยนต์อาจจะคำรามดังไปนิดในแบบของเครื่องยนต์ดีเซล แต่ก็เป็นจุดที่ไม่ได้รบกวนการขับขี่มากนัก
หากการตอบสนองของรถในโหมด D ยังไม่ทันใจ การผลักคันเกียร์ไปที่โหมดสปอร์ตเพื่อเปลี่ยนเกียร์เองก็จะทำให้ได้จังหวะการขับขี่ที่สนุกสนานและตอบสนองได้ดีมากขึ้น ซึ่งสนามทดสอบวันนี้เป็นทางโค้งลาดชันเกือบตลอด แต่ตัวรถก็ไม่ได้มีปัญหาในการวิ่งลัดเลาะอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งของการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมต้องยกความดีให้กับช่วงล่างที่เหนือชั้น ในหลาย ๆ โค้งของการทดสอบที่เหมือนตัวรถจะควบคุมได้ยาก ช่วงล่างของมาสด้า 2 ใหม่สามารถวิ่งผ่านเลาะโค้งไปได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร มีเพียงเสียงอันโหยหวนของยางโตโยไหลเข้ามาในรถเท่านั้น
เราเคยตั้งคำถามว่าจะมีรถอีโคคาร์คันไหนหรือไม่ที่ขับได้อย่างสนุกสนาน เพราะด้วยข้อจำกัดในเรื่องของปริมาตรกระบอกสูบที่คงจะตอบโจทย์ด้านนี้ได้ยาก แต่วันนี้มาสด้าทำให้เห็นแล้วว่า ถ้าอยากจะพัฒนารถให้ผ่านมาตรฐานอันเข้มงวดโดยยังขับได้สนุกอยู่ ก็ทำได้เหมือนกัน!!!
ภายในเน้นของเล่น นั่งสบายแต่ไม่กระชับ
มาสด้าได้นำอุปกรณ์และเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ๆ ของตัวเองที่ทำการเปิดตัวไปกับรุ่นพี่ทั้งหลายมาใช้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในรุ่นท๊อปที่ให้อุปกรณ์มาเต็มพิกัดไม่ได้แตกต่างจากมาสด้า 3 เลยแม้แต่น้อย เรียกว่ารุ่นพี่มีอะไรรุ่นน้องก็ต้องมีด้วย
เพราะฉะนั้นก็อย่าได้แปลกใจไป หากก้าวเข้าไปในห้องโดยสารของรุ่นท๊อปแล้วจะพบกับจอแสดงผล MZD Connect ระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นใหม่ติดตั้งอยู่กลางคอนโซลหน้าพร้อมด้วยจอแสดงผล Head-up display ที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าคนขับบนตำแหน่งเหนือคอนโซลหน้าพอดี
ทีมออกแบบระบุว่าห้องโดยสารภายในของมาสด้า 2 นั้น มาพร้อมแนวคิดในการออกแบบตำแหน่งคนขับให้มีความรู้สึกอยากขับขี่รถคันนี้ตลอดเวลา ขณะที่การติดตั้งอุปกรณ์นั้น ได้นำแนวคิด less is more มาใช้ ทำให้ได้แผงหน้าปัดที่ราบเรียบแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะในการใช้งาน
นอกจากนี้ มาสด้าได้ทำการปรับวิธีคิดในการเลือกใช้วัสดุภายในที่สวยงามและหรูหรา เพื่อให้สามารถพัฒนารถยนต์ออกมาให้ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับรถยนต์ยุโรป โดยวางเป้าหมายเพื่อจะเป็นแบรนด์พรีเมียม สำหรับรถยนต์นั่งขนาดเล็กจากญี่ปุ่น
ที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้ากว้างขวางและเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่มีอะไรมาเกะกะตรงตำแหน่งระหว่างเบาะผู้โดยสารตอนหน้า มาสด้าบอกว่าได้ทำการเพิ่มความสูงของตัวรถเพื่อให้สามารถรองรับความสูงของผู้ขับขี่ได้มากขึ้น ทำให้เกิดความสบายในการใช้งาน
ตำแหน่งวางเท้าของผู้โดยสารตอนหน้ามีเพิ่มมากขึ้นจากฐานล้อที่ยาวขึ้น เบาะนั่งให้ความรู้สึกนุ่มสบายและไม่โอบกระชับ ทำให้การเข้าโค้งที่ความเร็วสูงจะรู้สึกเหมือนตัวไหลออกจากเบาะ อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาสำหรับมนุษย์น้ำหนักเกินอย่างผมแค่นั้นหรือเปล่า
เบาะที่นั่งตอนหลังนั้นให้พื้นที่วางเท้าและพื้นที่เหนือศีรษะที่สะดวกสบายขึ้น ตำแหน่งการนั่งของเบาะไม่ได้แตกต่างอะไร แต่เหมือนว่าลักษณะของเบาะรองนั่งจะเชิดสูงกว่ารุ่นเดิม แต่น่าเสียดายที่ความสั้นของเบาะทำให้ไม่รองรับตำแหน่งการนั่งของผู้โดยสารเท่าใดนัก รวมถึงห้องเก็บของตอนหลังก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิม
มาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ราคาไม่ถูกแน่ แต่คุ้มถ้าไม่แพงมาก
ถ้าจะให้สรุปแบบประโยคเดียวจบเกี่ยวกับรถคันนี้ ก็คงจะต้องบอกว่า นี่คือมาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่งขนาดเล็กในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีความพร้อมแค่จะแข่งขันในตลาดอีโคคาร์เพียงเท่านั้น แต่อาจจะลามไปถึงตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างบี-เซกเมนต์ได้อย่างสบาย ๆ
ต้องไม่ลืมว่าเดิมทีมาสด้า 2 เองก็เป็นรถยนต์นั่งในกลุ่มบี-เซกเมนต์อยู่แล้ว การพลิกเกมมาทำตัวเป็นอีโคคาร์ตามโครงการของรัฐบาล แถมยังชูจุดขายด้วยเครื่องยนต์ที่มีทั้งสมรรถนะ มีทั้งความประหยัดและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อมถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้รถที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใหญ่กว่า
ผู้บริหารคนหนึ่งของมาสด้าบอกว่าไม่อยากให้คนมองว่ารถคันนี้เป็น ‘แค่’ อีโคคาร์อีก 1 คัน เพราะแม้จะผ่านมาตรฐานอันเข้มข้นของอีโคคาร์เฟสสองได้อย่างสบาย แต่การพัฒนารถยนต์มาให้มีความพร้อม รวมถึงแผนงานเพื่อการผลิตชิ้นส่วนในประเทศและอื่น ๆ ที่จะตามมาคืองานยากอย่างแท้จริง
เพราะโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ในประเทศไทยที่จะเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังเอเชีย-โอเชียเนียในอนาคต รวมถึงโรงงานผลิตเกียร์อัตโนมัติที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง น่าจะพอยืนยันได้ว่ามาสด้าเองก็เอาจริงเอาจังกับโครงการนี้ใช่ย่อย
ผมขอเดาไว้ตั้งแต่วันนี้เลยว่าราคาของมาสด้า 2 เครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยนั้น ไม่ถูกอย่างแน่นอน เพราะมาสด้าเองก็มีแผนที่จะเปิดตัวเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตรมาสำหรับตลาดที่แข่งขันกันด้วยราคาอยู่แล้ว จึงสามารถที่จะวางราคาขายของรถรุ่นนี้ในระดับพรีเมียมที่สุดของบี-เซกเมนต์ได้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ด้วยความสามารถในการทำราคาสินค้าของผู้บริหารมาสด้า ก็เชื่อขนมกินได้ว่าจะเปิดราคามาได้อย่างน่าสนใจและเรียกร้องให้คนหลายคนเข้าไปลองขับกันได้ว่ารถมันคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า เรื่องนี้เชื่อว่ามาสด้าจะทำได้เหมือนที่เคยทำกับมาสด้า 3 ก่อนหน้านี้
โดยสรุปรวมแล้ว มาสด้า 2 ใหม่เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นแรกในกลุ่มรถเล็กของไทย คือรถที่ให้การตอบสนองด้านการขับขี่ที่ดี ด้วยเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ระบบส่งกำลังที่แสนจะฉลาดและช่วงล่างที่ไว้ใจได้แบบไม่ต้องไปปรับอะไรเพิ่มเติม ยกเว้นเปลี่ยนลายล้อแมกซ์ถ้าไม่ชอบ
เหนืออื่นใดไปจากนี้ ต้องดูว่าเมื่อถึงเวลาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มาสด้าจะจัดเต็มเข้ามาให้ชาวไทยได้ใช้อุปกรณ์และนวัตกรรมต่าง ๆ เหมือนกับในรุ่นท๊อปของประเทศญี่ปุ่นที่นำมาทำการทดสอบหรือไม่
วางราคาดีดี หาตำแหน่งของสินค้าที่ใช้ เราเชื่อว่าคนไทยให้โอกาสแบรนด์เล็กที่พร้อมท้าชนยักษ์ใหญ่นะ!!!
ขอขอบคุณ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) สำหรับการทดสอบรถยนต์ในครั้งนี้

และด้วยการนำเทคโนโลยี Skyactiv ใส่เข้ามาเป็นขุมพลังบล๊อกใหม่ของ Mazda มันช่วยลบภาพ ที่รถยนต์ Mazda ถูกมองว่าเป็นรถซดน้ำมัน ออกไปได้เป็น ซึ่ง Mazda ได้กล่าวไว้ตาม Spot โฆษณา ทั้งหลายว่า เป็นรถที่ทั้งแรงและ ประหยัดในขณะเดียวกัน

ต้องมาดูกันว่า Mazda CX-5 จะสมกับการ ได้รับรางวัลการันตีรถยนต์ยอดเยี่ยมในประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2012-2013 ด้วย Japan Car of the year และรางวัล Car of The Year 2014 ในกลุ่ม SUV เครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 2.5 ลิตร หรือไม่

การออกแบบภายนอก Mazda CX-5 ได้ถูกออกแบบตามแนวคิด Kodo Design ซึ่งมีเอกลักษณ์ จากเส้นสาย ไฟหน้า-ท้าย และ กระจังหน้า ที่ดูโดดเด่น ทันทีที่แรกเห็น สำหรับบั้นท้ายของ CX-5 ได้ใช้ปลายท่อไอเสียออกคู่ ซึ่งถ้าทำปลายท่อให้ใหญ่กว่านี้ จะเสริมความดุและดูแข็งแกร่งบึกบึนกว่านี้ สำหรับในรุ่น XDL นี้ สวมล้อโตสะใจ 19” ใหญ่กว่าชาวบ้าน หุ้มยาง Toyo ขนาด 225/55/19 โดยมี 4 สี ได้แก่ น้ำเงิน Skyblue Mica, ขาว Arctic White, เทา Meteor Gray Mica, เงิน Aluminum Metallic


สำหรับมิติตัวรถ มี ยาวxกว้างxสูง (มม.) = 4540 x 1840 x 1710 มีระยะฐานล้อ 2.7 ม. ถือว่าเป็น SUV Fullsize ที่มีขนาดตัวไม่น้อยกว่าคู่แข่งเลย และ มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 1.65 ตัน

เมื่อเปิดประตูเข้ามาดูภายในห้องโดยสาร จะพบวัสดุหุ้มเบาะเป็นหนังสีดำ ซึ่งกลมกลืนกับ โทนสีดำ ภายใน และถ้าสังเกตุดีๆ จะได้กลิ่นอายของ BMW เบาะตอนหลังพับได้ละเอียดแบบ 40:20:40 สามารถพับราบลงได้สนิท ซึ่งทำให้พื้นที่เก็บของจุถึง 1,390 ลิตร (VDA std.)

สำหรับออปชั่นภายใน มีมาให้ครบครัน เบาะคนขับปรับไฟฟ้า, ระบบปรับอากาศ Dual-zone, ระบบ Keyless พร้อมปุ่มสตาร์ท, ระบบควบคุมความเร็วคงที่ และ ควบคุมเครื่องเสียงจากพวงมาลัย และระบบเชื่อมต่อ Bluetooth, เครื่องเสียงที่มาพร้อมจอ 5.8” และโดดเด่นด้วยเครื่องเสียง BOSE ลำโพง 9 ตัว, ระบบไฟหน้าแบบ AFS, กล้องมองหลัง นอกจากนั้นในรุ่น XDL นี้ จะมีระบบ i-stop เบเครื่องยนต์อัตโนมัติมาให้ใช้ อีกต่างหาก

แต่ที่อาจดูด้อยกว่า SUV คู่แข่ง ก็ตรงที่ไมมีเครื่องปรับอากาศตอนหลัง และเบาะตัวเบาะค่อนข้างแข็งนั่งไม่สบายนัก อีกทั้งเบาะหลังที่ ชันตั้งตรง จึงดูนั่งแล้วอึดอัดไปบ้าง

เครื่องยนต์ Skyactiv-D Diesel Turbo (2 Stage) ความจุ 2,188cc พร้อมระบบวาล์ว S-VT ซึ่งมีกำลังอัด 14.0 : 1 ถือเป็นสัดส่วนกำลังอัดที่ต่ำสุด ของเครื่องยนต์ดีเซล ช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ ลด NOx และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro6 ขั้นสูงสุด ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า@4,500rpm และแรงบิด สูงสุด 42.8 กก.-ม. @2,000rpm เมื่อเทียบกับ น้ำหนักเบาลง 10% และให้อัตราสิ้นเปลืองดีขึ้น 20%

ในด้านการขับขี่ ออกจะดูผิดแปลกจากบุคลิกเครื่องยนต์ดีเซลไปพอสมควร มันเป็นดีเซลพันธุ์แรง ในแบบสุภาพชน ที่ไม่คำราม และกระโชกโฮกฮาก ในแบบที่รถกระบะ ดีเซลคันอื่น หรือ รถ PPV มักเป็นกัน เริ่มตั้งแต่ติดเครื่องยนต์ เสียงเครื่องเงียบมาก แถมการเดินเครื่องจะมาแบบนุ่มๆ เดินราบเรียบไม่มีกระชาก ยกเว้นขับคลานๆ ที่ความเร็วต่ำๆ จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ สั่นเล็กน้อย ให้มีกลิ่นอายแบบดีเซลหลงเหลือ อยู่บ้าง

ทันทีที่กดคันเร่ง ลงบนแป้นคันเร่งแบบยึดติดกับพื้น ซึ่งช่วยให้มันสัมผัสกับฝ่าเท้าได้เต็มมากยิ่งขึ้น ทันทีที่ออกตัวตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ รู้สึกได้ว่ารถพุ่งทะยาน จากแรงบิด ที่มาให้ใช้เร็วตั้งแต่รอบต่ำ ประมาณ 2,000rpm และมันไม่มีอาการดึง กระชากหลังติดเบาะ ให้สัมผัสนัก แบบรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 เบนซิน ที่ดูจะตอบสนองอารมณ์สปอร์ต ได้สะใจกว่า ในรุ่น XDL นี้ออกแนวมานิ่มๆ นุ่มๆ ขับสบายๆ ไม่กระชาก และเมื่อลากรอบไปจนถึงรอบ สูงๆ กลับพบว่า มันดูไม่เร้าใจมากเท่ารอบต้น ทำให้รู้สึกว่า รอบปลายๆ มันดูกำลังจะแผ่วลงบ้าง การแซงลากรอบที่เกินกว่า 4,500rpm ดูจะไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุก เท่ากับการเร่งในช่วงรอบต่ำ ที่มีแรงบิดมาอย่างฉับไว ในส่วนของความเร็วปลาย จากที่ได้ลอง เราสามารถไปได้ถึงที่ประมาณ 190 กม./ชม. ซึ่งในช่วงความเร็วปลายตั้งแต่ ราว 170 กม./ชม. ขึ้นไปนั้น พบว่าเค้นขึ้นได้ช้ากว่าที่คิดเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่าเปลกใจ คือ ตีนต้น เมื่อลองทดสอบ ดูจากตัวเลขสมรรถนะ จาก OBD กลับหน้าแปลกใจ เพราะได้ตัวเลขดังนี้

0-100 กม./ชม. = 9.02 วินาที 1/4 mile = 16.727 วินาที ที่ความเร็ว 137 กม./ชม. (โหมด D)
และ 0-100 กม./ชม. = 9.165 วินาที 1/4 mile = 16.846 วินาที ที่ความเร็ว 136 กม./ชม. (โหมด S สับเกียร์ที่ รอบ 4,500rpm ช่วงที่แรงม้าสูงสุดออก)
ด้วยตัวเลขอัตราเร่งดังกล่าว ถือว่าเกินความคาดหมายมาก เพราะ เกือบจะไล่ๆ กับ Forester XT ที่ได้เลยโดยแพ้ไป เพียงเสี้ยววินาที และตัวเลขระดับนี้ รถยนต์ Compact 2.0 ทั้งหลายคงต้องยอมศิโรราบแต่โดยดี

ในด้านอัตราสิ้นเปลืองบนหน้าจอมาตรวัด การขับเดินทางที่ความเร็ว 100-110 กม./ชม. จะได้อัตราสิ้นเปลืองบนโชว์อยู่ ประมาณ 7 ลิตร/ 100 กม. หรือ ตกประมาณ 14 กม./ลิตร ในช่วงที่ลองขับซิ่งๆ เร่งแซง และทดสอบสมรรถนะ จะได้ 8.5 ลิตร/100 กม. หรือ ตก 11.7 กม./ลิตร
สำหรับการทำงานของระบบ i-stop ถือว่าชาญฉลาด ใช้ได้เลย เมื่อหยุดรถจนความเร็วเป็น 0 แล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 วินาที เครื่องยนต์จะดับลง หรือ จอดหยุดนิ่ง แล้วดันคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง N เครื่องก็จะหยุดให้ทันที ซึ่งดูฉลาดดีมาก และเครื่องจะกลับมาติดอีกครั้ง เมื่ออุณหภูมิภายในห้องโดยสารสูงขึ้น หรือ ขณะที่ดันคันเกียร์กลับมาที่ตำแหน่ง D

ระบบส่งกำลัง เกียร์ Skyactiv-Drive คือ เกียร์อัตโนมัติแบบ 6 Speed ซึ่งมาพร้อมโหมด Manual Activematic เกียร์ลูกนี้ ได้นำข้อดีของเกียร์ในแต่ละรูปแบบ มาผนวกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะความราบลื่นในการเปลียนเกียร์ การประหยัดน้ำมันในการขับขี่ การตอบสนองที่ดีเยียมแม่นยำ และการออกตัวได้ดีบนทางชัน
Mazda จึงพัฒนาระบบเกียร์อัตโนมัติ torque Converter ให้มีความสามารถมากขึ้น โดยใช้ Multiplate Clutch เพื่อลดการลื่นช่วงจังหวะเปลี่ยนเกียร์ หากเทียบกับระบบเกียร์อัตโนมัติธรรมดาทั่วไป เกียร์ Skyactive จะมีอัตราการล็อคกำลังส่งมากกว่า 89% ขณะที่ระบบเกียร์ทั่วไปอยู่ที่ 64%

สำหรับเกียร์ในรุ่น XDL นี้จะมีการเซ็ตอัตราทดให้แตกต่างจากรุ่นเบนซิน และในเฟืองท้ายจะมีอัตราทดที่ต่ำที่สุดอยู่ที่ 4.09 ในการตอบสนองต่อการขับขี่ใช้งานจริง พบว่าการทำงานของเกียร์จะมีลักษณะการทำงานแบบเกียร์ AT Torque Converter แต่จะเนียนกว่า ดูไหลลื่น ในการเปลี่ยนเกียร์ไม่ดูดิบ ไม่กระชาก และให้ความรู้สึกแม่นยำในการตอบสนอง เมื่อลองเล่นในโหมด M ที่ให้อัตราทดเท่าเดิม แต่สามารถลากเกียร์ควบคุมเองได้ การกด + – ยังตอบสนอง ช้าไปนิด ขึ้นเกียร์ได้แบบไม่มีกระชาก และเกียร์ดูค่อนข้างฉลาด อ่านสถานการณ์การขับขี่ได้ดี

หากลากรอบจนชน redline จะไม่ตัดขึ้นเกียร์ใหม่ จนกว่าจะ + เกียร์ขึ้นเอง แต่เวลา ลดเกียร์ลงทีละ มากๆ จะไม่สามารถทำได้เนื่องจากป้องกันเกียร์เสียหาย จากรอบเครื่องสูงเกินไป ซึ่งจุดนี้รู้สึกว่า ไม่อิสระต่อการควบคุมเกียร์นัก ในขณะจะลดเกียร์ลงก่อนเข้าโค้ง รวม ขณะขับอยู่บนทางชัน เกียร์จะไม่ยอมตัดขึ้นให้ แต่หากขับมาเรื่อยๆแล้ว ความเร็วชะลอลง โดยที่เราไม่ได้ ลดเกียร์ลง มันฉลาดพอที่จะลดเกียร์ลงให้เองอัตโนมัติ
ลองดูความสัมพันธ์ความเร็วต่อรอบเครื่องยนต์ 3 ค่า ได้ดังนี้ 80 กม./ชม.=1500rpm 100กม./ชม.=1850rpm 120กม./ชม.=2200rpm

ระบบบังคับเลี้ยว ในด้านของพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) ให้ความเบาดี ในการสาวจอด หรือหักวงเลี้ยวที่ความเร็วต่ำ ให้ความกระฉับกระเฉงพอสมควร แต่พอขับที่ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยจะเริ่มหนืดมือขึ้น เรื่อยๆ แปรผันไปกับความเร็ว ซึ่งให้ความรู้สึกที่ไม่ฝืนธรรมชาติมากนัก ให้ความไวพอสมควร ไม่ไวมือจนเกินไป และเมื่อขับขี่ ที่ความเร็วสูงพบว่า ระยะฟรีพวงมาลัยยังมีอยู่มาก ดังนั้น ช่วงการขับที่ความเร็วสูง อาจต้องคุมพวงมาลัยให้ดี แต่สำหรับการบังคับพวงมาลัยเข้าโค้ง ยังคงทำได้ดีแม่นยำ พอตัว และ มันช่วยให้การต่อโค้ง จากปลายโค้งหนึ่ง ต่อไปยังอีกต้นโค้งหนึ่งทำได้อย่าง ไม่ยากเย็นและดูจะเป็นเรื่องที่สนุกสนาน เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ อาจจะหาได้ยาก กับรถสไตล์ SUV

ระบบช่วงล่าง ด้วยเทคโนโลยี Skyactiv-Chassis ใช้ช่วงล่างแบบอิสระ ระบบสตรัท (หน้า) และมัลติลิงค์ (หลัง) ให้ความแข็งแกร่งสูงและมีน้ำหนักเบา (น้ำหนักเบาขึ้น 14% เมื่อเทียบกับแชสซีส์ปัจจุบัน) และ Skyactiv-Body ให้ความแข็งแกร่ง และน้ำหนักเบา จากโครงสร้างรูปแบบใหม่ ชิ้นส่วนโครงสร้างถูกออกแบบให้มีความตรงและยาวที่สุดในแต่ละชิ้น และแนวคิดของโครงสร้างต่อเนื่องหรือ Continuous Framework ที่ทุกชิ้นส่วนจะถูกเชื่อมต่อกันอย่างลงตัว ซึ่งมันช่วยให้มีสมดุลของตัวถังรถที่ดียิ่งขึ้น
แต่สำหรับ 2.2 XDL คันนี้ จะมีจุดที่โดดเด่นกว่า ในรุ่น เบนซิน นั่นก็คือ จะใช้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ AWD แทนขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า ในรุ่นเบนซิน

ในการวิ่งใช้งานนั้น พบว่า ช่วงล่างยังคงสไตล์ แข็งแน่นหนึบ ไว้ใจได้ตามแบบฉบับของ Mazda ซึ่งช่วยให้การขับรถผ่านโค้งบนหุบเขา เป็นเรื่องสนุก แม้ตัวถังรถที่สูง อาจทำให้มีอาการโยนของตัวถังรถออกมาเล็กน้อย แต่ต้องบอกเลยว่า มันสามารถเข้าโค้งเล่น ได้อารมณ์ในแบบรถสปอร์ต Compact หรือ ดีกว่า ในหลายรุ่น หรือแม้กระทั่ง Subaru Forester ที่มากับระบบขับเคลื่อน Full Time AWD เสียอีก ซึ่ง CX-5 มันสามารถเข้าโค้งได้ด้วยความเร็วที่สูงกว่า ในโค้งเดียวกัน มันยังคงให้สมดุลรถที่ดี ไม่มีอาการยวบให้เห็นแต่อย่างใด และที่สำคัญมันไม่สูญเสียการยึดเกาะ หรือมีเสียงยางกรีดร้องดังออกมาให้ได้ยิน

และด้วย ความที่ใส่ล้อใหญ่ถึง 19” กับยางขนาด 225/55/19 Toyo Proxes Made in Japan นี่เองเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้มันแข็งกว่าชาวบ้าน และอาจมีเสียงลอดเข้ามาเล็กน้อย แต่ยังไงก็ตาม มันถือเป็นรถยนต์ SUV ญี่ปุ่นที่มีช่วงล่างดีที่สุดในบ้านเราเลยก็ว่าได้ แต่เสียดายเพียงแต่อาจไม่ถูกใจ คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้โดยสารที่ต้องการนั่งแบบสบายๆ เน้นโดยสารเป็นหลัก

ระบบเบรก แบบดิสก์ 4 ล้อ พร้อมครีบระบายความร้อนในคู่หน้า ในด้านการตอบสนองยังคงให้ความรู้สึกเช่นเดียวกันกับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน คืออาจจะเซ็ตแป้นเบรกมาให้ตอบสนองได้ค่อนข้างช้า เน้นลงลึก ออกแนวให้นิ่มนวล จึงทำให้เบรกไม่ค่อยอยู่เท้าเท่าที่ควร ซึ่งอาจต้องเบรกลงน้ำหนักกันมากสักนิดหนึ่ง ซึ่งน่าจะปรับเซ็ตให้มันตอบสนองได้ เร็วฉับไว กว่านี้ เพื่อรองรับกับความเป็นสปอร์ต SUV ดูจะสร้างความมั่นใจได้ดียิ่งขึ้น

ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย มีมาให้ครบครัน ระบบไฟหน้าเลี้ยวตามการเลี้ยวของรถ AFS ถุงลมนิรภัยถึง 6 ลูก กล้องมองหลัง กุญแจ Keyless พร้อม Immobilizer ระบบควบคุมเสถียรภาพของรถ DSC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HLA, ระบบเตือนแรงดันลมยาง

สรุป Mazda CX-5 รถยนต์ ที่ได้รับรางวัลการันตี Japan Car of the year และรางวัล Car of The Year 2014 ในกลุ่ม SUV เครื่องยนต์ดีเซลไม่เกิน 2.5 ลิตร จาก GPI ในงาน Motor Show ที่ผ่านมา ร่วมกับการทดสอบสมรรถนะของเราที่ฟีลลิ่งอาจดู ไม่แรง แต่ระบบบังคับ และการขับเคลื่อนทำได้ดียอดเยี่ยม แถมตัวเลขที่ออก มันได้ชี้ชัดแล้วว่า Mazda CX-5 เป็น SUV ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ ที่ดีที่สุด ด้วยราคา 1.67 ล้านบาท ในรุ่น 2.2 XDL คันนี้ คุณจะได้รถ SUV ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ทั้งแรงและ ประหยัด แถมใส่ใจโลกจากมลพิษที่น้อย
แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย เพราะมันอาจไม่ถูกใจ ผู้ที่รักความสบายนัก เพราะไม่มี อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งระบบนำทาง เครื่องปรับอากาศตอนหลัง ตำแหน่งเบาะหลังที่ดูชัน และวัสดุหุ้มหนัง ที่ดูจะไม่ค่อยสบายต่อการนั่งนัก
ขอขอบคุณ Mazda Sales ประเทศไทย
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver
ชมภาพเพิ่มเติมคลิ๊ก

Mazda CX-5 XDL ราคา 1,670,000 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ น้ำเงิน Skyblue Mica, ขาว Arctic White, เทา Meteor Gray Mica, เงิน Aluminum Metallic
ใช้เครื่องยนต์ SkyActiv-D ความจุ 2.2 ลิตร
เกียร์ Skyactiv 6 Speed
พวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้า EPAS
ระบบช่วงล่างด้านหน้า แม็กเฟอร์สันสตรัท และด้านหลัง มัลติลิงค์
ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ















