โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ในประเทศไทยเป็นโรงงานที่เริ่มเปิดสายการผลิตมาสด้า 2 เป็นลำดับที่ 3 ต่อจากโรงงานในญี่ปุ่นและโรงงานมาสด้า เดอ เม็กซิโก แต่จะเป็นโรงงานที่กำลังผลิตสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากโรงงานโฮฟุ
ในเรื่องของมาตรฐานการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ หากมองแบบทั่วไปแล้ว ต้องบอกว่ามาตรฐานในการผลิตไม่ได้ด้อยไปกว่ามาตรฐานการผลิตของโรงงานในประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด การประกอบทั้งภายนอกภายในจัดได้ว่าเนี๊ยบ และการเลือกใช้วัสดุก็ได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ โรงงานในประเทศไทยยังมีความสามารถในการประกอบรถยนต์ที่ใช้มาตรฐานระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นเฮดอัพ ดิสเพลย์ ระบบไอ-อีลูป และระบบต่าง ๆ มากมายที่ติดตั้งเข้ามาในรถยนต์คันนี้

รักสปอร์ตไปแฮชท์แบค อยากสบายไปซีดาน
การทดสอบที่ผ่านมาทุกครั้งเราจะได้ทำการทดสอบรุ่น 5 ประตูเป็นหลัก แต่ในคราวนี้ รถยนต์มาสด้า 2 รุ่น 4 ประตูก็ได้ฤกษ์ออกมาทำตลาดอย่างเป็นทางการและเป็นครั้งแรกที่ได้เปิดให้ทดสอบ
แม้รุ่น 5 ประตูจะได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเยี่ยม ช่วงล่างที่แน่นหนึบ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย แต่ก็มีเสียงติบ่นเหมือนกันในเรื่องความแข็งกระด้างของช่วงล่างในรูป
ในรุ่น 4 ประตูนั้น ต้องบอกว่ามาสด้าทำงานมาค่อนข้างดีกับการแก้ไขจุดนี้ เพราะช่วงล่างของมาสด้า 2 นั้นให้ความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย และให้อาการโยนตัวที่ลดน้อยลงไปเช่นกัน
ขณะที่ห้องโดยสารด้านหลังที่ไม่ได้เน้นเรื่องการนั่งโดยสารแบบสะดวกสบายก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก โดยส่วนตัวมองว่าเป็นรถที่เหมาะกับการขับขี่เป็นหลัก ตำแหน่งที่นั่งที่ดีคือเบาะโดยสารคู่หน้า ขณะที่ห้องโดยสารตอนหลังเดินทางไกลอาจจะเหนื่อยหน่อย

ไม่ต้องหรูให้สุด ซื้อตัวกลางก็พอใช้
แม้ในรุ่นท๊อปจะมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเหนือชั้นกว่าคู่แข่งทุกรายในท้องตลาด แต่หากคุณแค่ต้องการความยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ดีเซล และเทคโนโลยีสกายแอคทีฟต่าง ๆ ของมาสด้า ขอบอกว่าแค่รุ่นกลางที่นำมาให้ขับก็เพียงพอแล้ว
สิ่งที่ขาดหายไปจากรุ่นท๊อปที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือจอเฮดอัพดิสเพลย์ที่หายไป จอแสดงผลขนาดใหญ่ตรงกลางที่หายไปแล้วเปลี่ยนเป็นวิทยุธรรมดาหน้าตาแปลกตา รวมถึงเบาะหนังที่ถูกเปลี่ยนเป็นเบาะผ้าแบบธรรมดา
การรับน้ำหนักของเบาะผ้าอาจจะสู้เบาะหนังไม่ได้ และทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าหากต้องเดินทางไกลได้ง่ายกว่า ขณะที่การออกแบบมาตรวัดความเร็วก็มีการเปลี่ยนด้วยการนำมาตรความเร็วมาเป็นมาตรวัดหลัก ขณะที่รุ่นทีอปมาตรวัดหลักจะเป็นรอบเครื่องยนต์
สิ่งที่ได้ก็คืออารมณ์ในการขับขี่ที่ดูเร้าใจกว่า เมื่อเห็นความเร็วกวาดขึ้นไปเรื่อย ๆ ขณะที่รุ่นท๊อปจะเป็นมาตรความเร็วแบบดิจิตอล ในส่วนของระบบต่าง ๆ มากันครบ ไม่ว่าจะเป็นไอ-สต๊อปและไอ-อีลูป ไม่ได้ถูกตัดออกแต่อย่างใด

มาตรฐานใหม่รถยนต์นั่งขนาดเล็ก
ด้วยการออกแบบและการพัฒนาอย่างยอดเยี่ยมของมาสด้า 2 คงไม่ใช่เรื่องที่จะเกินไปว่านี่คือมาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่จะกลายเป็นตัวท้าทายผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย ว่าจะต้องเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ออกมาให้ดีไม่แพ้กัน
แม้ในบางระบบจะทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ ในการขับขี่ เช่น การที่ระบบจะไม่ยอมออกตัวรถทันทีที่กดคันเร่ง แต่จะดึงจังหวะเล็กน้อยก่อนออกตัว ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้มาสด้า 2 ผ่านมาตรฐานอันเข้มงวดของอีโคคาร์ เฟสสองมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รถคันนี้ลดความน่าใช้ลง
การทำความเร็วของรถที่ส่งกำลังอย่างต่อเนื่องบนถนนออนโรดที่การทำความเร็วสูงเป็นเรื่องง่ายดาย บนพื้นฐานของรถยนต์ที่ให้ความมั่นคงสูงมาก ขณะที่การวิ่งบนเขาที่ต้องอาศัยการส่งกำลังของเครื่องยนต์อย่างต่อเนื่อง ผสานกับช่วงล่างที่ไว้ใจได้ก็เป็นเรื่องสนุกสนานในการขับขี่

บนเส้นทางที่มาสด้าเตรียมไว้ให้ทดสอบนั้น การขับขึ้นไปสู่ดอยตุงถือว่าเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างโหดสำหรับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ด้วยความชันของทางและโค้งที่ลดเลี้ยวไปตามไหล่เขา แต่มาสด้า 2 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่ารถเล็กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นไปได้อย่างสบาย
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบรถยนต์ที่ขับได้อย่างสนุกสนาน มาสด้า 2 ก็เป็นคำตอบที่น่าสนใจในการเลือกรถไปใช้งาน แต่หากเป็นคนที่ไม่ได้ขับรถเร็วมาก แต่ต้องการใช้งานรถยนต์อย่างเอนกประสงค์มาก ๆ ก็อาจจะต้องลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่น
เบาะที่นั่งตอนหลังของมาสด้า 2 นั้น แม้จะได้รับการออกแบบมาใหม่ แต่ก็ยังเป็นเบาะที่นั่งที่สั้นและมีพื้นที่วางขาที่ถือว่าสั้นกว่ารถของคู่แข่งหลายรุ่น การรองรับขาของผู้โดยสารยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ออกแบบมาเพื่อเป็นรถเอนกประสงค์
แต่มองในภาพรวมแล้วก็ถือเป็นรถที่น่าใช้งานด้วยคุณสมบัติด้านอื่นที่โดดเด่นกว่าคู่แข่งอยู่ดี!!!

ขอขอบคุณ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) สำหรับการทดสอบรถยนต์ในครั้งนี้
ตลาดรถยนต์คอมแพคท์ ครอสโอเวอร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความนิยมในรถยนต์ประเภทยกสูง แต่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไปที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับมีการเปิดตัวรถยนต์กลุ่มนี้หลายรุ่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในวันนี้ Mazda (มาซดา) จึงส่งรถครอสโอเวอร์น้องใหม่ พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ เข้าสู่ตลาด ปิดท้ายช่วงปลายปีก่อนปรับภาษีมาเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคอีกทาง พบกับตัวจริงได้ ที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32” หรือ “Thailand International MOTOR EXPO 2015” ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมที่จะถึงนี้
มาซดา เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เปิดตัวแนะนำรถยนต์ ฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ มาซดา ซีเอกซ์-3 สกายแอคทีฟใหม่ “ALL NEW MAZDA CX-3” FREESTYLE CROSSOVER ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SEE THE WORLD IN NEW ANGLE” มองโลกมุมใหม่…อิสระไร้ขีดจำกัด อย่างเป็นทางการ และเป็นรถสกายแอคทีฟโมเดลรุ่นที่ 4 ที่มาซดาแนะนำสู่ตลาดประเทศไทย ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟใหม่ล่าสุดและธีมการออกแบบของรถมาซดาเจเนอเรชั่นใหม่ โคโดะ ดีไซน์ ที่สวยงามสง่าลงตัวทุกมุมมอง ระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ครั้งแรกของประเทศไทยที่มาซดานำเอา 2 เครื่องยนต์อันทรงพลัง ที่ให้สมรรถนะที่ดีที่สุดในรถระดับคอมแคท์ครอสโอเวอร์ที่มีอยู่ในตลาด ทั้งเครื่องยนต์สะอาดคลีนดีเซล ขนาด 1500 ซีซี ให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร และเครื่องยนต์เบนซินพลังแรง ขนาด 2000 ซีซี. ประหยัดน้ำมันสูงสุด 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร

สำหรับแนวทางการสื่อสารการตลาด มาซดา ซีเอกซ์-3 ใหม่ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “FREESTYLE CROSSOVER” เป็นครั้งแรกของรถ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของการใช้ชีวิตในและนอกเมืองที่มีหลากหลายเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ลูกค้ากลุ่ม “YUCCIES” หรือ Young Urban Creatives ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะมีทัศนคติแบบคิดนอกกรอบมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร มีความเป็นตัวของตัวเอง ทำสิ่งที่ชอบในแบบที่ตนเองชอบ ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีแบรนด์ที่ชอบเฉพาะของตนเอง มีกำลังซื้อสูงและการศึกษาที่ดี สิ่งสำคัญที่จะทำให้มาซดา ซีเอกซ์-3 ฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์ ได้รับการตอบรับจากตลาด และรับประกันความสำเร็จในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นดังนี้ คือ
ประการแรก คือ การออกแบบ ด้วยรูปลักษณ์อันสง่างามธีมการออกแบบของรถในเจเนอเรชั่นที่ 6 ภายใต้ “โคโดะ ดีไซน์” SOUL of MOTION หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวที่งดงามในรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุดจากสายการผลิตในประเทศไทย




ประการที่สอง คือ รถยนต์คันนี้อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และวัสดุคุณภาพสูงที่นำมาผลิตอย่างปราณีต
มาซดา ซีเอกซ์-3 ใหม่ ถูกออกแบบให้มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดในตลาด ที่จะให้ประสบการณ์การขับขี่แบบที่ไม่มีรถคอมแพ็คครอสโอเวอร์คันไหนสามารถทำได้มาก่อน นั่นคือ
– เครื่องยนต์ SKYACTIV ENGINE มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล SKYACTIV-D เจนเนอเรชั่นใหม่ของมาซดา ขนาด 1500 ซีซี. พร้อมเทอร์โบแปรผันที่มีน้ำหนักเบา แรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร

– เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2000 ซีซี. แรงม้าสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร

– SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด ให้อารมณ์การตอบสนองที่แม่นยำเฉกเช่นเดียวกับเกียร์ธรรมดา ให้ความแรงและให้ประสิทธิภาพของการประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม โดยกำลังจากเครื่องยนต์ถูกส่งไปยังตัวถังและล้ออย่างสมบูรณ์แบบและลดการสูญหายของกำลัง จึงยังคงความแรงและให้ประสิทธิภาพของการประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม
– SKYACTIV-BODY โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ซึ่งเป็นโครงสร้างของรถยนต์ยุคใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาลงเหมาะสมกับขนาดและกำลังของเครื่องยนต์ และเพิ่มโลหะเกรดพรีเมียมเหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High Tensile Steel) ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบาทดแทนเหล็กประเภทเดิม อีกทั้งยังเพิ่มจุดเชื่อมยึดเพื่อให้โครงสร้างหลักกับโครงสร้างส่วนอื่นของรถเป็นมวลเดียวกัน จึงให้ความมั่นคงกว่า ปลอดภัยกว่า พร้อมทั้งประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น
– SKYACTIV-CHASSIS ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ ให้ความรู้สึกในการขับที่เกาะถนนมั่นคง ขณะที่ความนุ่มนวลของช่วงล่างยังคงอยู่ ซึ่งระบบบังคับเลี้ยวระบบใหม่ให้ความมั่นใจในการควบคุมรถขณะเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ให้การขับขี่ที่ปลอดภัยและประหยัดน้ำมันกว่า

ประการที่สาม คือ i-ACTIVSENSE เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาซดาที่พัฒนาขึ้นตามปรัชญาความปลอดภัยของมาซดา นั่นคือ Mazda Proactive Safety ที่แสดงถึงหลักความคิดของมาซดาต่อความปลอดภัย ช่วยให้ผู้ขับได้รับรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง เทคโนโลยีเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันหรือลดความเสียหายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันขั้นสูงเป็นครั้งแรกในกลุ่มรถคอมแพคท์ครอสโอเวอร์ได้แก่
– ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน

