ในโลกแห่งปี 2025 ที่เทคโนโลยีก้าวล้ำอย่างไม่หยุดยั้ง แนวคิดเรื่อง “ยานยนต์ไร้คนขับ” หรือ Autonomous Vehicles (AVs) ไม่ใช่เพียงความฝันจากนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความจริงที่ขับเคลื่อนอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา รถยนต์อัจฉริยะเหล่านี้ไม่ได้มีศักยภาพเพียงแค่การปฏิวัติระบบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพลิกโฉมวิถีชีวิต การทำงาน และโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั่วโลก จากรายงานของ KPMG Autonomous Vehicles Readiness Index (AVRI) ในปี 2018 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่จุดประกายการวิเคราะห์ความพร้อมของนานาประเทศ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บทความนี้จะเจาะลึกสถานะปัจจุบันในปี 2025 เพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีความพร้อมเพียงใดในการก้าวเข้าสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยยานยนต์อัตโนมัติ และประเทศไทยของเรามีตำแหน่งอยู่ ณ จุดใดบนเส้นทางแห่งนวัตกรรมนี้
ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน: ยานยนต์ไร้คนขับในปี 2025
ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี ภาพของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เองยังดูห่างไกล แต่ในปี 2025 นี้ เราได้เห็นยานยนต์ไร้คนขับในระดับ 2+ (Level 2+) ซึ่งมีความสามารถในการช่วยขับขี่ขั้นสูง เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ (Adaptive Cruise Control) และระบบรักษารถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System) กลายเป็นมาตรฐานในรถยนต์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ ขณะที่ยานยนต์ระดับ 3 (Level 3) ที่ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือจากพวงมาลัยและละความสนใจจากถนนได้ในบางสถานการณ์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด กำลังอยู่ในช่วงการทดสอบและเริ่มนำร่องใช้งานในพื้นที่เฉพาะ สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่า ยานยนต์ไร้คนขับกำลังก้าวข้ามจากห้องทดลองไปสู่ท้องถนนอย่างแท้จริง และด้วยการลงทุนมหาศาลจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้การพัฒนา “เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ” ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน AI และ Machine Learning ที่เป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผลข้อมูลอันซับซ้อน
ยานยนต์ไร้คนขับไม่ได้เป็นเพียงพาหนะส่วนบุคคล แต่ยังรวมถึงยานพาหนะเชิงพาณิชย์ รถส่งของ และรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน และลดการปล่อยมลพิษในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเทคโนโลยีนี้มาพร้อมกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และการยอมรับจากสังคม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะต้องวิเคราะห์และเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน
เสาหลักแห่งความพร้อม: เจาะลึกปัจจัยสำคัญในปี 2025
รายงาน AVRI ของ KPMG ได้แบ่งปัจจัยความพร้อมออกเป็น 4 ด้านหลัก ซึ่งยังคงเป็นกรอบการวิเคราะห์ที่แข็งแกร่งและแม่นยำในการประเมินสถานะของแต่ละประเทศในปี 2025 นี้
นโยบายและกฎหมาย (Policy and Legislation): สร้างกรอบที่ชัดเจนเพื่ออนาคต
ในปี 2025 หลายประเทศได้ก้าวข้ามขั้นตอนการร่างกฎหมายเบื้องต้นไปสู่การสร้างกรอบนโยบายที่ละเอียดอ่อนและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อรองรับ “ยานยนต์อัจฉริยะ” การกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย การทดสอบ การรับรอง และที่สำคัญที่สุดคือ “กฎหมายยานยนต์” ที่ชัดเจนเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐทั่วโลกให้ความสำคัญ ประเทศที่ก้าวหน้ามักมีหน่วยงานเฉพาะกิจที่ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และกฎหมาย เพื่อพัฒนากรอบนโยบายที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ความรับผิดชอบ: หนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดคือ “ใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อรถไร้คนขับเกิดอุบัติเหตุ?” ในปี 2025 หลายประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่แนวคิดที่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์หรือระบบขับขี่อัตโนมัติอาจต้องรับผิดชอบในระดับหนึ่ง หรืออาจมีการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ และแม้กระทั่งเจ้าของยานพาหนะเอง ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายปัจจุบันที่มุ่งเน้นไปที่ผู้ขับขี่เป็นหลัก
จริยธรรมของ AI: การตัดสินใจของ AI ในสถานการณ์วิกฤติ เช่น การเลือกที่จะหลีกเลี่ยงคนกลุ่มหนึ่งแต่ทำให้เกิดความเสียหายกับอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นหัวข้อที่ทั่วโลกกำลังศึกษาอย่างจริงจัง กรอบนโยบายที่ครอบคลุมถึง “จริยธรรม AI” ในยานยนต์อัตโนมัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจมองข้าม
การทดสอบและการอนุญาต: การออกใบอนุญาตสำหรับการทดสอบยานยนต์ไร้คนขับในสภาพแวดล้อมจริงเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศที่ประสบความสำเร็จมักมีกระบวนการที่ชัดเจนและสนับสนุนการทดสอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยก่อนที่จะอนุญาตให้ยานพาหนะเหล่านี้เข้าสู่ตลาด
ธรรมาภิบาลข้อมูล: ยานยนต์ไร้คนขับสร้างและใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล ทั้งข้อมูลการขับขี่ ตำแหน่งที่ตั้ง และแม้กระทั่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้โดยสาร นโยบายด้าน “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” และการใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation): ขุมพลังขับเคลื่อนอนาคต
“นวัตกรรมยานยนต์” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ในปี 2025 เทคโนโลยีพื้นฐานอย่างเซ็นเซอร์ LiDAR, เรดาร์, กล้อง และระบบ GPS ได้รับการปรับปรุงให้มีความแม่นยำ ทนทาน และมีต้นทุนที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ “AI ในรถยนต์” และอัลกอริทึมการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก ทำให้รถสามารถรับรู้สภาพแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูล และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ระบบเซ็นเซอร์ขั้นสูง: การรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์หลายประเภท (Sensor Fusion) ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการรับรู้สถานการณ์ ทำให้รถสามารถ “มองเห็น” ได้แม้ในสภาพอากาศเลวร้ายหรือในที่มืดสนิท
การเชื่อมต่อ V2X (Vehicle-to-Everything): “เทคโนโลยี 5G” ได้รับการนำมาใช้เพื่อเป็นรากฐานของการสื่อสารแบบ V2X ที่ช่วยให้รถยนต์สามารถสื่อสารกับยานพาหนะคันอื่น (V2V), โครงสร้างพื้นฐาน (V2I), คนเดินเท้า (V2P) และเครือข่าย (V2N) ได้แบบเรียลไทม์ การสื่อสารนี้ช่วยให้รถได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพจราจร อุบัติเหตุ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมล่วงหน้า ทำให้การขับขี่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความปลอดภัยทางไซเบอร์: เนื่องจากยานยนต์ไร้คนขับพึ่งพาระบบซอฟต์แวร์และการเชื่อมต่อเป็นอย่างมาก “ความปลอดภัยทางไซเบอร์” จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การป้องกันการแฮกและการโจมตีทางไซเบอร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องระบบการทำงานและข้อมูลของผู้ใช้
การประมวลผลข้อมูล Edge Computing: ด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลที่รถสร้างขึ้น ระบบ Edge Computing ซึ่งประมวลผลข้อมูลใกล้กับแหล่งกำเนิดข้อมูล (ในตัวรถเอง) จึงมีความสำคัญในการลดความล่าช้า (Latency) และเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจ ทำให้รถสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): สร้างเส้นทางสู่ความอัจฉริยะ
โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมคือรากฐานสำคัญของการใช้งานยานยนต์ไร้คนขับอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในปี 2025 “โครงสร้างพื้นฐาน 5G” ได้รับการขยายครอบคลุมในเขตเมืองและเส้นทางหลักหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสื่อสาร V2X นอกจากนี้ การลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้า” เช่น สถานีชาร์จ (เนื่องจากยานยนต์ไร้คนขับส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้า) และการทำแผนที่ดิจิทัลที่มีความละเอียดสูงก็เป็นสิ่งสำคัญ
ถนนอัจฉริยะ (Smart Roads): การติดตั้งเซ็นเซอร์ ไฟสัญญาณจราจรที่เชื่อมต่อกัน และป้ายบอกทางอัจฉริยะบนถนน ช่วยให้รถยนต์ไร้คนขับได้รับข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัยเกี่ยวกับสภาพถนนและการจราจร
การทำแผนที่ความละเอียดสูง (HD Mapping): แผนที่เหล่านี้ให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าแผนที่ GPS ทั่วไป รวมถึงรายละเอียดของช่องทางเดินรถ ป้ายจราจร และสิ่งกีดขวางต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรถยนต์ไร้คนขับในการนำทางอย่างปลอดภัย
สถานีชาร์จรถไฟฟ้า: เนื่องด้วยยานยนต์ไร้คนขับส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า การมีเครือข่ายสถานีชาร์จที่เข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานจริง
ศูนย์ควบคุมการจราจรอัจฉริยะ: ระบบเหล่านี้สามารถประสานงานการจราจรของยานยนต์อัตโนมัติและยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน
การยอมรับของผู้บริโภคและสังคม (Consumer and Societal Acceptance): กุญแจสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด แต่หากไม่ได้รับการยอมรับจากสาธารณะ การใช้งานยานยนต์ไร้คนขับก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ในปี 2025 “ความปลอดภัยยานยนต์อัตโนมัติ” ยังคงเป็นความกังวลหลักของผู้บริโภค การสร้างความไว้วางใจผ่านการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การสาธิตเทคโนโลยี และการเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ความเชื่อมั่นและความปลอดภัย: การศึกษาและโปรแกรมนำร่องที่แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของยานยนต์ไร้คนขับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณะ
การศึกษาและทำความเข้าใจ: การให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับ “ระบบช่วยเหลือการขับขี่” ในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงความแตกต่างระหว่างระดับการขับขี่อัตโนมัติ จะช่วยลดความเข้าใจผิดและความกังวล
ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ประกอบอาชีพขับรถ การเตรียมแผนการปรับเปลี่ยนทักษะและการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับแรงงานกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญทางสังคม
การเข้าถึงและความเท่าเทียม: การทำให้แน่ใจว่า “อนาคตการขนส่ง” ด้วยยานยนต์ไร้คนขับจะเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล จะช่วยสร้างสังคมที่เท่าเทียมมากขึ้น
ผู้นำระดับโลกและผู้เล่นหน้าใหม่: มุมมองปี 2025
ย้อนไปในปี 2018 ประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านความพร้อมในการรองรับยานยนต์ไร้คนขับ แต่ในปี 2025 สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร
ผู้นำที่ยังคงโดดเด่น:
สหรัฐอเมริกา: ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียและแอริโซนา ที่เป็นศูนย์กลางการทดสอบและพัฒนาของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และผู้ผลิตรถยนต์
เยอรมนี: เป็นผู้บุกเบิกด้านนโยบายและกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับรองยานยนต์ระดับ 3 เพื่อใช้งานบนทางหลวงภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
สิงคโปร์: ด้วยขนาดประเทศที่เล็กแต่มีรัฐบาลที่มองการณ์ไกล สิงคโปร์ยังคงเป็นผู้นำด้านการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่สนับสนุนการทดสอบและนำร่อง
เนเธอร์แลนด์: ยังคงโดดเด่นด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยมและการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่ดี
ผู้เล่นหน้าใหม่ที่กำลังมาแรง:
จีน: ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญอย่างรวดเร็ว ด้วยการลงทุนมหาศาลจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาและทดสอบอย่างเข้มข้น เมืองใหญ่หลายแห่งในจีนกลายเป็นสนามทดสอบขนาดใหญ่สำหรับ “การขับขี่อัตโนมัติ”
เกาหลีใต้และญี่ปุ่น: ยังคงเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะในด้านเซ็นเซอร์และ AI และมีแผนการนำร่องที่ชัดเจน
ความท้าทายสำหรับประเทศกำลังพัฒนา: สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่ทั่วถึง การปรับปรุงสภาพถนน และการพัฒนากรอบนโยบายที่ซับซ้อน เป็นความท้าทายที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม “การขนส่งอัจฉริยะ” สามารถนำประโยชน์มหาศาลมาสู่ประเทศเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและการเข้าถึงบริการ
ประเทศไทย: บนเส้นทางสู่การขับขี่อัตโนมัติ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพและแรงผลักดันในการก้าวสู่ยุคยานยนต์ไร้คนขับ แม้จะเผชิญความท้าทายหลายประการ
ศักยภาพและโอกาส:
อุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง: ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญในภูมิภาค มีความพร้อมด้านบุคลากรและซัพพลายเชนที่สามารถปรับตัวเพื่อรองรับการผลิตยานยนต์อัจฉริยะได้
เมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ: การนำยานยนต์ไร้คนขับมาใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เช่น ภูเก็ตหรือ EEC สามารถเพิ่มความสะดวกสบายและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว
การขนส่งและโลจิสติกส์: การใช้รถบรรทุกไร้คนขับสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ความท้าทาย:
โครงสร้างพื้นฐาน: สภาพถนนที่หลากหลาย การจราจรที่ซับซ้อน และการขาดแคลนโครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
กฎหมายและนโยบาย: การพัฒนากรอบกฎหมายที่รองรับยานยนต์ไร้คนขับอย่างชัดเจนและครอบคลุมยังคงต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากหลายฝ่าย
การยอมรับจากสังคม: การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
การลงทุน: การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี AI และ Robotics ยังคงต้องการแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2025 ประเทศไทยได้เริ่มเห็นการนำร่อง “ระบบช่วยเหลือการขับขี่” ระดับสูงในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และมีการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้า” มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลักดันไปสู่ยานยนต์ระดับ 3 และ 4 จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ เพื่อสร้างแผนที่นำทางที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
ก้าวข้ามอุปสรรคและปูทางสู่อนาคต
การเดินทางสู่อนาคตของการขับขี่อัตโนมัติไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าโลกของเราจะได้รับประโยชน์สูงสุดจาก “เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ” เราต้องให้ความสำคัญกับประเด็นสำคัญเหล่านี้:
ความร่วมมือระดับโลก: การกำหนดมาตรฐานสากลสำหรับ “ความปลอดภัยยานยนต์อัตโนมัติ” และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา: การสนับสนุนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้าน AI, เซ็นเซอร์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์
กฎระเบียบที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้: กฎหมายต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และส่งเสริมการทดสอบอย่างปลอดภัย
การสร้างความไว้วางใจ: การให้ข้อมูลที่โปร่งใส การสาธิตเทคโนโลยี และการเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่จับต้องได้ จะช่วยให้ประชาชนยอมรับ “ยานยนต์อัจฉริยะ” ได้เร็วขึ้น
การจัดการผลกระทบทางสังคม: การเตรียมพร้อมสำหรับผลกระทบต่อตลาดแรงงานและการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสังคม
บทสรุป
ในปี 2025 ยานยนต์ไร้คนขับไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึง แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของระบบขนส่งและสังคมโดยรวมอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์ความพร้อมของประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการนโยบาย เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการยอมรับจากสังคม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จ จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2018 ที่ KPMG ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย เราได้เห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดและการลงทุนอย่างมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลก สำหรับประเทศไทย การก้าวไปข้างหน้าอย่างชาญฉลาด ด้วยการวางแผนเชิงรุก การลงทุนในนวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือ จะทำให้เราสามารถปลดล็อกศักยภาพของ “อนาคตการขนส่ง” และสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศได้
การเดินทางสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วย “ยานยนต์อัตโนมัติ” กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและการทำงานร่วมกัน เราจะสามารถสร้างอนาคตที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนสำหรับทุกคนบนท้องถนนได้ในไม่ช้า

