นปี 2025 นี้ วงการยานยนต์หรูในประเทศไทยยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง และแบรนด์ดาวสามแฉกอย่าง Mercedes-Benz ก็ยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและดีไซน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยการนำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการ ตั้งแต่รถยนต์คอมแพ็กต์ที่คล่องตัวสำหรับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ไปจนถึงรถซีดานระดับผู้บริหารที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และแน่นอนว่าเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าหรูที่กำลังมาแรง ก็ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจาก Mercedes-Benz เช่นกัน วันนี้เราจะพาคุณไปสำรวจขบวนยนตรกรรมพรีเมียมจาก Mercedes-Benz ที่โดดเด่นในตลาดไทยปี 2025 ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น ดีไซน์ที่ตราตรึง และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าอย่างแท้จริง
Mercedes-Benz A-Class: ความลงตัวของคนเมืองยุคใหม่
เริ่มต้นที่ขวัญใจคนเมืองอย่าง Mercedes-Benz A-Class ซีดานคอมแพ็กต์รหัส V177 ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ด้วยความคล่องตัวและดีไซน์ที่ทันสมัย การประกอบในประเทศไทยทำให้ Mercedes-Benz A 200 ทั้งรุ่น Progressive และ AMG Dynamic มีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและสมรรถนะที่คุ้มค่า รุ่น AMG Dynamic ดึงดูดทุกสายตาด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille ลายเพชรที่โดดเด่น พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz ขนาดใหญ่ตรงกลาง เสริมความสปอร์ตด้วยเส้นสายที่ปราดเปรียวและล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลาย 5 ก้านคู่ พร้อมยางขนาด 225/45 R18 โคมไฟหน้า LED High Performance ที่เรียวบาง พร้อมกรอบโครเมียม และไฟ Daytime Running Light LED รูปทรงคล้ายคบเพลิง เพิ่มความโดดเด่นและปลอดภัยในทุกการเดินทาง ขณะที่รุ่น Progressive เน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงความพรีเมียม ด้วยกระจังหน้าลายเพชรเช่นกัน แต่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลาย 10 ก้าน พร้อมยาง 205/55 R17 และชุดไฟหน้า-ท้าย LED ที่ทันสมัยไม่แพ้กัน การออกแบบภายนอกของ A-Class คือการผสมผสานความคลาสสิกของคอมแพ็กต์คาร์เข้ากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่เพื่อความบันเทิงได้อย่างไร้ที่ติ
ภายในห้องโดยสารของ A-Class ยังคงความล้ำสมัยและหรูหราเหมือนเวอร์ชันนำเข้า พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa มอบสัมผัสแห่งความเร้าใจในการขับขี่ เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre ในรุ่น AMG Dynamic (หรือหนัง ARTICO ในรุ่น Progressive) พร้อมฟังก์ชันหน่วยความจำสำหรับเบาะที่นั่งคนขับ มอบความสะดวกสบายสูงสุด แผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่ Dual Screen Cockpit คือจุดเด่นที่ไม่อาจมองข้าม ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่สองจอที่เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว ในรุ่น AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอ ขณะที่รุ่น Progressive เลือกใช้หน้าจอขนาด 7 นิ้วสำหรับมาตรวัด และ 10.25 นิ้วสำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอเหล่านี้ไม่เพียงให้ข้อมูลการขับขี่ที่ครบครัน แต่ยังเป็นศูนย์กลางการควบคุมระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งเป็นระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่ได้ สามารถสั่งการด้วยเสียงพูดธรรมชาติ เพียงแค่พูดว่า “Hey, Mercedes” ก็พร้อมตอบสนองทุกคำสั่ง ระบบนี้ยังทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมยานยนต์ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างคุณกับรถเป็นเรื่องง่ายดดาย ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัตโนมัติ (Mercedes-Benz emergency call system) การติดตามตำแหน่งรถ (Vehicle Monitoring) การตรวจสอบสถานะรถจากระยะไกล (Vehicle Set-up) การจัดการนัดหมายเข้าศูนย์บริการ (Maintenance Management) หรือการจองบริการออนไลน์ (Online Booking) ฟังก์ชันเหล่านี้ล้วนออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ขับขี่และอำนวยความสะดวกในไลฟ์สไตล์หรูหราของคุณอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ระบบไฟ Ambient Lighting 64 สี ยังช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์ เพิ่มความพิเศษให้กับการเดินทางในทุกครั้ง
ด้านขุมพลัง Mercedes-Benz A 200 ในตลาดไทยปี 2025 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ที่ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT มอบสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวและประหยัดน้ำมัน ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มด้วยเทคโนโลยี Active Brake Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงการชน รวมถึงระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง ช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งขึ้น ด้วยราคาเริ่มต้น 1,990,000 บาท สำหรับรุ่น Progressive และ 2,150,000 บาท สำหรับรุ่น AMG Dynamic ทำให้ A-Class เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์พรีเมียมที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและสไตล์
Mercedes-Benz E-Class Facelift: ซีดานหรูโฉมใหม่ที่มาพร้อมความสปอร์ตเร้าใจ
Mercedes-Benz E-Class ซึ่งเป็นอีกหนึ่งยนตรกรรมหรูระดับตำนาน ก็ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ (Facelift) ในปี 2025 นี้ โดยมาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ที่สปอร์ตและเฉียบคมยิ่งขึ้น ดึงดูดสายตาด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ที่ใหญ่ขึ้น พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกที่โดดเด่น ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่พร้อมไฟ Daytime Running Light LED รูปตัว L เพิ่มความทันสมัยและประสิทธิภาพการส่องสว่าง กันชนหน้าดีไซน์ใหม่และฝากระโปรงหน้าที่รับกับบุคลิกสปอร์ตอย่างลงตัว เสริมความหรูหราด้วยไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่งามสง่า และล้ออัลลอยลายใหม่ที่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 18 นิ้ว ไปจนถึง 20 นิ้ว สะท้อนถึงสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลัง ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ E-Class ด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ต 3 ก้านแบบใหม่ และแผงหน้าปัดดิจิทัลพร้อมจอสัมผัสขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้วที่เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว ขับเคลื่อนด้วยระบบ MBUX ลำโพงรอบทิศทาง Burmester® มอบประสบการณ์เสียงระดับพรีเมียม เบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ ARTICO Nappa เพิ่มความสะดวกสบายและความสง่างาม
สำหรับขุมพลังในตลาดไทย E-Class Facelift มีให้เลือกหลากหลาย ตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Plug-In Hybrid E 300 e ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลังรวมสูงสุดถึง 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 13.5 kWh ที่ชาร์จเต็มได้ภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาที ด้วย Wallbox และสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุดถึง 50 กิโลเมตร ตอบโจทย์การขับขี่ในเมืองได้อย่างไร้มลพิษ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์ดีเซล ก็ยังมีรุ่น E 220 d ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC และสำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะสุดขีด Mercedes-AMG E 53 อาจเป็นตัวเลือกที่ตามมา ด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังมหาศาลถึง 435 แรงม้า พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังได้อีก 22 แรงม้า มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที ทำให้ E-Class Facelift ไม่ใช่แค่รถยนต์หรู แต่ยังเป็นยนตรกรรมที่มอบประสบการณ์ขับขี่อันน่าตื่นเต้นในทุกเส้นทาง
Mercedes-Benz E-Class Coupé & Cabriolet: ความสปอร์ตหรูที่ลงตัว
ต่อเนื่องจากรุ่นซีดาน Mercedes-Benz E-Class Coupé & Cabriolet ก็ได้รับการปรับโฉมตามมาในปี 2025 โดยยังคงคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ผสมผสานความสปอร์ตแบบคูเป้เข้ากับความหรูหราได้อย่างน่าทึ่ง กระจังหน้า Diamond Radiator Grille แบบ A-Shape พร้อมไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะที่มีหลอดไฟ LED ถึง 84 หลอดต่อข้าง และระบบ ULTRA RANGE high beam ที่ส่องสว่างได้ไกล 650 เมตร เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ช่วงกลางคืน ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG เสริมบุคลิกสปอร์ตที่ชัดเจน ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ให้ความรู้สึกดุดันแต่ยังคงความสง่างาม ในรุ่น Cabriolet เพิ่มความพิเศษด้วยหลังคาผ้า Soft top ที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที มอบอิสระในการขับขี่รับลมได้อย่างเต็มที่
ภายในห้องโดยสารของทั้ง Coupé และ Cabriolet ถอดแบบมาจากรุ่นซีดาน ด้วยพวงมาลัย Multifunction sports steering wheel New generation และหน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้วสองจอต่อเนื่อง พร้อมระบบ MBUX ที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ของคุณได้อย่างชาญฉลาด สามารถสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง มอบประสบการณ์สุนทรีย์ตลอดการเดินทาง ไฟ Premium Ambient Light 64 เฉดสี ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์ อีกทั้งยังมีระบบเชื่อมต่อ Smartphone integration สำหรับ Apple CarPlay® และ Android Auto รวมถึงระบบนำทาง 3 มิติ และการเชื่อมต่อ 4G-LTE แบบ E-SIM ที่ทำให้คุณไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ รวมถึงฟังก์ชัน Mercedes me ที่ช่วยให้คุณควบคุมรถยนต์จากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟนได้ สำหรับรุ่น Cabriolet ยังมาพร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาในห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่แบบเปิดประทุนเป็นไปอย่างรื่นรมย์
ขุมพลังของ Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic ในตลาดไทย มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมและสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น Parking Package with reversing camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist ช่วยให้การขับขี่และการจอดรถเป็นไปอย่างมั่นใจ ด้วยราคา 4,550,000 บาท สำหรับ Coupé และ 5,140,000 บาท สำหรับ Cabriolet ทำให้ E-Class ทั้งสองรุ่นนี้เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการยนตรกรรมหรูที่เปี่ยมด้วยความสปอร์ตและสไตล์
The All New Mercedes-Benz S-Class: นิยามใหม่แห่งความหรูหราและเทคโนโลยี
สำหรับผู้ที่มองหาที่สุดแห่งความหรูหราและนวัตกรรม Mercedes-Benz S-Class รุ่นใหม่ล่าสุด ยังคงเป็นเพชรน้ำเอกของค่ายในปี 2025 ด้วยดีไซน์ “Sensual Purity” ที่ยกระดับความโมเดิร์นและสง่างามในทุกมิติ ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ผสานกับชุดกันชนหน้าสปอร์ต ล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว และระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 51 มิลลิเมตร เพิ่มความโออ่าและพื้นที่ภายในห้องโดยสาร มือจับประตูแบบไร้รอยต่อเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้าง และไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม พร้อมกรอบท่อไอเสียคู่ แสดงถึงความประณีตในทุกรายละเอียด S-Class สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MRA II ใหม่ล่าสุด มีขนาดตัวถังใหญ่ขึ้น มอบความโอ่อ่าและความมั่นคงในการขับขี่
ภายในห้องโดยสารของ The All New S-Class คือการผสมผสานระหว่างความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ล้ำสมัยอย่างแท้จริง คอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa และหน้าจอ Digital Instrument Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว มอบข้อมูลการขับขี่ที่คมชัด หน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี OLED ที่มอบพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 64% ควบคุมทุกฟังก์ชันของรถได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่จดจำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่ได้ เบาะที่นั่งตอนหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package มอบความสบายสูงสุดด้วยเบาะไฟฟ้าที่ปรับได้หลากหลายตำแหน่ง และฟังก์ชันการนวดสูงสุด 6 โปรแกรม
ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ คือหัวใจสำคัญของ S-Class ด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายผู้โดยสารได้อย่างรวดเร็ว เช่น การเปิด-ปิดไฟอ่านหนังสือเพียงแค่ขยับมือไปใกล้กระจกด้านข้าง นอกจากนี้ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ยังทำงานร่วมกับ Rear Tablet ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วสองจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มอบความบันเทิงส่วนตัวระดับพรีเมียม ระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว สร้างมิติเสียงที่สมบูรณ์แบบ
ขุมพลังสำหรับ S-Class ในไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร OM656 ในรุ่น S 350 d ให้กำลัง 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบสมรรถนะที่ทรงพลังและนุ่มนวล พร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครันเป็นครั้งแรก เช่น ถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง ระบบ Parking Package with 360° camera มอบมุมมองรอบคันที่สมจริง และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และ Exit Warning ที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างชาญฉลาด ด้วยราคา 6,690,000 บาท สำหรับ S 350 d Exclusive และ 7,190,000 บาท สำหรับ S 350 d AMG Premium ทำให้ S-Class เป็นการลงทุนในประสบการณ์ขับขี่และนวัตกรรมที่คุ้มค่าสูงสุด
Mercedes-Benz EQS: สู่ยุคใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าหรู
ทิศทางของอนาคตยานยนต์คือไฟฟ้า และ Mercedes-Benz EQS คือคำตอบที่หรูหราและก้าวล้ำที่สุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูของปี 2025 EQS คือรถยนต์ซีดานไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ผสมผสานความสง่างามระดับ S-Class เข้ากับนวัตกรรม EV ได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์จากต้นแบบ Vision EQS concept กระจังหน้าแผงสีดำที่คาดด้วยไฟ Daytime Running Light LED ยาวตลอดแนว พร้อมไฟหน้า LED อัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้าย LED ที่เชื่อมต่อกันตลอดฝาท้าย สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ล้ออัลลอยมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 19, 20 และ 21 นิ้ว แสดงถึงความแข็งแกร่งและความสปอร์ตที่ซ่อนอยู่
ภายในห้องโดยสารของ EQS คือการปฏิวัติประสบการณ์ดิจิทัล ด้วย MBUX Hyperscreen ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวมความยาวกว่า 1,410 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับความบันเทิงส่วนตัวจากหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีกสองจอ ระบบเสียง Burmester® 710 วัตต์ พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศ 4 โซน มอบความสะดวกสบายสูงสุด เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้คุณภาพดีสีขาว สร้างบรรยากาศที่หรูหราและผ่อนคลาย
ด้านขุมพลังไฟฟ้า EQS มีให้เลือกสองรุ่นหลัก ได้แก่ EQS 450+ ขับเคลื่อนล้อหลัง ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และ EQS 580 4Matic ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่รวมกำลัง 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ทั้งสองรุ่นทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh มอบระยะทางการขับขี่ที่น่าประทับใจสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ในรุ่น EQS 450+) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 kW ที่สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้ถึง 300 กม. ในเวลาเพียง 15 นาที ระบบความปลอดภัยจัดเต็มด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะรอบคัน เช่น Adaptive Cruise Control, Lane-Keep Assist, Blind-Spot Monitoring และ Rear Cross-Traffic Alert ทำให้ EQS ไม่ใช่แค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นยานพาหนะแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง แม้ราคายังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการในไทย แต่คาดว่าจะเข้าสู่ตลาดภายในปี 2025 อย่างแน่นอน
Mercedes-Benz GLA: ครอสโอเวอร์หรูสำหรับคนรุ่นใหม่
Mercedes-Benz GLA ครอสโอเวอร์คอมแพ็กต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั่วโลก ก็ได้รับการปรับโฉมครั้งสำคัญเข้าสู่ยุคที่สองในปี 2025 เพื่อตอบรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาด แม้ขนาดความยาวของตัวรถจะลดลงเล็กน้อย แต่กลับสูงขึ้น 104 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและนั่งสบายยิ่งขึ้น ภายในยังคงกลิ่นอายความหรูหราทันสมัยตามแบบฉบับ Mercedes-Benz ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลพร้อมจอแสดงผลสำหรับมาตรวัดและระบบสาระบันเทิง เบาะหน้าที่ยกสูงขึ้น 140 มิลลิเมตรกว่า A-Class ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม และเบาะหลังที่สามารถปรับพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานพื้นที่เก็บสัมภาระ
GLA 2025 ยังได้ยกระดับระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เช่น ฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทาง, ระบบแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ และ Active Brake Assist เพื่อลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงของอุบัติเหตุ ในด้านขุมพลัง รุ่นเริ่มต้น GLA 200 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 161 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่สูงขึ้น รุ่น GLA 250 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 221 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และมีตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic ให้เลือก นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะมีรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและปลั๊กอินไฮบริดตามมาในภายหลัง ทำให้ GLA เป็นครอสโอเวอร์ที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้งในเมืองและนอกเมือง
Mercedes-Benz CLS: ดีไซน์หรูเหนือระดับ
Mercedes-Benz CLS คืออีกหนึ่งรุ่นที่ยังคงความโดดเด่นในตลาดรถยนต์หรู ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความสปอร์ตของคูเป้เข้ากับความสง่างามของซีดานอย่างลงตัว ในปี 2025 นี้ CLS 220 d AMG Premium ยังคงรักษาเอกลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า Diamond-pattern grille พร้อมเส้นแบ่งเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยี Fiber Optic ที่ทันสมัย ล้ออัลลอยสปอร์ต AMG ขนาด 19 นิ้ว ก็ยังคงเป็นส่วนเสริมที่ทำให้ CLS ดูโดดเด่นและทรงพลัง
ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa พร้อมการเย็บที่ประณีต ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย Wireless Charging พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System พร้อมลำโพงคุณภาพสูง ไฟ Premium Ambient lighting ที่ปรับได้ 64 สี เพิ่มความพิเศษให้ทุกการเดินทาง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นในรุ่น CLS 220 d AMG Premium ได้มีการปรับลดออปชันบางรายการออกไป แต่ก็ทดแทนด้วยการอัปเกรดระบบ MBUX พร้อม Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้วสองจอ รวมถึงระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง
ขุมพลังของ CLS 220 d AMG Premium ในปี 2025 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-wheel Gearshift Paddles) มอบสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ ระบบความปลอดภัยยังคงจัดเต็มด้วย DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย, ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HAND-FREE ACCESS, Head-up display, Adaptive Highbeam Assist, Active Light System, Parking Pilot including Active Parking Assist และ Blind Spot Assist โดยมีการปรับเปลี่ยนบางระบบเพื่อความเหมาะสม แต่ยังคงเน้นความปลอดภัยและประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยราคา 4,329,000 บาท ทำให้ CLS 220 d AMG Premium เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่หลงใหลในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และความหรูหราของ Mercedes-Benz
อนาคตยานยนต์จาก Mercedes-Benz ในปี 2025
โดยสรุปแล้ว Mercedes-Benz ยังคงแสดงความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูของประเทศไทยปี 2025 อย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มองหารถยนต์คอมแพ็กต์ที่คล่องตัว รถซีดานหรูที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยี ครอสโอเวอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย หรือรถยนต์ไฟฟ้าหรูที่ขับเคลื่อนสู่อนาคต ทุกรุ่นล้วนมาพร้อมการออกแบบที่ประณีต สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ขับขี่ให้เหนือกว่าที่เคย
การให้ความสำคัญกับการผลิตในประเทศสำหรับบางรุ่น อย่าง A-Class และ S-Class สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการเข้าถึงลูกค้าชาวไทยได้กว้างขวางขึ้น ขณะเดียวกัน การรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังด้วย EQS ก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและพร้อมนำพาวงการยานยนต์ไทยเข้าสู่ยุคแห่งพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว นอกเหนือจากตัวรถยนต์แล้ว บริการหลังการขายและระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะอย่าง Mercedes me connect ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Mercedes-Benz ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์พรีเมียมที่มอบทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือระดับ ทำให้ทุกการเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความมั่นใจและสุนทรียภาพอย่างแท้จริง

