ในโลกแห่งยนตรกรรมปี 2025 ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและนวัตกรรม เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำแห่งความหรูหราและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ การนำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการอันซับซ้อนของผู้บริโภคชาวไทย ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์ที่คล่องตัวในเมืองใหญ่ไปจนถึงเรือธงแห่งความหรูหราอย่าง S-Class และการก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวด้วย EQS ล้วนสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดนิ่งของแบรนด์ดาวสามแฉก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงความโดดเด่นของแต่ละรุ่นที่เข้ามาสร้างสีสันและกำหนดทิศทางตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน
Mercedes-Benz A-Class (V177): ความคล่องตัวที่มาพร้อมความหรูหราแบบคนเมือง
หลังจากสร้างปรากฏการณ์ด้วยการตอบรับอย่างล้นหลามจากสาวกรถหรูสำหรับ Mercedes-Benz A-Class ในฐานะรถเก๋งซีดานตัวเล็กที่ลงตัวกับการใช้งานในเมืองใหญ่ บัดนี้ A-Class ได้กลับมาตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้งด้วยเวอร์ชันประกอบในประเทศไทย ทำให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นและยังคงเอกลักษณ์ความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ได้อย่างครบครัน
A-Class V177 มาพร้อมสองทางเลือกหลัก ได้แก่ A 200 Progressive และ A 200 AMG Dynamic ซึ่งทั้งสองรุ่นได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับรสนิยมของคนไทยอย่างแท้จริง เริ่มต้นที่รูปลักษณ์ภายนอก สำหรับรุ่น AMG Dynamic ยังคงความสปอร์ตดุดันด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille ที่ประกอบด้วยเส้นแนวนอนเดี่ยวและตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง โดดเด่นด้วยชุดแต่ง AMG ที่ตัดทอนเส้นสายและช่องว่างให้น้อยที่สุด สร้างการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์คลาสสิกและความปราดเปรียวเร้าใจ กระจกมองข้างที่อยู่ในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสารเสริมให้ดูเพรียวบางยิ่งขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย 5 ก้านคู่ พร้อมยาง 225/45 R18 เติมเต็มความสมบูรณ์แบบ ไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง พร้อมกรอบเคลือบโครเมียม และไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สะท้อนถึงงานออกแบบที่พิถีพิถันและ นวัตกรรมยานยนต์ ที่ไม่เป็นรองใคร
ในขณะที่รุ่น Progressive เน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงความสง่างาม ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille และโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย 10 ก้าน พร้อมยาง 205/55 R17 ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายแต่แฝงด้วยความหรูหรา ไฟหน้าและไฟท้ายยังคงใช้ชุด LED High Performance เช่นเดียวกับรุ่น AMG Dynamic มั่นใจได้ถึงทัศนวิสัยและการออกแบบที่ทันสมัย
ภายในห้องโดยสารของ A-Class ทั้งสองรุ่นยังคงความโดดเด่นและเหมือนกับเวอร์ชันนำเข้า พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง Nappa ในรุ่น AMG Dynamic เพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre พร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับเบาะคนขับ มอบความสะดวกสบายสูงสุด ในรุ่น Progressive ใช้พวงมาลัยหุ้มหนังและเบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการบรรทุกสัมภาระ แผงหน้าปัดดีไซน์ล้ำสมัยด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่เชื่อมต่อจากประตูหน้าผ่านคอนโซลกลางสู่ Dual Screen Cockpit ใหม่หมดจด
หัวใจสำคัญของห้องโดยสารคือ Dual Screen Cockpit ที่แบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน สำหรับรุ่น AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว 2 จอ ส่วนรุ่น Progressive มาพร้อมหน้าจอขนาด 7 นิ้ว สำหรับมาตรวัดและ 10.25 นิ้วสำหรับจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอ Widescreen ขนาดใหญ่ให้ความคมชัดและง่ายต่อการใช้งาน ระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ คืออีกหนึ่ง เทคโนโลยีรถยนต์ ที่ปฏิวัติประสบการณ์ขับขี่ ด้วยการจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของ ทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ที่อำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่ ผู้จำหน่าย และบริการต่าง ๆ รวมถึงการสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ (Natural speech recognition) เพียงพูดว่า “Hey, Mercedes” ระบบก็จะพร้อมให้บริการ ช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับการขับขี่ได้มากขึ้น ฟังก์ชัน Mercedes me connect ยังมาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Mercedes-Benz emergency call system), การตรวจสอบตำแหน่งรถ (Vehicle Monitoring), การตรวจสอบสภาพรถจากระยะไกล (Vehicle Set-up) และระบบแจ้งเตือนการบำรุงรักษา (Maintenance Management) รวมถึงการนัดหมายเข้ารับบริการ (Online Booking) ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน
บรรยากาศภายในห้องโดยสารถูกยกระดับด้วย Ambient Lighting ที่สามารถเลือกได้ถึง 64 สี สร้างสรรค์เฉดสีพิเศษได้อีก 10 สีในรุ่น AMG Dynamic เพิ่มความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาด 420 ลิตร ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย
ด้านขุมพลังสำหรับตลาดเมืองไทย Mercedes-Benz A 200 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลัง 163 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ขับเคลื่อนล้อหน้า มอบ สมรรถนะรถยนต์ ที่คล่องตัวและประหยัดเชื้อเพลิง ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถรุ่นก่อนหน้า เช่น Active Brake Assist ที่ช่วยลดความเสียหายหรือป้องกันการชนกับรถคันหน้า รวมถึงผู้ใช้ถนนและจักรยาน นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (Reversing Camera) ช่วยให้การถอยจอดเป็นเรื่องง่ายขึ้น
Mercedes-Benz A 200 Progressive มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,990,000 บาท และ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าและความพร้อมในการเป็นเจ้าของ รถหรู ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่
Mercedes-Benz E-Class Facelift: นิยามใหม่แห่งความสง่างามและความสปอร์ต
ในขณะที่ A-Class กำลังสร้างกระแส E-Class Facelift ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อช่วงต้นปี 2025 โดยแบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลและ Plug-In Hybrid ที่มาท้าชนกับคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series LCI อย่างเต็มตัว
E-Class Facelift มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ผสานความหรูหราและสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดยได้แรงบันดาลใจจาก Mercedes-Benz CLS ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED รูปตัว L กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต ฝากระโปรงหน้าที่ออกแบบใหม่รับกับบุคลิกที่มั่นคง และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่รับกับฝาท้ายที่สปอร์ตงดงาม ล้ออัลลอยมีให้เลือกหลากหลายขนาด ตั้งแต่ 18 นิ้ว ไปจนถึง 20 นิ้ว พร้อมยางที่เหมาะสมกับ สมรรถนะ ของรถ
ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราเช่นเดิม แต่ได้รับการตกแต่งใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่แบบ 3 ก้าน มาตรวัดขนาดใหญ่พร้อมจอสัมผัสในชุดเดียวกันขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ลำโพงชุดใหม่รอบทิศทางจาก Burmester พร้อมเบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ ทั้งแบบ ARTICO และ Nappa มอบความสะดวกสบายและ สุนทรียภาพในการขับขี่
สำหรับขุมพลังในประเทศไทย E-Class Facelift มีให้เลือก 2 รูปแบบหลัก คือ
เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid (E300e): ขนาด 2.0 ลิตร รหัส M274 DE 20 AL 4 สูบ 211 แรงม้า ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าพัฒนาใหม่ 122 แรงม้า เมื่อทำงานร่วมกันให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic สามารถวิ่งด้วย E-Mode ได้ไกลสูงสุด 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ขนาด 13.5 kWh ที่สามารถชาร์จเต็ม 100% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาที ด้วยเครื่องชาร์จ Wallbox ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แสดงถึงความมุ่งมั่นใน รถยนต์ไฟฟ้า และ ความยั่งยืน
เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ (E 220 d): รหัส OM654 2.0 ลิตร 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Gerashift Paddles)
นอกจากนี้ ยังมีเวอร์ชันสมรรถนะสูงอย่าง Mercedes-AMG E 53 ที่อาจตามมาด้วย เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง รหัส M256 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังเครื่องยนต์ได้ถึง 22 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ มอบ สมรรถนะสูงสุด ในแบบฉบับ AMG
The All-New Mercedes-Benz S-Class (V223): เรือธงแห่งความหรูหราและอนาคต
S-Class ใหม่ล่าสุด ได้รับการประกอบในไทยเป็นครั้งแรก ตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดเมืองไทยในสายตาของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถยนต์รุ่นนี้คือเพชรน้ำเอกที่คู่ควรแก่การครอบครอง ด้วยดีไซน์ เทคโนโลยี และความทันสมัยที่หาตัวจับยาก
S-Class ใหม่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ยกระดับขึ้นทุกมิติ ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ในชุดกันชนหน้าเน้นความสปอร์ต ล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว ฐานล้อยาวขึ้น 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk Line ที่กดองศาต่ำลงทำให้รถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แต่ยังคงรักษาพื้นที่ห้องโดยสารให้กว้างขวาง มือจับประตูแบบไร้รอยต่อเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้าง และไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม พร้อมกรอบท่อไอเสียคู่ แสดงถึงงาน การออกแบบรถยนต์ ที่ไร้ที่ติ
สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MRA II ตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติ (รุ่นฐานล้อยาว V223) ยาว 5,289 มม. กว้าง 2,130 มม. สูง 1,503 มม. ฐานล้อ 3,216 มม. มอบพื้นที่และความโอ่อ่าสูงสุด
ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด แผงคอนโซลหน้าดีไซน์โมเดิร์น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Instrument Clusters ขนาด 12.3 นิ้ว ทุกปุ่มควบคุมบนคอนโซลกลางถูกรวมไว้บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว แบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่า 64% ภายใต้การออกแบบแบบฟรีฟอร์มที่บางเบาแต่ตอบสนองฉับไว ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล เบาะนั่งตอนหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งเบาะไฟฟ้าปรับตำแหน่งได้ และฟังก์ชันการนวดสูงสุด 6 โปรแกรม
ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นไปอีกขั้น ด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสารได้อย่างฉับไว ระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกด้านข้าง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 จอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว สานต่อความเป็น รถยนต์อัจฉริยะ และ เทคโนโลยีความบันเทิง ระดับพรีเมียม
ขุมพลังสำหรับสเปกไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียงและอินเตอร์คูลเลอร์พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage 3.0 ลิตร OM656 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตรในรุ่น S 350 d จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC
ระบบความปลอดภัยล้ำหน้าอย่างครบครัน รวมถึงครั้งแรกของการนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้าให้กับผู้โดยสารแถวหลัง, Parking Package with 360° camera, และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และ Exit Warning S-Class ใหม่พร้อมให้จองแล้วในราคา Mercedes-Benz S 350 d Exclusive 6,690,000 บาท และ Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium 7,190,000 บาท
Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet Facelift: อิสระแห่งความสปอร์ตที่ไร้ขีดจำกัด
หลังจากรุ่นซีดานสร้างกระแส Mercedes-Benz ก็ได้เปิดตัว The new Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 42 เพื่อตอบสนองความต้องการของสาวกที่ชื่นชอบความสปอร์ตและความเท่ในแบบคูเป้และเปิดประทุน
ทั้งสองรุ่นได้รับการปรับโฉมตามเวอร์ชันซีดาน ภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” ที่ผนวกรวมความสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหรา กระจังหน้า Diamond Radiator Grille ดีไซน์ A-Shape ไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะ 84 หลอดต่อ 1 ข้าง พร้อมระบบส่องสว่างระยะไกล ULTRA RANGE high beam ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ รุ่น Cabriolet ยังมาพร้อมหลังคาผ้า Soft Top Fabric ที่เปิดและปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าภายใน 20 วินาที
ภายในทั้งสองรุ่นเหมือนกันกับพวงมาลัย Multifunction Sports Steering Wheel New Generation หน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง พร้อมระบบ MBUX ที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ไฟล้อมรอบห้องโดยสาร Premium Ambient Light 64 เฉดสี ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง และช่องปรับอากาศดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงใบพัดอากาศยาน การออกแบบภายใน ที่ล้ำสมัยเหล่านี้สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น
ฟังก์ชันมาตรฐานยังรวมถึงการควบคุมด้วยระบบสัมผัสหน้าจอ, แป้นควบคุม Touchpad, ระบบเชื่อมต่อ Smartphone Integration (Apple CarPlay® และ Android Auto), ระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ, การเชื่อมต่อ 4G-LTE E-SIM และแอปพลิเคชัน Mercedes me ที่ให้ผู้ใช้ควบคุมรถจากระยะไกล เช่น ล็อก/ปลดล็อกรถ, เปิด/ปิดกระจกและหลังคา Panoramic Sunroof, ค้นหาตำแหน่งรถ, รายงานสถานะรถแบบ Real-time และโทรขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รุ่น Cabriolet ยังมาพร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาสู่ห้องโดยสาร เพิ่มความสบายในการขับขี่เปิดประทุน
ขุมพลังสำหรับรุ่น Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic คือเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อม Steering-wheel Gearshift Paddles มอบ สมรรถนะการขับขี่ ที่เร้าใจและนุ่มนวล
ระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ Parking Package with Reversing Camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic มีราคา 4,550,000 บาท และ Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic ราคา 5,140,000 บาท
Mercedes-Benz EQS: ก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าสุดหรู
Mercedes-Benz EQS คือเรือธง รถยนต์ไฟฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน มาพร้อมจุดเด่นด้านความใหญ่โตโอ่อ่าสมฐานะเทียบเท่า S-Class และระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง EQS กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรู และขณะนี้ได้เข้าสู่สายการผลิตอย่างเป็นทางการที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกันที่ประกอบ S-Class และ Mercedes-Maybach S-Class
EQS ถอดแบบงานออกแบบส่วนใหญ่มาจากต้นแบบ Vision EQS Concept โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแผงสีดำที่คาดด้วยแสง Daytime Running Light แบบ LED พาดเป็นแนวนอนตลอดขอบกระจังหน้าด้านบน พร้อมไฟหน้า LED พร้อมระบบฉายแสงอัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้าย LED ที่มีแสงพาดเป็นแนวนอนตลอดฝาท้ายเช่นกัน ล้อแม็กซ์มีให้เลือกเป็นออพชันตั้งแต่ 19, 20 และ 21 นิ้ว แสดงถึง การออกแบบรถยนต์ ที่เป็นนวัตกรรม
ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยหน้าจอ MBUX Hyperscreen รูปแบบใหม่ ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอสำหรับความบันเทิงของผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวม 3 จอมีความยาวประมาณ 1,410 มิลลิเมตร ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีก 2 จอสำหรับความบันเทิงส่วนตัว เครื่องเสียงจาก Burmester พลังขับ 710 วัตต์จากลำโพง 15 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศแบบแบ่ง 4 โซน และเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้คุณภาพสูง สะท้อนถึง ภายในรถยนต์ ที่หรูหราล้ำยุค
ขุมพลังไฟฟ้ามาพร้อม 2 รุ่น:
EQS 450+ (ขับเคลื่อนล้อหลัง): มอเตอร์กำลังขับ 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.
EQS 580 4Matic (ขับเคลื่อน 4 ล้อ): มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.
ทั้งสองรุ่นมาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 770 กิโลเมตร (ในรุ่น EQS 450+) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 กิโลวัตต์ ทำให้ชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 300 กิโลเมตรจากการชาร์จเพียง 15 นาที ระบบความปลอดภัยรอบคัน เช่น Adaptive Cruise Control, Lane-Keep Assist, Lane-Centering Assist, Traffic-Sign Recognition, Lane-Change Assist, Blind-Spot Monitoring และ Rear Cross-Traffic Alert ทำให้ EQS เป็น รถยนต์อัจฉริยะ ที่ปลอดภัยสูงสุด
EQS มีกำหนดวางจำหน่ายในตลาดหลักทั่วโลก และคาดว่าจะเข้ามาสร้างความตื่นเต้นในประเทศไทยช่วงต้นปีหน้า (มีนาคม 2026) แสดงถึงอนาคตของ รถยนต์ไฟฟ้าหรู อย่างแท้จริง
Mercedes-Benz GLA: ยกระดับครอสโอเวอร์สำหรับชีวิตเมือง
หลังจากสร้างยอดขายทั่วโลกกว่า 1 ล้านคันในรุ่นแรก Mercedes-Benz GLA ได้เข้าสู่ยุคที่สองด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่โครงสร้าง ทำให้ GLA 2025 เป็นครอสโอเวอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้ดียิ่งขึ้น
ขนาดตัวรถลดลงเล็กน้อยในความยาว (14 มม.) และความกว้าง (2 มม.) แต่กลับสูงขึ้น 104 มม. และฐานล้อยาวขึ้น 28 มม. ทำให้ภายในห้องโดยสารโปร่งสบายและมีความเป็นครอสโอเวอร์มากขึ้น เบาะหน้าสูงกว่า A-Class 140 มม. หลังคาด้านหน้ากว้างขึ้น 22 มม. เบาะหลังสามารถปรับได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ แสดงให้เห็นถึงการ ออกแบบภายใน ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน
ภายในห้องโดยสารคล้ายคลึงกับรุ่นอื่น ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยแผงหน้าปัดพร้อมจอแสดงผลดิจิทัลสำหรับเครื่องมือและระบบสาระบันเทิง
GLA ใหม่ยังยกระดับ ระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ทั้งฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทาง, ฟังก์ชันแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ, ระบบช่วยเบรก (Active Brake Assist) เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ
ขุมพลังรุ่น GLA 250 เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และสามารถอัปเกรดเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (GLA 250 4Matic) ได้ นอกจากนี้ยังมีรุ่น GLA 200 ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ขับเคลื่อนล้อหน้า มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 161 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และในอนาคตอาจมีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลและ Plug-In Hybrid ตามมา สร้างความคึกคักให้กับตลาดครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัดอย่างแน่นอน
Mercedes-Benz CLS 220 d: ไอคอนแห่งสไตล์ที่ได้รับการปรับปรุง
Mercedes-Benz CLS ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่มองหาความสง่างามและความสปอร์ตในรูปแบบคูเป้ 4 ประตู ล่าสุด CLS ได้รับการปรับปรุงเป็นรุ่น CLS 220 d AMG Premium โดยมีการปรับออปชันและราคาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ภายนอกยังคงไม่แตกต่างจากรุ่นเดิม ด้วยกระจังหน้า Diamond-Pattern Grille เส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเส้นสายที่ดูโปร่งและทอดตัวลงสู่พื้น หลังคาซันรูฟไฟฟ้า ชุดกันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ล้ออัลลอยสปอร์ต AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว ชุดไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก แต่มีการตัดจานเบรกขนาดใหญ่แบบเจาะรูออกไป
ภายในยังคงหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa พร้อมฝีเข็มสุดประณีต เบาะหลังพับได้แบบ 40/20/40 เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ และเพิ่มระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย (Wireless Charging) พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa พร้อมปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System กาบบันไดเรืองแสง Ambient Lighting 64 สี แต่มีการตัดออปชันบางรายการออก เช่น ตาข่ายเก็บเอกสาร, ปุ่มควบคุมปรับเบาะผู้โดยสารหน้าบริเวณประตูฝั่งคนขับ, นาฬิกา Analog และระบบหน้าจอ Audio 20 แต่ได้เพิ่มและปรับปรุงออปชันใหม่ เช่น ระบบ MBUX, Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง และระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง
ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร แต่ลดกำลังเหลือ 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ช่วยให้ สมรรถนะ การขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีโดดเด่นด้วย DYNAMIC SELECT, กุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HAND-FREE ACCESS, Head-up Display, Adaptive Highbeam Assist, Active Light System, Parking Pilot รวมถึง Active Parking Assist และเพิ่มระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) แต่ตัด Active Distance Assist DISTRONIC และโหมด Sport+ ออก แต่เพิ่ม Active Braking Assist เข้ามาแทน
ด้วยการปรับปรุงเหล่านี้ Mercedes-Benz CLS 220 d AMG Premium มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 4,329,000 บาท ซึ่งลดลงจากรุ่นเดิม ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการ รถยนต์หรู ที่มีสไตล์โดดเด่นไม่เหมือนใคร
ภาพรวมและการแข่งขันในตลาดรถยนต์หรู 2025
ตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยปี 2025 ยังคงเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด เมอร์เซเดส-เบนซ์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์อย่าง A-Class ที่ตอบโจทย์คนเมือง ไปจนถึง S-Class ที่เป็นตัวแทนของความหรูหราสูงสุด และการก้าวเข้าสู่ยุค ยานยนต์ไฟฟ้า อย่างเต็มตัวด้วย EQS ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่ ความยั่งยืน และนวัตกรรม
การผลิตในประเทศสำหรับบางรุ่น เช่น A-Class และ S-Class สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเข้าถึงตลาดไทย และช่วยให้ราคาจำหน่ายมีความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง BMW รวมถึงแบรนด์หรูอื่นๆ
ในขณะเดียวกัน การเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้าหรู โดยเฉพาะจากประเทศจีน อย่าง Zeekr ของ Geely ซึ่งมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการสร้างแบรนด์และชุมชนผู้ใช้งาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ต้องไม่หยุดนิ่งในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและบริการต่าง ๆ เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด รถยนต์หรู ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรม วิศวกรรมเยอรมัน และความหรูหราที่ไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่งและการลงทุนใน เทคโนโลยีรถยนต์ แห่งอนาคต แบรนด์ดาวสามแฉกจึงพร้อมที่จะขับเคลื่อนสู่ปี 2025 และปีต่อ ๆ ไป ด้วยความมั่นใจและตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง

