เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปี 2025: การเดินทางสู่จุดสูงสุดแห่งยนตรกรรมหรู ผสานนวัตกรรมและความยั่งยืน
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของปี 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำแห่งยนตรกรรมหรูหรา ที่ไม่เพียงนำเสนอความสง่างามเหนือกาลเวลา แต่ยังผสานนวัตกรรมล้ำสมัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักขับขี่ที่มองหาความเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความคล่องตัวในเมืองใหญ่ ความหรูหราสำหรับการเดินทางระยะไกล หรือสมรรถนะอันเร้าใจที่ปลุกอะดรีนาลีนในตัวคุณ ในยุคที่เทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการรังสรรค์รถยนต์ที่เหนือความคาดหมาย พร้อมรับมือกับความท้าทายและการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูที่ดุเดือดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Mercedes-Benz A-Class: คอมแพกต์ลักชัวรีที่ลงตัวสำหรับชีวิตคนเมืองยุคใหม่
หลังจากสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดรถหรูด้วยการเปิดตัว A-Class ในรหัส V177 ที่ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยม เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และในปี 2025 นี้ A-Class ได้กลับมาพร้อมเวอร์ชันประกอบในประเทศไทย ที่นำเสนอราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ลดทอนคุณภาพและความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในความต้องการของตลาดและความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้กับกลุ่มคนเมืองที่มองหารถยนต์ขนาดกะทัดรัด คล่องตัว แต่ยังคงเปี่ยมด้วยสไตล์และเทคโนโลยีอันทันสมัย
รุ่น A 200 ทั้ง Progressive และ AMG Dynamic ได้รับการออกแบบภายนอกที่ยังคงความโดดเด่นไม่ต่างจากรุ่นนำเข้า โดยเฉพาะรุ่น AMG Dynamic ที่สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ diamond radiator grille ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมเส้นสายโครเมียมแนวนอนเดี่ยวและตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ที่กึ่งกลาง ดีไซน์ที่ลดทอนเส้นสายและช่องว่างให้น้อยที่สุดนี้ แสดงถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกของรถยนต์คอมแพ็กต์และความปราดเปรียวเร้าใจ กระจกมองข้างที่วางตัวในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสาร เพิ่มความกลมกลืนทางสายตา เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ พร้อมยางขนาด 225/45 R18 และโคมไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง พร้อมกรอบเคลือบโครเมียม และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ที่ออกแบบคล้ายคบเพลิง ให้ความรู้สึกหรูหราและโฉบเฉี่ยวในทุกมุมมอง นอกจากนี้ ชุดไฟ LED ยังครอบคลุมถึงกระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้า ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่สาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
สำหรับรุ่น Progressive จะเน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงความหรูหรา ด้วยกระจังหน้าแบบ diamond radiator grille พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่เช่นกัน แต่ลดขนาดล้ออัลลอยลงเป็น 17 นิ้ว แบบ 10 ก้าน พร้อมยาง 205/55 R17 ในขณะที่ชุดไฟหน้าและไฟท้ายยังคงใช้แบบ LED High Performance และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง เหมือนกับรุ่น AMG Dynamic ซึ่งเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานด้านการส่องสว่างและความปลอดภัยที่เท่าเทียมกัน
ภายในห้องโดยสารของ A-Class ทั้งสองรุ่นยังคงความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำสมัยเหมือนเวอร์ชันนำเข้า พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง Nappa ในรุ่น AMG Dynamic เพิ่มอารมณ์สปอร์ตในการขับขี่ เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre มอบสัมผัสที่หรูหราและสะดวกสบาย เบาะคนขับมาพร้อมหน่วยบันทึกความจำเพื่อความสะดวกสูงสุด ส่วนรุ่น Progressive ใช้พวงมาลัยหุ้มหนังและเบาะ ARTICO พร้อมหน่วยบันทึกความจำที่เบาะคนขับเช่นกัน เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการบรรทุกสัมภาระ แผงหน้าปัดดีไซน์ล้ำสมัยด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่ทอดยาวอย่างไร้รอยต่อจากประตูหน้าผ่านคอนโซลกลางไปยังแผงหน้าปัด Dual Screen Cockpit
หัวใจหลักของความล้ำสมัยคือหน้าจอขนาดใหญ่สองจอที่เชื่อมต่อกัน โดยในรุ่น AMG Dynamic จะเป็นหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว สองจอเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนรุ่น Progressive มาพร้อมหน้าจอขนาด 7 นิ้วสำหรับมาตรวัด และ 10.25 นิ้วสำหรับหน้าจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอทั้งสองวางติดกันในลักษณะลอยตัว แบ่งการแสดงผลเป็นแผงหน้าปัด Widescreen ขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งคือหน้าจออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัสที่ใช้งานง่าย
ระบบ Infotainment MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ คือหัวใจสำคัญที่ยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อ MBUX ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานง่าย จดจำพฤติกรรมการใช้งานของเจ้าของ และทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า ผู้จำหน่าย และบริการต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น ความสามารถใหม่ๆ มากมายที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของสองระบบนี้ รวมถึงการสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ (Natural speech recognition) เพียงแค่พูดว่า ‘Hey, Mercedes’ ระบบก็จะเริ่มทำงาน ช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับการขับขี่ได้มากขึ้น
บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมาย อาทิ ระบบโทรฉุกเฉิน Mercedes-Benz emergency call system ที่จะส่งตำแหน่งรถไปยังศูนย์ช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ, Vehicle Monitoring ที่ช่วยให้เจ้าของรถตรวจสอบตำแหน่งล่าสุดหรือเส้นทางการขับขี่ได้, Vehicle Set-up สำหรับตรวจสอบสภาพรถจากระยะไกล, Maintenance Management ระบบเตือนเมื่อถึงเวลาตรวจสภาพรถ และ Online Booking ฟังก์ชันสำหรับการนัดหมายบริการต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
บรรยากาศในห้องโดยสารยามค่ำคืนถูกสร้างสรรค์ให้รื่นรมย์ด้วยระบบไฟ ambient lighting ที่ปรับได้ถึง 64 สี เพิ่มความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ผู้ขับขี่ในรุ่น AMG Dynamic ยังสามารถผสมสีสันพิเศษได้อีก 10 สี เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร ช่องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420 ลิตร พร้อมช่องเปิดที่กว้างถึง 950 มิลลิเมตร และระยะเส้นทแยงมุม 462 มิลลิเมตร ทำให้การขนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่เป็นไปอย่างสะดวก
ขุมพลังสำหรับ A-Class ในตลาดเมืองไทยคือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ขับเคลื่อนล้อหน้า มอบสมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกล พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้า เช่น ระบบช่วยหยุดรถ Active Brake Assist ที่ลดความเสียหายหรือป้องกันการชนกับรถคันหน้า หรือแม้แต่ผู้เดินข้ามถนนและจักรยาน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลังเป็นครั้งแรก เพื่อความสะดวกสบายในการจอดรถ
Mercedes-Benz GLA: ครอสโอเวอร์หรูโฉมใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตหลากหลาย
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 1 ล้านคันในรุ่นแรก Mercedes-Benz GLA ได้ก้าวเข้าสู่เจเนอเรชันที่สองอย่างเต็มภาคภูมิในปี 2025 โดยมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ไม่ใช่แค่การปรับโฉมภายนอก แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างและประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น
New Mercedes-Benz GLA ได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่โครงสร้าง ทำให้ตัวรถมีความยาวลดลง 14 มิลลิเมตร และแคบลง 2 มิลลิเมตร แต่กลับสูงขึ้นถึง 104 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า พร้อมฐานล้อที่ยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร การปรับสัดส่วนนี้ไม่เพียงทำให้ตัวรถดูแข็งแกร่งและสง่างามมากขึ้นในแบบฉบับครอสโอเวอร์ แต่ยังช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารของ GLA ใหม่ สะท้อนถึงการออกแบบที่ทันสมัยและหรูหราตามแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นอื่นๆ ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันสำหรับมาตรวัดและระบบอินโฟเทนเมนต์ แสดงถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและสวยงาม เบาะนั่งด้านหน้าถูกยกสูงกว่า A-Class ถึง 140 มิลลิเมตร มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในสไตล์ครอสโอเวอร์ที่ผู้ขับขี่ชื่นชอบ แม้หลังคาด้านหน้าจะกว้างขึ้น 22 มิลลิเมตร แต่พื้นที่ด้านหลังยังคงกว้างขวางและสะดวกสบาย เบาะหลังสามารถปรับพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการบรรทุกสัมภาระขนาดต่างๆ ได้อย่างลงตัว
ด้านความปลอดภัย New Mercedes-Benz GLA ได้ยกระดับระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะอื่นๆ, และระบบช่วยเบรก Active Brake Assist ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล
ในส่วนของขุมพลัง GLA 250 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 8.6 วินาที นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกอัปเกรดเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในรุ่น GLA 250 4Matic เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการยึดเกาะถนนและการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย
สำหรับรุ่นเริ่มต้น GLA 200 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด มอบสมรรถนะที่คล่องตัวและประหยัดน้ำมันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะมีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลและระบบปลั๊กอินไฮบริดทยอยตามเข้ามาในอนาคตอันใกล้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายในตลาดยานยนต์ยุคใหม่
Mercedes-Benz E-Class: ซีดานหรูระดับตำนานกับการปรับโฉมที่สมบูรณ์แบบ
ในสถานการณ์ที่การแข่งขันในตลาดรถซีดานหรูทวีความเข้มข้นขึ้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class Facelift ก็ได้เปิดตัวในตลาดปี 2025 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน ด้วยการปรับโฉมครั้งสำคัญที่ผสานความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับความสปอร์ตที่เฉียบคมยิ่งขึ้น การมาของ E-Class Facelift สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเสมอ
ภายนอกของ Mercedes-Benz E-Class Facelift มาพร้อม “หน้าใหม่” ที่หล่อเหลาและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Mercedes-Benz CLS กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและทันสมัย ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่ พร้อมไฟ daytime แบบ LED รูปตัว L ที่เป็นเอกลักษณ์ มอบทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยมทั้งกลางวันและกลางคืน กันชนหน้าและฝากระโปรงได้รับการออกแบบใหม่ให้รับกับบุคลิกสปอร์ตอย่างลงตัว เสริมด้วยไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ผสานความสปอร์ตและความงดงามเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ล้ออัลลอยลายใหม่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 18 นิ้ว (พร้อมยาง 245/45 R18) ไปจนถึงขนาด 20 นิ้ว (พร้อมยางหน้า 245/35 R20 และยางหลัง 275/30 R20) เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสไตล์และสมรรถนะที่แตกต่างกัน
ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งใหม่ เพื่อคงไว้ซึ่งความรู้สึกหรูหราที่คุ้นเคย แต่เพิ่มเติมความทันสมัยและสปอร์ต พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่แบบ 3 ก้าน หุ้มด้วยหนัง Nappa มอบสัมผัสที่กระชับมือและควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่และจอสัมผัสในชุดเดียวกันขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว พร้อมระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ มอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือระดับ ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Burmester พร้อมลำโพงชุดใหม่ มอบสุนทรียภาพทางเสียงที่ไม่เป็นสองรองใคร เบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ ทั้งแบบ ARTICO และ Nappa มอบความสบายและความหรูหราตลอดการเดินทาง
สำหรับตลาดเมืองไทยในปี 2025 E-Class Facelift มีขุมพลังให้เลือกถึง 3 รูปแบบ เพื่อตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย:
เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug-In Hybrid (E 300 e): ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร (211 แรงม้า, 350 นิวตันเมตร) และมอเตอร์ไฟฟ้าที่พัฒนาใหม่ (122 แรงม้า, 440 นิวตันเมตร) ทำให้ได้กำลังรวมสูงสุดถึง 320 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic ระบบนี้ไม่เพียงมอบสมรรถนะที่เร้าใจ แต่ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า (E-Mode) ได้ไกลขึ้นถึง 30% หรือสูงสุด 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ขนาด 13.5 kWh ที่มีส่วนผสมของ Li NMC ช่วยให้ชาร์จไฟจาก 10% ถึง 100% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที เมื่อใช้เครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แสดงถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการนำเสนอทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ทิ้งความหรูหราและสมรรถนะ
เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ (E 220 d): ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม ด้วยเครื่องยนต์รหัส OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.3 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ Gerashift Paddles มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลแต่ยังคงความประหยัดน้ำมัน
เวอร์ชันแรง Mercedes-AMG E 53: สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะขั้นสุด ด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง รหัส M256 ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงถึง 435 แรงม้าที่ 6,100 รอบ/นาที และแรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,800 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.5 วินาที พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังเครื่องยนต์ได้อีก 22 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าพิเศษนี้ยังช่วยสร้างและจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ของรถ และทำหน้าที่ประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์ผ่านเทคโนโลยี AMG SPEEDSHIFT TCT 9G transmission พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ แบบแปรผันได้ มอบการควบคุมที่เฉียบคมและทรงพลังอย่างแท้จริง
Mercedes-Benz S-Class: ราชันย์แห่งยนตรกรรมหรูยุคใหม่กับการประกอบในไทยครั้งแรก
เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class หรือที่รู้จักกันในนาม “ราชันย์แห่งยนตรกรรม” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์หรูมาโดยตลอด และในปี 2025 นี้ The All New Mercedes-Benz S-Class ได้มาถึงประเทศไทยพร้อมกับการประกอบในประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในตลาดไทย และความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์ระดับสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทย ด้วยการออกแบบ เทคโนโลยี และความทันสมัยที่หาตัวจับยาก
The All New Mercedes-Benz S-Class มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับในทุกมิติ ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ มอบวิสัยทัศน์การขับขี่ที่เหนือกว่า กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต เสริมด้วยล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/40 R20 ฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 51 มิลลิเมตร พร้อมเส้นโค้งหลังคา “Catwalk line” ที่กดองศาให้ต่ำลง ทำให้ตัวรถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แต่ยังคงพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง มือจับประตูแบบไร้รอยต่อเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้างและมอบความสะดวกสบายในการใช้งาน ไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม พร้อมกรอบโครเมียมและกันชนหลังดีไซน์เฉียบคม พร้อมกรอบท่อไอเสียคู่ 2 ฝั่ง
S-Class ใหม่ สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MRA II ทำให้ตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้น (รุ่นฐานล้อยาว V223) ด้วยความยาว 5,289 มม. กว้าง 2,130 มม. สูง 1,503 มม. และฐานล้อ 3,216 มม. มอบความโอ่อ่าและพื้นที่ใช้สอยที่เหนือกว่า
ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น หรูหรา และเปี่ยมด้วยคุณภาพระดับสูง พร้อมวิสัยทัศน์การขับขี่ที่ดีที่สุดผ่านประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารทุกที่นั่ง คอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ที่ดูทันสมัยและเข้ากับสรีระ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว ปุ่มควบคุมตรงคอนโซลกลางถูกย้ายไปรวมไว้บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว ซึ่งเป็นจอ OLED ที่มอบพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น 64% ภายใต้การออกแบบแบบฟรีฟอร์มที่ดูบางเบาแต่ตอบสนองฉับไว ระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือจะช่วยเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ เบาะที่นั่งตอนหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งการปรับตำแหน่งด้วยระบบไฟฟ้าและฟังก์ชันการนวดสูงสุด 6 โปรแกรม
ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสารได้อย่างรวดเร็ว ระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อตีความความต้องการของผู้ใช้ และควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกด้านข้าง ไฟอ่านหนังสือก็จะเปิดหรือปิดโดยอัตโนมัติ สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เพื่อควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 จอ ระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว มอบประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำ
ขุมพลังสำหรับ S-Class สเปกไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียงพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์และเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage ขนาด 3.0 ลิตร รหัส OM656 ให้กำลัง 286 แรงม้าที่ 3,400–4,600 รอบ/นาที และแรงบิด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200 – 3,200 รอบ/นาที ในรุ่น S350 d จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC
ระบบความปลอดภัยมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำหน้าอย่างครบครัน รวมถึงการนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเป็นครั้งแรก ระบบ Parking Package with 360° camera มอบมุมมองรอบรถแบบ 360 องศาที่สมจริงยิ่งกว่าเคย Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุดประกอบด้วย Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงรถกลับมาในเลนหากเกิดเหตุการณ์กะทันหัน, Active Emergency Stop Assist ระบบหยุดรถฉุกเฉิน และฟังก์ชัน Exit Warning ที่เตือนหากมือของผู้โดยสารขยับเข้าใกล้ที่จับประตูด้านใน
Mercedes-Benz E-Class Coupé & Cabriolet: นิยามของความสปอร์ตและความอิสระที่ลงตัว
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสปอร์ตและความอิสระที่มาพร้อมความหรูหรา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัว The new Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet ในปี 2025 โดยปรับโฉมตามเวอร์ชันซีดาน มาพร้อมความหล่อเหลาที่โดดเด่นภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” ที่ผสานความเป็นสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหราได้อย่างน่าทึ่ง
กระจังหน้า diamond radiator grille ดีไซน์แบบ A-Shape พร้อมไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะที่มีหลอดไฟ LED จำนวน 84 หลอดต่อข้าง พร้อมระบบส่องสว่างระยะไกลสูงสุด 650 เมตรแบบ ULTRA RANGE high beam มอบทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยมและปลอดภัย ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG แบบ 10-spoke พร้อมยาง 245/40R19 สำหรับล้อหน้า และ 275/35R19 สำหรับล้อหลัง เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความรู้สึกดุดันแต่สง่างาม ในรุ่น Cabriolet ทุกอย่างเหมือนรุ่น Coupé แต่ต่างกันที่หลังคาผ้า Soft top fabric ที่สามารถเปิดและปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที มอบประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดประทุนที่สะดวกสบายและน่าหลงใหล
ภายในห้องโดยสารของทั้งสองรุ่นยังคงความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำสมัย พวงมาลัย Multifunction sports steering wheel New generation พร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง ระบบ MBUX ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงที่ประมวลผลประโยคที่เป็นธรรมชาติ การเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีขีดจำกัด บรรยากาศภายในห้องโดยสารถูกยกระดับด้วยไฟล้อมรอบ Premium Ambient light ที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง ช่องระบบปรับอากาศดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงใบพัดของอากาศยาน เพิ่มความหรูหราและทันสมัย
ฟังก์ชันการทำงานต่างๆ ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น การควบคุมด้วยระบบสัมผัสหน้าจอ, แป้นควบคุม Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” และการผสานรถยนต์กับสมาร์ทโฟนอย่างกลมกลืนด้วย Smartphone integration ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android Auto รวมถึงระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ การเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ทำได้อย่างไร้ขีดจำกัดด้วยระบบสัญญาณ 4G-LTE แบบ E-SIM ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมรถยนต์จากระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me ไม่ว่าจะเป็นการล็อก/ปลดล็อกรถยนต์ การเปิด/ปิดกระจกและหลังคา Panoramic Sunroof การค้นหาตำแหน่งรถ การรายงานสถานะรถแบบ real-time และการโทรขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ สำหรับรุ่น Cabriolet มาพร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาสู่ห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่แบบเปิดประทุนเป็นไปอย่างสบายยิ่งขึ้น
สำหรับเวอร์ชันที่จำหน่ายในไทยภายใต้ชื่อรุ่น Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic และ Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้าที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตรที่ 1,650-4,000 รอบ/นาที มอบอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 7.6 วินาทีสำหรับรุ่น Coupé และ 7.9 วินาทีสำหรับรุ่น Cabriolet โดยจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่นยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน อาทิ Parking Package with reversing camera กล้องมองหลังที่ช่วยให้การถอยจอดง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบ Active Parking Assist และระบบ Blind Spot Assist ที่ช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนช่องจราจร
Mercedes-Benz EQS: ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ redefine ความหรูหรา
ในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQS ได้รับการยกย่องให้เป็นเรือธงไฟฟ้าที่เทียบเท่ากับ S-Class ในด้านความหรูหราและเทคโนโลยี การเปิดตัวและเริ่มสายการผลิตที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนีในปี 2025 ยิ่งตอกย้ำถึงความพร้อมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการนำเสนอนวัตกรรมที่ยั่งยืนโดยไม่ลดทอนประสบการณ์สุดพิเศษ แรงงานกว่า 1,500 คนในโรงงานแห่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความเชี่ยวชาญในการผลิตรถยนต์ที่หลากหลาย รวมถึง S-Class และ Mercedes-Maybach S-Class ด้วยระบบดิจิทัลอันทันสมัย
Mercedes-Benz EQS คือรถซีดานไฟฟ้าสุดหรูที่ถอดแบบงานออกแบบส่วนใหญ่มาจากต้นแบบ Vision EQS concept โดดเด่นด้วยกระจังหน้า “Black Panel” สีดำสนิทที่ผสานแสง Daytime Running Light แบบ LED พาดยาวตลอดขอบกระจังหน้าด้านบน พร้อมไฟหน้า LED พร้อมระบบฉายแสงอัจฉริยะ Digital Light ระดับ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้ายแบบ LED ที่มีแสงพาดยาวขวางเป็นแนวนอนตลอดฝาท้ายเช่นกัน มอบความทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ ล้อแม็กซ์มีให้เลือกหลากหลายขนาดตั้งแต่ 19, 20 และ 21 นิ้ว เพื่อตอบสนองสไตล์ที่แตกต่าง
ภายในห้องโดยสารของ EQS คือจุดที่นวัตกรรมก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยหน้าจอ MBUX Hyperscreen รูปแบบใหม่ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอสำหรับความบันเทิงของผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวมความยาวประมาณ 1,410 มิลลิเมตร สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือจริง ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับความบันเทิงส่วนตัวด้วยหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีก 2 จอ ระบบเครื่องเสียง Burmester พลังขับ 710 วัตต์ พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศแบบแบ่ง 4 โซน สร้างความสบายสูงสุด เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้คุณภาพดี มอบสัมผัสที่หรูหราและประณีต
ขุมพลังไฟฟ้าของ EQS มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง EQS 450+ ที่ใช้มอเตอร์กำลังขับ 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 6.2 วินาที และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ EQS 580 4Matic ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.3 วินาที ทั้งสองรุ่นทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (ในรุ่น EQS 450+) ซึ่งเป็นระยะทางที่น่าประทับใจสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล
EQS รองรับการชาร์จเร็วด้วยกำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที และหากชาร์จเพียง 15 นาที ก็สามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้สูงสุดถึง 300 กิโลเมตร (ในรุ่น EQS 450+) สำหรับการชาร์จด้วยสายชาร์จขนาด 11 กิโลวัตต์ จะใช้เวลาชาร์จเต็มประมาณ 10 ชั่วโมง แต่หากเลือกชุดชาร์จออปชันพิเศษ 22 กิโลวัตต์ เวลาการชาร์จ 10-100% จะลดลงเหลือเพียง 5 ชั่วโมง
ระบบความปลอดภัยรอบคันและระบบช่วยเหลือการขับขี่ของ EQS ก็มีความครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน adaptive cruise control, ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน lane-keep assist, ระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลน lane-centering assist, ระบบอ่านป้ายจราจร traffic-sign recognition, ระบบช่วยในการเปลี่ยนเลน lane-change assist, ระบบเตือนมุมบอดด้านข้าง blind-spot monitoring, และระบบเตือนรถวิ่งตัดด้านหลังเมื่อถอยหลัง rear cross-traffic alert เป็นต้น ทำให้ EQS เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงหรูหราและทรงพลัง แต่ยังปลอดภัยสูงสุด
Mercedes-Benz CLS: การปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ CLS ในปี 2025 ได้มีการปรับกลยุทธ์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการนำเสนอ CLS 220 d ซึ่งเป็นการปรับลดสเปกและราคาจากรุ่น CLS 300 d AMG Premium เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นและตอบสนองความต้องการในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป แม้จะมีการปรับลดออปชันบางรายการ แต่ CLS 220 d ยังคงรักษาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยีพื้นฐานที่โดดเด่นเอาไว้
ภายนอกของ CLS 220 d ยังคงความสง่างามและไม่แตกต่างจากรุ่นเดิม ด้วยกระจังหน้า diamond-pattern grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเส้นสายที่ดูโปร่งและทอดตัวลงสู่พื้น ให้ความรู้สึกสปอร์ตและหรูหรา หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิเปอร์เบรก และล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว (พร้อมยาง 245/40 R19 สำหรับล้อหน้า และ 275/35 R19 สำหรับล้อหลัง) ชุดไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกยังคงมีให้เห็น ยกเว้นการตัดจานเบรกขนาดใหญ่แบบเจาะรูออก
ภายในยังคงความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa พร้อมฝีเข็มประณีตที่เบาะหน้าและหลัง เบาะหลังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 เพิ่มความยืดหยุ่น เบาะคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ และเพิ่มระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย Wireless Charging พวงมาลัยพาวเวอร์มัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa ลำโพงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz และชุดคันเร่ง-แป้นเบรกแบบสปอร์ต ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร Premium ambient lighting เลือกได้ถึง 64 สี
แม้จะมีการตัดออปชันบางรายการออก เช่น ตาข่ายเก็บเอกสารบริเวณผู้โดยสารด้านหน้า, ปุ่มควบคุมการปรับเบาะผู้โดยสารด้านหน้าบริเวณประตูฝั่งผู้ขับ, ไม่มีนาฬิกาแบบ Analog, และเปลี่ยนระบบหน้าจอจาก Audio 20 แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็ได้เพิ่มและปรับออปชันใหม่เข้ามาทดแทน เช่น ระบบ MBUX พร้อม Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอ ที่เชื่อมต่อกัน เพิ่มระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง Rear Seat Belts status และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ที่แบนและเรียวใช้งานง่ายขึ้น
ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร แต่ลดกำลังเหลือ 194 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที (จากเดิม 245 แรงม้า, 500 นิวตันเมตร) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีโดดเด่นด้วย DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HANDS-FREE ACCESS, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display), ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2-Zone, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และเพิ่มระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) แต่ตัดระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) และโหมด Sport+ ออก แต่เพิ่มระบบช่วยลดความเสี่ยงของการชนปะทะกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ด้านหน้า Active Braking Assist เข้ามาแทน
ด้วยการปรับลดออปชันและกำลังเครื่องยนต์ ราคาจำหน่ายของ Mercedes-Benz CLS 220 d จึงลดลงเหลือ 4,329,000 บาท ซึ่งถือเป็นการปรับกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพื่อให้ CLS สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้กว้างขึ้น ในขณะที่ยังคงนำเสนอความหรูหราและเทคโนโลยีในแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์
การแข่งขันในตลาดและบทสรุป
ในปี 2025 ตลาดรถยนต์หรู โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์จีนหลายราย เช่น Geely ที่เปิดตัวแบรนด์ Zeekr เพื่อเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูโดยเฉพาะ โดยใช้กลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ทั้งการสร้างสินค้าไลฟ์สไตล์และสมาคมผู้ขับขี่ ซึ่ง Nio ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ในตลาดหรูของจีน การแข่งขันนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นหน้าใหม่กำลังเข้ามารุกตลาดอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่าทศวรรษในฐานะผู้นำด้านยานยนต์หรู ยังคงยืนหยัดด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และคุณภาพที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่ A-Class คอมแพกต์สุดหรูที่เข้าถึงง่าย ไปจนถึง GLA ครอสโอเวอร์ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง E-Class ซีดาน สปอร์ตคูเป้ และคาบริโอเลต์ที่ผสานความหรูหราและสมรรถนะได้อย่างลงตัว S-Class ราชันย์แห่งยนตรกรรมที่ redefined ความหรูหรา และ EQS ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน
ในยุคที่ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยไม่ทิ้งซึ่งแก่นแท้ของความเป็นเลิศ ทำให้ยังคงเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ต้องการในตลาดรถยนต์หรูระดับโลก และยังคงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหามากกว่าแค่ยานพาหนะ แต่คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จ รสนิยม และอนาคตที่ยั่งยืน.

