ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์หรูมากว่าทศวรรษ ผมเห็นถึงวิวัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแบรนด์ที่ยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและวิศวกรรมชั้นเลิศอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปี 2025 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการนำเสนอไลน์อัพรถยนต์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่รถยนต์คอมแพ็กต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ และซีดานหรูระดับเรือธงที่มาพร้อมนวัตกรรมเหนือระดับ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงกลยุทธ์และจุดเด่นของแต่ละรุ่น ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการขับเคลื่อนสู่อนาคตอย่างยั่งยืนและไร้ขีดจำกัด
A-Class V177: ยนตรกรรมคอมแพ็กต์พรีเมียม ตอบโจทย์คนเมืองอย่างแท้จริง
เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class ในรหัส V177 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากสาวกรถหรูมาโดยตลอด ด้วยความคล่องตัวและดีไซน์ที่ทันสมัย เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในเมืองใหญ่ และเพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์ให้เข้าถึงลูกค้าชาวไทยมากยิ่งขึ้น ในปี 2025 นี้ A-Class รุ่นประกอบในประเทศไทย โดยเฉพาะรุ่น A 200 ทั้ง Progressive และ AMG Dynamic จึงกลายเป็นไฮไลต์สำคัญที่มาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์
ดีไซน์ภายนอกที่เร้าใจและสง่างาม
สำหรับรุ่น AMG Dynamic ยังคงความหล่อเหลาด้วยกระจังหน้าแบบ Diamond Radiator Grille ที่โดดเด่นด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอนและตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกสีเงินสะท้อนความหรูหรา สอดรับกับเส้นสายที่ถูกตัดทอนให้เหลือน้อยที่สุด สร้างความลงตัวระหว่างความคลาสสิกของคอมแพ็กต์คาร์และความปราดเปรียวเร้าใจ ไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่เพรียวบาง พร้อมกรอบโครเมียม และไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED รูปทรงคบเพลิง เพิ่มความโดดเด่นสะดุดตา ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ พร้อมยาง 225/45 R18 เสริมลุคสปอร์ตให้สมบูรณ์แบบ
ในขณะที่รุ่น Progressive เน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงความหรูหรา ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว แบบ 10 ก้าน พร้อมยาง 205/55 R17 ให้ความรู้สึกพรีเมียมแต่แฝงด้วยความสบายตา ไฟหน้าและไฟท้ายยังคงใช้ชุดเดียวกับรุ่น AMG Dynamic มั่นใจได้ถึงทัศนวิสัยและการออกแบบที่ไร้ที่ติ
ภายในห้องโดยสารที่ผสานความล้ำหน้าและสะดวกสบาย
การออกแบบภายในของ A-Class ทั้งสองรุ่น ถอดแบบมาจากเวอร์ชันนำเข้า ให้ความรู้สึกสปอร์ตและหรูหราอย่างลงตัว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa ดีไซน์ท้ายตัด (เฉพาะ AMG Dynamic) เพิ่มอารมณ์สปอร์ตในการขับขี่ เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre (สำหรับ AMG Dynamic) และหนัง ARTICO (สำหรับ Progressive) พร้อมหน่วยความจำสำหรับเบาะคนขับ มอบความสะดวกสบายสูงสุด แผงหน้าปัดดีไซน์ล้ำสมัยด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่เชื่อมต่อกันอย่างลงตัวกับหน้าจอ Dual Screen Cockpit
เทคโนโลยีหน้าจอขนาดใหญ่เป็นหัวใจสำคัญของห้องโดยสาร สำหรับรุ่น AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอคู่ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอต่อเนื่องกันเป็นมาตรฐาน ส่วนรุ่น Progressive จะได้รับหน้าจอขนาด 7 นิ้ว สำหรับมาตรวัด และ 10.25 นิ้ว สำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัส หน้าจอทั้งสองรวมกันเป็น Widescreen ขนาดใหญ่ มอบประสบการณ์การแสดงผลที่คมชัดและใช้งานง่าย
MBUX: ผู้ช่วยอัจฉริยะที่รู้ใจคุณ
ระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ คือก้าวสำคัญที่ทำให้ A-Class โดดเด่นเหนือคู่แข่ง ด้วยความสามารถในการจดจำพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่ ทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ที่เชื่อมโยงลูกค้า ผู้จำหน่าย และบริการต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างราบรื่น การสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ “Hey, Mercedes” ที่เข้าใจภาษาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน เพิ่มสมาธิในการขับขี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบนำทางที่แม่นยำ
ฟังก์ชันเด่นจาก Mercedes me connect
บริการ Mercedes me connect ยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเป็นเจ้าของรถหรูไปอีกขั้น อาทิ:
Mercedes-Benz emergency call system: ระบบโทรฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่งตำแหน่งรถไปยังศูนย์ช่วยเหลือทันที
Vehicle Monitoring: ตรวจสอบตำแหน่งล่าสุดหรือเส้นทางการขับขี่ของรถผ่านแอปพลิเคชัน
Vehicle Set-up: ตรวจสอบสภาพรถจากระยะไกลผ่านเซ็นเซอร์ที่ส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชัน
Maintenance Management: ระบบเตือนการนำรถเข้าตรวจสภาพและนัดหมายบริการครั้งต่อไปอัตโนมัติ
Online Booking: นัดหมายบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว
ห้องโดยสารยังสร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ด้วยระบบไฟ Ambient Lighting ที่สามารถเลือกปรับได้ถึง 64 สี (และเพิ่ม 10 สีพิเศษในรุ่น AMG Dynamic) ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งได้ตามอารมณ์และความชอบ ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420 ลิตร พร้อมช่องเปิดที่กว้างขวาง ช่วยให้การขนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่เป็นเรื่องง่าย
สมรรถนะและความปลอดภัยที่วางใจได้
หัวใจหลักของ A-Class ในตลาดไทยคือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 มอบกำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ขับเคลื่อนล้อหน้า ให้การขับขี่ที่สนุกสนานและประหยัดเชื้อเพลิง
ด้านความปลอดภัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อนในรุ่นก่อนหน้า เช่น ระบบช่วยหยุดรถ Active Brake Assist ที่พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น สามารถลดความเสียหายหรือป้องกันการชนกับรถคันหน้า รวมถึงผู้ใช้ถนนและจักรยาน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มาพร้อมระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (reversing camera) ที่ช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งขึ้น
A 200 Progressive มีราคาจำหน่ายที่ 1,990,000 บาท และ A 200 AMG Dynamic ที่ 2,150,000 บาท ทำให้ A-Class เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์คอมแพ็กต์พรีเมียมที่ครบครันทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยี
E-Class Facelift: นิยามใหม่ของซีดานหรูระดับผู้บริหาร
การเปิดตัว Mercedes-Benz E-Class Facelift ในปี 2025 ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดซีดานหรู ด้วยการปรับโฉมที่เน้นความสปอร์ตและความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ความหรูหราที่ผู้บริหารทั่วโลกไว้วางใจ E-Class ใหม่นี้พร้อมที่จะท้าชนกับคู่แข่งในตลาดอย่างเต็มตัว
ดีไซน์ภายนอกที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก CLS
E-Class Facelift มาพร้อม “หน้าใหม่ สปอร์ตใหม่” ที่ดึงเอาองค์ประกอบความหล่อเหลาจาก Mercedes-Benz CLS มาปรับใช้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่ พร้อมไฟ daytime แบบ LED รูปตัว L ที่โดดเด่น กันชนหน้าและฝากระโปรงหน้าที่ออกแบบใหม่ให้รับกับบุคลิกที่ลงตัว รวมถึงไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่รับกับฝาท้ายที่ดูสปอร์ตและงดงาม ล้ออัลลอยลายใหม่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 18 นิ้ว ไปจนถึง 20 นิ้ว พร้อมยางที่เหมาะสม ช่วยเสริมรูปลักษณ์ให้ดูภูมิฐานและทรงพลัง
ห้องโดยสารที่หรูหราและล้ำสมัยยิ่งขึ้น
ภายในยังคงความหรูหราเช่นเดิม แต่ได้รับการตกแต่งใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้านใหม่ มอบการควบคุมที่กระชับ มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ต่อเนื่องกับจอสัมผัสในชุดเดียวกันขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว พร้อมระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ใช้งานง่ายและตอบสนองได้รวดเร็ว ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester ชุดใหม่ พร้อมเบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ เช่น ARTICO Nappa และอื่นๆ ยกระดับความสะดวกสบายและความสุนทรีย์ในการเดินทาง
ขุมพลังทางเลือกที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกการขับขี่
สำหรับตลาดประเทศไทย E-Class Facelift มีขุมพลังให้เลือกหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน:
Plug-In Hybrid (E 300 e): เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่พัฒนาใหม่ มอบพละกำลังรวมสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic สามารถวิ่งด้วยโหมด E-Mode ได้ไกลสูงสุด 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 13.5 kWh ที่ชาร์จเต็มได้ภายใน 1 ชั่วโมง 50 นาที ด้วยวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เครื่องยนต์ดีเซล (E 220 d): เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส OM654 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic พร้อม Paddle Shift
รุ่นสมรรถนะสูง Mercedes-AMG E 53: สำหรับผู้ที่ต้องการความเร้าใจ เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร รหัส M256 ให้กำลังมากถึง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังได้อีก 22 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที ทำงานร่วมกับเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+
ด้วยตัวเลือกที่ครอบคลุมนี้ E-Class Facelift จึงพร้อมที่จะเป็นซีดานหรูคู่ใจของผู้บริหารและผู้ที่มองหายนตรกรรมที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว
S-Class V223: เพชรน้ำเอกแห่งวิศวกรรมและความหรูหรา สู่การผลิตในประเทศ
The All New Mercedes-Benz S-Class (V223) คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด ด้วยคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ได้รับการยกระดับในทุกมิติ และในที่สุด S-Class รุ่นนี้ก็มาพร้อมเวอร์ชันประกอบในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตของไทย และมอบความพิเศษให้แก่ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของ “ราชันย์แห่งซีดาน” ได้ง่ายขึ้น
ดีไซน์ที่หรูหราและล้ำสมัย
S-Class ใหม่โดดเด่นด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ กันชนหน้าเน้นความสปอร์ต ล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว และระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 51 มิลลิเมตร สร้างสัดส่วนที่สง่างาม เส้นโค้งหลังคาแบบ Catwalk line ที่กดต่ำลง ทำให้รถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แต่ยังคงพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง มือจับประตูแบบไร้รอยต่อเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้าง และไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม พร้อมกรอบโครเมียมและปลายท่อไอเสียคู่ มอบความสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง
ตัวรถสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MRA II ใหม่ มีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติ (รุ่นฐานล้อยาว V223) ด้วยความยาว 5,289 มม. ความกว้าง 2,130 มม. ความสูง 1,503 มม. และฐานล้อ 3,216 มม. ซึ่งแปลว่าพื้นที่ภายในห้องโดยสารจะกว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ห้องโดยสารระดับ First-Class ที่โอบล้อมด้วยเทคโนโลยี
ภายในห้องโดยสารของ S-Class คือการสร้างสรรค์บรรยากาศที่อบอุ่น ผสานความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์การขับขี่ที่ดีที่สุดผ่านประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารทุกที่นั่ง แผงคอนโซลหน้าดีไซน์โมเดิร์น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว
จุดเด่นที่สุดคือหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วแบบ OLED ที่รวมปุ่มควบคุมทั้งหมดไว้ในจอเดียว มอบพื้นที่ใช้งานบนหน้าจอเพิ่มขึ้นกว่า 64% มีดีไซน์แบบฟรีฟอร์มที่บางเบาแต่ตอบสนองฉับไว ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างตรงใจ
เบาะนั่งตอนหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งเบาะไฟฟ้าปรับตำแหน่งได้ และฟังก์ชันการนวดที่เลือกโปรแกรมได้สูงสุด 6 โปรแกรม
MBUX7: ระบบมัลติมีเดียเจเนอเรชันใหม่
MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสารได้อย่างฉับไว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับมือ ศีรษะ หรือร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้และควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถ เช่น ไฟอ่านหนังสือจะติดหรือดับเองอัตโนมัติเมื่อยื่นมือไปใกล้กระจกด้านข้าง นอกจากนี้ ระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ยังทำงานร่วมกับ Rear Tablet จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เพื่อควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 จอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว สร้างสรรค์มิติเสียงที่สมจริง
ขุมพลังและความปลอดภัยที่ก้าวล้ำ
S-Class สเปกไทยยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร รหัส OM656 พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage ให้กำลัง 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร (ในรุ่น S 350 d) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC
ระบบความปลอดภัยก็ก้าวล้ำไม่แพ้กัน ด้วยการนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเป็นครั้งแรก ระบบ Parking Package with 360° camera ที่ให้มุมมองรอบรถแบบเสมือนจริง รวมถึง Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะเตือนเมื่อผู้โดยสารกำลังจะเปิดประตูและมีวัตถุเข้ามาใกล้
The All New Mercedes-Benz S-Class S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท และ S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท ทำให้ S-Class รุ่นประกอบในประเทศเป็นตัวเลือกที่เหนือระดับสำหรับผู้ที่มองหาสุดยอดยนตรกรรมหรู
E-Class Coupe & Cabriolet Facelift: สปอร์ตคูเป้และเปิดประทุนโฉมใหม่
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสปอร์ตและความหรูหรา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ได้นำเสนอ The new Mercedes-Benz E-Class Coupe & Cabriolet ในเวอร์ชันปรับโฉมตามแบบซีดาน โดยยังคงคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ผสานความเป็นสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหราได้อย่างน่าทึ่ง
ดีไซน์ภายนอกที่เร้าใจ
กระจังหน้า Diamond Radiator Grille ในแบบ A-Shape พร้อมไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะ 84 หลอดต่อข้าง ที่มอบระบบส่องสว่างระยะไกล ULTRA RANGE high beam สูงสุดถึง 650 เมตร ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG แบบ 10-spoke พร้อมยางขนาด 245/40R19 (ล้อหน้า) และ 275/35R19 (ล้อหลัง) ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ดุดันแต่สง่างาม ในรุ่น Cabriolet ยังคงเอกลักษณ์หลังคาผ้า Soft Top Fabric ที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที
ภายในที่เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตและหรูหรา
ห้องโดยสารภายในทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมพวงมาลัย Multifunction sports steering wheel New generation หน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง พร้อมระบบ MBUX ที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายสูงสุด พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ที่เรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด Ambient Light ระดับ Premium ที่สามารถเลือกปรับได้ถึง 64 เฉดสี และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ช่องปรับอากาศยังได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงใบพัดของอากาศยาน เพิ่มความหรูหรามีระดับ
เชื่อมต่อโลกดิจิทัลอย่างไร้ขีดจำกัด
E-Class Coupe & Cabriolet มาพร้อมฟังก์ชันการทำงานมาตรฐานครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัส แป้นควบคุม Touchpad และระบบ Smartphone integration ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android Auto รวมถึงระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ การเชื่อมต่อ 4G-LTE แบบ E-SIM ช่วยให้ค้นหาข้อมูล เส้นทาง สภาพจราจรแบบ Live Traffic และติดต่อศูนย์บริการได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย สำหรับรุ่น Cabriolet มาพร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาในห้องโดยสารขณะขับขี่แบบเปิดประทุน
ขุมพลังและราคา
ในประเทศไทย รุ่น E 200 Coupé AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.6 วินาที (Coupé) และ 7.9 วินาที (Cabriolet) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อม Paddle Shift
ระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ Parking Package with reversing camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist
Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic ราคา 4,550,000 บาท และ Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic ราคา 5,140,000 บาท มอบทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความแตกต่างอย่างมีสไตล์
EQS: พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต สู่ความเป็นเลิศแบบ S-Class
เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQS คือหมุดหมายสำคัญในเส้นทางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ในฐานะซีดานหรูพลังงานไฟฟ้าล้วน EQS ได้รับการยกย่องว่าเป็น S-Class แห่งโลก EV ด้วยจุดเด่นทั้งความยิ่งใหญ่ หรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย และพิสัยการวิ่งที่น่าประทับใจสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
งานออกแบบที่โดดเด่นและวิสัยทัศน์ล้ำยุค
EQS ถอดแบบงานออกแบบส่วนใหญ่มาจากต้นแบบ Vision EQS concept โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแผงสีดำพร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ที่พาดยาวตลอดขอบกระจังหน้าด้านบน และไฟหน้า LED พร้อมระบบฉายแสงอัจฉริยะ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนหรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้าย LED ที่มีแสงพาดยาวขวางตลอดฝาท้ายเช่นกัน ล้อแม็กซ์มีให้เลือกทั้งขนาด 19, 20 และ 21 นิ้ว
MBUX Hyperscreen: ประสบการณ์ดิจิทัลเหนือจินตนาการ
ภายในห้องโดยสารคือจุดเด่นที่สุดของ EQS ด้วย MBUX Hyperscreen แผงหน้าจอขนาดใหญ่ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวมความยาวกว่า 1,410 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีก 2 จอสำหรับความบันเทิงส่วนตัว ระบบเสียง Burmester พลังขับ 710 วัตต์ จากลำโพง 15 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศแบบ 4 โซน เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้คุณภาพสูง
ขุมพลังไฟฟ้าและพิสัยการวิ่งที่เหนือกว่า
EQS มาพร้อม 2 รุ่นหลักคือ:
EQS 450+ (ขับเคลื่อนล้อหลัง): มอเตอร์เดี่ยว กำลังขับ 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที
EQS 580 4Matic (ขับเคลื่อน 4 ล้อ): มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที
ทั้งสองรุ่นทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. แพ็กแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรจากการชาร์จ 1 ครั้ง (คาดการณ์ในรุ่น EQS 450+) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทางสูงสุด 300 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จเพียง 15 นาที ระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ Adaptive Cruise Control, Lane-Keep Assist, Blind-Spot Monitoring และ Rear Cross-Traffic Alert
EQS ได้เริ่มการผลิตอย่างเป็นทางการแล้วที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับที่ผลิต S-Class และ Mercedes-Maybach S-Class แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิตที่ยอดเยี่ยม การมาถึงของ EQS ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2025 ยิ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าหรู
GLA: ครอสโอเวอร์หรู โฉมใหม่ สำหรับชีวิตแอคทีฟ
Mercedes-Benz GLA เจเนอเรชันที่ 2 (H247) ที่เปิดตัวในประเทศไทยในปี 2025 ได้รับการออกแบบใหม่หมดจด ไม่ใช่แค่เพียงการปรับโฉมภายนอกเท่านั้น GLA ใหม่นี้พร้อมที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดเอสยูวีหรูขนาดคอมแพ็กต์ ด้วยการผสมผสานความคล่องตัวของรถยนต์นั่งเข้ากับความแข็งแกร่งของรถครอสโอเวอร์ได้อย่างลงตัว
ดีไซน์โครงสร้างใหม่หมดจด
GLA ใหม่มีขนาดความยาวตัวรถลดลงเล็กน้อย 14 มิลลิเมตร และแคบลง 2 มิลลิเมตร แต่สูงกว่ารุ่นเดิมถึง 104 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
ภายในห้องโดยสารที่เน้นความเป็นครอสโอเวอร์
ภายในห้องโดยสารยังคงคล้ายคลึงกับเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นใหม่ๆ ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลที่ต่อเนื่องกับจอแสดงผลสำหรับเครื่องมือและระบบสาระบันเทิง แต่เน้นความเป็นรถครอสโอเวอร์มากขึ้นด้วยการยกเบาะหน้าให้สูงกว่า A-Class ถึง 140 มิลลิเมตร เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ หลังคอด้านหน้ากว้างขึ้น 22 มิลลิเมตร ส่วนเบาะหลังสามารถปรับได้แบบ 40:20:40 แยกพับได้ หรือตั้งชันเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างด้านหลังตามความต้องการใช้งานที่หลากหลาย
ยกระดับความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่
GLA ใหม่ ยกระดับด้านความปลอดภัยของระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น อาทิ ฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทาง, ฟังก์ชันแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ และระบบช่วยเบรก (Active Brake Assist) ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุในสถานการณ์ต่างๆ
ขุมพลังที่เร้าใจและหลากหลาย
GLA 250 (ขับเคลื่อนล้อหน้า): เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังเพลาหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และสามารถอัปเกรดเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในรุ่น GLA 250 4Matic
GLA 200 (ขับเคลื่อนล้อหน้า): รุ่นเริ่มต้นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด
นอกจากนี้ ยังอาจมีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและปลั๊กอินไฮบริดทยอยเข้ามาในอนาคต
Mercedes-Benz GLA ใหม่นี้ คาดว่าจะสร้างแรงกดดันให้กับคู่แข่งในตลาดเอสยูวีหรูขนาดคอมแพ็กต์ และทำให้ตลาดรถยนต์ประเภทนี้คึกคักขึ้นอย่างแน่นอน ด้วยการผสมผสานดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว เทคโนโลยีล้ำสมัย และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ชีวิตแอคทีฟ
CLS 220 d: ปรับโฉมและกลยุทธ์ราคาใหม่
Mercedes-Benz CLS คือรถยนต์ที่นิยามความสง่างามของซีดานสี่ประตูสไตล์คูเป้ได้อย่างไร้ที่ติ และในปี 2025 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ทำการปรับรุ่นจาก CLS 300 d AMG Premium มาเป็น CLS 220 d AMG Premium ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพื่อให้รถหรูรุ่นนี้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์
ดีไซน์ภายนอกที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ภายนอกของ CLS 220 d ยังคงไม่แตกต่างจากรุ่นเดิม ด้วยกระจังหน้า Diamond-Pattern Grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและทอดตัวลงสู่พื้น หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางที่เหมาะสม ไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกยังคงสร้างความโดดเด่นให้กับรูปลักษณ์ภายนอก
ภายในที่ปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย
ภายในห้องโดยสารยังคงความพรีเมียมด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa และการเดินตะเข็บที่ประณีต เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ และเพิ่มระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย (Wireless Charging) พวงมาลัยพาวเวอร์มัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa ลำโพงคุณภาพรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz และชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร Premium Ambient Lighting สามารถเลือกได้ถึง 64 สี
สิ่งที่ปรับเปลี่ยนคือการเพิ่มระบบ MBUX พร้อม Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่องกัน เพิ่มระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง (Rear Seat Belts Status) ซึ่งเป็นการเพิ่มฟังก์ชันที่เน้นความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
ขุมพลังดีเซลที่ปรับให้เหมาะสมกับตลาด
หัวใจหลักของ CLS 220 d คือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร เช่นเดิม แต่มีการปรับลดกำลังลงเหลือ 194 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC พร้อม Paddle Shift ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วและนุ่มนวล มอบสมรรถนะการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ครอบคลุม
CLS 220 d ยังคงโดดเด่นด้วยระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HANDS-FREE ACCESS ระบบ Head-up Display ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2-Zone ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist) ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยว (ALS) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และที่สำคัญคือเพิ่มระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) พร้อม Active Braking Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการชน
ด้วยการปรับเปลี่ยนขุมพลังและออปชันที่เหมาะสม ทำให้ราคาจำหน่ายของ Mercedes-Benz CLS 220 d AMG Premium ลดลงเหลือ 4,329,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์คูเป้ 4 ประตู ที่หรูหรา มีสไตล์ และมาพร้อมเทคโนโลยีที่ครบครัน
วิสัยทัศน์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในตลาดไทย 2025: ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
จากการสำรวจไลน์อัพและกลยุทธ์ต่างๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำเสนอในปี 2025 นี้ ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาดรถหรู ไม่ว่าจะเป็นการเน้นย้ำถึงประโยชน์ของการผลิตในประเทศที่ส่งผลต่อราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น การนำเสนอเทคโนโลยี MBUX ที่เป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์การขับขี่แบบดิจิทัล และการลงทุนอย่างจริงจังในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง EQS ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการมุ่งสู่การขับเคลื่อนที่ยั่งยืน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นที่การผลิตรถยนต์ที่หรูหราและเปี่ยมด้วยสมรรถนะ แต่ยังให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่เหนือระดับผ่านบริการ Mercedes me connect และระบบความปลอดภัยที่ก้าวล้ำ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความมั่นใจในทุกการเดินทาง การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในบางรุ่น เช่น CLS 220 d ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดและความต้องการของลูกค้าในประเทศ
แม้ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีแบรนด์หน้าใหม่จากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยชื่อเสียง ประสบการณ์ และความเข้าใจในตลาดรถหรูมายาวนาน ยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำ ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมระดับโลกเข้ากับความต้องการเฉพาะของตลาดไทยได้อย่างลงตัว
ในปี 2025 และปีต่อๆ ไป เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์หรูไปข้างหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่เหนือชั้น และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน นี่คืออนาคตที่น่าตื่นเต้นของวงการยานยนต์ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมจะนำพาพวกเราทุกคนไปสัมผัส

