• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N3011001 Ep3 าค หม นแฟนเก ากล นแกล นางแบบสาวจ งคบน องชายแฟนเก part2

admin79 by admin79
November 28, 2025
in Uncategorized
0
N3011001 Ep3 าค หม นแฟนเก ากล นแกล นางแบบสาวจ งคบน องชายแฟนเก part2

ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำแห่งยนตรกรรมหรู ด้วยการนำเสนอรถยนต์ที่ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และสมรรถนะที่เหนือชั้นเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศไทยที่ความต้องการรถยนต์ระดับพรีเมียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความคาดหวังของผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ บทความนี้จะเจาะลึกถึงรุ่นเด่นๆ ที่สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดรถยนต์หรูของไทย พร้อมวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหาความเหนือระดับ

Mercedes-Benz A-Class: สุนทรียะแห่งความคล่องตัวสำหรับชีวิตเมือง

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นเข้าสู่โลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือมองหารถยนต์ซีดานขนาดกะทัดรัดที่เปี่ยมด้วยสไตล์และความคล่องตัวในเมืองใหญ่ Mercedes-Benz A-Class (รหัส V177) ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากรุ่นนำเข้า ปัจจุบัน A-Class ในประเทศไทยได้ถูกประกอบในประเทศ ทำให้สามารถนำเสนอราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยมีรุ่นย่อยหลักๆ คือ A 200 Progressive และ A 200 AMG Dynamic ซึ่งแต่ละรุ่นมาพร้อมบุคลิกที่แตกต่างกันแต่ยังคง DNA ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ไว้อย่างครบถ้วน

รุ่น A 200 AMG Dynamic สะท้อนความสปอร์ตอย่างชัดเจนด้วยกระจังหน้าแบบ Diamond Radiator Grille ที่โดดเด่นด้วยเส้นโครเมียมแนวนอนเดี่ยวและตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ เสริมความหล่อเหลาด้วยชุดแต่ง AMG รอบคัน ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลาย 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED รูปทรงคล้ายคบเพลิง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งเสริมให้ A-Class ดูปราดเปรียวและเร้าใจ การออกแบบที่ลดทอนเส้นสายและช่องว่างให้เหลือน้อยที่สุด ถือเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของคอมแพ็คคาร์เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว

ในทางกลับกัน รุ่น A 200 Progressive เน้นความเรียบหรูและสง่างาม ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille เช่นกัน แต่ลดทอนความดุดันลงเล็กน้อย พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลาย 10 ก้าน ซึ่งแม้จะดูสุขุมกว่า แต่ก็ยังคงรักษาความหรูหราและอุปกรณ์ไฟส่องสว่างเทียบเท่ากับรุ่น AMG Dynamic

ภายในห้องโดยสารของ A-Class คือนิยามของความล้ำสมัยที่ยังคงรักษาความหรูหราไว้อย่างประณีต พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa (ในรุ่น AMG Dynamic) ให้สัมผัสที่กระชับมือ เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre (หรือ ARTICO ในรุ่น Progressive) มอบความสบายในการเดินทาง โดยเบาะที่นั่งด้านคนขับมาพร้อมหน่วยบันทึกความจำทั้งสองรุ่น แผงหน้าปัดดีไซน์ปีกนกที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง สู่หัวใจหลักอย่าง Dual Screen Cockpit ซึ่งประกอบด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 10.25 นิ้วสองจอคู่ในรุ่น AMG Dynamic และหน้าจอ 7 นิ้ว (มาตรวัด) กับ 10.25 นิ้ว (อินโฟเทนเมนต์) ในรุ่น Progressive หน้าจอเหล่านี้ให้ภาพคมชัดและลอยตัว ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลและฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

ระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ คืออีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการจดจำลักษณะการใช้งานของผู้ขับขี่ และการสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ “Hey, Mercedes” ที่ตอบสนองต่อภาษาพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมระบบนำทาง, เครื่องเสียง หรือแม้แต่ปรับอุณหภูมิได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน เสริมด้วยบริการ Mercedes me connect ที่เชื่อมโยงผู้ขับขี่กับรถยนต์และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทำให้การเช็คสถานะรถ, การนัดหมายเข้ารับบริการ หรือแม้แต่ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เป็นไปอย่างสะดวกสบายและอุ่นใจ

ด้านสมรรถนะ A 200 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า มอบการตอบสนองที่ฉับไวและประหยัดเชื้อเพลิง เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัย Active Brake Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงการชน รวมถึงระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง ก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่และจอดรถในพื้นที่จำกัด

Mercedes-Benz E-Class Facelift: ความสง่างามที่มาพร้อมความล้ำหน้า

Mercedes-Benz E-Class ถือเป็นแกนหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในกลุ่มรถยนต์ซีดานขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย การปรับโฉมครั้งล่าสุดของ E-Class Facelift ได้ยกระดับทั้งดีไซน์และเทคโนโลยี เพื่อท้าชนคู่แข่งสำคัญในตลาดอย่าง BMW 5 Series LCI ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ดีไซน์ภายนอกของ E-Class Facelift ได้รับแรงบันดาลใจจาก Mercedes-Benz CLS ที่เน้นความสปอร์ตและความหรูหรา กระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่ที่มีไฟ Daytime Running Light แบบ LED รูปตัว L เพิ่มความโดดเด่น กันชนหน้า-หลังที่ออกแบบใหม่ให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่รับกับฝาท้ายอย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ 18 นิ้วไปจนถึง 20 นิ้ว ซึ่งล้วนเสริมให้ E-Class ดูโฉบเฉี่ยวและมีพลัง

ภายในห้องโดยสารยังคงรักษาความหรูหราตามแบบฉบับ E-Class แต่เพิ่มความทันสมัยด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับจอสัมผัสระบบ MBUX ขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว ลำโพง Burmester รอบทิศทาง และเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ลวดลายใหม่ อาทิ ARTICO Nappa ซึ่งล้วนสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้รู้สึกถึงความพรีเมียมและความสะดวกสบายสูงสุด

ด้านขุมพลัง E-Class Facelift ในไทยมีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ:
Plug-In Hybrid (E 300 e): เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบกำลังรวมสูงสุด 320 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 700 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. และชาร์จแบตเตอรี่ 13.5 kWh เต็มภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาทีด้วย Wallbox ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งเน้นทั้งสมรรถนะและการประหยัดพลังงาน
ดีเซล (E 220 d): เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร รหัส OM654 ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic มอบความประหยัดและแรงบิดที่ดีเยี่ยมสำหรับการขับขี่ทางไกล
AMG (E 53): สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะระดับสูง E 53 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร รหัส M256 ให้กำลัง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร เสริมด้วยระบบ EQ Boost ที่เพิ่มกำลังได้อีก 22 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ และเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจอย่างแท้จริง

นอกจากรุ่นซีดานแล้ว E-Class Facelift ยังได้เปิดตัวรุ่น Coupe & Cabriolet อย่างเป็นทางการในงาน Bangkok International Motor Show โดยยังคงแนวคิด “Sensual Purity” ที่ผสานความสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหราอย่างน่าทึ่ง ทุกอย่างถูกปรับโฉมให้เหมือนกับรุ่นซีดาน ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า Diamond Radiator Grille แบบ A-Shape, ไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะพร้อม ULTRA RANGE high beam, ล้ออัลลอย AMG ดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้ว และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ สำหรับรุ่น Cabriolet มาพร้อมหลังคาผ้า Soft top ที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที พร้อมระบบ AIRCAP ช่วยลดกระแสลมในห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่แบบเปิดประทุนเป็นไปอย่างรื่นรมย์

ภายในห้องโดยสารของ E-Class Coupe & Cabriolet ยังคงจัดเต็มด้วยพวงมาลัย Multifunction Sports Steering Wheel New Generation, จอแสดงผล 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่องพร้อมระบบ MBUX, ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes”, ไฟ Premium Ambient light 64 เฉดสี และระบบเสียง Burmester Surround Sound System 13 ตำแหน่ง รวมถึงช่องระบบปรับอากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากใบพัดอากาศยาน สะท้อนถึงความประณีตในการออกแบบ นอกจากนี้ยังรองรับ Smartphone integration ทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto, ระบบนำทาง 3 มิติ และการเชื่อมต่อ 4G-LTE แบบ E-SIM ทำให้การเชื่อมต่อโลกออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่นไม่ว่าจะใช้เพื่อค้นหาเส้นทาง, ฟังวิทยุออนไลน์ หรือติดต่อศูนย์บริการผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me

ขุมพลังของ E 200 Coupé AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมและประสิทธิภาพการขับขี่ที่น่าประทับใจ

The All New Mercedes-Benz S-Class: นิยามใหม่แห่งความหรูหราเหนือระดับ

Mercedes-Benz S-Class คือ “เพชรน้ำเอก” ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และการมาของ The All New S-Class (รหัส V223) ในเวอร์ชันประกอบในประเทศครั้งแรก ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างแท้จริง ด้วยคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ยกระดับดีไซน์ เทคโนโลยี และความทันสมัยไปอีกขั้น

ดีไซน์ภายนอกของ S-Class ใหม่ เน้นความสง่างามที่แฝงด้วยความสปอร์ต ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม ล้อ AMG ขนาดสูงสุด 20 นิ้ว และระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 51 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาต่ำลงทำให้รถดูสปอร์ตมากขึ้น โดยที่พื้นที่ห้องโดยสารกลับเพิ่มขึ้น การออกแบบมือจับประตูแบบไร้รอยต่อ (Seamless Door Handles) เพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้างและอำนวยความสะดวกในการล็อก-ปลดล็อกด้วยการสัมผัส ไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class รุ่นปรับโฉม พร้อมกรอบโครเมียมและกันชนหลังดีไซน์เท่พร้อมปลายท่อไอเสียคู่ ล้วนสะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด S-Class สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MRA II ทำให้ตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้น มอบพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางเป็นพิเศษ

ภายในห้องโดยสารของ S-Class คือการผสมผสานระหว่างความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารทุกที่นั่ง แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นและตอบรับสรีระผู้ใช้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Instrument Clusters ขนาด 12.3 นิ้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความล้ำสมัย แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงคือหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้วแบบ OLED ที่รวมปุ่มควบคุมต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ให้พื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 64% พร้อมการตอบสนองที่ฉับไว และระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่จดจำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่

ระบบ MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ยังมาพร้อม MBUX Interior Assistant ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ ทำให้สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาด เช่น การเปิด-ปิดไฟอ่านหนังสือด้วยการเคลื่อนไหวของมือ นอกจากนี้ ระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment และ Rear Tablet ขนาด 7 นิ้ว ยังช่วยยกระดับความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ที่มาพร้อมหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วสองจอ และระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว สร้างประสบการณ์ด้านสุนทรียภาพที่เหนือชั้น

S-Class ในสเปกไทยยังคงใช้ขุมพลังดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร รหัส OM656 ในรุ่น S 350 d ให้กำลัง 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบทั้งสมรรถนะและความนุ่มนวลในการขับขี่ที่เหนือกว่า ระบบความปลอดภัยก็ล้ำหน้าอย่างครบครัน ตั้งแต่ถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง, ระบบ Parking Package with 360° camera, และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุดที่รวมถึง Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และฟังก์ชัน Exit Warning ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการมอบความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้โดยสาร

Mercedes-Benz EQS: การปฏิวัติสู่โลกยานยนต์ไฟฟ้าสุดหรู

ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ Mercedes-Benz EQS คือคำตอบที่หรูหราและล้ำสมัยที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยถูกวางตำแหน่งให้เป็น “S-Class แห่งโลก EV” ด้วยการผลิตที่โรงงาน Sindelfingen ในเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับที่ผลิต S-Class และ Mercedes-Maybach S-Class ทำให้มั่นใจได้ในมาตรฐานการผลิตระดับสูงสุด

การออกแบบภายนอกของ EQS ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Vision EQS concept โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Black Panel ที่คาดด้วยไฟ Daytime Running Light แบบ LED พาดผ่านตลอดแนว พร้อมไฟหน้า LED อัจฉริยะ Digital Light ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อสื่อสารกับผู้ขับขี่คนอื่นได้ ไฟท้าย LED แบบพาดยาวตลอดฝาท้าย สร้างความรู้สึกที่ล้ำสมัยอย่างแท้จริง ล้อแม็กซ์มีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ 19 ถึง 21 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารของ EQS คือการแสดงถึงขีดสุดแห่งเทคโนโลยีและดีไซน์แห่งอนาคต ด้วย MBUX Hyperscreen ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment 17.7 นิ้ว และหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว รวมความยาวกว่า 1.4 เมตร นอกจากนี้ ผู้โดยสารด้านหลังยังมีหน้าจอ 11.6 นิ้วให้อีก 2 จอสำหรับความบันเทิงส่วนตัว พร้อมระบบเสียง Burmester กำลังขับ 710 วัตต์จากลำโพง 15 ตำแหน่ง และระบบปรับอากาศแบบ 4 โซน เบาะนั่งหุ้มหนังแท้คุณภาพสูงสีขาว ล้วนสร้างบรรยากาศที่โอ่อ่าและสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น

ด้านขุมพลังไฟฟ้า EQS มี 2 รุ่นหลัก:
EQS 450+: มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลัง 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที
EQS 580 4Matic: มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ในรุ่น EQS 450+) ซึ่งเป็นระยะทางที่น่าประทับใจ รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 kW ทำให้ชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 31 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 300 กิโลเมตรภายใน 15 นาที ระบบความปลอดภัยรอบคันก็จัดเต็มด้วย Adaptive Cruise Control, Lane-Keep Assist, Blind-Spot Monitoring และระบบช่วยในการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ทำให้ EQS เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ให้ทั้งสมรรถนะ ความหรูหรา และความปลอดภัยสูงสุด

Mercedes-Benz GLA: ยกระดับประสบการณ์ครอสโอเวอร์พรีเมียม

Mercedes-Benz GLA เจเนอเรชันที่สอง ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ครอสโอเวอร์พรีเมียมที่เหนือกว่า หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามด้วยยอดขายกว่า 1 ล้านคันทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับโฉม แต่เป็นการพัฒนาจากโครงสร้างพื้นฐาน

มิติตัวรถของ GLA ใหม่ แม้จะสั้นลงเล็กน้อยแต่กลับสูงขึ้นถึง 104 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางและนั่งสบายยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารคล้ายคลึงกับเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นใหม่ๆ ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลและจอแสดงผลระบบ Infotainment ที่เชื่อมต่อกัน ตำแหน่งเบาะหน้าถูกยกให้สูงกว่า A-Class ถึง 140 มิลลิเมตร เพื่อให้ได้ทัศนวิสัยแบบรถครอสโอเวอร์ที่ชัดเจน เบาะหลังสามารถปรับพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานพื้นที่เก็บสัมภาระ

ด้านความปลอดภัย GLA ใหม่ ได้รับการยกระดับระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ทั้งฟังก์ชันการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะอื่น, และระบบช่วยเบรก Active Brake Assist ที่ช่วยลดความรุนแรงหรือป้องกันการชน

ขุมพลังของ GLA ในตลาดไทยมีให้เลือกทั้งรุ่นเริ่มต้นอย่าง GLA 200 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และรุ่น GLA 250 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 221 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมตัวเลือกขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะและการยึดเกาะถนนที่เหนือกว่า GLA ใหม่นี้เข้ามาสร้างแรงกดดันให้กับคู่แข่งอย่าง BMW X2 และทำให้ตลาดรถครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัดคึกคักอย่างแน่นอน

Mercedes-Benz CLS 220 d: สปอร์ตคูเป้ดีเซลที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

Mercedes-Benz CLS คือรถยนต์คูเป้ 4 ประตู ที่ผสมผสานความสง่างามของซีดานเข้ากับความโฉบเฉี่ยวของสปอร์ตคูเป้ได้อย่างลงตัว การเปิดตัว CLS 220 d ในตลาดไทย ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการทำให้ CLS เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น ด้วยการนำเสนอราคาที่ปรับลดลง พร้อมการปรับจูนออปชันและขุมพลังให้เหมาะสม โดยเข้ามาแทนที่รุ่น CLS 300 d AMG Premium เดิม

ภายนอกของ CLS 220 d ยังคงเอกลักษณ์ของ CLS ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า Diamond-Pattern Grille พร้อมเส้นตัดแบ่งเส้นเดียว, ชุดกันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG, ล้ออัลลอย AMG แบบ 5 ก้านคู่ขนาด 19 นิ้ว และชุดไฟหน้า MULTIBEAM LED กับไฟท้าย LED เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกที่ให้ความสว่างและโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ได้มีการตัดจานเบรกขนาดใหญ่แบบเจาะรูออก เพื่อให้สอดรับกับการปรับราคา

ภายในห้องโดยสารยังคงความพรีเมียมด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa, เบาะนั่งคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ และเบาะหลังที่พับได้แบบ 40/20/40 นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบชาร์จมือถือไร้สาย Wireless Charging, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa, ลำโพง Burmester® Surround Sound System และไฟ Premium Ambient Lighting ที่เลือกได้ถึง 64 สี เพื่อสร้างบรรยากาศตามความต้องการ แต่ได้มีการปรับลดออปชันบางรายการ เช่น ตาข่ายเก็บเอกสาร, ปุ่มควบคุมเบาะผู้โดยสารด้านหน้าบริเวณประตู, นาฬิกา Analog และระบบ Audio 20 เพื่อให้สามารถนำเสนอในราคาที่ย่อมเยาลง

สิ่งที่เข้ามาทดแทนและปรับปรุงคือระบบ MBUX พร้อม Touchscreen Functions และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง รวมถึงระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง Rear Seat Belts status ซึ่งเป็นการปรับปรุงที่เน้นเทคโนโลยีและประสบการณ์ผู้ใช้ที่ทันสมัย

หัวใจหลักของ CLS 220 d คือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ที่ถูกปรับลดกำลังลงมาที่ 194 แรงม้า (จากเดิม 245 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-wheel Gearshift Paddles) แม้กำลังจะลดลง แต่ยังคงมอบสมรรถนะที่เพียงพอต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวัน พร้อมความประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยม

ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีต่างๆ ยังคงจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย, ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HANDS-FREE ACCESS, ระบบ Head-up Display, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Parking Pilot, และระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา Blind Spot Assist ที่เพิ่มเข้ามา อย่างไรก็ตาม ได้มีการตัดระบบ Active Distance Assist DISTRONIC และโหมด Sport+ ออก แต่เพิ่มระบบ Active Braking Assist ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการชนเข้ามาแทนที่ การปรับปรุงออปชันเหล่านี้ ทำให้ CLS 220 d สามารถนำเสนอในราคาที่น่าสนใจยิ่งขึ้นที่ 4,329,000 บาท (จากเดิม 4,449,000 บาท) ทำให้ CLS ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์หรูที่โดดเด่นและมีสไตล์

การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าหรูและการแข่งขันในตลาดไทย

นอกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์เองแล้ว ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเป็นสมรภูมิใหม่ที่น่าจับตา โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าหรู ในปี 2025 นี้ เราได้เห็นผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์จีนหลายรายเร่งพัฒนาและเปิดตัวแบรนด์ย่อยเพื่อเจาะตลาด EV พรีเมียม หนึ่งในนั้นคือ Zeekr แบรนด์ใหม่จาก Geely ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองให้เทียบเท่ากับ Mercedes-Benz, BMW, Audi และ Volvo โดยไม่เพียงแต่มุ่งเน้นที่ตัวรถยนต์เท่านั้น แต่ยังสร้างแบรนด์ผ่านสินค้าไลฟ์สไตล์ สมาคมผู้ขับขี่ และกลยุทธ์การเปิดให้ลูกค้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อย เพื่อสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับ Nio ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดจีน

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนและทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และผู้ผลิตดั้งเดิมรวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่ต่างต้องการส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าหรู การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมที่รวดเร็วขึ้น, ตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น

สรุป

ปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายและโอกาสสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ในตลาดไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ตั้งแต่คอมแพ็คซีดานอย่าง A-Class, ซีดานหรู E-Class และ S-Class, ครอสโอเวอร์ยอดนิยมอย่าง GLA ไปจนถึงการบุกเบิกรถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูอย่าง EQS แต่ละรุ่นล้วนสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยี และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่เพียงแต่นำเสนอยานยนต์ แต่ยังมอบ “ประสบการณ์ขับขี่” ที่เหนือกว่า ด้วยระบบ Infotainment ที่ใช้งานง่าย, ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะที่เพิ่มความปลอดภัย, และดีไซน์พรีเมียมที่สะกดทุกสายตา การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและการตอบรับต่อแนวโน้มของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและ Plug-in Hybrid ที่เน้นทั้งสมรรถนะและความยั่งยืน ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นผู้นำและเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่แสวงหาความเหนือระดับในโลกยานยนต์หรูของประเทศไทยได้อย่างมั่นคงในอนาคต

Previous Post

N3011003 Ep4 าค หม นแฟนเก ากล นแกล นางแบบสาวจ งคบน องชายแฟนเก part2

Next Post

N3011004 เผลอจ างล กพ กน องของว าท สาม มาเป นนายแบบ ตอนจบทำเอาอ งไปเลย! part2

Next Post
N3011004 เผลอจ างล กพ กน องของว าท สาม มาเป นนายแบบ ตอนจบทำเอาอ งไปเลย! part2

N3011004 เผลอจ างล กพ กน องของว าท สาม มาเป นนายแบบ ตอนจบทำเอาอ งไปเลย! part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.