ในโลกที่ความต้องการของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง และเทคโนโลยีรถยนต์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านยนตรกรรมหรู ที่ไม่เพียงแต่มอบความสะดวกสบายและสมรรถนะอันเหนือชั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต ในปี 2025 นี้ แบรนด์ดาวสามแฉกได้นำเสนอขบวนรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นเลิศในทุกมิติ ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์ที่คล่องตัว ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูแห่งอนาคต ที่พร้อมจะสร้างประสบการณ์ขับขี่อันน่าประทับใจและไม่เหมือนใคร
Mercedes-Benz A-Class: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในเมือง
สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ซีดานคอมแพกต์ที่ผสมผสานความหรูหรา ความคล่องตัว และเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว Mercedes-Benz A-Class (V177) ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่องในตลาดปี 2025 หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากรุ่นนำเข้า ปัจจุบัน A-Class ได้รับการประกอบในประเทศไทย ทำให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น และยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์
รุ่น A 200 มีให้เลือกทั้งแบบ Progressive และ AMG Dynamic โดยรุ่น AMG Dynamic สร้างความเร้าใจด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille ลวดลายเพชรอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเส้นสายที่คมชัดและตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ที่โดดเด่น ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว และไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง ช่วยเสริมรูปลักษณ์ให้ดุดันและทันสมัยยิ่งขึ้น ส่วนรุ่น Progressive มอบความเรียบง่ายแต่ยังคงความหรูหรา ด้วยกระจังหน้า Diamond Radiator Grille และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ไฟหน้าและไฟท้ายยังคงเป็นแบบ LED High Performance เช่นเดียวกับรุ่น AMG Dynamic มอบทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยมและความปลอดภัยในทุกเส้นทาง
ภายในห้องโดยสารของ A-Class คือจุดเด่นที่แท้จริง ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากห้องโดยสารของเครื่องบิน ผสมผสานวัสดุคุณภาพสูงเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล พวงมาลัยสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa ในรุ่น AMG Dynamic เพิ่มอารมณ์สปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre (ในรุ่น AMG Dynamic) และ ARTICO (ในรุ่น Progressive) มอบความสบายสูงสุด พร้อมฟังก์ชันบันทึกความจำสำหรับเบาะนั่งผู้ขับขี่ แผงหน้าปัด Dual Screen Cockpit เป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ดิจิทัล โดยรุ่น AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอคู่ขนาดใหญ่ 10.25 นิ้วทั้งสองจอ ในขณะที่รุ่น Progressive ใช้หน้าจอขนาด 7 นิ้วสำหรับมาตรวัดและ 10.25 นิ้วสำหรับจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์
ระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) คือนวัตกรรมสำคัญที่ทำให้ A-Class แตกต่าง ด้วยการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่ และสามารถสั่งการด้วยเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ เพียงแค่พูดว่า ‘Hey, Mercedes’ ระบบก็จะพร้อมให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการปรับอุณหภูมิ, ค้นหาเส้นทางด้วยระบบนำทางอันชาญฉลาด หรือควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถ นอกจากนี้ บริการ Mercedes me connect ยังช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์กับเจ้าของเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัตโนมัติ (Mercedes-Benz emergency call system), การตรวจสอบสถานะและตำแหน่งรถ (Vehicle Monitoring & Set-up) หรือการแจ้งเตือนและนัดหมายบริการ (Maintenance Management & Online Booking) ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความอุ่นใจให้กับการเดินทางในทุกวัน
ภายใต้ฝากระโปรง A 200 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร รหัส M282 ที่มอบกำลังสูงสุด 163 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT เพื่อสมรรถนะที่ตอบสนองรวดเร็วและประหยัดน้ำมัน ระบบความปลอดภัยได้รับการยกระดับด้วย Active Brake Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงการชน และระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง ช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายดาย ราคาจำหน่ายที่น่าสนใจ ทำให้ A-Class เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์หรูคู่ใจในเมือง
Mercedes-Benz E-Class Facelift: ยกระดับความหรูหราและสปอร์ต
สำหรับปี 2025 Mercedes-Benz E-Class Facelift ยังคงเป็นอีกหนึ่งยนตรกรรมที่ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด การปรับโฉมครั้งนี้ได้นำเสนอหน้าตาใหม่ที่สปอร์ตและหรูหรามากยิ่งขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวของ Mercedes-Benz CLS ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ที่ดึงดูดทุกสายตา ไฟหน้า MULTIBEAM LED โคมใหม่ พร้อมไฟ DRL รูปตัว L อันเป็นเอกลักษณ์ และกันชนหน้าที่ได้รับการออกแบบให้ลงตัวและสปอร์ตยิ่งขึ้น เพิ่มความสง่างามด้วยฝากระโปรงหน้าที่รับกับบุคลิกใหม่ และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่คมคาย ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่มีให้เลือกหลากหลายขนาดตั้งแต่ 18 นิ้ว ไปจนถึง 20 นิ้ว เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุนทรียภาพและสมรรถนะการขับขี่
ภายในห้องโดยสารของ E-Class Facelift ยังคงมอบความรู้สึกหรูหราแบบเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ต 3 ก้านแบบใหม่ และมาตรวัดขนาดใหญ่พร้อมจอสัมผัสในชุดเดียวกัน (มีให้เลือกขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว) ที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX มอบประสบการณ์การควบคุมที่ง่ายดายและชาญฉลาด ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® พร้อมลำโพงชุดใหม่ มอบสุนทรียภาพแห่งเสียงเพลงตลอดการเดินทาง เบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ ทั้งแบบ ARTICO และ Nappa เพิ่มความสะดวกสบายและความประณีตในทุกรายละเอียด
ในส่วนของขุมพลัง E-Class Facelift มีตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของตลาดประเทศไทย
Plug-In Hybrid (E 300 e): เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่พัฒนาใหม่ ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 320 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลสูงสุดถึง 50 กิโลเมตร และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 13.5 kWh สามารถชาร์จเต็มได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาทีด้วย Wallbox ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แสดงถึงประสิทธิภาพพลังงานที่เหนือกว่า
Diesel (E 220 d): เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร รหัส OM654 ให้กำลัง 194 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.3 วินาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic มอบการขับขี่ที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมัน
AMG Performance (Mercedes-AMG E 53): สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด รุ่น E 53 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร รหัส M256 ให้กำลังมากถึง 435 แรงม้า พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังได้อีก 22 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.5 วินาที ด้วยเทคโนโลยีเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ แบบแปรผันได้ มอบการควบคุมที่เฉียบคมและเร้าใจในทุกสถานการณ์
Mercedes-Benz E-Class Coupé & Cabriolet: อิสระและความสง่างามไร้ขีดจำกัด
ต่อยอดจากความสำเร็จของรุ่นซีดาน Mercedes-Benz E-Class Coupé & Cabriolet Facelift ในปี 2025 ได้เข้ามาเติมเต็มตลาดสำหรับผู้ที่หลงใหลในความสปอร์ตและความหรูหราในแบบสองประตู การออกแบบยังคงยึดหลัก “Sensual Purity” ผสมผสานเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวของคูเป้เข้ากับความสง่างามได้อย่างลงตัว กระจังหน้า Diamond Radiator Grille แบบ A-Shape ไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะที่มาพร้อม ULTRA RANGE high beam ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร และล้ออัลลอย AMG ขนาด 19 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ช่วยเสริมบุคลิกให้ดุดันและมีระดับ ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ส่วนในรุ่น Cabriolet หลังคาผ้า Soft Top Fabric สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าได้ในเวลาเพียง 20 วินาที มอบอิสระในการขับขี่ภายใต้ท้องฟ้าที่เปิดกว้าง พร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมในห้องโดยสาร
ภายในห้องโดยสารทั้ง Coupé และ Cabriolet ถอดแบบความหรูหราจากรุ่นซีดาน ด้วยพวงมาลัย Multifunction Sports Steering Wheel New Generation และหน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่องที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายสูงสุด แต่ยังเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการใช้งานของคุณ เพื่อสร้างความผูกพันกับรถยนต์อย่างไร้รอยต่อ ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ที่ฉลาดล้ำ และระบบเชื่อมต่อ Smartphone Integration รองรับทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto ระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ และการเชื่อมต่อ 4G-LTE แบบ E-SIM ช่วยให้คุณไม่พลาดทุกการติดต่อและข้อมูลสำคัญ พร้อมระบบเสียง Burmester® Surround Sound System ลำโพง 13 ตำแหน่ง มอบสุนทรียภาพแห่งเสียงเพลง และไฟ Ambient Light 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศที่ปรับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์
ทั้ง Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic และ Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า และแรงบิด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมและนุ่มนวล ระบบความปลอดภัยครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Parking Package with reversing camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist ช่วยเพิ่มความอุ่นใจในทุกการเดินทาง ด้วยราคาจำหน่ายที่สะท้อนถึงคุณค่าแห่งยนตรกรรมหรู ทำให้ E-Class Coupé & Cabriolet เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่น
The All New Mercedes-Benz S-Class: นิยามใหม่แห่งความเหนือระดับ
ในฐานะเรือธงของเมอร์เซเดส-เบนซ์ The All New S-Class ยังคงเป็นมาตรฐานแห่งยนตรกรรมหรูระดับโลก และในปี 2025 นี้ รุ่นประกอบในประเทศไทยได้ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ ด้วยการนำเสนอดีไซน์ เทคโนโลยี และความทันสมัยที่หาตัวจับยาก ภายใต้แนวคิด Sensual Purity S-Class โฉมใหม่ (V223) ได้รับการยกระดับทุกส่วน ตั้งแต่ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ให้วิสัยทัศน์เหนือกว่า ชุดกันชนหน้าที่เน้นความสปอร์ต ล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว และระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นถึง 51 มม. มอบพื้นที่ภายในที่กว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มือจับประตูแบบไร้รอยต่อ (Flush door handles) เพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้าง และไฟท้าย LED ดีไซน์เดียวกับ E-Class Facelift สะท้อนความหรูหราอย่างมีสไตล์
ภายในห้องโดยสารคืออาณาจักรแห่งความหรูหราและเทคโนโลยี ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบรับทุกความต้องการของผู้โดยสารทุกคน แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ที่โมเดิร์น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Instrument Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สำคัญคือหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว แบบ OLED ที่รวมปุ่มควบคุมต่างๆ ไว้ทั้งหมด มอบพื้นที่ใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่า 64% พร้อมการตอบสนองที่ฉับไว ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ขับขี่ เบาะที่นั่งตอนหลังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งการปรับตำแหน่งด้วยไฟฟ้าและฟังก์ชันการนวดที่มีให้เลือกถึง 6 โปรแกรม
ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกายผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว เช่น การเปิด-ปิดไฟอ่านหนังสือเพียงแค่ยื่นมือ และ MBUX High-End Rear Seat Entertainment พร้อม Rear Tablet ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 จอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มอบความบันเทิงที่เหนือระดับ ระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตัว สร้างสรรค์มิติเสียงที่สมจริง
ขุมพลังสำหรับ S-Class ในไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร รหัส OM656 ที่ให้กำลัง 286 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ในรุ่น S 350 d จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบสมรรถนะที่ทรงพลังและนุ่มนวล พร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าครบครัน อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลังเป็นครั้งแรก, Parking Package with 360° camera และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และ Exit Warning ทั้งหมดนี้ช่วยให้ S-Class เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่คือเพชรน้ำเอกที่คู่ควรแก่การครอบครอง ด้วยราคาจำหน่ายสำหรับ S 350 d Exclusive และ S 350 d AMG Premium ที่สะท้อนถึงคุณค่าที่แท้จริง
Mercedes-Benz GLA: ครอสโอเวอร์พรีเมียมสำหรับการผจญภัยในเมือง
เปิดตัวด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสู่เจนเนอเรชันที่ 2 Mercedes-Benz GLA ในปี 2025 ยังคงเป็นครอสโอเวอร์คอมแพกต์ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ใช้งานทั่วโลก ด้วยยอดขายกว่า 1 ล้านคันในรุ่นก่อนหน้า GLA โฉมใหม่ได้รับการออกแบบบนโครงสร้างใหม่ทั้งหมด แม้ความยาวและกว้างจะลดลงเล็กน้อย แต่ความสูงและฐานล้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีพื้นที่ภายในกว้างขวางและอเนกประสงค์มากขึ้น
ภายในห้องโดยสารถอดแบบมาจากรุ่นอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยแผงหน้าปัดพร้อมจอแสดงผลดิจิทัลขนาดใหญ่ สำหรับมาตรวัดและระบบสาระบันเทิง ระบบ MBUX ช่วยให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ เบาะนั่งด้านหน้ายกสูงขึ้น 140 มม. เมื่อเทียบกับ A-Class มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในแบบรถครอสโอเวอร์ เบาะหลังสามารถปรับพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานพื้นที่เก็บสัมภาระ ทำให้ GLA เป็นรถยนต์ที่เหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางออกนอกเมือง
ด้านความปลอดภัย GLA ได้รับการยกระดับด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย เช่น ฟังก์ชันการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ และ Active Brake Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงของอุบัติเหตุ
ในส่วนของขุมพลัง GLA มีให้เลือกทั้งรุ่น GLA 200 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 161 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด สำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า และรุ่น GLA 250 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 221 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมตัวเลือกสำหรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลและปลั๊กอินไฮบริดทยอยเข้ามาในภายหลัง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพพลังงานที่หลากหลาย ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่น่าประทับใจ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย GLA พร้อมที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มรถครอสโอเวอร์คอมแพกต์
Mercedes-Benz CLS 220 d: ความลงตัวของดีไซน์และประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสง่างามของรถยนต์คูเป้ 4 ประตู แต่ยังต้องการประสิทธิภาพการใช้งานในชีวิตประจำวัน Mercedes-Benz CLS 220 d AMG Premium ในปี 2025 ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยการปรับปรุงออปชันและราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น แม้จะมีการปรับลดรายละเอียดบางส่วนจากรุ่น CLS 300 d แต่แก่นแท้ของความหรูหราและดีไซน์ยังคงอยู่ครบถ้วน
ภายนอกยังคงโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond-pattern Grille พร้อมเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยี Fiber Optic สร้างความหรูหราและความปลอดภัย ล้ออัลลอย AMG ขนาด 19 นิ้ว และชุดแต่งสปอร์ตจาก AMG ช่วยเสริมให้ CLS มีรูปลักษณ์ที่ดุดันและทันสมัย
ภายในห้องโดยสารยังคงความประณีตด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa พร้อมการออกแบบที่เน้นความสบายและฟังก์ชันการใช้งาน ระบบชาร์จมือถือไร้สาย (Wireless Charging) เพิ่มความสะดวกสบาย พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Nappa ที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ระบบ MBUX พร้อมหน้าจอ Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง และ Touchpad ดีไซน์ใหม่ มอบประสบการณ์การควบคุมที่ง่ายดายและทันสมัย ระบบไฟ Ambient Lighting 64 สี ช่วยสร้างบรรยากาศที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ
หัวใจหลักของ CLS 220 d คือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงให้มอบกำลัง 194 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC มอบสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพสูง ระบบความปลอดภัยยังคงโดดเด่นด้วย DYNAMIC SELECT, ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HANDS-FREE ACCESS, ระบบแสดงผลข้อมูล Head-up Display, Parking Pilot including Active Parking Assist และ Blind Spot Assist ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ ด้วยราคาจำหน่ายที่ 4,329,000 บาท ทำให้ CLS 220 d AMG Premium เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวและประสิทธิภาพที่สมดุล
Mercedes-Benz EQS: ยนตรกรรมไฟฟ้าหรูแห่งอนาคต
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ถูกนำเสนอผ่าน Mercedes-Benz EQS ยนตรกรรมไฟฟ้าสุดหรูระดับ S-Class ที่เปิดสายการผลิตอย่างเป็นทางการแล้วที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี ในปี 2025 นี้ EQS ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นคือระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับการเดินทางระยะไกลได้อย่างแท้จริง
ดีไซน์ภายนอกของ EQS ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Vision EQS Concept โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแผงสีดำพร้อมแถบไฟ Daytime Running Light LED ที่พาดยาวตลอดแนวขอบด้านบน ไฟหน้า LED มาพร้อมระบบฉายแสงอัจฉริยะ Digital Light ระดับ 1.3 ล้านพิกเซล ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้าย LED แบบพาดยาวตลอดฝาท้าย สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ล้ออัลลอยมีให้เลือกหลากหลายขนาดตั้งแต่ 19, 20 และ 21 นิ้ว เพื่อเสริมบุคลิกที่แตกต่าง
ภายในห้องโดยสารของ EQS คือการปฏิวัติประสบการณ์ดิจิทัลด้วยหน้าจอ MBUX Hyperscreen ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้า ยาวถึง 1,410 มม. ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment 17.7 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว นอกจากนี้ ผู้โดยสารด้านหลังยังได้รับความบันเทิงส่วนตัวด้วยหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วอีก 2 จอ ระบบเครื่องเสียง Burmester® กำลังขับ 710 วัตต์ พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง สร้างสรรค์มิติเสียงที่สมจริง ระบบปรับอากาศ 4 โซน และเบาะหนังแท้คุณภาพสูงสีขาว ล้วนตอกย้ำถึงความหรูหราเหนือระดับ
EQS มีขุมพลังไฟฟ้าให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ EQS 450+ (ขับเคลื่อนล้อหลัง) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และ EQS 580 4Matic (ขับเคลื่อน 4 ล้อ) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh มอบระยะทางวิ่งสูงสุด 770 กม. (ในรุ่น EQS 450+) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200 kW ทำให้สามารถชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้ถึง 300 กม. ในเวลาเพียง 15 นาที พร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครบครัน เช่น Adaptive Cruise Control, Lane-Keep Assist, Blind-Spot Monitoring และ Rear Cross-Traffic Alert ทำให้ EQS เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
สรุป: อนาคตที่น่าตื่นเต้นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทย
ปี 2025 เป็นปีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์ที่เหนือระดับ ทั้งในด้านดีไซน์ ประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น A-Class ที่ตอบโจทย์คนเมือง, E-Class ที่ผสมผสานความหรูหราและสปอร์ต, S-Class ที่เป็นนิยามแห่งความสมบูรณ์แบบ, GLA ครอสโอเวอร์ที่อเนกประสงค์ หรือ EQS ยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคต ทุกรุ่นล้วนสะท้อนถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ต้องการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้า การนำรถยนต์มาประกอบในประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี MBUX ที่ชาญฉลาด และการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นผู้นำและเป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมหรูอย่างแท้จริง การเดินทางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น และพร้อมที่จะนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมายให้กับทุกท่านในทุกช่วงเวลา

