• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N2911002 เพ อวางแผนแก แค เด กสาวต ดส นใจหลอกซ โอให จดทะเบ ยนสมรส part2

admin79 by admin79
November 28, 2025
in Uncategorized
0
N2911002 เพ อวางแผนแก แค เด กสาวต ดส นใจหลอกซ โอให จดทะเบ ยนสมรส part2

ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์หรู ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย และความยั่งยืนอย่างลงตัว นับตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของผู้ขับขี่ชาวไทย ที่มองหายานยนต์ที่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ ความสำเร็จ และความรับผิดชอบต่อโลก

ตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมาถึงของยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็ได้ปรับตัวและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปภายในที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) ที่เป็นสะพานเชื่อมสู่ยุค EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เป็นตัวแทนของอนาคตการขับเคลื่อน บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจอาณาจักรแห่งยนตรกรรมดาวสามแฉกในปี 2025 ตั้งแต่รถยนต์คอมแพกต์ที่คล่องตัว ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าหรูระดับเรือธง พร้อมเจาะลึกถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์หรูในประเทศไทย

Mercedes-Benz A-Class: เก๋งซีดานคอมแพกต์ ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่

เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class (V177) ซีดานขนาดกะทัดรัดที่เปิดตัวสู่ตลาดมานานกว่า 4 ปี ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนเมืองที่มองหารถยนต์หรูที่คล่องตัว ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว หลังจากที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากรุ่นนำเข้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็ได้เดินหน้าผลิตรุ่นประกอบในประเทศไทยในชื่อ Mercedes-Benz A 200 ทั้งรุ่น Progressive และ AMG Dynamic ซึ่งทำให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นและเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ได้ง่ายกว่าเดิม

ในด้านการออกแบบภายนอก รุ่น AMG Dynamic ยังคงความสปอร์ตดึงดูดสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ diamond radiator grille พร้อมตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ตรงกลาง เส้นสายถูกลดทอนให้ดูเรียบง่ายแต่ยังคงความโฉบเฉี่ยว กระจกมองข้างที่อยู่ในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสารให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน นอกจากนี้ยังมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ พร้อมยางขนาด 225/45 R18 และโคมไฟหน้า LED High Performance ที่เพรียวบาง พร้อมกรอบโครเมียมที่ทำงานร่วมกับไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ยุคใหม่ ส่วนรุ่น Progressive เน้นความเรียบง่ายและสง่างาม ด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille เช่นกัน แต่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว แบบ 10 ก้าน พร้อมยางขนาด 205/55 R17 ขณะที่ชุดไฟหน้าและไฟท้ายยังคงใช้แบบ LED High Performance เหมือนกับรุ่น AMG Dynamic

ภายในห้องโดยสารของ A-Class ทั้งสองรุ่นยังคงความทันสมัยและหรูหราไม่แพ้เวอร์ชั่นนำเข้า พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง Nappa ในรุ่น AMG Dynamic (หรือหนังปกติในรุ่น Progressive) มอบสัมผัสการขับขี่ที่เร้าใจ เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO/DINAMICA microfibre (ในรุ่น AMG Dynamic) หรือหนัง ARTICO (ในรุ่น Progressive) พร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับเบาะที่นั่งคนขับ เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการบรรทุกสัมภาระ แผงหน้าปัดมาพร้อมดีไซน์ล้ำยุคด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่เชื่อมต่อจากประตูหน้าผ่านคอนโซลกลางสู่แผงหน้าปัด Dual Screen Cockpit

หัวใจสำคัญของห้องโดยสารคือระบบ Dual Screen Cockpit ที่แบ่งเป็นสองจอขนาดใหญ่ต่อเนื่องกัน ในรุ่น AMG Dynamic เป็นหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว 2 จอ ส่วนรุ่น Progressive จะเป็นจอขนาด 7 นิ้ว สำหรับมาตรวัด และ 10.25 นิ้วสำหรับจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอทั้งสองวางอยู่ติดกันให้ความรู้สึกเหมือนลอยตัว ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลได้อย่างชัดเจน และควบคุมระบบได้อย่างง่ายดาย

ระบบ Infotainment MBUX (Mercedes-Benz User Experience) คืออีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ A-Class แตกต่าง ด้วยความสามารถในการเรียนรู้และจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของ พร้อมทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ซึ่งมอบความสะดวกสบายและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ “Hey, Mercedes” ที่สามารถเข้าใจภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ ระบบนำทางที่แม่นยำ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Mercedes-Benz emergency call system ที่ส่งตำแหน่งรถไปยังศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รวมถึง Vehicle Monitoring และ Vehicle Set-up ที่ช่วยให้เจ้าของรถตรวจสอบสถานะและตำแหน่งรถได้จากระยะไกล และระบบ Maintenance Management ที่ช่วยเตือนเมื่อถึงกำหนดนำรถเข้าตรวจสภาพ ambient lighting ภายในห้องโดยสารที่เลือกปรับได้ถึง 64 สี ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ตลอดการเดินทาง

ขุมพลังของ Mercedes-Benz A 200 ในตลาดไทยคือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.3 ลิตร รหัส M282 ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7G-DCT ขับเคลื่อนล้อหน้า ในด้านความปลอดภัย A-Class มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบช่วยหยุดรถ Active Brake Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงการชน และระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง ทำให้การขับขี่ในเมืองเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยราคาที่เข้าถึงได้เริ่มต้นที่ 1,990,000 บาท สำหรับรุ่น Progressive และ 2,150,000 บาท สำหรับรุ่น AMG Dynamic ทำให้ A-Class ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม

Mercedes-Benz GLA: ยกระดับประสบการณ์ครอสโอเวอร์คอมแพกต์

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ยอดขายกว่า 1 ล้านคันทั่วโลก Mercedes-Benz GLA เจเนอเรชันที่สองที่เปิดตัวสู่ตลาดตั้งแต่ปลายปี 2019 ยังคงเป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์คอมแพกต์ยอดนิยม ด้วยการออกแบบที่ก้าวข้ามจากเดิมไปสู่การเป็น SUV อย่างแท้จริง การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงภายนอก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น

GLA เจเนอเรชันใหม่มีขนาดตัวถังที่กะทัดรัดลงเล็กน้อยในด้านความยาวและความกว้าง แต่โดดเด่นด้วยความสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 104 มิลลิเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 28 มิลลิเมตร มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายมากขึ้น ภายในคล้ายคลึงกับรุ่น A-Class และ B-Class ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลและจอแสดงผลระบบสาระบันเทิงที่เชื่อมต่อกัน แต่ GLA ได้ยกระดับความเป็นครอสโอเวอร์ด้วยเบาะหน้าที่สูงกว่า A-Class ถึง 140 มิลลิเมตร หลังคาด้านหน้ากว้างขึ้น ทำให้รู้สึกโปร่งโล่ง และเบาะหลังสามารถปรับได้แบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บสัมภาระ

ด้านความปลอดภัย GLA ได้รับการยกระดับด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย เช่น ฟังก์ชันการเปลี่ยนเส้นทาง ระบบแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้นักปั่นจักรยานหรือยานพาหนะ และ Active Brake Assist ที่ช่วยลดความรุนแรงหรือหลีกเลี่ยงการชน ระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทาง สำหรับขุมพลัง มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรุ่นเริ่มต้น GLA 200 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.33 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และรุ่น GLA 250 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 221 แรงม้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และมีตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic นอกจากนี้ยังมีรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและ Plug-in Hybrid ที่ทยอยเข้ามาเสริมทัพในภายหลัง ทำให้ GLA เป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่มองหาความหรูหรา ความคล่องตัว และเทคโนโลยีในแพ็คเกจเดียว

Mercedes-Benz E-Class Facelift: ยนตรกรรมผู้บริหาร ที่ผสมผสานความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว

เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class Facelift หรือที่เรียกกันว่า “หน้าใหม่” ซึ่งเปิดตัวไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในกลุ่มรถยนต์ซีดานหรูขนาดกลาง ด้วยการผสานความหรูหราแบบดั้งเดิมเข้ากับความสปอร์ตทันสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจาก Mercedes-Benz CLS ทำให้ E-Class Facelift เป็นที่น่าจับตามองและเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในตลาดรถยนต์พรีเมียม

ภายนอกของ E-Class Facelift มาพร้อมการออกแบบกระจังหน้าใหม่ที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ โคมไฟที่ได้รับการปรับปรุง พร้อมไฟ daytime running light แบบ LED รูปตัว L ที่เป็นเอกลักษณ์ กันชนหน้าและฝากระโปรงหน้าที่ออกแบบใหม่ให้รับกับบุคลิกที่ลงตัว ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่ดูเพรียวบางยิ่งขึ้น พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาดตั้งแต่ 18 นิ้ว ไปจนถึง 20 นิ้ว มอบความสง่างามและความสปอร์ตอย่างแท้จริง

ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราและประณีตตามแบบฉบับ E-Class พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ต 3 ก้านแบบใหม่ หน้าจอมาตรวัดขนาดใหญ่พร้อมจอสัมผัสในชุดเดียวกัน มีให้เลือกทั้งขนาด 10.25 หรือ 12.3 นิ้ว พร้อมระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันล่าสุด มอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและเชื่อมโยงกับผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ระบบเสียง Burmester รอบทิศทาง และเบาะนั่งหนังแท้ลวดลายใหม่ เช่น ARTICO Nappa เพิ่มความสะดวกสบายและความพิเศษในการเดินทาง

สำหรับขุมพลังในประเทศไทย E-Class Facelift มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน:
Plug-In Hybrid (E 300 e): เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ ให้กำลังรวมสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic สามารถขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าได้ไกลสูงสุดถึง 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 13.5 kWh สามารถชาร์จเต็มได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ มอบทั้งสมรรถนะและความประหยัด
เครื่องยนต์ดีเซล (E 220 d): เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร รหัส OM654 ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.3 วินาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
Mercedes-AMG E 53: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความแรง เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร รหัส M256 ให้กำลังมากถึง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.5 วินาที พร้อมระบบ EQ Boost ที่เสริมกำลังเครื่องยนต์ได้อีก 22 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น

E-Class Facelift ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยที่ครบครัน ทำให้เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์ซีดานหรูสำหรับผู้บริหารยุคใหม่

Mercedes-Benz E-Class Coupé & Cabriolet: ความสง่างามที่เร้าใจในทุกเส้นทาง

หลังจากความสำเร็จของ E-Class ซีดาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงสานต่อความสมบูรณ์แบบด้วยการเปิดตัว The new Mercedes-Benz E-Class Coupé & Cabriolet ในช่วงงาน Bangkok International Motor Show 2021 ซึ่งเป็นการปรับโฉมตามเวอร์ชั่นซีดาน โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรถยนต์สปอร์ตคูเป้และรถเปิดประทุนที่หรูหราและเร้าใจไว้ได้อย่างครบถ้วน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sensual Purity”

ดีไซน์ภายนอกของ E-Class Coupé และ Cabriolet โดดเด่นด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille แบบ A-Shape ไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะที่มีหลอดไฟ LED จำนวน 84 หลอดต่อข้าง พร้อมระบบส่องสว่างระยะไกล ULTRA RANGE high beam สูงสุดถึง 650 เมตร ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG แบบ 10-spoke พร้อมยางขนาด 245/40R19 (ล้อหน้า) และ 275/35R19 (ล้อหลัง) ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่เพิ่มความดุดันและสง่างาม ในรุ่น Cabriolet ยังคงโดดเด่นด้วยหลังคาผ้าแบบ Soft top fabric ที่สามารถเปิดและปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 20 วินาที มอบอิสระในการขับขี่แบบไร้ขีดจำกัด

ภายในห้องโดยสารของทั้งสองรุ่นยังคงความหรูหราและล้ำสมัยเช่นเดียวกับ E-Class ซีดาน ด้วยพวงมาลัย Multifunction sports steering wheel New generation และหน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่องกัน พร้อมระบบ MBUX ที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการขับขี่ สามารถเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการขับขี่ รวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ระบบ Premium Ambient light ที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี และระบบเสียง Burmester surround sound system พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ช่องระบบปรับอากาศยังได้รับการออกแบบใหม่โดยได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงใบพัดของอากาศยาน เพิ่มความพิเศษให้กับห้องโดยสาร ระบบเชื่อมต่อ Smartphone integration สำหรับ Apple CarPlay® และ Android Auto รวมถึงระบบแผนที่นำทาง 3 มิติ และการเชื่อมต่อ 4G-LTE แบบ E-SIM ยังช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่พลาดทุกการติดต่อ ในรุ่น Cabriolet มาพร้อมระบบ AIRCAP ที่ช่วยลดกระแสลมที่เข้ามาสู่ห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่แบบเปิดประทุนเป็นไปอย่างสบายยิ่งขึ้น

ขุมพลังที่จำหน่ายในไทยสำหรับ Mercedes-Benz E 200 Coupé AMG Dynamic และ Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic คือเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส M274 พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.6 วินาที (Coupé) และ 7.9 วินาที (Cabriolet)

ระบบความปลอดภัยก็ครบครัน อาทิ Parking Package with reversing camera, Active Parking Assist และ Blind Spot Assist ที่ช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา ทำให้ E-Class Coupé และ Cabriolet เป็นรถยนต์ที่มอบทั้งความสวยงาม สมรรถนะ และความปลอดภัย ในราคา 4,550,000 บาท สำหรับรุ่น Coupé และ 5,140,000 บาท สำหรับรุ่น Cabriolet

The All New Mercedes-Benz S-Class: นิยามใหม่แห่งความหรูหรา และเทคโนโลยีระดับสูงสุด

เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class หรือที่เรียกกันว่า “ราชาแห่งรถยนต์” ยังคงเป็นเพชรน้ำเอกของค่ายมาอย่างยาวนาน และ The All New Mercedes-Benz S-Class (W223) ที่เปิดตัวครั้งแรกในไทยด้วยรุ่นประกอบในประเทศ ได้ตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูระดับอัลตร้าพรีเมียม ด้วยดีไซน์ เทคโนโลยี และความทันสมัยที่หาตัวจับยาก

S-Class ใหม่ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุกๆ ส่วน ตั้งแต่ไฟหน้า MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ให้วิสัยทัศน์ที่ดียิ่งขึ้น กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต ล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว และระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาต่ำลงทำให้รถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แต่มอบพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง มือจับประตูแบบไร้รอยต่อเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายด้านข้าง และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่คล้ายกับ E-Class รุ่นปรับโฉม สร้างความประทับใจในทุกมุมมอง S-Class สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MRA II ใหม่หมดจด ทำให้มีขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะรุ่นฐานล้อยาว (V223) ที่มีความยาวถึง 5,289 มม.

ภายในห้องโดยสารคืออาณาจักรแห่งความหรูหราและเทคโนโลยี ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่น มอบคุณภาพระดับสูงสุด และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ที่โมเดิร์นและตอบรับกับสรีระของผู้ใช้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มด้วยหนัง Nappa และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูง ปุ่มควบคุมส่วนกลางทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีนขนาด 12.8 นิ้ว ที่ใช้จอ OLED มอบพื้นที่การใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่า 64% ภายใต้การออกแบบแบบฟรีฟอร์มที่ดูบางเบาแต่ตอบสนองฉับไว ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันได้อย่างง่ายดายผ่านปลายนิ้วสัมผัส โดยมีระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน

เบาะที่นั่งตอนหลังยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งเบาะไฟฟ้าที่ปรับตำแหน่งได้ และฟังก์ชันการนวดสูงสุด 6 โปรแกรม ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ยังก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย MBUX Interior Assistant ที่ตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสารได้อย่างฉับไว เช่น การเปิด-ปิดไฟอ่านหนังสืออัตโนมัติเมื่อยื่นมือไปใกล้กระจกด้านข้าง และ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ที่ทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เพื่อควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 จอ พร้อมระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมชุดลำโพง 15 ตัว สร้างประสบการณ์ความบันเทิงระดับโรงภาพยนตร์

ขุมพลังสำหรับ S-Class ในไทยคือเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียงพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2-stage 3.0 ลิตร รหัส OM656 ให้กำลัง 286 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร ในรุ่น S350 d จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC

ระบบความปลอดภัยของ S-Class ล้ำหน้าอย่างครบครันเป็นครั้งแรกกับการนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง ระบบ Parking Package with 360° camera มอบมุมมองรอบคันเสมือนจริง และ Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น Evasive Steering Assist, Active Emergency Stop Assist และ Exit Warning ทำให้ S-Class เป็นรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุดคันหนึ่งในตลาด

S-Class เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการความเหนือระดับในทุกมิติ โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 6,690,000 บาท สำหรับรุ่น S 350 d Exclusive และ 7,190,000 บาท สำหรับรุ่น S 350 d AMG Premium

Mercedes-Benz CLS: คูเป้ 4 ประตู ที่ยังคงความสง่างามเหนือกาลเวลา

Mercedes-Benz CLS ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ในกลุ่มรถยนต์คูเป้ 4 ประตู หลังจากที่มีการปรับปรุงรุ่นและออปชั่นย่อยในช่วงปี 2021 โดยเฉพาะการเปิดตัว Mercedes-Benz CLS 220 d AMG Premium ทำให้ CLS ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความหรูหราพร้อมดีไซน์อันโดดเด่น

ภายนอกของ CLS 220 d ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นเดิมมากนัก ยังคงความโดดเด่นด้วยกระจังหน้า diamond-pattern grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและทอดตัวลงไปที่พื้น หลังคาซันรูฟไฟฟ้า กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางขนาด 245/40 R19 (ล้อหน้า) และ 275/35 R19 (ล้อหลัง) ชุดไฟหน้า MULTIBEAM LED และไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก มอบความสว่างและปลอดภัยในทุกสภาพเส้นทาง

ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Nappa และฝีเข็มสุดประณีต เบาะหลังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ และเพิ่มระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย (Wireless Charging) พวงมาลัยพาวเวอร์มัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa พร้อมลำโพง Burmester® Surround Sound System และไฟเรืองแสง Premium ambient lighting 64 สี ที่ช่วยสร้างบรรยากาศตามต้องการ แม้จะมีการปรับลดออปชั่นบางรายการเพื่อราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น แต่ CLS 220 d ก็ได้รับการเสริมด้วยระบบ MBUX และ Touchscreen Functions พร้อม Touchpad ดีไซน์ใหม่ในชุด Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่อง และระบบแจ้งสถานะเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง

ขุมพลังของ CLS 220 d คือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย มอบสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ

ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีครบครัน เช่น DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่หลากหลาย ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HAND-FREE ACCESS ระบบแสดงผลข้อมูล Head-up display ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2-Zone ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Parking Pilot รวมถึงระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา Blind Spot Assist และ Active Braking Assist ที่ช่วยลดความเสี่ยงการชนปะทะ ด้วยราคาจำหน่ายที่ 4,329,000 บาท CLS 220 d ยังคงเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความพิเศษในทุกการขับขี่

Mercedes-Benz EQS: การปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้าหรูระดับเรือธง

ในปี 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQS ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าหรูในประเทศไทยอย่างเต็มตัว หลังจากเริ่มวางจำหน่ายในไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 EQS เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เทียบเคียงได้กับ Mercedes-Benz S-Class ในด้านความหรูหราและเทคโนโลยี แต่โดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระยะทางวิ่งที่น่าประทับใจสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

การออกแบบของ EQS ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Vision EQS concept เกือบทั้งหมด โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแผงสีดำ (Black Panel) ที่คาดด้วยแสง Daytime Running Light แบบ LED พาดยาวตลอดขอบกระจังหน้าด้านบน พร้อมไฟหน้า LED พร้อมระบบฉายแสงอัจฉริยะระดับ 1.3 ล้านพิกเซล (Digital Light) ที่สามารถฉายสัญลักษณ์หรือกราฟิกบนถนนเพื่อเตือนผู้ขับขี่หรือสื่อสารกับรถคันอื่นได้ ไฟท้าย LED ที่มีแสงพาดยาวตลอดฝาท้ายเช่นกัน มอบภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัยและน่าจดจำ ล้ออัลลอยมีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ 19, 20 และ 21 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารคือจุดเด่นที่แท้จริงของ EQS ด้วย MBUX Hyperscreen ที่พาดเต็มแผงคอนโซลหน้าความยาวกว่า 1.41 เมตร ประกอบด้วยหน้าจอข้อมูลการขับขี่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอสำหรับความบันเทิงของผู้โดยสารด้านหน้า 12.3 นิ้ว และสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ยังมีหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วให้อีก 2 จอเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ระบบเสียง Burmester พลังขับ 710 วัตต์ จากลำโพง 15 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศแบบแบ่ง 4 โซน และเบาะนั่งหนังแท้คุณภาพสูง หรูหราและสะดวกสบายในทุกรายละเอียด

ขุมพลังไฟฟ้าของ EQS มีให้เลือก 2 รุ่นหลัก ได้แก่:
EQS 450+ (ขับเคลื่อนล้อหลัง): ใช้มอเตอร์เดี่ยวกำลังขับ 329 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.
EQS 580 4Matic (ขับเคลื่อน 4 ล้อ): ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 90 kWh (หรือใหญ่กว่าในบางรุ่นย่อย) ทำให้วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 770 กิโลเมตร (ในรุ่น EQS 450+) รองรับการชาร์จเร็วด้วยกำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์ ทำให้ชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ใน 31 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 300 กิโลเมตรในการชาร์จเพียง 15 นาที ระบบความปลอดภัยรอบคัน เช่น Adaptive Cruise Control, Lane-Keep Assist, Lane-Centering Assist, Traffic-Sign Recognition, Blind-Spot Monitoring และ Rear Cross-Traffic Alert ช่วยให้การเดินทางด้วย EQS เป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัยสูงสุด

การผลิต EQS ที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับ S-Class และ Mercedes-Maybach S-Class ยิ่งตอกย้ำถึงมาตรฐานการผลิตระดับโลก ทำให้ EQS เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรูที่ตอบโจทย์อนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การแข่งขันในตลาดและอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนและทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการเกิดขึ้นของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าหรูจากจีน เช่น Zeekr (ภายใต้ Geely ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Mercedes-Benz ด้วย) เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้วยการผสานมรดกความหรูหราเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในการพัฒนาแพลตฟอร์ม EV โดยเฉพาะ การยกระดับระบบปฏิบัติการ MBUX และการนำเสนอทางเลือกขุมพลังที่หลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ไม่หยุดยั้งของแบรนด์

สำหรับตลาดประเทศไทยในปี 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นแบรนด์รถยนต์พรีเมียมที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด ด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง การนำเสนอรถยนต์ที่ประกอบในประเทศเพื่อลดต้นทุนและทำให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และการเป็นผู้นำในการนำเสนอทางเลือกยานยนต์ไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมแล้วที่จะนำพาวงการยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนอัจฉริยะและยั่งยืนอย่างแท้จริง ด้วยความหลากหลายของรุ่นรถยนต์ ตั้งแต่ A-Class ที่คล่องตัวในเมือง E-Class ที่หรูหราสำหรับผู้บริหาร ไปจนถึง S-Class และ EQS ที่เป็นสุดยอดแห่งความล้ำสมัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ที่เหนือกว่าแค่การเดินทาง แต่เป็นประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ.

Previous Post

N2811005 Ep3 กศ กษาสาวช อก! นไนต สแตนด ของเธอ นเป นอาจารย วเอง part2

Next Post

N2911003 Ep2 กศ กษาสาวช อก! นไนต สแตนด ของเธอ นเป นอาจารย วเอง part2

Next Post
N2911003 Ep2 กศ กษาสาวช อก! นไนต สแตนด ของเธอ นเป นอาจารย วเอง part2

N2911003 Ep2 กศ กษาสาวช อก! นไนต สแตนด ของเธอ นเป นอาจารย วเอง part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.