• Sample Page
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
reviewfilm2.tfvp.org
No Result
View All Result

N2411008 เขาไม ชอบเป อนเล อด แต าอย างเง ยบเช ยบด วยถ งม อสองช Viral part2

admin79 by admin79
November 20, 2025
in Uncategorized
0
N2411008 เขาไม ชอบเป อนเล อด แต าอย างเง ยบเช ยบด วยถ งม อสองช Viral part2

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมกล้ายืนยันว่าปี 2025 นี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้หลงใหลในรถยนต์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปรากฏการณ์ที่กลับมาทวงบัลลังก์อย่างยิ่งใหญ่ของ “รถทรงกล่อง” สไตล์เรโทร-ออฟโรด ที่ผสานความแข็งแกร่งดุดันในอดีตเข้ากับเทคโนโลยีและดีไซน์อันทันสมัยได้อย่างไร้ที่ติ นี่ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นและจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยยังคงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่โหยหา เหนือกว่าความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์เสียอีก

จากการเฝ้าสังเกตการณ์ในตลาดมาอย่างยาวนาน ผมพบว่าผู้ขับขี่ในปัจจุบันไม่ได้มองหารถยนต์แค่เพื่อการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังมองหายานพาหนะที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความกล้าที่จะแตกต่าง รถทรงกล่องเหล่านี้มอบอิสระในการสำรวจ ไม่ว่าจะบนถนนลาดยางในเมืองใหญ่ หรือเส้นทางทุรกันดารที่ท้าทายธรรมชาติ นี่คือยุคที่รถยนต์กลายเป็นมากกว่าพาหนะ แต่เป็นคู่หูที่พร้อมลุยไปกับเราในทุกเส้นทาง

ในบทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปเจาะลึก 9 สุดยอดยนตรกรรมทรงกล่องที่ร้อนแรงและน่าจับตาที่สุดในปี 2025 ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้มันกลายเป็นมากกว่ารถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของอิสระและสไตล์ที่ไม่มีวันตกยุค พร้อมวิเคราะห์เจาะลึกทั้งข้อดีและข้อที่ควรพิจารณาในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณได้ข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์คู่ใจที่ตรงกับความต้องการและงบประมาณของคุณมากที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นสายลุยตัวจริง หรือเพียงแค่หลงใหลในความคลาสสิกที่มาพร้อมสมรรถนะล้ำยุค บทความนี้จะปลุกจิตวิญญาณสายลุยในตัวคุณให้ลุกโชนอีกครั้งอย่างแน่นอน

9 ยนตรกรรมทรงกล่องสุดเร้าใจแห่งปี 2025 ที่คุณไม่ควรมองข้าม

ในโลกของยานยนต์ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง การกลับมาของรถทรงกล่องสไตล์ Retro-Offroad ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่แข็งแกร่งและน่าจับตาที่สุดในปี 2025 ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว รถประเภทนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความทนทานและสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่มีสไตล์โดดเด่นไม่เหมือนใคร และสะท้อนบุคลิกที่ชัดเจนบนท้องถนน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมได้คัดสรร 9 รุ่นที่กำลังเป็นที่พูดถึงและคาดว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดรถยนต์ปีนี้มาให้ทุกท่านได้พิจารณา

GWM TANK 300 Diesel: นิยามใหม่ของออฟโรดขาลุยที่จับต้องได้

GWM TANK 300 Diesel คือปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองต่อรถยนต์ออฟโรดในตลาดบ้านเรา ด้วยการนำเสนอดีไซน์ Retro-Boxy ที่โดดเด่น ผสมผสานความบึกบึนเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว สิ่งที่ทำให้ TANK 300 Diesel แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนคือการตัดสินใจของ GWM ที่เลือกติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ แทนที่ระบบไฮบริดเดิม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหาความทนทาน แรงบิดมหาศาล และความประหยัดเชื้อเพลิงในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น การตั้งราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย

ภายใต้ฝากระโปรง TANK 300 Diesel มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร เทอร์โบ ให้พละกำลัง 184 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถในเซกเมนต์นี้ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-time ที่มีโหมดการขับขี่ 2H, 4H และ 4L ครบครัน ทำให้พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบหรือทางสมบุกสมบัน

จุดแข็ง: สิ่งที่ TANK 300 Diesel เหนือกว่าใครคือ “ราคาจำหน่าย” ที่เป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเทียบกับสมรรถนะและอุปกรณ์ที่ให้มาอย่างเต็มพิกัด รวมถึงการรับประกันเครื่องยนต์ที่ยาวนานถึง 1,000,000 กิโลเมตร สะท้อนถึงความมั่นใจในคุณภาพอย่างแท้จริง โครงสร้างแบบออฟโรดแท้ๆ พร้อมแรงบิดในรอบต่ำที่สูงลิ่ว ทำให้มันเป็นรถที่พร้อมจะพิชิตป่าฝ่าโคลนได้จริง ไม่ใช่แค่ดีไซน์ที่สวยงามแต่ไร้สมรรถนะ

ข้อควรพิจารณา: ด้วยน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน และพละกำลัง 184 แรงม้า อาจทำให้การขับขี่ในเมืองที่มีการเร่งแซงบ่อยครั้งไม่ “ปรู๊ดปร๊าด” เท่าที่บางคนคาดหวัง และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time ก็อาจจะไม่ต่างจากรุ่นไฮบริดนักหากพิจารณาจาก ECO Sticker แต่โดยรวมแล้ว GWM TANK 300 Diesel คือตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการรถออฟโรดแท้ๆ ที่หล่อเหลา ออปชั่นครบครัน ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

JAECOO 5 EV MAX: SUV ไฟฟ้าไซส์คอมแพคท์ที่มอบความแรงเกินราคา

ก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า JAECOO 5 EV MAX คือหนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในตลาด Compact SUV EV 100% โดยเป็นผลผลิตจาก Chery แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่กำลังบุกตลาดโลกอย่างหนักหน่วง กลยุทธ์ของ JAECOO 5 EV MAX คือการมอบสมรรถนะที่เหนือชั้นและอัดแน่นด้วยฟีเจอร์ในราคาที่แข่งขันได้ยากยิ่งในกลุ่มซิตี้คาร์ไฟฟ้า

รถคันนี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวที่ล้อหน้า (FWD) มอบพละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 288 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แบตเตอรี่ LFP ขนาด 58.9 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลถึง 461 กม. ต่อการชาร์จเต็ม (ตามมาตรฐาน NEDC) พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.7 วินาที ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ที่สนุกสนานและทันใจ

จุดแข็ง: สิ่งที่ทำให้ JAECOO 5 EV MAX โดดเด่นคือ “ความคุ้มค่าด้านสมรรถนะ” ที่สวนทางกับราคาอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่มักให้กำลังในช่วง 100-170 แรงม้าเท่านั้น JAECOO 5 EV MAX กลับมอบพละกำลังที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเร่งแซงเป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียมที่มักจะพบในรถยนต์ราคาสูงกว่า เช่น หลังคากระจก Panoramic Roof, กล้อง 540 องศา (รวมกล้อง 360 องศา และฟังก์ชันแสดงภาพใต้ท้องรถ) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) พื้นฐานที่ครบครัน มอบทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัย

ข้อควรพิจารณา: แม้จะโดดเด่นด้านสมรรถนะและฟีเจอร์ แต่ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า สิ่งที่ผู้บริโภคยังคงต้องพิจารณาคือโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จในพื้นที่การใช้งาน และความคุ้นชินกับการวางแผนการเดินทางเพื่อการชาร์จไฟ แต่สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า Compact SUV ที่แรง ฟีเจอร์แน่น และราคาสมเหตุสมผล JAECOO 5 EV MAX คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

JAECOO 6 EV AWD: กล่องไฟฟ้าสุดคลาสสิกพร้อมลุยแบบพรีเมียม

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในความบึกบึนของรถออฟโรดระดับตำนานอย่าง Land Rover Defender หรือ Mercedes-Benz G-Class แต่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในโลกของยานยนต์ไฟฟ้า JAECOO 6 EV AWD คือคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง รถยนต์ไฟฟ้า 100% คันนี้ถูกออกแบบมาในสไตล์ออฟโรดสุดคลาสสิกที่นำแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่สายลุยมาย่อส่วนและตีความใหม่ มอบภาพลักษณ์ที่โดดเด่น พร้อมผจญภัย และทันสมัยไปพร้อมกัน

สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) นี้ มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้พละกำลังรวม 275 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ LFP ขนาด 65.7 kWh ช่วยให้วิ่งได้ไกลสูงสุด 501 กม. ต่อการชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและการผจญภัยในวันหยุดได้อย่างสบาย

จุดแข็ง: สิ่งที่ทำให้ JAECOO 6 EV โดดเด่นเหนือคู่แข่งคือการใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Aluminium-Alloy Body ที่มอบทั้งความแข็งแกร่งและน้ำหนักที่เบาลง ซึ่งส่งผลดีต่อสมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังมาพร้อมโหมดการขับขี่มากถึง 10 โหมด รวมถึงโหมด Off-road เฉพาะทาง เช่น ทราย โคลน และหิมะ ทำให้มั่นใจได้ว่าพร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทาง เทคโนโลยีชิป Snapdragon 8155 ยังช่วยให้ระบบอินโฟเทนเมนต์ภายในรถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่หน่วง ไม่กระตุก มอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล

ข้อควรพิจารณา: การออกแบบตัวถังทรง Boxy สไตล์ออฟโรดนั้นย่อมมาพร้อมกับความต้านทานอากาศที่สูง ซึ่งอาจทำให้ JAECOO 6 EV มีเสียงลมปะทะที่ดังกว่ารถ SUV ทรงลู่ลมทั่วไปเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง นอกจากนี้ช่วงล่างที่เซ็ตมาเพื่อรองรับการขับขี่แบบออฟโรดก็อาจให้ความรู้สึกที่กระด้างกว่า SUV ที่เน้นการขับขี่ในเมืองเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์ออฟโรดแท้ๆ และสมรรถนะการลุยที่ไว้ใจได้ JAECOO 6 EV AWD คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง

Chery V23: รถแฟชั่นทรงกล่องที่พร้อมขยับเข้ามาอยู่ในใจคนเมือง

Chery V23 คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทรนด์รถทรงกล่องที่กำลังมาแรงกับความต้องการของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ถูกตีความใหม่ในรูปแบบของ B-SUV ที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง ด้วยมิติตัวถังที่น่าสนใจ ยาว 4,220 มม., กว้าง 1,915 มม. (กว้างกว่า Fortuner), สูง 1,845 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,735 มม. (ยาวกว่า Corolla Cross) ทำให้แม้จะดูเล็กกระทัดรัดภายนอก แต่ภายในกลับโปร่งสบายไม่อึดอัด

รุ่นนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 81.76 kWh ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 292 นิวตันเมตร วิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กิโลเมตร/ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.5 วินาที นอกจากนี้ยังมีระบบ V2L (Vehicle-to-load) ที่ให้กำลังสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ มาให้ด้วย เพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม

จุดแข็ง: Chery V23 ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “รถแฟชั่น” ที่แท้จริง ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความดิบของ G-Class ความบึกบึนของ Defender และความน่ารักของ Jimny เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะขับไปที่ไหนก็ดึงดูดทุกสายตาได้เสมอ ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์นี้ทำให้มันโดดเด่นเหนือใครบนท้องถนน นอกจากนี้ขนาดตัวถังที่เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองของประเทศไทย ทำให้ V23 มีความคล่องตัวสูง การเข้าจอดหรือขับขี่ในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่าย และแม้ตัวถังจะดูสั้น แต่ระยะฐานล้อที่ยาวและความกว้างของรถทำให้ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง นั่งสบาย

ข้อควรพิจารณา: ข้อด้อยที่สำคัญคือ “ระยะขับขี่จริง” ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 300-400 กม. ต่อการชาร์จ ซึ่งแม้จะเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง แต่สำหรับรถที่หน้าตาพร้อมลุยขนาดนี้ หากคิดจะขับลุยป่าทางไกลจริงๆ อาจจะต้องวางแผนการชาร์จล่วงหน้าให้ดี มิเช่นนั้นอาจจะไม่เหมาะกับการผจญภัยแบบไร้กังวล แต่หากมองในมุมของรถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์จัดจ้านที่เน้นการใช้งานในเมืองและสะท้อนสไตล์ Chery V23 คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

KIA EV9 GT-Line AWD: ยานแม่แห่งอนาคตสำหรับครอบครัวยุคใหม่

KIA EV9 GT-Line AWD สร้างเสียงฮือฮาในตลาดบ้านเราอย่างมหาศาล ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบ “Digital Tiger Face” รูปทรงกล่องที่ดูบึกบึนแต่กลับแฝงไว้ซึ่งความล้ำสมัย ทำให้ EV9 ดูเหมือนรถยนต์ต้นแบบที่หลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ ไม่มีใครเหมือนบนท้องถนนแน่นอน EV9 ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบ 3 แถว 6 ที่นั่งเท่านั้น แต่ยังเป็นยานแม่ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ด้วยสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ที่เข้ามาในฐานะผู้ท้าชิงในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมอย่างเต็มตัว

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ AWD ให้กำลังสูงสุดถึง 384 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 99.8 kWh ที่มอบระยะทางวิ่งสูงสุด 505 กม. ต่อการชาร์จ (ตามมาตรฐาน WLTP) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลาเพียง 5.3 วินาที ซึ่งถือว่ารวดเร็วอย่างน่าทึ่งสำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่

จุดแข็ง: KIA EV9 คือที่สุดแห่งความโดดเด่นและอเนกประสงค์ระดับ First Class จุดเด่นคือเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat ที่สามารถหมุนได้ 180 องศา สร้างพื้นที่สำหรับสนทนาหรือกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้เบาะนั่งแถว 3 ยังกว้างขวางพอที่ผู้ใหญ่จะนั่งได้อย่างสบาย ไม่ใช่แค่ที่นั่งสำหรับเด็กเล็กเท่านั้น ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการคือเทคโนโลยีการชาร์จ 800V ที่ทำให้ EV9 สามารถรับการชาร์จไฟ DC ได้เร็วมากๆ ช่วยลดเวลาในการรอชาร์จและเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางไกล

ข้อควรพิจารณา: ความหรูหราและเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ย่อมมาพร้อมกับ “ราคาค่าตัวที่สูง” ซึ่งแตะระดับ 3.9 ล้านบาท เนื่องจากเป็นการนำเข้า CBU ทั้งคัน ทำให้ KIA EV9 ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่ง SUV หรูจากยุโรปอย่าง BMW iX3 หรือ Mercedes-EQE SUV ซึ่งเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในด้านภาพลักษณ์แบรนด์ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่สำหรับครอบครัวที่ต้องการความล้ำสมัย ดีไซน์โดดเด่น และความอเนกประสงค์ระดับสูงสุด KIA EV9 GT-Line AWD คือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับอนาคต

Suzuki Jimny: แรร์ไอเทมขวัญใจสายแฟชั่นที่ลุยได้จริง

Suzuki Jimny ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมยานยนต์ไทยอย่างแท้จริง มันได้กลายเป็น “แรร์ไอเทม” ที่คนตามหามากที่สุด ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์แบบเรโทร-ออฟโรดที่ผสมผสานความน่ารักและความบึกบึนได้อย่างลงตัว ทำให้ Jimny เป็นขวัญใจของทั้งสายแฟชั่นและสายลุยตัวจริง ผู้ที่ตัดสินใจซื้อ Jimny มักจะซื้อด้วย “อารมณ์และสไตล์” ที่นำเหตุผลด้านราคา มีให้เลือกทั้งแบบ 3 และ 5 ประตู ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย

ภายใต้ตัวถังที่น่ารัก Jimny มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร (ร่วมกับ Suzuki Swift และ Ertiga) ให้พละกำลัง 102 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และที่สำคัญคือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-time 4WD “AllGrip Pro” ที่มีเกียร์ Low Range (4L) สำหรับการลุยหนักโดยเฉพาะ ทำให้ Jimny สามารถใช้งานแบบ Off Road ได้อย่างแท้จริง

จุดแข็ง: Jimny ไม่เพียงแต่ลุยได้จริงเท่านั้น แต่ยังมีความคล่องตัวสูงในการใช้งานในเมือง โดยเฉพาะรุ่น 3 ประตูที่มีวงเลี้ยวแคบ ทำให้เป็นรถที่มุดและจอดง่ายมากในสภาพการจราจรที่หนาแน่น และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ “ราคาขายต่อที่แข็งโป๊ก” อันเนื่องมาจากโควต้านำเข้าที่มีจำกัดและความต้องการในตลาดที่สูงมาก ทำให้ Jimny กลายเป็นรถสะสมไปแล้ว ราคาขายต่อมือสองบางคันแทบไม่ต่างจากราคามือหนึ่งเลย นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ

ข้อควรพิจารณา: ข้อด้อยที่สำคัญคือ “ราคา” ที่อาจจะไม่สมเหตุสมผลนักสำหรับบางคน ด้วยกำแพงภาษีที่ทำให้ราคาพุ่งไปแตะ 1.7 – 1.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่คุณสามารถซื้อ PPV 7 ที่นั่ง หรือ C-SUV ดีๆ ได้เลย นอกจากนี้ฟีลลิ่งการขับขี่แบบ Bumpy Ride ที่มีโครงสร้างแบบคานแข็งและฐานล้อที่สั้น ทำให้ช่วงล่างค่อนข้างกระด้างและมีอาการดีดเมื่อเจอถนนที่ไม่เรียบนัก แต่หากคุณมองหารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสัญลักษณ์ของสไตล์และความเป็นอิสระที่ลุยได้จริง Suzuki Jimny คือคำตอบที่ใช่

Mercedes-Benz G 63 AMG: ราชาแห่ง SUV ทรงกล่องผู้เป็นตำนาน

Mercedes-Benz G-Class หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ G-Wagen คือราชาแห่ง SUV ทรงกล่องอย่างแท้จริง เป็นไอคอนของวงการยานยนต์ที่ยืนหยัดมานานกว่า 40 ปี และยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับค่ายรถยนต์อื่นๆ อย่างไม่หยุดหย่อน จุดเริ่มต้นจากการเป็นรถยนต์ทางทหาร ก่อนจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความหรูหราขั้นสุด และสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบได้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรุ่น G 63 AMG ตัวท็อปสายโหด

G 63 AMG มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ที่ผลิตพละกำลังมหาศาลถึง 585 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 4.5 วินาที ซึ่งเป็นสมรรถนะในระดับซูเปอร์คาร์ที่พร้อมแต่งหล่อมาแล้วจากโรงงาน

จุดแข็ง: G-Class คือ “ตำนานที่ฆ่าไม่ตาย” ซึ่งเป็นเหตุผลแรกและเหตุผลเดียวที่หลายคนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อเป็นเจ้าของ ด้วยดีไซน์และความคลาสสิกที่มองยังไงก็ไม่มีเบื่อ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังคงความสง่างามเหนือกาลเวลา มาพร้อมกับสุดยอดสมรรถนะออฟโรดของจริง ด้วยโครงสร้างแบบ Body-on-Frame หรือแชสซีส์แบบขั้นบันได และระบบล็อกเฟืองท้ายถึง 3 ตัว ที่พร้อมจะปีนป่ายไปในทุกที่ที่รถคันอื่นไปไม่ถึง ภายในห้องโดยสารคือที่สุดของความหรูหรา แม้ภายนอกจะดูดิบดุดัน แต่ภายในกลับมอบความสะดวกสบายและวัสดุระดับพรีเมียมไม่ต่างจาก S-Class สมกับราคาหลักสิบล้านบาท

ข้อควรพิจารณา: สิ่งที่ต้องแลกมากับความทรงพลังและหรูหราคือ “อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน” ที่สูงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในรุ่น G 63 V8 Bi-Turbo ที่ขึ้นชื่อเรื่องความกระหายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อแลกกับพละกำลังและเสียงคำรามที่เร้าใจ นอกจากนี้ G-Class ยังเป็นรถที่มีวงเลี้ยวค่อนข้างกว้าง การขับในซอยแคบๆ หรือการหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองใหญ่จึงต้องใช้ทักษะและความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการที่สุดแห่งความหรูหรา สมรรถนะ และตำนานที่ยังมีชีวิต Mercedes-Benz G 63 AMG คือคำตอบสุดท้าย

Land Rover Defender: สุภาพบุรุษสายลุยโฉมใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี

Land Rover Defender คืออีกหนึ่งไอคอนแห่งวงการยานยนต์ที่กลับมาเกิดใหม่ในเจเนอเรชันล่าสุด (L663) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลบภาพจำเดิมๆ ของรถลุยสายดิบ ให้กลายเป็น SUV หรูที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยไว้ได้อย่างน่าทึ่ง Defender โฉมใหม่มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล D300 เบนซิน P400 และปลั๊กอินไฮบริด P400e ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย

D300 (ดีเซล MHEV): เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร Mild-Hybrid (MHEV) ให้พละกำลัง 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร
P400 (เบนซิน MHEV): เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร Mild-Hybrid (MHEV) ให้พละกำลัง 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร
P400e (Plug-in Hybrid): เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวม 404 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 640 นิวตันเมตร วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 43 กม. (WLTP)

จุดแข็ง: Land Rover Defender มาพร้อมโครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียม Monocoque (D7x) ซึ่งมอบความแข็งแกร่งและน้ำหนักที่เบา ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา และช่วงล่างถุงลมแบบ Adaptive Air Suspension ที่สามารถปรับโหมดการขับขี่ตามสภาพพื้นผิวได้อย่างอัจฉริยะ ทำให้คุณได้รับความสบายบนถนนที่สวนทางกับหน้าตาอันดุดัน แต่ถึงแม้จะมอบความนุ่มนวลบนถนนลาดยาง เมื่อลงสู่เส้นทางออฟโรด Defender คือ Land Rover ของจริง ที่สามารถลุยผ่านอุปสรรคโหดๆ ได้อย่างง่ายดาย มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและทางลุย

ข้อควรพิจารณา: ข้อเสียเปรียบของ Land Rover Defender คือ “ค่าบำรุงรักษา” ที่ค่อนข้างสูง ประกอบไปด้วยค่าอะไหล่และค่าบริการหลังการขายที่แพงกว่ารถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด นอกจากนี้ยังเป็นรถที่กินน้ำมันพอสมควร แม้จะมีระบบ Mild-Hybrid มาช่วยแล้วก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่มองหา SUV พรีเมียมที่ผสมผสานความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย และสมรรถนะการลุยที่ไว้ใจได้ Land Rover Defender คือตัวเลือกที่ไม่มีใครเทียบ

Toyota Land Cruiser FJ: การกลับมาของตำนานที่พร้อมสั่นสะเทือนตลาด

ข่าวการกลับมาของ Toyota Land Cruiser FJ สร้างกระแสฮือฮาอย่างมากในวงการยานยนต์ไทยตั้งแต่ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ Toyota Land Cruiser FJ ตำนานที่เราคุ้นเคยกำลังจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาดเล็กกว่า Fortuner เล็กน้อย ซึ่งคาดว่าจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ออฟโรดขนาดกลาง โดยจะใช้พื้นฐานแชสซีส์แบบเดียวกับ Hilux Champ แต่เน้นสมรรถนะการลุยที่มากกว่า

Land Cruiser FJ จะมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 246 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD ซึ่งเป็นขุมพลังที่พิสูจน์แล้วถึงความทนทานและไว้ใจได้ตามแบบฉบับของ Toyota

จุดแข็ง: แฟนคลับ Toyota และสายลุยเตรียมเฮได้เลย เพราะคาดว่า Toyota Land Cruiser FJ จะเข้าไทยในช่วงเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นการกลับมาของรถยนต์ที่มี “สายเลือดนักลุย” ที่แท้จริง ด้วยราคาจำหน่ายที่ผมคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 – 1.3 ล้านบาท ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ออฟโรดที่มีความทนทานสูง ชื่อชั้นของ Land Cruiser คือสิ่งยืนยันคุณภาพและความไว้ใจได้ การออกแบบที่ผสมผสานความคลาสสิกของ FJ Cruiser เข้ากับความทันสมัยของ Land Cruiser ทำให้รถรุ่นนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาได้ยากในตลาด มั่นใจได้ถึงสมรรถนะการลุยที่ Toyota ได้พิสูจน์มาแล้วทั่วโลก

ข้อควรพิจารณา: แม้จะเป็นตำนานที่กลับมา แต่การใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร อาจจะต้องพิจารณาเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน นอกจากนี้การรอคอยจนถึงปี 2026 ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้สนใจจะต้องอดใจรอ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ออฟโรดที่แข็งแกร่ง ทนทาน และมีชื่อเสียงระดับโลกในราคาที่สมเหตุสมผล Toyota Land Cruiser FJ คือการรอคอยที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน

beyond the box: เทรนด์ยานยนต์พรีเมียมและบริการเหนือระดับจาก Mercedes-Benz ในปี 2025

นอกจาก 9 ยนตรกรรมทรงกล่องที่เราได้เจาะลึกไปแล้ว ตลาดรถยนต์พรีเมียมยังคงเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่น่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Mercedes-Benz ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่านี่คือมิติสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2025 ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของรถยนต์ แต่รวมถึงระบบนิเวศการบริการและประสบการณ์ที่ครบวงจร

Mercedes-Benz ยังคงเป็นผู้นำในการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความปลอดภัยและสมรรถนะอันเป็นเลิศ ดังจะเห็นได้จากการที่ Mercedes-Benz ประเทศไทยได้นำรถยนต์ 3 รุ่น ได้แก่ EQS 450+ AMG Premium, EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic และ S 350 d Exclusive เข้าร่วมการทดสอบระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS (Advanced Driver Assistance System) ในงานสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Week) เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมและยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับประเทศไทยและภูมิภาค สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ระบบความปลอดภัยระดับสูง อาทิ Active Distance Assist DISTRONIC, Active Lane Keeping Assist, Active Brake Assist และ Active Blind Spot Assist เหล่านี้ล้วนเป็นมาตรฐานที่ Mercedes-Benz มอบให้เพื่อความมั่นใจสูงสุดในการขับขี่

ล่าสุด Mercedes-Benz ยังได้กลับมาสร้างความเร้าใจในตลาดด้วยการเปิดตัว Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ ยนตรกรรมเรือธงในตระกูล GT เจเนอเรชันที่ 2 ด้วยรหัสตัวถัง C192 ที่บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 (26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568) ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิด “One Man, One Engine” ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ให้กำลังสูงถึง 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม. พร้อมราคา 15,900,000 บาท แสดงให้เห็นถึงขีดสุดแห่งวิศวกรรมยานยนต์และดีไซน์แบบมอเตอร์สปอร์ต ดีไซน์ภายนอกแบบ Wide Body กว้าง 2 เมตร พร้อมกระจังหน้า AMG-specific radiator grille และไฟหน้า DIGITAL LIGHT รวมถึงระบบส่งกำลัง AMG SPEEDSHIFT MCT 9-Speed Sport Transmission และระบบขับเคลื่อน AMG Performance 4MATIC+ มอบประสบการณ์ขับขี่ในสนามแข่งที่เหนือชั้น ระบบช่วยเหลือการควบคุมการเลี้ยวล้อหลัง (AMG Rear-Axle Steering) และช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL Sports Suspension ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ปิดท้ายด้วยระบบถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์ AMG Real Performance Sound ที่เร้าใจ และภายในห้องโดยสารที่หรูหราด้วยระบบ MBUX7 จอสัมผัสขนาด 11.9 นิ้ว พร้อมหน้าจอ Driver’s display ขนาด 12.3 นิ้ว และพวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel นี่คือการตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น Mercedes-Benz ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการให้บริการหลังการขายที่เหนือระดับ โดย “เบนซ์ไพรม์มัส” ตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz ก็ได้ยกระดับศูนย์ Body&Paint สู่มาตรฐานสูงสุด ด้วยบุคลากรและเครื่องมือพิเศษครบวงจร รองรับงานซ่อมสี-ตัวถังทุกรุ่น ทุกซัพแบรนด์ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานสูงสุดของ Mercedes-Benz การบริการที่ครอบคลุมทั้งงานซ่อมหนักและเบา พร้อมเทคโนโลยีการพ่นอบสีระบบแขนกลอินฟราเรดอัตโนมัติ และผลิตภัณฑ์สีน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง “เบนซ์ไพรม์มัส” ยังมอบแคมเปญสุดพิเศษ “รับฟรี! ค่า Excess” เมื่อนำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการเคลมซ่อมสี-ตัวถังรอบคัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2567 ที่สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เท่านั้น

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ก็ไม่ควรพลาดกับแคมเปญส่งเสริมการขาย StarFest the “Last Order” ที่มอบส่วนลดสูงสุด 900,000 บาท หรือเลือกรับส่วนลด 740,000 บาท ฟรี! MBSP Easy Care นาน 3 ปี และ MB Protection นาน 1 ปี ระหว่างวันที่ 18-30 มิถุนายนนี้ ถือเป็นโอกาสทองในการครอบครองรถยนต์พรีเมียมจากแบรนด์ระดับโลก

และเพื่อเป็นการสร้างความผูกพันกับกลุ่มลูกค้าและผู้ที่หลงใหลในแบรนด์ Mercedes-Benz ได้สานต่อแรงบันดาลใจนี้ด้วยแคมเปญ “Friend with Benz” (FWB) ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของรถหรือไม่ก็ตาม เพียงแค่มีความหลงใหลในแบรนด์ ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Friend with Benz ในงาน Motor Show 2025 ได้ โดยจะมีการเชิญชวนให้มาร่วมแชร์ประสบการณ์ที่มีต่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมสัมผัสความหรูหราของยนตรกรรมรุ่นต่างๆ รวมถึงข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในงาน กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของแบรนด์ในการสร้างชุมชนและแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอย่างต่อเนื่อง

บทสรุปและคำเชิญชวน: ค้นพบจิตวิญญาณสายลุยในตัวคุณ

จากการวิเคราะห์เจาะลึก 9 ยนตรกรรมทรงกล่องสุดเร้าใจแห่งปี 2025 และภาพรวมของตลาดรถยนต์พรีเมียม ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านคงได้เห็นแล้วว่าเทรนด์ “Retro-Offroad” ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นฉาบฉวย แต่เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหายานพาหนะที่สามารถเป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร แต่เป็นสัญลักษณ์ของตัวตน อิสระ และการผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ออฟโรดขาลุยอย่าง GWM TANK 300 Diesel, แรร์ไอเทมขวัญใจสายแฟชั่นอย่าง Suzuki Jimny, ยานแม่แห่งอนาคตอย่าง KIA EV9 GT-Line AWD หรือราชาผู้เป็นตำนานอย่าง Mercedes-Benz G 63 AMG แต่ละรุ่นล้วนมีมนต์เสน่ห์และจุดเด่นเฉพาะตัวที่พร้อมตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์

ตลาดรถยนต์ในปี 2025 กำลังเข้าสู่ยุคที่ “คาแรคเตอร์” และ “ประสบการณ์” มีความสำคัญไม่แพ้ “สมรรถนะ” และ “ราคา” ยนตรกรรมทรงกล่องเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว มอบทั้งความสวยงาม ความทนทาน และความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินทางไปในเส้นทางใด รถยนต์คู่ใจเหล่านี้จะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์ที่น่าจดจำ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ ผมอยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านที่ไม่ว่าจะกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ หรือเพียงแค่ชื่นชมในความงามของยนตรกรรมเหล่านี้ ได้ลองสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวคุณเอง การได้ทดลองขับ การได้เห็นรายละเอียด การได้นั่งภายในห้องโดยสาร จะช่วยให้คุณค้นพบว่ารถทรงกล่องรุ่นไหนที่จะมาปลุกจิตวิญญาณสายลุยในตัวคุณให้ลุกโชนอย่างแท้จริง

อย่ารอช้า! ได้เวลาที่คุณจะออกไปสำรวจและค้นพบยนตรกรรมทรงกล่องคู่ใจที่จะพาคุณออกไปผจญภัยในทุกเส้นทาง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ยานยนต์แห่งอนาคต ที่ผสมผสานความคลาสสิก ความแข็งแกร่ง และความทันสมัยไว้ในหนึ่งเดียว ไปสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมสร้างเรื่องราวการเดินทางของคุณเองได้แล้ววันนี้!

Previous Post

N2411007 สาม ทรยศ เอางานก บเง นไปให หญ งอ กคน ทำให ภรรยาเด อดแฉ_part2

Next Post

N2411010 เธอช วยล กเขาไว แต คนอ นกล บได เครด ตและของขว ญหม น_part2

Next Post
N2411010 เธอช วยล กเขาไว แต คนอ นกล บได เครด ตและของขว ญหม น_part2

N2411010 เธอช วยล กเขาไว แต คนอ นกล บได เครด ตและของขว ญหม น_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2412004 #คล ปตลกฮาๆ (3) part2
  • N2412002 #คล ปตลกฮาๆ (1) part2
  • N2412003 #คล ปตลกฮาๆ (2) part2
  • N2412001 #คล ปตลกฮาๆ part2
  • N2412005 #หน งม นๆสน กๆ #สปอยหน งในtiktok #คล ปตลกฮาๆ (2) part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • July 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.