ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมสามารถยืนยันได้อย่างหนักแน่นว่าภูมิทัศน์ของรถยนต์ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2025 นี้ ที่ไม่ได้เป็นเพียงการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการหวนคืนสู่รากเหง้าของดีไซน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเอกลักษณ์ นั่นคือ รถทรงกล่องสไตล์ Retro-Offroad ที่ผสมผสานความคลาสสิกของอดีตเข้ากับความล้ำสมัยในปัจจุบันได้อย่างลงตัว นี่ไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นการสะท้อนรสนิยมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคที่มองหา “คาแรคเตอร์” และ “ตัวตน” ที่โดดเด่นบนท้องถนน เหนือกว่าความเรียบลื่นทางอากาศพลศาสตร์เพียงอย่างเดียว
เทรนด์นี้ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องในปี 2025 โดยเราได้เห็นหลากหลายแบรนด์ต่างนำเสนอ รถ SUV ไฟฟ้า และ รถออฟโรดพรีเมียม ที่มาพร้อมรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมสมรรถนะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปสำรวจ 9 รถทรงกล่องที่โดดเด่นที่สุดในปี 2025 ที่คุณไม่ควรมองข้าม พร้อมเจาะลึกถึงนวัตกรรมและโปรโมชั่นสุดพิเศษจาก Mercedes-Benz ที่จะเติมเต็มประสบการณ์ยานยนต์เหนือระดับของคุณ
9 ยานยนต์ทรงกล่องที่มาแรงที่สุดในปี 2025: เสน่ห์ที่เหนือเวลา
GWM TANK 300 Diesel: พลังดีเซลเพื่อการลุยที่แท้จริง
GWM TANK 300 Diesel ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่หลงใหลใน รถออฟโรดดีเซล สไตล์ Retro-Boxy ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์อันแข็งแกร่งและสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่แท้จริง การตัดสินใจตัดระบบไฮบริดออกและแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.4 ลิตร 4 สูบ ให้กำลัง 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นความทนทาน แรงบิดมหาศาล และที่สำคัญคือ ราคาเข้าถึงง่าย กว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
จุดแข็งสำคัญของ TANK 300 Diesel อยู่ที่โครงสร้างแบบ Body-on-Frame ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ รถออฟโรดแท้ๆ ที่พร้อมลุยได้ทุกสภาพพื้นผิว ด้วยแรงบิดรอบต่ำที่ทรงพลัง ทำให้มีกำลังฉุดลากที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะลุยป่าฝ่าโคลนก็ไร้กังวล พร้อมการรับประกันเครื่องยนต์ 1,000,000 กิโลเมตร ที่สร้างความมั่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยม อย่างไรก็ตาม ด้วยน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน ทำให้การตอบสนองอาจไม่ปราดเปรียวเท่ารถเก๋ง และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time อาจใกล้เคียงกับรุ่นไฮบริด แม้กระนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการ รถออฟโรดสมรรถนะสูง ที่หล่อเหลา ออปชันครบครันในราคาที่คุ้มค่า TANK 300 Diesel คือคำตอบที่ใช่
JAECOO 5 EV MAX: พลังไฟฟ้าในรูปแบบ Compact SUV ที่คุ้มค่า
JAECOO 5 EV MAX คือสัญญาณที่ชัดเจนของการเข้ามาของ รถยนต์ไฟฟ้า ในตลาด Compact SUV อย่างเต็มตัวจากเครือ Chery ที่มุ่งเน้นการนำเสนอคุณค่าที่เหนือกว่าในราคาที่จับต้องได้ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า ให้พละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ LFP ขนาด 58.9 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 461 กม./ชาร์จ (NEDC) และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที ทำให้ JAECOO 5 EV MAX มี สมรรถนะ EV ที่โดดเด่นเหนือคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน
จุดเด่นของรุ่นนี้คือพละกำลังที่แรงสวนทางกับราคา ทำให้การขับขี่สนุกสนานและตอบสนองได้ทันใจ นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียมที่มักจะพบในรถราคาแพงกว่า เช่น หลังคากระจก Panoramic Roof, กล้อง 540 องศา (พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS พื้นฐานที่ครบครัน ซึ่งทำให้ JAECOO 5 EV MAX เป็น รถ EV สุดคุ้ม สำหรับคนเมืองที่มองหานวัตกรรมและประสิทธิภาพ
JAECOO 6 EV AWD: กล่องลุยไฟฟ้า แรงบันดาลใจจากตำนาน
ต่อยอดความสำเร็จ JAECOO 6 EV AWD นำเสนอดีไซน์ รถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ออฟโรด สุดคลาสสิก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานสายลุยอย่าง Defender หรือ G-Class มาตีความใหม่ในรูปแบบ EV 100% ตัวรถเน้นความโดดเด่น บึกบึน และภาพลักษณ์ที่พร้อมผจญภัย สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้พละกำลังรวม 275 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ LFP ขนาด 65.7 kWh วิ่งได้สูงสุด 501 กม./ชาร์จ (NEDC)
สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Aluminium-Alloy Body และโหมดการขับขี่มากถึง 10 โหมด รวมถึงโหมด Off-road เช่น ทราย, โคลน, หิมะ พร้อมชิป Snapdragon 8155 ที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ JAECOO 6 EV AWD เป็น รถ EV ออฟโรด ที่ไม่เพียงแต่ดูดี แต่ยังพร้อมลุยจริง อย่างไรก็ตาม รูปทรง Boxy ย่อมแลกมาด้วยเสียงลมปะทะที่ชัดเจนขึ้นเมื่อขับด้วยความเร็วสูง และช่วงล่างที่เซ็ตมาเพื่อออฟโรดอาจให้ความรู้สึกกระด้างกว่า SUV ทั่วไปเล็กน้อย
Chery V23: รถแฟชั่นทรงกล่องที่ลงตัวสำหรับเมืองไทย
Chery V23 คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างรถแฟชั่นกับความดิบของรถออฟโรด รถทรงกล่องไฟฟ้า คันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับเทรนด์โลกและขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองไทยอย่างแท้จริง ด้วยขนาด B-SUV ที่มีมิติยาว 4,220 มม. กว้าง 1,915 มม. สูง 1,845 มม. และฐานล้อ 2,735 มม. ทำให้ภายในไม่รู้สึกอึดอัด รุ่นนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ 81.76 kWh ให้กำลัง 211 แรงม้า แรงบิด 292 นิวตันเมตร วิ่งได้สูงสุด 430 กม./ชาร์จ (NEDC) และมีระบบ V2L (Vehicle-to-load) 3.3 กิโลวัตต์
Chery V23 โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่รวมความแข็งแกร่งของ G-Class ความบึกบึนของ Defender และความน่ารักของ Jimny เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เป็น รถ EV ดีไซน์โดดเด่น ที่ขับไปไหนก็มีแต่คนมอง ความคล่องตัวในเมืองและความกว้างขวางภายในคือจุดแข็ง แม้ระยะขับจริงอาจอยู่ที่ 300-400 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง แต่หากจะขับลุยป่าทางไกล อาจต้องวางแผนการชาร์จให้ดี
KIA EV9 GT-Line AWD: ยานแม่แห่งอนาคตสำหรับครอบครัวยุคใหม่
KIA EV9 GT-Line AWD สร้างความฮือฮาตั้งแต่ก่อนเปิดตัวในไทย ด้วยดีไซน์ Digital Tiger Face ที่เป็นเอกลักษณ์ รูปทรงกล่องที่บึกบึนแต่ล้ำสมัย ทำให้ EV9 ดูเหมือนรถต้นแบบที่หลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ เป็น รถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 แถว 6 ที่นั่ง ที่เข้ามาทำตลาดในกลุ่มพรีเมียมอย่างเต็มตัว มาพร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังสูงสุด 384 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ 99.8 kWh วิ่งไกล 505 กม./ชาร์จ (WLTP) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.3 วินาที
EV9 คือที่สุดของความโดดเด่นด้านดีไซน์และความอเนกประสงค์ระดับ First Class ด้วยเบาะนั่งแถว 2 แบบ Captain Seat ที่หมุนได้ 180 องศา และเบาะนั่งแถว 3 ที่กว้างขวางสำหรับผู้ใหญ่ จุดเด่นอีกอย่างคือเทคโนโลยีชาร์จ 800V ที่ทำให้ การชาร์จ EV ทำได้รวดเร็วมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาค่าตัวที่สูงถึง 3.9 ล้านบาทจากการนำเข้า ทำให้ EV9 ต้องแข่งขันกับ รถ SUV หรู จากยุโรปอย่าง BMW iX3 หรือ Mercedes-EQE SUV ซึ่งเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์แบรนด์
Suzuki Jimny: แรร์ไอเทมสายลุยขวัญใจแฟชั่นนิสต้า
Suzuki Jimny ยังคงเป็นปรากฏการณ์ในวงการยานยนต์ไทยในปี 2025 และกลายเป็น รถสะสม ที่คนตามหามากที่สุด ด้วยสถานะแรร์ไอเทมที่ผสมผสานความเป็น รถ Off-Road ขนาดเล็ก ที่ลุยได้จริงเข้ากับสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่น มีให้เลือกทั้งแบบ 3 และ 5 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลัง 102 แรงม้า แรงบิด 130 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และระบบขับเคลื่อน Part-time 4WD “AllGrip Pro” ที่มีเกียร์ Low Range (4L) สำหรับการลุยหนัก
Jimny ไม่เพียงแต่ลุยออฟโรดได้จริง แต่ยังคล่องตัวในเมืองด้วยวงเลี้ยวที่แคบ ทำให้ขับสนุกและจอดง่ายในสภาพการจราจรหนาแน่น และที่สำคัญที่สุดคือ ราคาขายต่อที่แข็งแกร่ง เนื่องจากโควตานำเข้าน้อยและความต้องการสูง ทำให้ Jimny กลายเป็นเหมือนการลงทุน ที่ราคาขายต่อมือสองแทบไม่ต่างจากมือหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ราคาจำหน่ายที่ 1.7 – 1.8 ล้านบาท (จากกำแพงภาษี) อาจดูไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับ PPV 7 ที่นั่ง หรือ C-SUV ทั่วไป และฟีลลิ่งการขับขี่แบบ Bumpy Ride จากโครงสร้างคานแข็งและฐานล้อสั้น ทำให้ช่วงล่างค่อนข้างกระด้างเมื่อเจอถนนขรุขระ
Mercedes-Benz G 63 AMG: ราชาแห่ง SUV ทรงกล่องผู้ไม่เคยตาย
Mercedes-Benz G-Class หรือที่รู้จักกันในชื่อ G-Wagen คือแรงบันดาลใจให้กับรถทรงกล่องมากมาย และยังคงยืนหยัดในฐานะไอคอนแห่งวงการยานยนต์มานานกว่า 40 ปี จากจุดเริ่มต้นในฐานะ รถทหาร สู่สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความหรูหราขั้นสุดในปัจจุบัน G 63 AMG ตัวท็อปยังคงเป็นที่ปรารถนา มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ให้พละกำลัง 585 แรงม้า แรงบิด 850 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที สมรรถนะในระดับซูเปอร์คาร์ที่มาพร้อมความหล่อเหลาจากโรงงาน
G-Class คือตำนานที่ฆ่าไม่ตาย ด้วยดีไซน์คลาสสิกที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ผสานกับ สมรรถนะออฟโรดเหนือชั้น ด้วยโครงสร้าง Body-on-Frame และระบบล็อกเฟืองท้าย 3 ตัว ที่พร้อมจะปีนป่ายไปในทุกที่ที่รถคันอื่นไปไม่ถึง ภายในคือที่สุดของความหรูหราเทียบเท่า S-Class สมแล้วกับ ราคาหลัก 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแลกมาคืออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะในรุ่น G 63 V8 Bi-Turbo และวงเลี้ยวที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้การขับในเมืองที่การจราจรหนาแน่นต้องใช้ทักษะและความระมัดระวังสูง
Land Rover Defender: สุภาพบุรุษสายลุยยุคใหม่
Land Rover Defender สุภาพบุรุษสายลุยที่กลับมาเกิดใหม่ในเจเนอเรชัน L663 ลบภาพจำเดิมของ รถลุยสายดิบ ให้กลายเป็น SUV หรูหรา ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยไว้ได้อย่างน่าทึ่ง มีให้เลือกทั้งดีเซล D300 (300 แรงม้า, 650 นิวตันเมตร), เบนซิน P400 (400 แรงม้า, 550 นิวตันเมตร) และปลั๊กอินไฮบริด P400e (404 แรงม้า, 640 นิวตันเมตร, วิ่งไฟฟ้าล้วน 43 กม. WLTP)
Defender โดดเด่นด้วยโครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียม Monocoque (D7x) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา และช่วงล่างถุงลม Adaptive Air Suspension ที่ปรับโหมดการขับขี่ตามสภาพพื้นผิวได้อย่างอัจฉริยะ ทำให้มอบความสบายบนถนนที่สวนทางกับหน้าตา แต่เมื่อลงทางออฟโรด มันคือ Land Rover ของจริงที่สามารถลุยผ่านอุปสรรคโหดๆ ได้อย่างง่ายดาย เป็น รถออฟโรดที่ขับสบาย ในเมือง แต่ทรงพลังบนเส้นทางธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือค่าบำรุงรักษา อะไหล่ และบริการหลังการขายที่สูงกว่ารถทั่วไป รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยังคงมีอยู่บ้างแม้จะมี Mild-Hybrid เข้ามาช่วย
Toyota Land Cruiser FJ: ตำนานที่กำลังจะกลับมาในไทย
กระแสของ Toyota Land Cruiser FJ มาแรงตั้งแต่ก่อนเข้าไทย โดยคาดการณ์ว่าตำนานที่เราคุ้นเคยกำลังจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาดเล็กกว่า Fortuner เล็กน้อย โดยใช้พื้นฐานแชสซีส์เดียวกับ Hilux Champ แต่เน้นการลุยมากกว่า มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 246 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT และขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD
แฟนคลับเตรียมเฮได้เลย เพราะคาดว่า Toyota Land Cruiser FJ จะเข้าไทยช่วงเดือนมีนาคม 2026 ด้วยราคาจำหน่ายที่น่าจะอยู่ในช่วง 1.2 – 1.3 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เป็น รถออฟโรดที่เข้าถึงง่าย จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายในชีวิตประจำวันและพร้อมสำหรับการผจญภัยในวันหยุด
Mercedes-Benz ในปี 2025: นวัตกรรม ความหรูหรา และประสบการณ์เหนือระดับ
ในขณะที่ตลาดรถทรงกล่องกำลังเติบโตอย่างคึกคัก แบรนด์รถยนต์หรูระดับโลกอย่าง Mercedes-Benz ก็ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำทั้งในด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และบริการเหนือระดับ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหา รถยนต์พรีเมียม ที่มากกว่าแค่พาหนะ
Friend with Benz: ชุมชนแห่งแพสชันที่ Motor Show 2025
Mercedes-Benz เข้าใจถึงความผูกพันอันลึกซึ้งที่ผู้คนมีต่อแบรนด์ และได้สานต่อแรงบันดาลใจนี้ด้วยแคมเปญ “Friend with Benz” ที่ไม่ใช่แค่การเชิญชวน แต่เป็นการสร้างสรรค์คอมมูนิตี้สำหรับทุกคนที่มีความหลงใหลในรถยนต์ Mercedes-Benz ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถอยู่แล้ว หรือผู้ที่ใฝ่ฝันอยากจะมีไว้ในครอบครอง การสร้างแพลตฟอร์มนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการเชื่อมโยงกับผู้คนในระดับอารมณ์ความรู้สึก ที่ งาน Motor Show 2025 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ FWB สัมผัสความหรูหราของยนตรกรรมรุ่นต่างๆ และรับข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ Friend with Benz เท่านั้น
แคมเปญ “คน คลั่ง เบนซ์ (Passion for Benz)” ผ่านวิดีโอที่ถ่ายทอดเรื่องราวความหลงใหลในมิติที่แตกต่างกัน ทั้งความผูกพันที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น การสะสมโมเดล หรือแม้แต่การแต่งเพลง ล้วนแสดงให้เห็นถึงพลังของแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง มาร่วมค้นหายนตรกรรมที่ตรงกับ Passion ของคุณ และเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับคอมมูนิตี้ FWB พร้อมพบกับเพื่อนใหม่จาก Mercedes-AMG ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG G 63 (เพื่อนสายลุย), Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ (เพื่อนสายสปอร์ต) และ Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ (เพื่อนสายเรียบหรูสมรรถนะพลัง)
นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย: ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS)
ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกมิติ การพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) จึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน และ Mercedes-Benz ก็เป็นหนึ่งในผู้นำด้านนี้อย่างแท้จริง การที่ Mercedes-Benz ประเทศไทยนำรถยนต์ 3 รุ่น ได้แก่ EQS 450+ AMG Premium, EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic และ S 350 d Exclusive เข้าร่วมการทดสอบการใช้งานระบบ ADAS ในงานสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Week) โดย UNESCAP เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งเสริมและยกระดับ ความปลอดภัยยานยนต์ ให้กับประเทศไทยและภูมิภาค
รถยนต์ทั้ง 3 รุ่นนี้มาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงจาก Mercedes-Benz อย่างครบครัน อาทิ Driving Assistance Package, Active Distance Assist DISTRONIC, Active Lane Keeping Assist, Active Brake Assist, Active Blind Spot Assist, ESP® และ Active Emergency Stop Assist ซึ่งทั้งหมดนี้คือเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจและปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ใช้ และเป็นมาตรฐานใหม่ของ รถยนต์แห่งอนาคต ในปี 2025
Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+: เรือธงแห่งสมรรถนะที่เร้าใจ
การกลับมาเปิดตัว Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ (รหัสตัวถัง C192) ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ ยานยนต์สมรรถนะสูง แห่งปี 2025 โดยพร้อมให้สัมผัสคันจริงที่ Motor Show ครั้งที่ 46 (26 มีนาคม-6 เมษายน 2568) รถยนต์เรือธงในตระกูล GT เจเนอเรชันที่ 2 ของ Mercedes-AMG นี้ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “One Man, One Engine” ซึ่งสะท้อนถึงงานฝีมือและความใส่ใจในทุกรายละเอียด
ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ในตำแหน่ง Hot Inside “V” ที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างพละกำลังมหาศาลถึง 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม. ด้วย ราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 15,900,000 บาท ทำให้ Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ เป็นหนึ่งใน รถซูเปอร์คาร์ ที่น่าจับตามอง
ดีไซน์ภายนอกแบบ Wide Body ที่กว้างถึง 2 เมตร สะท้อน DNA ของมอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง พร้อมกระจังหน้า AMG-specific radiator grille และไฟหน้า DIGITAL LIGHT ภายในมาพร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX7 หน้าจอสัมผัสขนาด 11.9 นิ้วที่ปรับระดับได้ และหน้าจอ Driver’s display ขนาด 12.3 นิ้วแบบ AMG-specific indicators นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัย Driving Assistance Package กล้อง 360 องศา ระบบส่งกำลัง AMG SPEEDSHIFT MCT 9-Speed Sport Transmission, ระบบขับเคลื่อน AMG Performance 4MATIC+, ระบบเบรกสมรรถนะสูง, ระบบเลี้ยวล้อหลัง AMG Rear-Axle Steering, ช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL Sports Suspension และระบบ AMG Real Performance Sound ที่ถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์ได้อย่างเร้าใจ ทั้งหมดนี้รวมกันเพื่อมอบ ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับ ทั้งบนถนนและในสนามแข่ง
เบนซ์ไพรม์มัส: ยกระดับบริการหลังการขายสู่ความเป็นเลิศ
การเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ไม่ใช่แค่การครอบครองยนตรกรรมหรู แต่เป็นการลงทุนในประสบการณ์และความมั่นใจในระยะยาว ซึ่งต้องมาพร้อม บริการหลังการขายเบนซ์ ที่ได้มาตรฐานสูงสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการยกระดับศูนย์บริการซ่อมสี-ตัวถัง (Body & Paint Center) สู่มาตรฐานสูงสุดของ Mercedes-Benz ด้วยการลงทุนในอุปกรณ์เครื่องมือพิเศษที่มีเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ผ่านการฝึกอบรมทักษะงานซ่อมสี-ตัวถังระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของแบรนด์ บุคลากรเหล่านี้มีความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยียานยนต์ และระบบการทำงานของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกซัพแบรนด์ ทำให้มั่นใจได้ว่างานซ่อมสี-ตัวถังทุกชิ้นจะมีคุณภาพสูงสุด
ศูนย์ซ่อมสี-ตัวถังของเบนซ์ไพรม์มัส มีช่องซ่อม 27 ช่อง รองรับรถยนต์ได้ 300 คันต่อเดือน พร้อมบริการครบวงจร ทั้งงานซ่อมหนักและเบา ด้วยเทคโนโลยีการพ่นอบสีระบบแขนกลอินฟราเรดอัตโนมัติควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ และผลิตภัณฑ์สีน้ำมาตรฐานสากลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังรับงานซ่อมจากบริษัทประกันภัยชั้นนำทุกแห่ง โดยมีทีมประสานงานเฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว และมีการติดตามสถานะงานซ่อมทุกขั้นตอน สำหรับลูกค้าที่ต้องการดูแล ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง Mercedes ระดับมืออาชีพ เบนซ์ไพรม์มัสคือคำตอบที่ไว้วางใจได้ และพิเศษสุด! ลูกค้าสามารถรับฟรีค่า Excess เมื่อนำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการเคลมซ่อมสี-ตัวถังรอบคัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2567 ที่เบนซ์ไพรม์มัส สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เท่านั้น นี่คือการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการมอบ ความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า
สัมผัสอนาคตยานยนต์ได้แล้ววันนี้!
ปี 2025 คือยุคที่วงการยานยนต์เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของรถทรงกล่อง Retro-Offroad ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหาเอกลักษณ์และความทนทาน ไปจนถึงการก้าวล้ำของ รถ EV สุดหรู และ รถยนต์สมรรถนะสูง จากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Mercedes-Benz ที่ยังคงมอบนวัตกรรม ความปลอดภัย และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
อย่าพลาดโอกาสในการสัมผัสอนาคตยานยนต์เหล่านี้ด้วยตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการมองหารถทรงกล่องคันใหม่ที่สะท้อนตัวตนของคุณ หรือการแสวงหาความหรูหราและประสิทธิภาพจาก Mercedes-Benz เชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ “Friend with Benz” และพบกับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย พร้อมสัมผัสยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดได้ที่บูธ Mercedes-Benz หมายเลข A17 ใน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 นี้! พบกับ โปรโมชั่น Mercedes-Benz และข้อเสนอ StarFest the “Last Order” ที่ให้ส่วนลดสูงสุด 900,000 บาท หรือเลือกรับส่วนลด 740,000 บาท พร้อมฟรี MBSP Easy Care นาน 3 ปี และ MB Protection นาน 1 ปี ระหว่างวันที่ 18-30 มิถุนายนนี้ รีบจับจองโอกาสดีๆ เช่นนี้ก่อนใคร เพื่อให้ทุกการเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความหมายและความภาคภูมิใจ!

