ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมบอกได้เลยว่าปี 2025 นี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับคนรักรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Retro-Offroad” หรือรถยนต์ “ทรงกล่อง” ที่กลับมาครองใจคนทั่วโลกอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เป็นเทรนด์ที่สะท้อนถึงรสนิยมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มองหาสิ่งที่ “เป็นตัวของตัวเอง” มีคาแรคเตอร์ชัดเจน และสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้หลากหลายมิติ
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกอณูของชีวิต ผู้คนเริ่มโหยหาความดิบ ความจริงแท้ และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตดั้งเดิม รถยนต์ทรงกล่องเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต ผสมผสานความคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว หลายคนอาจคิดว่าดีไซน์ทรงกล่องนั้นขัดกับหลักอากาศพลศาสตร์ แต่ในวันนี้ “คาแรคเตอร์” ได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า “แอโรไดนามิกส์” สำหรับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองใหญ่ที่ต้องการความคล่องตัว โดดเด่นไม่ซ้ำใคร หรือพร้อมที่จะพาออกไปลุยตามเส้นทางท้าทายในวันหยุดสุดสัปดาห์
ผมได้รวบรวม 9 สุดยอดรถยนต์ทรงกล่องที่น่าจับตาที่สุดในปี 2025 ซึ่งแต่ละคันล้วนมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พร้อมจะมาปลุกจิตวิญญาณนักผจญภัยในตัวคุณให้ลุกโชนอีกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเป็นสายลุยตัวจริง สายแฟชั่น หรือสายอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มองหารถยนต์คู่ใจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ลองมาดูกันว่ารถยนต์รุ่นไหนที่จะกลายเป็นนิยามใหม่ของการผจญภัยในแบบของคุณในปี 2025 นี้
GWM TANK 300 Diesel: เมื่อความแกร่งพบกับความคุ้มค่า
GWM TANK 300 Diesel คือปรากฏการณ์ที่เขย่าตลาดรถยนต์ออฟโรดในบ้านเราอย่างแท้จริง หลังจากที่รุ่นไฮบริดได้สร้างกระแสความนิยมไปแล้ว การมาของรุ่นดีเซลยิ่งตอกย้ำถึงความตั้งใจของ GWM ที่จะเจาะตลาดกลุ่มคนที่ต้องการ “รถออฟโรดแท้ๆ” ที่หน้าตาหล่อเหลา ออปชั่นครบครัน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น การตัดสินใจถอดระบบไฮบริดออกและแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 184 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 480 นิวตันเมตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time ที่มีโหมด 2H, 4H และ 4L สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง
สิ่งที่ทำให้ TANK 300 Diesel โดดเด่นเหนือคู่แข่งคือ “ความคุ้มค่า” และ “ความทนทาน” ด้วยราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับฟังก์ชันและสมรรถนะที่ได้รับ รวมถึงการรับประกันเครื่องยนต์ที่ยาวนานถึง 1,000,000 กิโลเมตร ทำให้ผู้ใช้งานคลายความกังวลในระยะยาว โครงสร้างรถแบบออฟโรดแท้ๆ แรงบิดรอบต่ำที่ทรงพลัง ทำให้มันไม่ใช่แค่รถ SUV ที่ดูสวยงามในเมือง แต่พร้อมลุยป่าฝ่าโคลนได้จริง สิ่งนี้ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่มองหารถยนต์คู่ใจที่สามารถพาพวกเขาไปได้ทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยราคาที่สูงเกินไป
อย่างไรก็ตาม ด้วยน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน กับกำลัง 184 แรงม้า อาจจะไม่ใช่รถที่ให้อัตราเร่งที่หวือหวาเท่ารถเก๋งทั่วไป และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time ก็อาจจะใกล้เคียงกับรุ่นไฮบริดในบางสถานการณ์ แต่หากมองในภาพรวมของรถออฟโรดที่เน้นพละกำลังและความทนทาน GWM TANK 300 Diesel คือตัวเลือกที่ “คุ้มค่าเกินราคา” สำหรับการผจญภัยในแบบฉบับของคุณในปี 2025
JAECOO 5 EV MAX: พลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตในเมืองที่เร้าใจ
Jaecoo แบรนด์น้องใหม่จาก Chery สร้างความฮือฮาด้วยการส่ง JAECOO 5 EV MAX เข้ามาเขย่าตลาด Compact SUV ไฟฟ้า 100% ในไทย ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนคือ “ทุบราคาและอัดสมรรถนะ” ให้เหนือกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน นี่คือรถยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองอย่างแท้จริง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า ให้พละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ LFP ขนาด 58.9 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 461 กม./ชาร์จ (NEDC) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.7 วินาที
จุดแข็งของ JAECOO 5 EV MAX คือสมรรถนะที่ “แรงสวนทางกับราคา” ในขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่มักจะให้กำลังไม่เกิน 170 แรงม้า ทำให้ JAECOO 5 EV มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน มีอัตราเร่งที่ทันใจ เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวและเร่งแซงได้ทันที นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์ระดับพรีเมียมที่มักจะพบในรถยนต์ราคาสูงกว่า เช่น หลังคากระจก Panoramic Roof, กล้อง 540 องศา (รวมกล้อง 360 องศา และฟังก์ชันแสดงภาพใต้ท้องรถ) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) พื้นฐานที่ครบครัน ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างมาก
JAECOO 5 EV MAX จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะดี ฟีเจอร์ครบครัน และที่สำคัญคือมีราคาที่สมเหตุสมผล ตอบโจทย์การเดินทางในเมืองที่ไร้มลพิษและประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงในระยะยาว
JAECOO 6 EV AWD: เมื่อ EV ผนวกกับจิตวิญญาณออฟโรด
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้าแต่ยังคงโหยหาความบึกบึนและดีไซน์ออฟโรดสุดคลาสสิก JAECOO 6 EV AWD คือคำตอบที่น่าจับตาอย่างยิ่งในปี 2025 รถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานสายลุยอย่าง Land Rover Defender หรือ Mercedes-Benz G-Class แต่ถูกนำมาตีความใหม่ในโลกของ EV 100% ด้วยคาแรคเตอร์ที่เน้นความโดดเด่น บึกบึน และภาพลักษณ์ที่พร้อมผจญภัย ทำให้มันเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างและมีเสน่ห์เฉพาะตัว
ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้พละกำลังรวม 275 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ LFP ขนาด 65.7 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 501 กม./ชาร์จ (NEDC) จุดเด่นที่เหนือกว่าแค่ดีไซน์คือการใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Aluminium-Alloy Body ที่ให้ความแข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา และมาพร้อมโหมดการขับขี่มากถึง 10 โหมด รวมถึงโหมด Off-road ที่ครบครัน เช่น ทราย โคลน และหิมะ นอกจากนี้ ยังเลือกใช้เทคโนโลยีชิปประมวลผล Snapdragon 8155 ที่ทำให้ระบบ Infotainment ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ไร้ความหน่วง สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยและความพร้อมลุยได้อย่างลงตัว
แน่นอนว่ารถทรง Boxy ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายด้านอากาศพลศาสตร์ ซึ่งทำให้ JAECOO 6 EV อาจมีเสียงลมปะทะที่ดังกว่ารถ SUV ทรงลู่ลมทั่วไปเมื่อขับด้วยความเร็วสูง และช่วงล่างที่เซ็ตมาเพื่อรองรับการขับขี่แบบออฟโรดก็อาจให้ความรู้สึกที่กระด้างกว่า SUV เมืองทั่วไปเล็กน้อย แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่หล่อเหลา แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะพาคุณออกไปผจญภัยในเส้นทางที่แตกต่าง JAECOO 6 EV AWD คือคู่หูที่ตอบโจทย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
Chery V23: รถแฟชั่นทรงกล่องที่ลงตัวกับชีวิตเมืองไทย
Chery V23 คืออีกหนึ่ง “กล่องติดล้อ” ที่คนไทยให้ความสนใจและรอคอยอย่างมากในปี 2025 นี่คือการตีความเทรนด์รถทรงกล่องที่กำลังมาแรงทั่วโลกในรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้าขนาด B-SUV ที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองไทยอย่างยิ่ง ด้วยมิติตัวถังที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ทำให้ V23 มีความคล่องตัวในเมือง แต่ยังคงความรู้สึกโปร่งสบายภายใน
ดีไซน์ของ Chery V23 เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุด มันคือการผสมผสานความดิบของ G-Class ความบึกบึนของ Defender และความน่ารักของ Jimny เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าขับไปไหนก็มีแต่คนเหลียวมอง ด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์และสะดุดตา ทำให้ V23 เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่เป็น “แฟชั่นไอเทม” ที่บ่งบอกถึงสไตล์ของผู้ขับขี่ แบตเตอรี่ขนาด 81.76 kWh ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 292 นิวตันเมตร วิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กิโลเมตร/ชาร์จ (NEDC) และมีระบบ V2L (Vehicle-to-load) ที่ให้กำลังสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ มาให้ด้วย ซึ่งเพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานนอกสถานที่
อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะทางขับขี่จริงที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 300-400 กม. อาจจะเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง แต่หากตั้งใจจะขับลุยป่าทางไกลจริงๆ อาจจะต้องวางแผนจุดชาร์จให้ดี Chery V23 คือรถยนต์ไฟฟ้าที่มอบ “สไตล์” และ “ความโดดเด่น” ได้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมความคล่องตัวที่ตอบรับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ได้อย่างลงตัว
KIA EV9 GT-Line AWD: ยานแม่แห่งอนาคตที่มาพร้อมความหรูหราอเนกประสงค์
KIA EV9 GT-Line AWD คือยานแม่ที่สร้างเสียงฮือฮาในตลาดบ้านเราอันดับต้นๆ ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยและบึกบึนในแบบ Digital Tiger Face รูปทรงกล่องที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ EV9 ดูเหมือนรถต้นแบบที่หลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ มิติขนาดใหญ่แบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง ทำให้มันกลายเป็นนิยามใหม่ของ Premium EV SUV ที่เข้ามาในฐานะกลุ่มพรีเมียมอย่างเต็มตัว ด้วยเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ที่รองรับการชาร์จ DC ที่รวดเร็วเป็นพิเศษ
หัวใจหลักของ EV9 คือขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ให้กำลังสูงสุดถึง 384 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 99.8 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 505 กม./ชาร์จ (WLTP) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.3 วินาที คือสมรรถนะที่น่าประทับใจสำหรับ SUV ขนาดใหญ่ จุดแข็งสำคัญคือ “ความอเนกประสงค์ระดับ First Class” ด้วยเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat ที่สามารถหมุนได้ 180 องศา และเบาะนั่งแถว 3 ที่กว้างขวาง ผู้ใหญ่สามารถนั่งได้จริง ไม่ใช่แค่ที่นั่งสำหรับเด็ก ทำให้ EV9 ตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ หรือผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชันการปรับเปลี่ยนที่นั่งได้หลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาค่าตัวที่สูงถึงเกือบ 4 ล้านบาท เนื่องจากการนำเข้า CBU ทั้งคัน ทำให้ KIA EV9 อยู่ในระดับราคาเดียวกับรถ SUV หรูจากยุโรปอย่าง BMW iX3 หรือ Mercedes-EQE SUV ซึ่งเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในด้านภาพลักษณ์แบรนด์ แต่สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีดีไซน์ไม่ซ้ำใคร เทคโนโลยีล้ำสมัย และความหรูหราอเนกประสงค์ KIA EV9 คือตัวเลือกที่โดดเด่นและน่าตื่นเต้นที่สุดในปี 2025
Suzuki Jimny: แรร์ไอเทมขวัญใจสายแฟชั่นและสายลุยตัวจริง
Suzuki Jimny ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่มันคือ “ปรากฏการณ์” และ “แรร์ไอเทม” ในวงการยานยนต์ไทยอย่างแท้จริง ด้วยดีไซน์ทรงกล่องอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานความน่ารัก ความคลาสสิก และความพร้อมลุยได้อย่างลงตัว ทำให้ Jimny กลายเป็นขวัญใจของทั้งสายแฟชั่นและสายลุยออฟโรด ผู้ที่ตัดสินใจซื้อ Jimny มักจะซื้อด้วย “อารมณ์และสไตล์” ที่นำเหตุผลด้านราคา เพราะมันคือรถที่ให้คุณค่าทางใจและเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์มากกว่าการเป็นพาหนะธรรมดา
Jimny มีให้เลือกทั้งแบบ 3 และ 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร กำลัง 102 แรงม้า แรงบิด 130 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน Part-time 4WD “AllGrip Pro” ที่มีเกียร์ Low Range (4L) สำหรับการลุยหนักโดยเฉพาะ ทำให้มันสามารถใช้งานในแบบ Off-Road ได้จริง และยังมีความคล่องตัวสูงสำหรับการใช้งานในเมือง โดยเฉพาะรุ่น 3 ประตูที่มีวงเลี้ยวแคบ ทำให้มุดสนุกและจอดง่ายมากในสภาพการจราจรหนาแน่น และที่สำคัญที่สุดคือ “ราคาขายต่อที่แข็งโป๊ก” เนื่องจากโควต้านำเข้าน้อยและกระแสความต้องการที่สูงมาก ทำให้ Jimny กลายเป็นรถสะสมไปแล้ว บางคันราคาขายต่อมือสองแทบไม่ต่างจากราคามือหนึ่งเลยทีเดียว
ข้อด้อยที่สำคัญคือเรื่องของราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งพุ่งสูงถึง 1.7 – 1.8 ล้านบาท ด้วยกำแพงภาษี ทำให้ราคานี้สามารถซื้อ PPV 7 ที่นั่ง หรือ C-SUV ดีๆ ได้เลย รวมถึงฟิลลิ่งการขับขี่แบบ Bumpy Ride ที่มีโครงสร้างแบบคานแข็งและฐานล้อที่สั้น ทำให้ช่วงล่างค่อนข้างกระด้างและดีดเมื่อเจอถนนที่ไม่เรียบ แต่หากคุณมองหา “รถที่มีจิตวิญญาณ” ที่ไม่ซ้ำใคร และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของตำนาน Suzuki Jimny คือคำตอบที่ใช่ที่สุด
Mercedes-Benz G 63 AMG: ราชาแห่ง SUV ทรงกล่องผู้เป็นแรงบันดาลใจ
Mercedes-Benz G-Class หรือที่รู้จักกันในนาม G-Wagen คือ “ราชาแห่ง SUV ทรงกล่อง” และเป็นไอคอนของวงการยานยนต์ที่ยืนหยัดมานานกว่า 40 ปี เป็นรถที่เริ่มต้นจากการเป็นพาหนะทางการทหาร ก่อนจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความหรูหราขั้นสุด และสมรรถนะอันยอดเยี่ยมในปัจจุบัน G 63 AMG คือตัวท็อปสายโหดที่ผสานความดิบดั้งเดิมเข้ากับขุมพลังและความประณีตในแบบฉบับ AMG ได้อย่างลงตัว
G 63 AMG มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร Bi-Turbo ผลิตพละกำลังมหาศาล 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที ซึ่งเป็นสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ที่พร้อมให้คุณพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างเร้าใจ จุดแข็งที่สุดคือ “ตำนานที่ฆ่าไม่ตาย” ดีไซน์คลาสสิกที่ไม่เคยล้าสมัย มองยังไงก็ไม่เบื่อ และสมรรถนะออฟโรดของจริง ด้วยโครงสร้าง Body-on-Frame หรือแชสซีส์แบบขั้นบันได และระบบล็อกเฟืองท้าย 3 ตัว ที่พร้อมจะปีนป่ายไปในทุกที่ที่รถคันอื่นไปไม่ถึง ภายในห้องโดยสารคือที่สุดของความหรูหรา แม้ภายนอกจะดูดิบ แต่ข้างในคือ S-Class ดีๆ นี่เอง ที่สมแล้วกับราคาหลัก 10 ล้านบาท
แน่นอนว่าพลังและความหรูหราขนาดนี้ย่อมต้องแลกมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่สูงลิบ โดยเฉพาะในรุ่น G 63 V8 Bi-Turbo ที่ซดน้ำมันเหมือนน้ำ เพื่อแลกกับพลังและเสียงคำรามที่เร้าใจ รวมถึง G-Class เป็นรถที่มีวงเลี้ยวค่อนข้างกว้าง การขับในซอยแคบๆ หรือการหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองอาจจะต้องใช้ทักษะและความระมัดระวังสูง แต่สำหรับผู้ที่มองหา “ที่สุดของที่สุด” ในรถยนต์ทรงกล่อง G 63 AMG คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบได้
Land Rover Defender: สุภาพบุรุษสายลุยในยุคใหม่
Land Rover Defender เจเนอเรชันล่าสุด (L663) คือหนึ่งในไอคอนที่กลับมาเกิดใหม่ได้อย่างสง่างาม มันได้ลบภาพจำเดิมๆ ของรถลุยสายดิบ ให้กลายเป็น SUV หรูที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยไว้อย่างน่าทึ่ง Defender ใหม่คือบทพิสูจน์ว่า “ความหรูหรา” และ “ความสมบุกสมบัน” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว
Land Rover Defender มีทางเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย ทั้งดีเซล D300 (MHEV) 300 แรงม้า / 650 นิวตันเมตร, เบนซิน P400 (MHEV) 400 แรงม้า / 550 นิวตันเมตร, และปลั๊กอินไฮบริด P400e (PHEV) รวม 404 แรงม้า / 640 นิวตันเมตร ที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 43 กม. (WLTP) โครงสร้างตัวถังเป็นอะลูมิเนียม Monocoque (D7x) ที่แข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา และช่วงล่างถุงลม Adaptive Air Suspension ที่สามารถปรับโหมดการขับขี่ตามสภาพพื้นผิวอัจฉริยะ ทำให้คุณได้รับความสบายบนท้องถนนที่สวนทางกับหน้าตา แต่เมื่อลงทางออฟโรด มันคือ Land Rover ของจริง ที่สามารถลุยผ่านอุปสรรคโหดๆ ได้อย่างง่ายดาย
ข้อเสียเปรียบของ Defender คือเรื่องของค่าบำรุงรักษา ทั้งค่าอะไหล่และค่าบริการหลังการขายที่แพงกว่ารถยนต์ทั่วไป รวมถึงเป็นรถที่กินน้ำมันพอสมควร แม้จะมีระบบ Mild-Hybrid มาช่วยแล้วก็ตาม แต่หากคุณมองหารถ SUV ที่ผสานความหรูหรา ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และสมรรถนะการลุยได้อย่างยอดเยี่ยม Land Rover Defender คือสุภาพบุรุษสายลุยแห่งปี 2025 ที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของคุณ
Toyota Land Cruiser FJ: ตำนานที่กำลังจะกลับมาในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น
กระแสความตื่นเต้นของ Toyota Land Cruiser FJ นั้นมาแรงตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่ประเทศไทยเสียอีก ตำนานที่เราคุ้นเคยกำลังจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาดเล็กกว่า Fortuner เล็กน้อย ซึ่งจะใช้พื้นฐานแชสซีส์แบบเดียวกับ Hilux Champ แต่ถูกปรับจูนให้เน้นการลุยได้มากกว่า การกลับมาครั้งนี้เป็นการตอบรับกระแส Retro-Offroad อย่างชัดเจนจากค่ายยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความคาดหวังให้กับแฟนคลับทั่วโลก
คาดว่า Toyota Land Cruiser FJ จะเข้าไทยในช่วงปี 2026 โดยจะมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 246 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD ด้วยการวางตำแหน่งที่คาดการณ์ว่าจะมาพร้อมราคาจำหน่ายประมาณ 1.2 – 1.3 ล้านบาท ทำให้ Land Cruiser FJ มีโอกาสที่จะเป็น “ตัวเลือกที่จับต้องได้” สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ทรงกล่องที่มี DNA แห่งการผจญภัยของ Toyota
จุดแข็งของ Land Cruiser FJ คือความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Toyota ความทนทาน และศักยภาพการลุยที่ได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน แม้จะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย แต่ความคาดหวังก็สูงมาก ด้วยขนาดที่กะทัดรัดกว่า Land Cruiser รุ่นใหญ่ ทำให้ FJ มีความคล่องตัวในการใช้งานในเมืองและบนเส้นทางออฟโรดที่แคบกว่า แต่ยังคงประสิทธิภาพการลุยได้อย่างเต็มที่ หาก Toyota สามารถทำราคาได้ตามที่คาดการณ์ไว้ Land Cruiser FJ จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในตลาด Retro-Offroad ที่มีคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อในปี 2026 อย่างแน่นอน
เทรนด์ Retro-Offroad 2025: มากกว่าแค่รูปทรง แต่คือวิถีชีวิต
จากรายชื่อรถยนต์ทรงกล่องที่เราได้เจาะลึกไป จะเห็นได้ว่าเทรนด์ Retro-Offroad ในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การย้อนยุคด้านดีไซน์ แต่เป็นการผสานเอาแก่นแท้ของความแข็งแกร่ง ความเรียบง่าย และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย เข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (EV) ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หรือระบบ Infotainment ที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
ผู้บริโภคในวันนี้มองหารถยนต์ที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สามารถพาพวกเขาไปได้ทุกที่ ตั้งแต่การเดินทางในเมืองไปจนถึงการผจญภัยนอกเส้นทาง โดยไม่ต้องเสียสละเรื่องความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความทันสมัย รถยนต์ทรงกล่องเหล่านี้จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความจำเจ และเป็นพาหนะที่สะท้อนถึงตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร
แบรนด์รถยนต์ต่างๆ ก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกเขากำลังพัฒนาเทคโนโลยีและบริการหลังการขายเพื่อรองรับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของผู้บริโภค เช่นเดียวกับ Mercedes-Benz ที่นอกจากจะมี G-Class เป็นราชาแห่งรถทรงกล่องแล้ว ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่าง ADAS ในรถยนต์รุ่นต่างๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน และการยกระดับศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด พร้อมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็เป็นการตอกย้ำถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์หรู สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์พรีเมียมยังคงสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาสมรรถนะ ความหรูหรา และความมั่นใจในทุกการเดินทาง
และสำหรับผู้ที่มองหาสมรรถนะสุดขีดบนท้องถนน Mercedes-Benz AMG GT 63 4MATIC+ ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงขีดสุดแห่งวิศวกรรมยานยนต์ ด้วยปรัชญา “One Man, One Engine” ที่สะท้อนความประณีตและพลังดิบจากเครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo 585 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.2 วินาที พร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนและช่วงล่างที่ปรับจูนมาเพื่อการขับขี่ในสนามแข่งและบนท้องถนนอย่างปลอดภัยและรวดเร็วสูงสุด ดีไซน์แบบ Wide Body ที่ดุดัน และภายในที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี MBUX และจอแสดงผลเฉพาะ AMG ก็ตอกย้ำถึงความเป็นยนตรกรรมเรือธงที่ไม่เป็นรองใครในตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง
อนาคตของยานยนต์ทรงกล่องและรถยนต์ประสิทธิภาพสูงเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดินทาง แต่คือการสร้างประสบการณ์ การบ่งบอกตัวตน และการเปิดโลกแห่งการผจญภัยครั้งใหม่
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของยานยนต์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความคลาสสิกของรูปทรง ความแกร่งที่พร้อมลุย หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ผมขอเชิญชวนให้คุณได้สัมผัสและเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับยนตรกรรมเหล่านี้ด้วยตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการทดลองขับ การศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่ ที่จะมาเติมเต็ม “จิตวิญญาณนักผจญภัย” ในแบบของคุณในปี 2025 และปีต่อๆ ไป มาร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและไร้ขีดจำกัด!

