ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถยนต์ที่ก้าวกระโดดอย่างไม่หยุดยั้ง จากพาหนะที่พาเราไปถึงจุดหมาย กลายเป็นห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ผู้บริโภคยุคใหม่ในปี 2025 มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้องการอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และสมรรถนะที่เหนือกว่า ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด ใครๆ ก็อยากได้รถที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มีแอร์แยกส่วน เบาะปรับไฟฟ้า หลังคากระจกบานใหญ่ และฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมายที่ดูน่าตื่นเต้นบนหน้าโบรชัวร์
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ฟีเจอร์บางอย่างที่ดูดีมีระดับบนกระดาษ หรือสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกขับขี่ อาจกลายมาเป็น “ระเบิดเวลา” ที่สร้างภาระค่าใช้จ่าย และปัญหาจุกจิกกวนใจในระยะยาว บทความนี้ ผมจะพาทุกท่านเจาะลึก 5 ฟีเจอร์ที่ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญ มองว่าอาจ “ไม่คุ้ม” เมื่อใช้งานจริงในสภาวะตลาดและเทคโนโลยีของปี 2025
ช่วงล่างปรับได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Adaptive/Electronic Suspension)
พบได้ใน: รถยนต์หรูหรา รถสปอร์ตสมรรถนะสูง และ Crossover/SUV ระดับพรีเมียมบางรุ่น
ช่วงล่างอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบช่วงล่างแบบปรับได้อัตโนมัติ เป็นฟีเจอร์ที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการขับขี่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะต้องการความหนึบแน่นเพื่อการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมบนทางคดเคี้ยว หรือความนุ่มนวลเพื่อการเดินทางไกลที่สะดวกสบาย เพียงแค่กดปุ่มบนคอนโซล รถก็พร้อมจะปรับคาแรคเตอร์การขับขี่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ระบบเหล่านี้มักใช้เซ็นเซอร์หลายตัวในการตรวจจับสภาพถนน รูปแบบการขับขี่ และน้ำหนักบรรทุก เพื่อปรับความแข็งอ่อนของโช้คอัพแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงความปลอดภัยและความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในตอนแรก
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ตรงของผม ฟีเจอร์นี้มักกลายเป็น “ลูกเล่น” ที่ถูกใช้งานจริงน้อยกว่าที่คาดไว้ หลายคนมักจะเลือกใช้โหมดใดโหมดหนึ่งที่ตัวเองถนัดหรือชื่นชอบที่สุดตลอดการเดินทาง ส่วนปุ่มปรับเปลี่ยนโหมดต่างๆ ก็ถูกทิ้งร้างไปอย่างน่าเสียดาย ยิ่งไปกว่านั้น ค่าบำรุงรักษาของระบบช่วงล่างอิเล็กทรอนิกส์นั้น “สูงกว่า” ระบบช่วงล่างแบบธรรมดาอย่างเทียบไม่ติด โช้คอัพอิเล็กทรอนิกส์หนึ่งตัวอาจมีราคาสูงกว่าโช้คอัพปกติหลายเท่า หากเกิดการชำรุดเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นจากเซ็นเซอร์ กล่องควบคุม หรือตัวโช้คอัพเอง การซ่อมแซมก็มีความซับซ้อนและต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ “สูงลิบ” ในระยะยาว
ในปี 2025 แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก และมีระบบช่วงล่างอัจฉริยะที่ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และปรับแต่งได้แม่นยำขึ้น แต่ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงต่อปัญหาจุกจิก และค่าซ่อมแซมที่อาจบานปลายสำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี ผู้ผลิตบางรายพยายามนำระบบช่วงล่างไฟฟ้ามาใช้ในรถยนต์ราคาเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ก็มักจะลดทอนความซับซ้อนและฟังก์ชันลง ทำให้ประสิทธิภาพอาจไม่โดดเด่นเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังคงมองว่า สำหรับการใช้งานทั่วไป ระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีตั้งแต่โรงงาน มักจะให้ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความทนทานที่คุ้มค่ากว่า
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณารถยนต์ที่มีช่วงล่างปรับได้ ผมแนะนำให้พิจารณาถึง “ความถี่ในการใช้งานจริง” และ “งบประมาณในการบำรุงรักษา” ในระยะยาวอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีในช่วงทดลองขับสั้นๆ เพราะการมีช่วงล่างไฟฟ้าที่เสียแล้วต้องทนขับไปทั้งๆ ที่มันไม่ทำงาน หรือต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อซ่อมแซม อาจสร้างความปวดหัวมากกว่าความสุขที่ได้รับจากการใช้งานจริง
ล้ออัลลอยขนาดใหญ่และยางแก้มเตี้ย (Large Rims and Low-Profile Tires)
พบได้ใน: รถยนต์หรูหรา รถสปอร์ต Crossover/SUV ยุคใหม่ และแม้กระทั่งรถยนต์นั่งขนาดกลางที่ต้องการความสปอร์ต
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ล้อแม็กใหญ่และยางแก้มเตี้ยนั้นช่วยเสริมรูปลักษณ์ให้รถดูสปอร์ต ทันสมัย และดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากความสวยงามแล้ว ยางแก้มเตี้ยยังให้การตอบสนองที่ฉับไว แม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักขับหลายคนชื่นชอบ และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงหรือรถหรูยุคใหม่แทบทุกรุ่นในตลาดปี 2025
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ประสิทธิภาพในการควบคุมที่สูงขึ้นนั้น แลกมาด้วย “ความแข็งกระด้าง” ที่มากกว่าปกติอย่างเลี่ยงไม่ได้ การขับขี่บนสภาพถนนที่ไม่เรียบ หรือตกหลุมบ่อแต่ละครั้ง อาจสร้างความสะท้านสะเทือนจนผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายตัว ยิ่งไปกว่านั้น ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่มาพร้อมยางแก้มเตี้ย มีความเสี่ยงต่อการเสียหายได้ง่ายกว่ายางที่มีแก้มหนา หากตกหลุมแรงๆ หรือเบียดขอบทาง อาจทำให้ล้อคด ล้อแตก หรือยางฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมล้อ หรือเปลี่ยนยางเหล่านี้ “แพงกว่า” ยางขนาดปกติทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ล้อขนาดใหญ่ยังมีน้ำหนักมากกว่า ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะเครื่องยนต์ต้องออกแรงหมุนล้อที่หนักกว่า และการเปลี่ยนยางแต่ละครั้งก็มักทำให้เจ้าของรถต้องเหงื่อตก เพราะยางขอบใหญ่คุณภาพสูงมีราคาสูงมาก การหาซื้อยางทดแทนในบางขนาดก็อาจทำได้ยากกว่ายางทั่วไป
สำหรับผู้ที่อยากจะอัพเกรดล้อจากโรงงาน ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรเพิ่มขนาดขึ้นเพียง 1 นิ้วจากรุ่นมาตรฐานที่ติดรถมา เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความสวยงาม สมรรถนะ และความคุ้มค่าในการใช้งาน ไม่แนะนำให้เพิ่มขนาดล้อแบบก้าวกระโดดหลายนิ้ว เพราะนั่นอาจนำไปสู่ปัญหามากมายที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจะลดทอนความสุขในการขับขี่ระยะยาวอย่างสิ้นเชิง การเลือกยางแก้มเตี้ยที่มีคุณภาพดีจากแบรนด์ชั้นนำอาจช่วยลดผลกระทบด้านความกระด้างลงได้บ้าง แต่ก็ยังคงต้องยอมรับในเรื่องของค่าบำรุงรักษาและอายุการใช้งานที่อาจสั้นลงกว่ายางแก้มหนา
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD / 4WD) ในรถยนต์ใช้งานทั่วไป
พบได้ใน: รถยนต์ SUV และ Crossover ยอดนิยมหลายรุ่น เช่น Honda CR-V, Mazda CX-5, Subaru XV (ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจากอดีต แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งอีกมากมาย)
ความเชื่อที่ว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD หรือ 4WD) ช่วยถ่ายเทแรงม้าและแรงบิดได้ดีกว่าระบบขับเคลื่อนสองล้อ พร้อมให้เสถียรภาพ การยึดเกาะถนน และความปลอดภัยที่เหนือกว่านั้นไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ในสภาพถนนที่ลื่น ทุรกันดาร หรือในการขับขี่แบบ Off-road ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อคือพระเอกตัวจริงที่ช่วยให้รถผ่านอุปสรรคไปได้อย่างมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้งานในเมือง หรือการเดินทางบนถนนลาดยางทั่วไปในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งไม่มีหิมะหรือเส้นทาง Off-road ที่โหดร้าย ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในรถยนต์ SUV หรือ Crossover สำหรับใช้งานในเมืองหลายรุ่นนั้น “แทบจะไม่มีประโยชน์” และบ่อยครั้งกลายเป็นฟีเจอร์ที่ “เกินความจำเป็น” ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยต่างๆ เช่น ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP/VSC) หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS/TRC) ก็เพียงพอต่อการใช้งานตามปกติแล้ว
การมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเพิ่มเข้ามา ส่งผลให้น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นหมายถึง “อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น” อีกทั้งรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อมักมีค่าตัวที่ “แพงกว่า” รุ่นขับเคลื่อนสองล้ออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุนสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่เคยขับรถลุยป่าฝ่าดง หรือไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการยึดเกาะระดับสูงเป็นประจำ
ในยุค 2025 ที่ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตมากขึ้น การเลือกซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณเป็นคนที่มีวิถีชีวิตที่ต้องลุยป่าเขาเป็นประจำ หรือทำงานในพื้นที่ที่ต้องขับฝ่าดินโคลนจริงๆ หรือขับรถยนต์สมรรถนะสูงที่มีเครื่องยนต์เกิน 200 แรงม้าขึ้นไป ซึ่งต้องการการยึดเกาะถนนที่เหนือกว่าเพื่อความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจึงจะถือว่า “คุ้มค่า” แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ขับในเมืองเป็นหลัก หรือเดินทางบนถนนลาดยางเป็นส่วนใหญ่ การจ่ายเงินเพิ่มเพื่อระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ อาจเป็นภาระที่ไม่จำเป็น และทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้นโดยไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่
หลังคาแก้วพาโนรามา (Panoramic Glass Roof)
พบได้ใน: รถยนต์หรูหรา และ Crossover/SUV ระดับพรีเมียมหลายรุ่น
หลังคาแก้วพาโนรามา เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกกว้างขวาง โปร่งสบาย และยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้ดูหรูหรา มีสุนทรียภาพสไตล์รถยุโรปที่ทันสมัย เป็นจุดขายที่ดึงดูดใจผู้ซื้อหลายคนในตลาดปี 2025 ที่มองหารถยนต์ที่เหนือกว่าแค่การเดินทาง
แต่สำหรับประเทศที่มีอากาศร้อนระอุอย่างประเทศไทย หลังคาแก้วพาโนรามากลับมาพร้อมกับข้อเสียที่ผู้ใช้งานควรพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้จะมีม่านบังแดดบางๆ ให้เลื่อนปิดได้ แต่ผ้าใบบางๆ นั้นไม่สามารถป้องกันแสงแดดที่แผดเผาอย่างรุนแรงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่ากับหลังคาปกติที่ทำจากโลหะแข็งแกร่งอย่างแน่นอน
นักออกแบบรถยนต์มักจะดีไซน์หลังคาแก้วเพื่อการใช้งานในประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ซึ่งแสงแดดอ่อนๆ ช่วยสร้างความอบอุ่นภายในห้องโดยสาร แต่ไม่ใช่แสงแดดที่รุนแรงชนิดที่ดูเหมือนจะหลอมละลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าเหมือนในบ้านเรา การใช้รถที่มีหลังคาแก้วท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดในเมืองไทย จึงไม่ต่างจากการนั่งอยู่ใน “เตาอบเคลื่อนที่” ในช่วงกลางวันร้อนจัด ทำให้ต้องเร่งเครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น ซึ่งหมายถึง “การใช้พลังงานของรถที่มากขึ้น” และ “เผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ” หรือลดระยะทางในการขับขี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากเรื่องความร้อนแล้ว หลังคาแก้วแบบตายตัว (Fixed Panoramic Glass Roof) ยังแตกต่างจากหลังคาซันรูฟแบบเปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดเพื่อระบายความร้อนได้ ดังนั้นความร้อนที่สะสมในห้องโดยสารจึงจัดการได้ยากกว่า และในระยะยาว หลังคาแก้วยังมีความเสี่ยงต่อการแตกร้าวจากการกระแทก หรือการบิดตัวของโครงสร้างรถในสภาพถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหรือซ่อมแซมก็ “สูงมาก”
หากคุณหลงใหลในความหรูหราแบบยุโรปและต้องการฟีเจอร์หลังคาที่โปร่งสบาย ผมแนะนำให้พิจารณา “พาโนรามาซันรูฟแบบเปิดได้” ซึ่งจะช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่า และช่วยให้การใช้งานจริงในประเทศไทยคุ้มค่ากว่าหลังคาแก้วแบบตายตัวที่ไม่สามารถเปิดได้เลย
ระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ (DCT) และเทคโนโลยีซับซ้อนบางชนิด
พบได้ใน: รถยนต์จากค่ายยุโรปหลายรุ่น (Volkswagen, Audi) และรถยนต์สมรรถนะสูงบางรุ่น รวมถึงรถยนต์จากค่ายอื่นในอดีต (Ford Fiesta, Ford Focus บางรุ่น)
ระบบเกียร์คลัตช์คู่ หรือ Dual-Clutch Transmission (DCT) ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมระบบส่งกำลังที่ล้ำสมัยที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นทั้งการตอบสนองที่รวดเร็ว การเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลฉับไว และประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงที่เหนือกว่าเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ในยุคแรกๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยี “คลัตช์แห้ง” ที่เน้นการถ่ายทอดกำลังโดยตรงและลดการสูญเสียพลังงาน ทำให้หลายค่ายรถยนต์นำมาใช้ในรถยนต์รุ่นต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะและความประหยัด
อย่างไรก็ตาม เกียร์คลัตช์คู่ โดยเฉพาะรุ่นคลัตช์แห้งในรถยนต์นั่งทั่วไป ก็มักมาพร้อมกับ “ข้อเสีย” ที่กลายเป็นปัญหาจุกจิกกวนใจในระยะยาว นั่นคือแนวโน้มที่จะ “สึกหรอของคลัตช์มากกว่า” เกียร์อัตโนมัติแบบปกติ และปัญหาความขัดข้องของกลไกการทำงานที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งกว่า ซึ่งนำไปสู่การซ่อมแซมที่มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อน
หลายค่ายรถตระหนักถึงปัญหานี้ดีและได้ลงทุนในการพัฒนาโซลูชั่นส์เพื่อแก้ไข จนถึงปี 2025 เกียร์ DCT แบบ “คลัตช์เปียก” ได้รับการพัฒนาให้มีเสถียรภาพและความทนทานที่ดีขึ้นมาก และยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในรถสปอร์ตและรถสมรรถนะสูง แต่สำหรับรถยนต์ใช้งานทั่วไปในตลาดแมส ผู้ผลิตบางรายได้หันกลับไปเร่งพัฒนาระบบเกียร์ทอร์คคอนเวอร์เตอร์แบบดั้งเดิมให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับเกียร์คลัตช์คู่ในแง่ของความประหยัดและความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ แต่มีจุดเด่นเรื่องความทนทาน ราคาถูกกว่า น้ำหนักเบากว่า และง่ายต่อการบำรุงรักษามากกว่า
แม้แต่ค่ายรถยนต์ที่เป็นเจ้าพ่อแห่งการพัฒนาเกียร์คลัตช์คู่ในอดีตอย่าง Volkswagen ก็ยังเคยมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนกลับไปใช้เกียร์ทอร์คคอนเวอร์เตอร์แบบดั้งเดิมในรถยนต์รุ่นยอดนิยมบางรุ่น สิ่งนี้บ่งบอกเป็นอย่างดีว่าเทคโนโลยีเกียร์คลัตช์คู่ แม้จะล้ำสมัย แต่อาจเหมาะสำหรับรถสปอร์ตและซูเปอร์คาร์ที่เน้นสมรรถนะสูงสุดเป็นหลัก แต่สำหรับรถยนต์นั่งทั่วไปที่เน้นความทนทาน ใช้งานง่าย และค่าบำรุงรักษาที่ไม่สูงเกินไป เกียร์ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ที่พัฒนามาอย่างดี หรือระบบ e-CVT ในรถยนต์ไฮบริด อาจเป็นทางเลือกที่ “คุ้มค่าและไร้ปัญหากว่า” ในระยะยาว
การตัดสินใจเลือกฟีเจอร์ที่ใช่สำหรับคุณ
ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่เต็มไปด้วยตัวเลือกและเทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจ การตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์หรือสมรรถนะบนหน้ากระดาษอีกต่อไป ในฐานะผู้ใช้งานรถยนต์มานานและเห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดมาตลอด ผมอยากแนะนำให้ทุกท่านพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึง “รูปแบบการใช้งานจริง” “สภาพแวดล้อมในการขับขี่” และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership)” ตลอดอายุการใช้งานของรถ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษา ค่าซ่อมแซม หรืออัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน
ฟีเจอร์ที่ดูหรูหรา ล้ำสมัย หรือสร้างความสะดวกสบายในตอนแรก อาจกลายเป็นภาระใหญ่ในอนาคต หากเราไม่ได้พิจารณาถึงความทนทาน ความซับซ้อนในการซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายที่อาจตามมาอย่างถี่ถ้วน การเลือกซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณอย่างแท้จริง จะนำมาซึ่งความสุขและความสบายใจในการใช้รถยนต์ของคุณในระยะยาว
แล้วคุณล่ะ? มีประสบการณ์กับฟีเจอร์รถยนต์ที่ “ก่อปัญหา” มากกว่า “ให้ประโยชน์” บ้างไหม? หรือมีฟีเจอร์ใดที่คุณคิดว่า “จำเป็น” และ “คุ้มค่า” อย่างแท้จริงในปี 2025? มาร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ของคุณเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถคนอื่นๆ ได้ในส่วนความคิดเห็นด้านล่างนี้เลย!

